candy on

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : - 10 -

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 35.9k

ความคิดเห็น : 19

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ม.ค. 2563 09:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
- 10 -
แบบอักษร

ไฟท์เตอร์ติวเตอร์ 

  

 

  

- Chapter 10 - 

  

 “เจอกันพรุ่งนี้เตอร์ ยังไงรีบมาละกัน เดี๋ยวพี่เตรียมใบปลิวกับชุดไว้ให้” 

  

“ครับพี่ฝ้าย” ติวเตอร์ยกมือไหว้พี่ฝ้ายผู้ช่วยผู้จัดการร้านเสร็จก็หันหลังแล้วเดินออกไปอีกทาง ช่วงจังหวะที่เดินผ่านหน้าใครบางคนไป ติวเตอร์ไม่คิดที่จะทักทายคนที่รออยู่ด้วยซ้ำ เขาแค่เดินผ่านไปราวกับมองไม่เห็นจนไฟท์เตอร์ที่ยืนรออยู่วิ่งตามมานั่นแหละ ถึงได้หันไปมองแป๊บนึงแล้วหันกลับมา 

  

“โห ไม่เรียกเลย” ไฟท์เตอร์บ่นแล้วเหลือบสายตามองคนตัวเล็กกว่า พอเห็นว่าไม่มีอะไรตอบกลับมานอกจากหน้านิ่งๆ ก็ทำได้แค่ถอนหายใจออกมาเบาๆ เท่านั้น “ไม่เรียกก็ไม่ว่าหรอก แต่อย่างน้อยก็น่าจะขอบคุณคนที่ทำให้ยอดมึงถึงเป้าหน่อยไหม” 

  

“ผมไม่ได้ขอ” 

  

“แต่กูทำให้มึงไม่โดนไล่ออกเลยนะเตอร์” 

  

“แต่ผมก็เกือบจะโดนไล่ออกเพราะพี่เหมือนกัน” ติวเตอร์ขึ้นเสียงบ้าง เขาเกือบจะโดนไล่ออกเพราะไฟท์เตอร์ดันโทรไปสำนักงานใหญ่จนเป็นเรื่องเป็นราวให้พี่ฝ้ายต้องลงมาจัดการ ดีที่พี่ฝ้ายไม่ไล่เขาออก แค่บ่นๆ และก็ลงโทษให้มาแจกใบปลิวในวันพรุ่งนี้ 

  

“ความผิดกูเหรอ” 

  

“เออไง” 

  

“ก็แค่แจกใบปลิว” 

  

“แจกเฉยๆ ก็ไม่มีปัญหาหรอก นี่ต้องมาใส่ชุดมาสคอตอีก ไม่รู้ว่าพี่ฝ้ายจะเตรียมชุดอะไรไว้ให้” ที่กังวลเพราะรูปภาพในห้องพนักงานที่แต่งชุดมาสคอตแจกใบปลิวแต่คนไม่ได้ธรรมดาเลยน่ะสิ หลายๆ ชุดก็ดูล่อแหลมและไม่เหมาะกับผู้ชายอย่างเขาเลยสักนิด 

  

“กูก็แค่อยากช่วยป่ะวะ” เสียงไฟท์เตอร์ดูสลดลงอย่างเห็นได้ชัด สีหน้าดูสำนึกผิดขึ้นมาบ้างแม้จะแค่นิดหน่อยก็เถอะ 

  

“วิธีที่จะช่วยมันมีอีกตั้งเยอะแยะพี่ไฟท์ ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพี่ชอบแก้ปัญหาด้วยเงินทุกครั้ง” 

  

“ก็เพราะเงินมันแก้ปัญหาได้ทุกอย่างไง อย่างวันนี้ถ้ากูไม่ช่วยซื้อ มึงคิดเหรอว่าตัวเองจะขายได้” 

  

“ได้ดิ ทำไมจะไม่ได้” 

  

“ได้อะไร กูเห็นมึงยืนขายลูกค้าตั้งสามสี่คนไม่เห็นจะได้สักคน หรือถ้าได้จริงๆ ก็คงแค่ชิ้นหรือสองชิ้นเท่านั้นแหละ ไม่ยกล็อตใหญ่แบบที่กูทำให้หรอก” 

  

“...” 

