แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 52

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 220

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ส.ค. 2562 17:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 52
แบบอักษร

สิ่งที่ทำให้เหล่ฟั้นลืมความซึมเซาเป็นปลิดทิ้งก็คือซองจดหมายที่บุรุษไปรษณีย์นำมาเสียบไว้ที่ประตูหลังบ้าน

“เจ้าดอกมะลิวัลย์” เธออ่านชื่อผู้รับในใจ ดวงตาลุกวาวเพราะจำลายมือนั้นได้ดี ส่วนมือที่ถือสารสั่นน้อยๆเมื่อสายตาเคลื่อนลงมาเห็นข้อความที่เขียนด้วยปากกาคอแร้งสีดำพร้อมขีดเส้นใต้ว่า “กรุณาส่งทางประตูหลังเท่านั้น” 

เหล่ฟั้นหลุดยิ้มออกมา ก่อนฉีกซองจดหมายอย่างลุกลี้ลุกลน 

“ถึง เจ้าดอกมะลิวัลย์ 

ฉันมีเรื่องในใจมากมายที่อยากพูดกับเธอ เจอกันสี่ทุ่มคืนนี้ที่ห้องเธอนะ แล้วฉันจะบอกเธอหมดทุกอย่าง 

ผู้ชายแย่ๆคนนั้น” 

“ไหว่เชิง” หญิงรับใช้ยกมือทาบอกด้วยรู้สึกว่าใจเต้นแรงขึ้น แววตาทอประกายแจ่มใส “ในที่สุดคุณก็กลับมาหาฉันแล้วสินะ” 

 

วันนั้นทั้งวันเด็กสาวไม่เป็นอันทำอะไรอื่น นอกเสียจากเฝ้าคอยเวลานัดหมายอย่างใจจดจ่อ ครั้นเวลาล่วงมาถึงสี่ทุ่มเศษก็ยังไม่มีวี่แววว่าเขาจะมาถึงดังคำนัดแนะที่ว่าไว้ ผ่านไปอีกนานเท่าใดก็ไม่ทราบ เนื่องจากเธออ่อนล้าจนเกือบจะผล็อยหลับไป จู่ๆก็มีเสียงล้อรถแล่นมาหยุดที่หน้าประตูห้องเธอส่วนที่เชื่อมไปสู่หลังบ้าน

“นางหนู” เสียงเรียกล้งเล้งรวมทั้งสรรพนามอันคุ้นหูนั้นปลุกเธอให้ลุกจากที่นอน และผลุนไปเปิดประตูบานนั้น 

“ลุงตั๊ง” เหล่ฟั้นเรียกด้วยใจระรัว “ทำไมลุงถึงมาที่นี่ล่ะคะ” 

“พาชายหนุ่มมาส่ง” แกหัวเราะริกรี้เหมือนสาวรุ่น “ผู้ชายแย่ๆคนนั้น” 

เร็วเกินที่สมองของผู้อ่อนวัยจะทันได้ประมวลผล หลังคาผ้าใบสีเขียวหม่นก็ถูกตลบไปเก็บไว้ด้านหลัง ร่างผึ่งผายผลุบลงมาจากเบาะนั่ง 

“ลูกค้าเหมาเดือนของลุงเอง...” ชายชราบอกพร้อมกับถอดหมวกกุยเล้ยออกพัดระบายความร้อน “...เพิ่งไปรับมาจากท่าเรือข้ามฟากเดี๋ยวนี้เอง” 

เด็กสาวเพ่งมองเด็กหนุ่มที่สืบเท้าเข้ามาจากมุมมืด 

“เสร็จสิ้นธุระซะที ลุงกลับก่อนล่ะนะ ไม่อยากอยู่เป็นก้างขวางคอทำลายความเป็นส่วนตัวของใครหรอก” ลุงตั๊งหัวเราะชอบใจ แล้วจึงลากรถออกไปโดยมีรอยยิ้มของเด็กหนุ่มสาวทั้งสองส่งให้แทนคำอำลา 

