บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เตรียมตัวออกเดินทางไกล

ชื่อตอน : เตรียมตัวออกเดินทางไกล

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 116

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ส.ค. 2562 19:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เตรียมตัวออกเดินทางไกล
แบบอักษร

เตรียมตัวออกเดินทางไกล 

เทศเอาคนที่ช่วยอุ้มนิวกลับไปบ้าน เขาเป็นคนที่แม่ไว้ใจ เขารู้หน้าที่ว่าต้องทำอะไร ดูแลอะไรแทนแม่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นช่วงเลาอีก 4-5 วันที่แม่ต้องปฎิบัติธรรมที่นี่แม่ไม่ต้องห่วงเรื่องงาน ส่วนพี่สรรค์อุ้มนิวไปนอนตรงอาสนะปูนที่หลวงพ่อใช้นั่งเวลาสวดมนต์ หรือพูดคุยกับญาติโยมที่มาหา หลวงตาหันมาพูดกับฉันและแม่ว่า 

“รอเจ้านิวตื่นก็มาปวารณาตัวเพื่อปฎิบัติธรรมตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงหลังวันพระนี่ค่อยกลับกันไปนะ คงจะขัดขืนอะไรไม่ได้แล้ว” 

เราไม่เข้าใจที่หลวงพ่อพูดนัก ได้แต่หันไปพูดกับพี่สรรค์ว่าต้องเอาของอะไร และอยู่ตรงไหนมาให้เราบ้างเท่านั้น 

พระกับจากบิณฑบาต เราสามคนแม่ลูกก็อยู่ในชุดนุ่งขาวห่มขาวแล้ว นิวยังดูเบลอ ๆ เหม่อ ๆ จนแม่กลัวว่าน้องจะเสียสติไป แต่หลวงตาบอกว่านิวจะดีขึ้นเอง น้องเพียงแค่ถูกลงโทษเท่านั้น 

“มันพูดในสิ่งที่ไม่สมควรพูด จำไว้ว่าวจีกรรมเป็นบาปใหญ่และทำได้ง่ายพอกันกับมโนกรรม เวลาพูดอะไรคิดก่อนที่จะพูด พูดแล้วได้ประโยชน์อะไรมั้ย แล้วนี่ยังไปพูดไปโพนทะนาในสิ่งไม่สมควรเข้าอีกด้วย เขาลงโทษเท่านี้ก็เพราะเห็นแก่เจ้าลูกนกมัน” 

หลวงตาหันไปมองที่พี่สรรค์ แล้วพูดว่า “เจ้านิวหลวงตาจะให้อยู่ที่กุฎิหลวงตาที่นี่ ข้าต้องดูมันเอง บุญชูไปอยู่กุฎิรวมกับแม่ชี น่าจะมีว่างอยู่ ลูกนกไปอยู่กุฎิในป่าริมลำธาร ห้ามใครไปยุ่ง วันนี้และพรุ่งนี้ออกมาทำวัตรเช้าและเย็นรวมกันที่ศาลา ฉันเช้าฉันเพลรวมกันที่ศาลา จากวันโกนจนออกวันพระไม่ต้องออกมาข้างนอก และห้ามคนอื่นเข้าใกล้กุฎินั้นเด็ดขาด” 

แม่ตกใจ ละล่ำละลักพูดกับหลวงตาว่า  

“กุฎินั้นไม่ได้ใช้มานานแล้วไม่ใช่เหรอคะหลวงพ่อ แล้วเข้าไปอยู่ลึกห่างไปมากอย่างนั้น อยู่คนเดียวด้วย เดินเข้าเดินออกช่วงค่ำมืด ทางเดินแทบมองไม่เห็นเลยนะเจ้าคะ  อิฉันเป็นห่วงลูกเจ้าค่ะ ขอแม่ชีบุญไปอยู่ด้วยได้มั้ยเจ้าคะ” 

“ไม่ได้ เป็นเวลาและชะตากรรมของลูกนกมัน ข้าเพิ่งเข้าไปอยู่มาเมื่อวานและออกมาเมื่อเช้ามืด ไม่มีอะไรน่ากลัวในนั้น ไม่มีสัตว์มีพิษในบริเวณนั้น ปัดกวาดเพิ่มเติมอีกหน่อยถือเป็นส่วนหนึ่งของการปฎิบัติไปด้วย ข้าเตรียมของที่จำเป็นไว้ให้แล้ว” 