  

“...” 

  

“ถึงจะเป็นแบบนั้นมันก็ยังดีกว่า อย่างน้อยมันก็เกิดจากความพยายามของผม... ไม่ใช่เพราะคนอื่น ไม่ใช่เพราะพี่” พูดจบติวเตอร์ก็ก้มหน้าลงกับพื้น แก้มที่ถูกอมลมจนป่องบ่งบอกว่าเจ้าตัวรู้สึกแย่กับคำพูดของไฟท์เตอร์อีกแล้ว เพราะไฟท์เตอร์นั่นแหละที่ผิด พี่มันเอาความภาคภูมิใจตอนที่ขายได้ไปจากเขา 

  

“โอเคๆ” เสียงไฟท์เตอร์เริ่มอ่อนลง “เอาเป็นว่ากูรู้แล้วเรื่องที่มึงไม่ชอบให้ใครมาทำอะไรแบบนี้ แต่กูขอได้ไหมวะไอ้เรื่องทิฐิของมึงอ่ะ หัดลดมันลงบ้างเถอะ มีสูงมากระวังจะไม่มีกินซะก่อน” 

  

“พี่เองก็ลดๆ บ้างดีไหม” 

  

“ลดอะไร” 

  

“ความมั่นหน้าไง ลดบ้างเถอะ เดี๋ยวจะไม่มีคนคบซะก่อน โอ้ยยย” ติวเตอร์โดนคนเป็นพี่ผลักหัวจนเกือบขมำ ผลักเสร็จไม่พอยังมาทำหน้ากวนตีนใส่อีก ส่วนเขาพอโดนกระทำแบบนี้ก็ทำได้แค่ส่งสายตาไม่พอใจแล้วเดินนำหน้าพี่มันไปเท่านั้น 

  

“ว่าแต่พรุ่งนี้ไปแจกใบปลิว พี่ฝ้ายเขาให้มึงใส่ชุดมาสคอตตัวอะไรอ่ะ” 

  

“ยังไม่รู้” 

  

“งั้นกูมาดูด้วยดีกว่า” 

  

“ว่าง?” 

  

“ก็ว่างมากพอมาดูมึงในชุดมาสคอตนั่นแหละ” รอยยิ้มกวนๆ ยังไม่น่าหมั่นไส้เท่าสีหน้าพี่มันที่ส่งมาให้เลย เห็นแล้วแม่งอยากจะมือข่วนหน้าจริงๆ คนอะไรก็ไม่รู้อยากจะเอาชนะคนอื่นไม่สิ้นสุด 

  

กับเขาเองก็คงอยากจะเอาชนะมากเลยแหละ 

  

แต่ขอโทษนะพี่ไฟท์คนที่ชนะก็คือผมไม่ใช่พี่... 

  

 

  

            วันต่อมา 

  

“ขอบใจมากมึงที่มาส่ง” ไฟท์เตอร์พูดขอบคุณดิวพร้อมกลับหันไปดึงที่คาดเข็มขัดนิรภัยออก 

  

“เออไม่เป็นไร ว่าแต่มึงมาทำอะไรแถวนี้วะ” 

  

“ธุระ” 

  

“ธุระแบบไหนเหรอถึงต้องเอารถไปจอดไว้ที่อื่น” 

  

“ก็แถวนี้มันหาที่จอดยาก” 

  

“แน่ใจ?” ดิวหรี่ตามองเพื่อนตัวเองอย่างจับผิด 

  

“เออ” 

  

“ทำไมกูถึงรู้สึกว่าไอ้ธุระที่มึงทำเนี่ยคือการไปเฝ้าใครสักคนที่อาจจะเป็นสายรหัสของมึงวะ” 

  

“ไม่ได้เฝ้า” 

  

“แต่ไปทุกวัน” 

  

“กูแค่จะไปตามคนสอนกลับมาติวอิ้งให้กูเฉยๆ” 

  

“ให้มันจริงเถอะครับบบ กลัวก็แต่ว่ามันจะเป็นอย่างอื่นซะมากกว่า” 