“ไหว่เชิง” เหล่ฟั้นเรียกด้วยเสียงเรียบเย็น “เพราะอะไรคุณถึงเจาะจงมาหาฉันทางนี้แทนที่จะเข้าบ้านทางประตูใหญ่ตามปกติ” 

คนเพิ่งรู้ชาติกำเนิดที่แท้จริงของตนยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบคำถามเธอด้วยความร้าวรานที่ฉายฉานในสุ้มเสียง  

“นับแต่นี้ไป เมื่อไหร่ก็ตามที่เลี่ยงได้ ฉันก็จะพยายามเลี่ยงไม่เข้าประตูนั้น เพราะไม่ต้องการเจอหน้าใครบางคน” 

“คุณหมายถึงคุณนายหรือคะ” 

“ฮื่อ” ไหว่เชิงถอนหายใจหนักๆ “ฉันรู้ความจริงทั้งหมดแล้ว ซึ่งถ้าหากว่าไม่จำเป็น ฉันก็ไม่อยากพบผู้หญิงที่ฉันเคยเรียก ‘คุณแม่’ อีกเลย” 

“ฉันรู้สึกผิดเหลือเกินที่พลั้งปากบอกเรื่องนี้กับคุณ” ผู้ต่ำศักดิ์ระบายความอัดอั้นที่ปริปริ่มในดวงใจตลอดมานับแต่วันนั้น 

“เอาเถอะ ฉันเองก็รู้สึกผิดกับเธอเช่นกัน” 

“เราต่างก็เคยทำผิดต่อกันทั้งคู่” เธอตัดบทเป็นเชิงปลอบโยน   

“ไม่ใช่แค่เรื่องนั้นเรื่องเดียว แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ติดค้างในใจฉันตั้งแต่ครั้งแรกที่เราพบกัน” น้ำเสียงของเขาเปี่ยมด้วยความสำนึกบาป “ฉันคงไม่กล้าขออะไรจากเธอมากกว่าขอให้เธอยกโทษให้ผู้ชายแย่ๆอย่างฉันด้วย” 

“แค่คุณมีแก่ใจกลับมาหาฉัน ฉันก็ไม่กล้าถือโทษโกรธคุณแล้ว” หมุ่ยไจ๋กะพริบตาย้ำๆไล่น้ำตาที่เริ่มซึมออกมา แต่ผู้เป็นนายรีบคว้าผ้าเช็ดหน้าขนหนูสีชมพูที่พกติดตัวมาซับให้ด้วยท่าทางอ่อนโยน 

เธอช้อนสายตาขึ้นมองเขา ไม่มีถ้อยคำใดหลุดมาจากริมฝีปากที่แต้มด้วยรอยยิ้มเอ็นดูนั้น แต่หากว่ามี คำพูดแรกก็คงเป็น “อย่าร้องไห้เลย” ดังที่เขาพูดประจำทุกคราที่เธอทำหน้าคล้ายจะเสียน้ำตา 

“ยังเก็บมันไว้อยู่อีกเหรอคะ” เด็กสาวฝืนยิ้ม พลางนึกถึงวันเก่าที่เธอและเขาเคยครวญเพลงด้วยกันบนระเบียงบ้าน 

เด็กหนุ่มระบายยิ้มในสีหน้าพร้อมกับยื่นมือไปกุมมือเธอไว้ 

“ฉันอาจไม่รู้ว่าตัวฉันเป็นลูกเต้าเหล่าใคร แต่ฉันก็รู้ดีและมั่นใจว่าใครคือคนที่ตัวฉันอยากอยู่เคียงข้างมากที่สุด” เขากล่าวอย่างแน่วแน่ ดวงตาคู่คมจ้องจับอยู่ที่ใบหน้าเธอไม่วาง “แล้วฉันจะหาเวลามาเยี่ยมเธอคนนั้นบ่อยๆ” 

“คุณพูดจริงนะคะ” เธอถามเพื่อหยั่งท่าที 

“ก็จริงน่ะสิ” คนแซ่หมั่นแต่ในนามยืนยัน ก่อนที่จะยื่นหน้าเข้าไปใกล้ แล้วประทับจูบบนใบหน้าเธออย่างนุ่มนวล 