“หลวงตารู้เหรอครับว่าลูกนกต้องใช้กุฎินั้น” พี่สรรค์หันไปถามหลวงตาซึ่งแม่ชูจะเรียกท่านว่าหลวงพ่อ 

“รู้ว่าต้องมากันวันนี้ รู้ว่าทางแก้ให้ลูกนกรักษาสัจจะได้ด้วยวิธีนี้เท่านั้น โยมบุญชูไม่ต้องเป็นห่วง ลูกนกรับวิบากกรรมของเขามาส่วนหนึ่งแล้ว ที่เหลือยังไม่ถึงเวลา เขาเพียงแต่ต้องไปจัดการเรื่องที่ติดค้างไว้เท่านั้น“ 

"แต่ลูกนกต้องขึ้นไปถืออุโบสถข้างบนนั้นในวันพระนี้นะครับหลวงตา”  

“เรื่องรู้กันไปทั้งตลาด เจ้าคิดว่าลูกนกจะออกจากบ้านในวันพระได้โดยไม่มีใครมองเหรอ มาบวชกันทั้งบ้านแบบนี้ ชาวบ้านจะได้สนใจไปในทางอื่นแทน โยมสรรค์น่าจะรู้ดีว่าโยมลูกนกอยู่ในกุฎินั้นได้” 

“ครับ แต่ผมเป็นห่วงน้องตอนเดินออกมาทำวัตรเช้าแล้วต้องกลับเข้าไปหลังทำวัตรเย็นเท่านั้นครับ และผมตั้งใจว่าวันพระที่จะถึงนี้ผมจะไปส่งน้องที่หลังวัดถ้ำด้วยตัวเองแต่เช้ามืด ส่วนผมขึ้นไปกับน้องไม่ได้เพราะติดราชการ” 

“ทำตามคำที่อาตมาบอก หลังวันพระสาย ๆ โยมสรรค์ค่อยมารับทุกคนกลับไป อาตมามีกิจธุระต้องเข้าไปในโบสถ์กับโยม นิว บอกพระเณรด้วยว่าอาตมาจะออกมาเองหลังทำวัตรเย็นเสร็จ อย่าให้ใครไปกวน” 

หลวงตาทำพิธีบวชพราหมณ์ให้เราทั้งสามคน น่าแปลกที่น้องนิวสามารถขานบทสวดและรับศีล รวมทั้งพูดตามพวกเราได้ในขณะทำพิธี แต่พอทำพิธีเสร็จก็เหม่อลอยเหมือนเดิม หากแต่สามารถลุกเดินตามหลวงตาเข้าไปในโบสถ์ได้ 

สักครู่แม่ชีบุญก็เดินเข้ามาเหมือนรู้จังหวะเวลา  

“หลวงพ่อท่านบอกไว้ ว่าโยมทั้งสามจะมาถือศีลจนกว่าจะผ่านวันพระนี้ไป โยมลูกนกตามแม่มา เราจะพาโยมแม่บุญชูไปส่งที่กุฎิก่อน แล้วแม่จะพาไปที่กุฎิในป่านะ โยมสรรค์ไปบอกรองเจ้าอาวาสตามที่หลวงพ่อท่านสั่งอีกทีนะ แต่หลวงพ่อท่านก็บอกเอาไว้บ้างแล้วล่ะ” ทุกคนแยกย้ายกันไปตามทางของตัวเอง ก่อนจะเดินจากกุฎิของแม่มาได้ แม่ก็สั่งแล้วสั่งอีกให้ฉันระวังตัวให้ดี ฉันยิ้มแล้วบอกแม่ว่า 

“ไม่ต้องห่วงนกนะแม่ ไม่มีอะไรมาทำอันตรายนกหรอก หลวงตาท่านช่วยเรา” ฉันยกมือขึ้นพนมลาแล้วเดินตามแม่ชีบุญเข้าไปในป่าข้างลำธารทางด้านซ้าย ลำธารที่ไหลผ่านกลางวัดของเรา ที่ฉันได้รู้แหล่งที่มาและชื่อของลำธารเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง  

ในแต่ละวันกิจวัตรของทุกคนที่นี่คือตื่นนอนตอนเสียงระฆังดังคือตี 4 แล้วเดินมารวมกันที่ศาลาปฎิบัติธรรมกลางวัด สวดมนต์เสร็จก็แยกย้ายไปปฎิบัติหน้าที่ของตน  เวลาที่เหลือก็จะไปปฎิบัติธรรม อาจจะแยกไปสันโดษ หรือมาปฎิบัติรวมกันที่โบสถ์หรือศาลา แล้วแต่สะดวกกัน  