  

“พอเลย จะเป็นแบบไหนก็ไม่ใช่แบบที่มึงคิดแน่นอน” ไฟท์เตอร์พูดจบก็ส่ายหัวให้เพื่อนตัวเองอย่างปลงๆ เขาเดินลงมาจากรถโดยไม่เอาคำพูดของเพื่อนตัวเองมาคิดต่อ ไฟท์เตอร์ไม่อยากไปโฟกัสว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้คืออะไร เพราะตอนนี้ในหัวเขาก็แค่อยากให้น้องมันกลับมาติวอิ้งให้ก็เท่านั้น 

  

ตอนนี้ที่คิดมีแค่นี้จริงๆ 

  

“พี่ไฟท์” เสียงเรียกจากใครสักคนดังขึ้น ไฟท์เตอร์ที่กำลังยืนพิงกำแพงเล่นโทรศัพท์อยู่เงยหน้าขึ้นมองคนที่เพิ่งเดินออกมาจากร้าน 

  

ภาพที่เห็นทำเอาไฟท์เตอร์หลุดยิ้มออกมาจนเกือบจะหัวเราะด้วยซ้ำ ติดก็ตรงที่คนใส่ชุดทำหน้าไม่พอใจซะก่อน 

  

“เหมาะกับมึงดีนี่” ติวเตอร์ในชุดมาสคอตแมวดูเข้ากับเจ้าตัวอย่างบอกไม่ถูก หัวมาสคอตที่อยู่ในมือก็ดูอุ้ยอ้ายจนไฟท์เตอร์อดไม่ได้ที่จะหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปเก็บไว้ 

  

“ไม่เห็นจะเหมาะตรงไหน ดูตลก” 

  

“เหมาะเถอะ มาๆ ถ่ายรูปหน่อย” 

  

“ใครอยากถ่าย” 

  

“กูนี่ไงอยากถ่าย มาเร็ว” ไฟท์เตอร์พูดจบก็เดินมากอดคอคนที่ยังทำหน้าเซ็งๆ อยู่ “ไหนยิ้มหน่อยคุณ ถ่ายรูปนะเว้ย” 

  

แต่ก็นั่นแหละติวเตอร์ไม่ยิ้ม แม้จะมองกล้องเขาบ้างแต่น้องก็ไม่ยิ้มเลย หน้าบึ้งๆ ของมันโคตรน่ามันเขี้ยว 

  

“ไม่ยิ้มหน่อยเหรอคุณ” 

  

“ไม่ตลกเลยพี่ไฟท์ ผมจะทำงานแล้ว” 

  

“ยิ้มให้รูปนึงดิ” 

  

“ไม่” 

  

“ใจร้ายว่ะ” 

  

“...” 

  

“เออๆ ไม่กวนแล้วก็ได้วะ” ไฟท์เตอร์ยอมปล่อยให้ติวเตอร์ไปทำงานต่อ ในขณะตัวเองก็เดินไปนั่งรออีกมุมนึง ปกติไฟท์เตอร์ไม่ได้มานั่งดูเวลาที่ติวเตอร์ทำงานตลอดหรอก เพราะส่วนใหญ่คนน้องจะทำงานในร้าน เขาไม่ได้ไปวุ่นวายอะไร มีแค่เมื่อวานนั่นแหละที่เข้าไปทำเรื่องกวนใจเจ้าตัวถึงในร้าน แต่ส่วนใหญ่ก็ไปเดินเล่น นั่งกินกาแฟ ไปนั่งกินข้าวกับเพื่อนพอได้เวลาถึงกลับมากวนคนตัวเล็กต่อ 

  

แต่วันนี้มันต่างกัน เพราะติวเตอร์อยู่ตรงหน้า กำลังตั้งใจแจกใบปลิวและบอกโปรโมชั่นกับทางร้านอย่างขะมักเขม้น 

  

เห็นแบบนี้แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าคนที่เขาลำบากและต้องทำทุกอย่างเพื่อส่งตัวเองเรียนแบบนี้มันจะเหนื่อยมากแค่ไหน เพราะเขาแค่มองดูยังรู้สึกเหนื่อยขนาดนี้ แล้วน้องมันที่ต้องทำด้วยตัวเองทุกอย่างคงรู้สึกมากกว่าเขาหลายเท่าตัว 

  

สุดท้ายก็เหมือนจะคิดบางอย่างขึ้นมาได้ 

  

แต่ไม่รู้ว่ามันจะสายไปหรือเปล่า... 