 

นิสิตมหาวิทยาลัยฮ่องกงสามารถรักษาคำพูดตนเองได้อย่างเยี่ยมยอด เพราะตั้งแต่นั้นมา ทุกค่ำคืนที่ว่างเว้นจากภาระการเรียน เขาจะกลับมาหาเธอเสมอ โดยขึ้นเรือจากเกาะฮ่องกงข้ามมายังแหลมเกาลูนที่ซึ่งมีลุงตั๊งคอยท่ารอรับ...ทุกคืนก่อนจะมาถึง เขาไม่เคยลืมที่จะส่งจดหมายมานัดหมายเธอล่วงหน้าเพื่อให้เธอได้เตรียมตัว ครั้นได้พบกันแล้ว ทั้งสองมักใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการอิงแอบแนบชิด เล่าสู่กันฟังถึงสิ่งที่พวกตนประสบมาก่อนหน้านั้น หากในหลายๆครั้งก็จะจมดิ่งสู่ความเงียบงัน อาศัยสายตาพร่ำบอกกันและกันว่าเขาและเธอคิดถึงอีกฝ่ายหนึ่งมากเพียงใด ต่อเมื่อสาสมใจแล้ว เด็กหนุ่มจึงค่อยดอดขึ้นไปนอนบนห้องของตนเอง หรือไม่อย่างนั้นก็จะรีบย้อนกลับไปที่ท่าเรือเพื่อหาตั๋วเรือรอบดึกพิเศษกลับหอพัก ตามแต่ความเหมาะสม

แม้ว่านั่นจะห้วงเวลาที่เปี่ยมสุขที่สุดของพวกเขา ทว่ามันก็ผ่านพ้นไปไวเสียเหลือเกิน... 

 

สตรีวัยสี่สิบเศษที่นั่งกรายพัดขนนกอยู่บนโซฟา มีสีหน้าเป็นปลื้มไม่รู้จบสิ้นเมื่อได้รับข่าวจากทนายความว่าศาลตัดสินให้หล่อนเป็นผู้ครอบครองเงินก้อนใหญ่ที่สุดที่สามีฝากไว้กับธนาคารทั้งหมดทุกดอลลาร์...วันนี้แลดูจะเป็นวันที่หล่อนเบิกบานยิ่งกว่าวันไหนๆในรอบหลายปีที่ล่วงมา เบิกบานถึงขั้นที่เปิดเพลงจีนในแผ่นเสียงครั่งฟังได้ครึ่งค่อนวันโดยไม่มีเบื่อหน่ายเหมือนเช่นธรรมดา แต่กระนั้นก็ยังมีสิ่งเล็กๆสิ่งหนึ่งซึ่งทำให้หล่อนดีใจได้ไม่เต็มที่ คือการที่บุตรสุดรักไม่มาให้เห็นหน้านานผิดสังเกต

“เห็นทีจะได้ฤกษ์ออกทุกข์จริงๆจังๆเสียแล้วซิ” หยิงโถวพึมพำแข่งกับเสียงเพลง ‘หยอกหงส์’ ที่บรรเลงเหง่งหง่างมาจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง “อาฟั้น แกคิดเห็นยังไง ถ้าฉันจะจัดงานเลี้ยงฉลองที่ได้เงินก้อนนี้มา” 

สาวใหญ่หรี่ตาดูเด็กสาวที่มัวถูพื้นพลางคลอเพลงตามแผ่นเสียงไปด้วย ท่าทางของเธอเหมือนกำลังดื่มด่ำอยู่ในโลกส่วนตัวที่ใครก็เข้าไม่ถึง 

“ช่างทำให้ข้ากินนอนไม่ได้เลยจริง” เหล่ฟั้นเอื้อนตามเพลง 

“อาฟั้น นี่แกใส่ใจฟังที่ฉันพูดบ้างมั้ย” นายผู้หญิงโพล่งเสียงเขียว 

“ข...ข...ขอประทานโทษเจ้าค่ะคุณนาย”   