วันรุ่งขึ้นมีชาวบ้านในตลาดมาทำบุญที่วัดกันมาก ทั้งที่ไม่ใช่โอกาสพิเศษอะไร มาถวายสังฆทาน มาเลี้ยงเพล วันทั้งวันคนเข้าคนออกเหมือนวัดมีงานบุญ ตอนที่ฉันไปนั่งล้างจานหลังศาลาซึ่งอยู่ไม่ไกลจากห้องน้ำมากนักแต่มีโอ่งใส่น้ำฝนขนาดใหญ่บังอยู่ ฉันได้ยินคนที่มาเข้าห้องน้ำต่างพูดคุยกันว่า ที่ครอบครัวฉันต้องมาบวชเนี่ยมีหลายสาเหตุ เช่น 

1.  ฉันทำบาปที่ก้าวล่วงเข้าไปในพื้นที่ต้องห้าม ทำให้คนในครอบครัวต้องรับวิบากกรรมครั้งนี้ 

2.  การที่ฉันเอาไปอวดอ้างว่าจะไปถืออุโบสถศีลในดินแดนลับแลนั้น เป็นการอวดอุตริ จึงต้องมาปฎิบัติธรรมเข้ากรรมแบบนี้ 

3.  น้องนิวเอาเรื่องนี้ไปพูด จึงเกิดเรื่องขึ้น 

4.  ข้อนี้เป็นข้อสรุปคือ หลวงตาแจ้งกับทุกคนว่าเรื่องที่ไม่ควรพูดก็อย่าพูด พูดมากไปอันตรายจะเข้าตัว 

ก็เป็นอันว่าข่าวลือเรื่องของฉันกับพี่สรรค์ที่ขึ้นไปบนเขา ที่เข้าไปเมืองลับแล แบ่งกลุ่มได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เชื่อ เคารพ ศรัทธากับตำนานพื้นบ้านนี้ จะรู้สึกหวาดกลัวที่จะเอาไปพูดต่อและเรื่องนี้ก็จะเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวในตำนานของตำบลแห่งนี้ไป 

กลุ่มที่สองเชื่อว่าฉันกับพี่สรรค์แค่ขึ้นไปเที่ยวบนนั้นแล้วหลงทางไปออกทางวัดเขา แต่น้องนิวเอาไปเล่าอวดอ้างจนเกิดอาการที่เจ้าป่าเจ้าเขา เจ้าแห่งเมืองลับแลลงโทษ 

พี่สรรค์มาทำบุญที่วัดทุกวันแต่ทุกครั้งความวิตกกังวลก็แสดงออกมาอย่างชัดเจน ฉันรู้สึกว่าตัวเองจะต้องเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม วันนี้แม่ดูวิตกกังวลน้อยลง น้องนิวดูดีขึ้น แต่ไม่ร่าเริงและไม่ช่างพูดนัก อยู่ในอาการสงบ ไม่ยิ้มแย้มแม้จะโดนเพื่อนฝูงในแกงค์กระเทยพูดแซวหรือแหย่เล่น 

หลังทำวัตรเย็นวันนี้ฉันเตรียมน้ำดื่มไปหลายขวด วันพรุ่งนี้ฉันจะไม่ได้ออกมา แต่แม่ชีบุญจะเอาอาหารเช้าและเพลไปส่ง ฉันจึงก้มกราบแม่ แม่ลูบหัวแล้วบอกว่าคุณพระคุณเจ้าปกปักรักษานะลูก ฉันยิ้มบอกแม่ว่า 

“แม่อย่าเป็นห่วงนกมากจนเกินไปนะคะ นกจะไม่เป็นอะไรแล้วจะกลับออกมาหาแม่” ฉันบีบมือแม่เพื่อให้แม่มั่นใจ 

“พี่สรรค์ก็ไม่ต้องห่วงนก พี่ก็รู้ดีว่านกจะไม่เป็นอะไร มาคอยดูแม่กับนิวก็พอแล้ว” ฉันพูดและมองหน้าสบตาพี่สรรค์ 

“พี่เพียงแต่เสียดายที่ไม่ได้ไปกับลูกนก พี่คิดว่ามีอะไรที่พี่ควรรู้ด้วยตัวพี่เองด้วย มีอะไรที่มีความสำคัญกับพี่ แต่พี่ไม่สามารถไปได้ บุญพี่คงไม่เท่าลูกนกมั้ง” 