  

  

  

  

  

  

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

ท้องฟ้าสีดำสนิทกับผู้คนที่เริ่มบางตา ติวเตอร์เอนตัวพิงเข้ากับกำแพงช็อปแล้วนึกถึงช่วงเวลาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน 

  

เขาเพิ่งแจกใบปลิวเสร็จ ยอมรับเลยว่ามันโคตรจะเหนื่อย 

  

เหนื่อยมาก... แต่ก็รู้สึกสนุก อาจเพราะติวเตอร์ไม่เคยได้ทำอะไรแบบนี้มาก่อน เขาไม่เคยรู้ว่าการต้องมายืนตากแดดตากลมแจกใบปลิวแบบนี้มันเป็นยังไง แต่สุดท้ายพอได้ลองทำก็พอจะเข้าใจหัวอกคนแจกใบปลิวขึ้นมานิดนึงแล้วว่าทำไมคนพวกนั้นถึงอยากแจกให้หมด เพราะถ้าแจกหมดก็จะได้พัก ได้กลับบ้าน แต่ถ้าไม่หมดก็ต้องแจกไปอย่างนั้นจนกว่าจะหมดนั่นแหละ 

  

“เป็นไง เหนื่อยไหม” เสียงคุ้นเคยจากใครบางคนทำให้ติวเตอร์ลืมตาขึ้นมอง ไฟท์เตอร์ขยับนั่งลงข้างๆ แล้วหันไปมองคนตัวเล็กที่ตอนนี้แทบจะไหลไปกับพื้นแล้วด้วยซ้ำ 

  

“เหนื่อยมาก แต่ก็สนุกดี” 

  

“อยู่ข้างในนั้นคงร้อนน่าดู” ไฟท์เตอร์มองดูชุดแมวที่ติวเตอร์ยังไม่ถอด หัวแมวที่อยู่ข้างกันพอมองทีไรก็อดขำไม่ได้ทุกที 

  

“ร้อนมาก แต่ทนได้ ถามมากขนาดนี้อยากลองเอาไปใส่ดูบ้างหรือไง ผมถอดให้ก็ได้นะ” 

  

“ไม่อ่ะ กูว่ามันไม่เหมาะกับกูเท่าไหร่ แต่กับมึง... ก็ดูเหมาะดีนะ แมวน้อย” 

  

“พอเลย ผมไม่ตลกด้วยหรอกนะ ว่าแต่พี่เถอะทำไมยังไม่กลับอีก” 

  

“คิดว่าทำไมล่ะ” ยิ้มเจ้าเล่ห์แบบนี้ก็พอจะเดาได้อยู่อย่างเดียวนั่นแหละว่าพี่มันคงสนุกที่เห็นเขาเป็นแบบนี้ 

  

“สนุกมากเลยดิที่เห็นผมเป็นแบบนี้” 

  

“ก็นิดนึง” 

  

“หน้าพี่ดูไม่นิดเลยเนอะ” 

  

“งั้นมั้ง” รอยยิ้มกวนประสาทของไฟท์เตอร์ทำเอาติวเตอร์พ่นลมหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย เขาพอจะจับจุดความกวนตีนของคนเป็นพี่ได้อยู่หรอก แต่ไม่คิดว่าจะกวนขนาดนี้ 

  

“แล้วนี่มึงจะไปเปลี่ยนชุดตอนไหนอ่ะ ดึกแล้วกูว่ารีบไปเปลี่ยนเถอะ เปลี่ยนเสร็จจะได้กลับแท็กซี่พร้อมกัน” 

  

“พี่ไม่ได้เอารถมาเหรอ” 

  

“เอามาแล้วมึงกลับพร้อมกูป่ะล่ะ” 

  

“...” 