“นี่แกร้องเพลงนี้เป็นด้วยหรือ” หล่อนอดความสนเท่ห์ไว้ไม่ได้ “แกแอบฟังมาจากที่ไหน เพลงนี้ฉันไม่เคยเปิดฟังสักหน่อย” 

“เพลงนี้ออกจะดังนี่เจ้าคะ เวลาหนูไปจ่ายตลาด ตามร้านค้าที่ไหนๆเขาก็เปิดกัน” สาวใช้แก้ตัวด้วยความระมัดระวัง 

“อ๋อเหรอ” คุณนายลดพัดในมือลง “ค่อยยังชั่วหน่อย ฉันติดนิสัยมองบ่าวไพร่ในแง่ร้าย เลยนึกว่าแกแอบฟังแผ่นเสียงหรือวิทยุของฉันเสียอีก...” หล่อนเงียบไปอึดใจหนึ่งเมื่อข้อสันนิษฐานของชู้รักก้องเข้ามาในหู “...ถ้าแกไม่ตอบก่อน ฉันคงคิดเลยเถิดไปถึงว่ามีคนพาแกไปดู ‘จอมใจจักรพรรดิ’ ในโรงหนังมาแล้ว” 

ความพรึงเพริดฉีดพล่านไปทั่วทุกอณูร่างกายของเหล่ฟั้น 

“หมุ่ยไจ๋อย่างหนูจะมีใครพาไปล่ะเจ้าคะ” เธอสงวนท่าที 

“ไม่รู้ซิ คนมีอายุแบบฉันก็ชอบพูดจาไร้สาระไปเรื่อย” หยิงโถวหัวเราะอย่างเสแสร้ง แต่นัยน์ตาจ้องทุกลักษณาการของเหล่ฟั้นราวจะไม่ให้คลาดแคล้ว 

“ถ้าอย่างนั้นหนูขอตัวก่อนนะเจ้าคะ” อีกฝ่ายทำท่าจะลุกหนี 

“เดี๋ยวก่อน” ผู้สูงวัยสั่งด้วยสีหน้าถมึงทึง 

“คุณนายมีอะไรอีกหรือเจ้าคะ” 

“ฉันสงสัยอะไรอีกอย่าง” หล่อนถาม “แกพอจะรู้มั้ยว่าพักนี้อาเชิงเขาหายไปไหน ทำไมไม่ค่อยชอบกลับบ้านกลับช่องเหมือนอย่างเคย” 

“ทำไมคุณนายถึงถามหนูล่ะเจ้าคะ”  

“แกมีหน้าที่แค่ตอบคำถามฉัน ไม่ใช่มายอกย้อนเอากับฉัน” 

“ไม่ทราบเลยเจ้าค่ะ หนูเองก็ไม่ค่อยได้เจอไหว่เชิง เอ๊ย คุณชายน้อยเลยเหมือนกัน” ด้วยความกลัวลาน เธอจึงพลั้งปากเรียกอีกสรรพนามออกไป 

“ตะกี้แกว่ายังไงนะ หมู่นี้เหิมเกริมถึงกับเรียกเขาด้วยชื่อเชียวหรือ”  

“หนูผิดไปแล้วเจ้าค่ะ” เหล่ฟั้นคุกเข่าลงกับพื้น 

“เรื่องขี้ผงแค่นี้อภัยให้กันได้อยู่แล้ว” สาวใหญ่มองดูนางทาสอย่างพินิจพิจารณา ก่อนเอ่ยประโยคสำคัญตามมา “ที่ฉันมารีดเค้นคำตอบจากแกก็ไม่ได้มีอะไรมากนักหรอก เพียงแต่ฉันเห็นว่าเขาชอบกลับมามืดๆค่ำๆตอนที่ฉันดับไฟเข้านอนแล้ว บางทีก็ได้ยินเสียงก๊อกแก๊กมาจากห้องแกตอนดึกๆ เลยเดาไปเองว่าแกคงเป็นคนอยู่เปิดประตูรับเขาตามประสาคนใช้ที่ภักดีต่อนาย แต่ยังไงฉันก็ยังข้องใจอยู่ดีว่าทำไมเขาต้องลักลอบเข้าบ้านทางประตูห้องหมุ่ยไจ๋ด้วยนะ ทั้งที่ประตูใหญ่ดีๆก็มี” 