ฉันยิ้มให้พี่สรรค์ แล้วพูดว่า “บางทีอาจจะไม่ใช่บุญก็ได้นะคะพี่ อาจจะเป็นแค่ชะตากรรมที่นกเท่านั้นควรรู้ พี่สรรค์ติดราชการได้ทำประโยชน์ให้กับประชาชน น่าจะเป็นผู้ที่ได้ทำบุญมากกว่านะคะ" 

ฉันคลานไปหาหลวงตา ซึ่งท่านนั่งบนแท่นอาสนะข้างองค์พระพุทธรูปประจำศาลาปฎิบัติธรรม 

“โยมลูกนกตั้งมั่น ตั้งสติให้ดี ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่ต้องทำอาณาปาณสติ แต่ต้องเข้าถึงวิปัสสนาญาณ รู้เห็นอะไรให้กำหนดรู้อย่าตามไป จิตตั้งอยู่กับตัว เห็นอะไรก็ให้รู้ว่าเห็น สติต้องตามให้ทัน หลวงตาเสียดายที่ยังไม่ได้สอนอะไรโยมมากนักก็เจอข้อสอบใหญ่ซะแล้ว ตนเท่านั้นเป็นที่พึ่งแห่งตนนะ” 

ฉันก้มลงกราบหลวงตา แล้วหันไปมองหน้าน้อง สายตาน้องมองมาที่ฉันนิ่งแล้วพูดว่า 

“นิวขอโทษที่ทำอะไรลงไปด้วยความคึกคะนอง” ด้วยคำพูดของน้องถึงกับทำให้แม่น้ำตาไหลออกมาได้ เพราะเป็นสัญญาณว่าจิตของน้องกลับมาสู่ตัวแล้ว 

“ไม่เป็นไรนิว พี่ไม่ได้คิดอะไรเลย นิวตั้งใจปฎิบัติตามหลวงตานะ หลังวันพระเราค่อยมาเจอกัน” ฉันยิ้มให้น้อง ก้มลงกราบหลวงตาอีกครั้ง แล้วเดินตามแม่ชีบุญไป พี่สรรค์ทำท่าจะลุกตามไปด้วย 

“โยมสรรค์จะไปไหน ไม่ใช่กิจธุระของเจ้า หมดหน้าที่ของเจ้าแล้ว ทางข้างหน้าเป็นชะตากรรมของโยมลูกนกเขาเท่านั้น” 

“ผมไม่น่าพาลูกนกขึ้นไปบนนั้นเลย ผมขอโทษนะยายชู” พี่สรรค์ก้มกราบแม่ ฉันได้ยินเสียงพี่สรรค์สั่นเครือ แต่ไม่ได้หันไปมอง ได้ยินเสียงหลวงตาพูดตามมาว่า 

“มันก็เป็นหน้าที่ของเจ้าอีกเหมือนกันที่ต้องพากันขึ้นไป” 

แล้วฉันก็ไม่ได้ยินไม่ได้เห็นอะไรเบื้องหลังอีก เพราะเบื้องหน้าฉันกำลังจะก้าวเข้าเขตปกคลุมของต้นไม้สูงใหญ่ ทางที่พื้นเป็นทางสายเล็กๆ ที่เป็นร่อยรอยการเข้าออกเท่านั้น ตอนนี้น่าจะประมาณห้าโมงเย็น แต่ทางข้างหน้าที่ฉันกำลังจะเดินเข้าไปมืดเหมือนพลบค่ำ 

“อยู่ได้ใช่มั้ยลูกนก พรุ่งนี้แม่จะมาหาแต่เช้านะ ถ้าไม่ไหวก็บอกแม่ ลูกนกยังฝึกวิปัสสนาไม่แข็งแรงเลย” แม่ชีบุญเองก็ดูจะกังวลมากอีกคนหนึ่งนะเนี่ย 

“แม่บุญคะ คืนนี้นกมีเวลาฝึกค่ะ นกรู้สึกเหมือนกำลังจะเข้าสอบครั้งสำคัญที่นกต้องทุ่มเทเตรียมตัวให้พร้อมเท่าที่เวลายังมีอยู่ ถ้าไม่พร้อมพรุ่งนี้นกยังได้เจอแม่บุญอยู่อีกนี่คะ” 