  

“ก็ไม่ กูเลยเอาไปจอดไว้ที่หอมึงแทน” 

  

“...” 

  

“ไม่ต้องมามองหน้ากูด้วยความสงสัยแบบนั้น รีบๆ ลุกได้แล้วจะได้กลับสักที” ไฟท์เตอร์โวยวายเบาๆ จนติวเตอร์เองก็เบื่อที่จะถาม เขาขยับลุกขึ้นแล้วกลับเข้าไปในร้าน ล้างหน้าล้างตาเสร็จก็เดินไปนั่งแท็กซี่พร้อมกับไฟท์เตอร์ 

  

“ไปซอยฝั่งตรงข้ามมหา’ลัยXX ไหมครับ ตรงซอยที่มีเซเว่น” พอเห็นว่าคนขับพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต ไฟท์เตอร์ถึงค่อยขยับตัวเข้าไปนั่งในรถ 

  

คนเป็นน้องตามขึ้นมาก่อนจะเอนหลังพิงกับเบาะอย่างรู้สึกสบายความเย็นของแอร์ทำให้รู้สึกผ่อนคลายจนแทบอยากจะนอนหลับเสียเดี๋ยวนั้น สุดท้ายไม่รู้เพราะด้วยความสนิทสนมหรือเพราะเหนื่อยจริงๆ ติวเตอร์ถึงขยับเอนศรีษะไปพิงที่บ่าของไฟท์เตอร์อย่างหมดแรง 

  

“หืม” 

  

“ขอพิงหน่อย” 

  

“คิดค่าพิงได้ป่ะ” 

  

“อย่า งก นักเลยพี่ไฟท์ ผมพิงแค่นิดเดียวเอง” 

  

“นิดเดียวอะไรโถมมาทั้งหัวแบบนี้” 

  

“...” 

  

“คิดว่ากูหนักไหมเตอร์” 

  

“ไม่หนัก...” ติวเตอร์พูดแล้วยู่ปากเบาๆ ก่อนจะขยับศรีษะตัวเองพิงเข้ากับบ่าคนเป็นพี่ให้ถนัดถนี่มากขึ้น 

  

“เตอร์” เสียงเรียกชื่อแผ่วเบาดังใกล้ๆหู ติวเตอร์งึมงำรับคำในรับคอแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป “กลับมาติวหนังสือให้กูไหม” 

  

“ไม่” 

  

“แล้วทำยังไงมึงถึงจะกลับมา” 

  

“ผมเคยบอกไปแล้วว่าให้พี่พูดแบบไหน” 

  

“...” 

  

“ถ้าพูดไม่ได้ก็ไม่กลับ” ติวเตอร์พูดกับไฟท์เตอร์ทั้งๆที่ตายังหลับอยู่ เขาคิดไว้ว่ายังไงพี่ไฟท์ก็ไม่มีทางพูดขอร้องเขาดีๆ หรอก 

 

สุดท้ายก็จบลงที่ค่าจ้างเหมือนเดิม 

  

“เตอร์" 

 

"..." 

 

"พี่อยากให้เรากลับไปติวอิ้งให้พี่เหมือนเดิม พี่สัญญาว่าจะตั้งใจเรียน จะไม่เล่นโทรศัพท์ตอนที่เตอร์กำลังติวให้พี่อีกแล้ว” 

  

ติวเตอร์ขมวดคิ้ว เขาค่อนข้างแปลกใจที่ไฟท์เตอร์พูดอะไรแบบนี้ออกมา สุดท้ายจากที่ใช้หัวพิงบ่าไฟท์เตอร์อยู่ก็ขยับหันหน้าไปหาคนเป็นพี่แล้วเอาปลายคางวางไว้บนบ่าแทน 

  

“อือฮึ แล้วไงต่อ” 

  

“กลับมาเถอะนะ...” 

  

 “...” 