“หนูไม่ทราบอะไรเกี่ยวกับเขาเลยเจ้าค่ะ” เด็กสาวทำใจดีสู้เสือ “หนูตอบคุณนายเท่าที่ทราบไปหมดแล้ว ขอตัวไปซื้อกับข้าวก่อนนะเจ้าคะ” 

หยิงโถวกำลังจะขัด แต่เมื่อคิดกลอุบายใหม่ได้ หล่อนจึงยิ้มตอบอย่างใจเย็น “ไปซิ ฉันขอโทษด้วยที่ชวนคุยจนแกเสียเวลาทำงานทำการหมด” 

“ขอบพระคุณเจ้าค่ะคุณนาย” ขาดคำ คนแซ่กวานก็ลุกไปจากห้อง 

หม้ายสาวหุบยิ้มพลันที่เสียงประตูบ้านปิดลง คอยตราบจนมั่นใจว่าสาวใช้จากไปแล้ว หล่อนจึงคว้าพวงกุญแจสำรองออกมาจากเก๊ะส่วนตัว เดินตรงไปที่ห้องนอนของเด็กสาว แล้วลงมือไขลูกบิดที่ใส่กลอนไว้อย่างร้อนรน 

หมั่น ซน หยิงโถว กวาดสายตามองไปรอบๆห้องแคบที่แม้จะเต็มไปด้วยข้าวของสับปะรังเค แต่ทุกสิ่งอันก็จัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย หล่อนปิดจมูกเพื่อป้องกันกลิ่นอับอู้ที่อวลอยู่ในบริเวณนั้น ก่อนจะหยุดสายตาอยู่ที่กระดาษและซองจดหมายหลายชิ้นที่มีสภาพยับยู่ยี่ ฟ้องถึงการหยิบอ่านบ่อยครั้ง 

สาวใหญ่ยืนตะลึง ความคิดสับสนวนเวียนกับกระดาษที่หยิบขึ้นมาซึ่งอุดมไปด้วยถ้อยคำหวาน เพียงแรกเห็นข้อความที่ขีดเขียนด้วยปากกาคอแร้งบนกระดาษแผ่นนั้น หล่อนก็นึกออกทันทีว่ามันเป็นลายมือของไหว่เชิง               

“นังเหล่ฟั้น” หล่อนคำรามในคอ “แล้วเราจะได้เห็นดีกัน” 

 

กลางดึกคืนที่ฟ้าร้องกึกก้อง หมุ่ยไจ๋นั่งขดตัวอยู่ที่มุมห้องด้วยจิตใจที่กระวนกระวาย แม้วันนี้จะเป็นอีกวันที่มีจดหมายจากไหว่เชิงมาส่งที่ประตูหลังบ้าน แต่แทนที่จะบังเกิดความยินดี ใจของเธอกลับเต็มไปด้วยความระแวง ตั้งแต่นาทีที่สังเกตเห็นความผิดปกติของลายมือที่แตกต่างจากลายมือปกติของเขาอยู่หลายจุด

เสียงก้าวเท้าชัดขึ้นทุกขณะจิตจนมาหยุดอยู่หน้าประตูในที่สุด แม้จะประหวั่นเต็มที แต่เด็กสาวก็ตัดสินใจลุกขึ้นไปเปิดประตูให้ 

“มาแล้วหรือคะไหว่เชิง” เธอตะโกนเรียกชื่อเขา และนิ่งขึงไปในทันทีที่เห็นร่างเพรียวในชุดกระโปรงติดกันลายดอกเต็มสองตา “คุณนาย!” 

“เออ ฉันเอง” หล่อนตะเบ็งแข่งกับเสียงฟ้าร้อง “ได้เวลาคิดบัญชีแกแล้ว นังหมุ่ยไจ๋สารเลว”    

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น