แม่ชีบุญพยักหน้า และปิดประตูกุฎิให้ฉัน ในกุฎิไม่มีอะไรเลยเป็นเพียงห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้า และมีประตูด้านหลังที่เข้าไปยังห้องน้ำ มีไม้กวาดและผ้าขี้ริ้วพับอยู่ มีเสื่อม้วนอยู่ตรงมุมห้อง ไม่มีหมอนไม่มีผ้าห่ม ที่กำแพงทางด้านขวามีหิ้งพระพุทธรูปปางนาคปรก ฉันนั่งกราบทำความเคารพ แล้วลุกเข้าไปดูในห้องน้ำ ภายในห้องน้ำขนาดเล็กมากนั้น มีส้วมซึม น้ำในถังเต็มปริ่ม มีถังน้ำมันขนาดใหญ่ใส่น้ำไว้เต็มเช่นกันอยู่ข้างประตู ฉันจัดแจงกวาดและถูพื้นห้องให้สะอาด ปูเสื่อตรงกลางห้อง เริ่มต้นสวดมนต์ทุกบทที่ได้รับการสอนจากแม่ชี ซึ่งก็เท่ากับที่มีในหนังสือสวดมนต์เล่มเล็กที่พิมพ์แจกกันทั่วไป ฉันสวดได้คล่องทุกบทยกเว้นเพียงการสวดบทยอดพระกัณฑ์ไตรปิฏกที่ยังต้องอาศัยดูหนังสือสวดมนต์เล่มเล็กที่วางอยู่บนหิ้งพระ อาศัยแสงสว่างจากเทียนที่วางอยู่คู่กับไม้ขีดไฟสำหรับใช้เป็นแสงสว่างเพียงอย่างเดียวในห้องนั้น คืนนี้ฉันสวดบทเพิ่มจากทุกวันคือบทอัญเชิญชุมนุมเทวดา เสียงสวดมนต์ของฉันดังก้องอยู่ภายในห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ แห่งนี้  

เมื่อสวดมนต์เสร็จฉันก็เริ่มเข้าสู่สมาธิ ฉันสามารถเข้าสู่สมถกรรมฐานได้โดยง่าย แล้วค่อย ๆ กำหนดจิตให้นิ่ง สงบ อยู่ตรงกลางระหว่างอก เมื่อจิตส่อส่ายไม่สงบหรือฟุ้งจินตนาการไปท่ามกลางความมืดมิด และเสียงน้ำที่ไหลรินจากลำธารพญานาค ที่ดูเหมือนจะอยู่ไม่ไกลนักดังชัดเจนขึ้นกว่าที่ผ่านมา เพื่อให้จิตตัวเองไม่หม่นหมองและฟุ้งไปกับความกลัว,ความง่วงที่อยากล้มตัวลงนอน หรือหลับกลางสมาธิ ฉันจึงสลับกับการเดินจงกรมวนรอบในกุฎิ สวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรม วนไปเช่นนี้ จนกระทั่งได้ยินเสียงเคาะประตู และเริ่มรับรู้ถึงแสงสว่างที่ส่องเข้ามาทางแผ่นกระจกบนสุดของผนังกำแพงรอบด้าน 

ฉันลุกขึ้นไปเปิดประตู แม่ชีบุญมองหน้าฉันแล้วยิ้ม ฉันหลบให้ท่านเดินเข้ามาในห้องได้ แล้วนั่งลงกลางห้องตามท่าน  

“แม่เอาอาหารเช้ามาให้ ลูกนกไม่ได้นอนเลยใช่มั้ย เป็นอย่างไรบ้างลูก” 

“นกสบายดีค่ะแม่บุญ มีกลัว มีตกใจ มีฟุ้ง เข้ามาบ้าง แต่ก็สามารถกำหนดรู้ผ่านมาได้” 

“ลูกนกดูไม่อิดโรยนักนะ แม่คิดว่าจะมีอาการมากกว่านี้ ที่นี่ไม่มีหมอนให้ หากลูกนกจะเหยียดกายนอนให้นอนราบลงไปแล้วกำหนดอสุภะนะลูกนะ ฉันเช้าแล้วล้างทำความสะอาดซะ เพลแม่จะเอามาเปลี่ยนให้ โยมบุญชูเป็นห่วงหนูไม่เป็นอันทำวัตรเลย สวดผิดสวดถูก คงจะไม่ได้นอนด้วย” 