  

“นะครับ” 

  

 

 

 

ตึก ตัก 

  

นอกจากเสียงหัวใจที่จู่ๆ ก็เต้นดังขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุแล้ว แววตาที่ไฟท์เตอร์มองมาก็เป็นแววตาในแบบที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนด้วย อาจเพราะหน้าติวเตอร์ที่มันใกล้มากไปหรือเปล่ามันเลยทำให้ผิวแก้มร้อนขึ้นอย่างผิดปกติ 

  

“ว่าไง” 

  

“อื้อ” 

  

“อื้อ อะไร” 

  

“ก็จะกลับไปไง” 

  

“กลับไปไหน” 

  

“พี่ไฟท์ อย่าแกล้งนักได้ไหมวะ” 

  

“เอ้า ใครมันจะไปตรัสรู้ว่ากลับไปทำอะไร” 

  

“ก็กลับไปติวให้พี่นั่นแหละ...” 

  

“ทีแบบนี้ทำไมง่ายจัง” 

  

“ผมก็ไม่เคยยากอยู่แล้วป่ะ พี่นั่นแหละที่ทำให้มันยากเอง” ติวเตอร์ยู่ปากนิดๆ แล้วขยับหันหน้าหนีรอยยิ้มกวนตีนของคนตัวสูงกว่า หัวใจที่เคยเต้นดังก่อนหน้านี้กำลังค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ 

  

ติวเตอร์หาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมถึงใจเต้นแรงแบบนั้น 

  

อาจเพราะพี่ไฟท์ไม่เคยพูดเพราะกับเขา 

  

หรือไม่ก็เพราะ... ช่างเถอะ จะเป็นแบบไหนก็ช่าง 

  

“ยิ้มอะไรขนาดนั้นอ่ะ” 

  

“เปล่า” 

  

“ดีใจมากหรือไงที่กูยอมพูดอะไรแบบนี้” 

  

“ก็มากอยู่” 

  

“มึงนี่นา เอาหัวออกจากไหล่กูไปเลยไป” 

  

“ไม่ออก” 

  

“ดื้อหรือไง” 

  

“ไม่ดื้อ” 

  

“แต่กวนตีน” ไฟท์เตอร์พูดแล้วขยับไหล่ข้างที่มีใครบางคนพิงอยู่ 

  

“ก็รู้นี่ว่าผมเป็นยังไง” 

  

“รู้...” 

  

“รู้ก็ดีแล้ว” 

  

แต่ก็อยากรู้มากกว่านี้” 

  

“ห๊ะ” ไม่รู้ว่าไฟท์เตอร์พูดอะไร พี่มันงึมงำอยู่ในลำคอราวกับพูดกับตัวเองมากกว่าพูดกับเขา “เมื่อกี้พี่พูดอะไรหรือเปล่า” 

  

“กูบอกว่าจะนอนก็นอนไป เดี๋ยวถึงแล้วจะปลุก รถติดแบบนี้คงอีกสักพักเลย” 

  

“อื้อ...” อาจเพราะมีมือหนาของคนตัวสูงกว่ามาขยี้ผมเขาเบาๆ ด้วยหรือเปล่ามันเลยทำให้ประโยคที่ตอนแรกกะว่าจะต่อกรก็รามือแทบจะทันที 

  

ไม่รู้หรอกว่าหลังจากนี้กลับไปพี่ไฟท์จะยอมตั้งใจเรียนอย่างที่พูดไหม 

  

แต่แค่พี่มันรับปากว่าจะตั้งใจเรียนไม่เล่นโทรศัพท์ 

  

แค่นี้ก็น่าจะพอ... แล้ว 

  

  

  

  

  

  

TBC 

  

 ขออนุญาตปิดเนื้อหาหลังจากนี้นะคะ ทีเหลือสามารถติดตามได้ในซีรีส์และในหนังสือที่กำลังจะออกเร็วๆ นี้ ขอบคุณค่ะ 

  

  

  

  

 

 

 

 

 

 

 

  

  

  

  

  

  

 

  

  

  

  

  

  

  

  

  

  

  

  

  

  

  

  

  

  

  

  

  

  

  

  

  

  

  

  

  

  

  

  

  

 

  

  

 

  

  

  

  

  

  

  

 

  

  

  

 

  

  

  

  

  

 

  

  

  

  

ความคิดเห็น