“แม่บุญคะ นกฝากบอกแม่ชูด้วยว่านกอยู่ได้จริง ๆ สิ่งที่นกได้ร่ำเรียนมาจากหลวงตาและแม่บุญรักษาและคุ้มภัยนกได้ นกไม่ได้ทรมานร่างกายอะไรเลย มีปวดเมื่อยบ้างนกก็กำหนดรู้ว่าทุกข์ เมื่อคืนผ่านไปได้ไม่ดีนัก แต่นกก็เปลี่ยนเป็นเดินจงกรมบ้างก็ดีขึ้น ถ้านกไม่ไหวนกจะบอกแม่บุญ แม่ชูไม่ต้องกังวลไปให้นกต้องบาปนะคะ” 

“ถ้าไม่ไหวลูกนกต้องบอกนะ อย่าเตลิดออกจากกุฎินี้ไปโดยลำพังเด็ดขาดไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน” แม่ชีบุญเสียงเข้มขึ้น 

“แล้วถ้ากลางวันนกออกไปเดินจงกรมรอบกุฎิข้างนอกได้มั้ยคะแม่บุญ” ฉันถามเผื่อไว้หากอยากออกไปสูดอากาศข้างนอกบ้าง 

“ไม่ได้ลูก ถ้าจะออกก็ไปกับแม่ กำหนดเดินตามแม่ หนูกินอาหารเช้าให้เสร็จ หลังเพลแม่จะมาพาปฎิบัติแล้วเผื่อเดินปฎิบัติข้างนอกก่อนทำวัตรเย็นด้วยกัน” 

ฉันก้มลงกราบแม่บุญ แล้วจัดการกับอาหารเช้าที่มีผักกูดราดกะทิ น้ำพริกกะปิ และต้มจืดผักหวาน แม่ชีบุญเดินออกไปแล้วปิดประตูกุฎิเงียบ ๆ ในขณะที่กินฉันก็ต้องเจริญสติตามไปด้วย    

ฉันไม่มีนาฬิกาสำหรับดูเวลา อาศัยแสงแดดที่ส่องเข้ามาทางช่องกระจกด้านบนเป็นตัวคำนวณเวลาเท่านั้น กับเวลาที่แม่บุญเอาอาหารเพลมาให้ก็น่าจะพอเดาเวลาได้ว่าน่าจะใกล้ 11.00 น มื้อนี้น่าจะเป็นมื้อพิเศษ มีเต้าหู้ทรงเครื่องที่ฉันชอบ แต่ไม่ได้ใส่หมูสับลงไป มีกระเพราไข่ดาว และต้มจืดฟัก ของหวานเป็นกล้วยเชื่อมแข็ง ๆ ที่แม่บุญรู้ว่าฉันชอบแบบไม่เหมือนคนอื่นเขากินกัน 

“กินเอาแรงไว้ลูก พรุ่งนี้เช้ามืดคงต้องออกเดินทางไกล แม่ไม่ได้มาหาลูกนกจนกว่าจะเลยวันพระคือวันมะรืนเลยนะลูก” แม้กระทั่งแม่ชีบุญยังเก็บอาการกังวลไว้ไม่มิดเลย 

“นี่เสื้อ ผ้าถุงและสไบ เย็นนี้อาบน้ำล้างตัวให้สะอาดแล้วใส่ชุดใหม่ที่แม่เอามาให้นี้นะ” แม่ชีบุญยื่นชุดผ้าขาวที่พับไว้อย่างเรียบร้อยมาให้ฉัน 

“แม่บุญคะ นกต้องเดินจากทางนี้ขึ้นไปบนนั้นเหรอคะ” ฉันถามด้วยความสงสัยจากใจจริง เพราะรู้สึกได้ว่าทุกคนเตรียมการณ์เหมือนฉันต้องเดินทางระยะไกล ซึ่งจากตรงนี้ไปก็น่าจะไกลเอาเรื่องอยู่นะ 

“แล้วนกต้องไปคนเดียวเหรอคะแม่” คำถามนี้ฉันกังวลเองจริง ๆ ฉันมั่นใจว่าถ้ำขึ้นจากทางวัดถ้ำฉันไปถูกแน่นอน พี่สรรค์ไปครั้งเดียวถึงไปถูกเพราะจุดสังเกตง่ายตลอดทาง แต่จากตรงนี้คุณลุงบอกว่าลำธารพญานาคมุดลอดมาจากโพรงของภูเขา แล้วฉันจะรอดโพรงเหล่านั้นไปยังไงแม้จะต้องเดินทางแต่เช้าตรู่ก็เถอะ จะมองในถ้ำเห็นหรือเปล่าก็ไม่รู้ 

“แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน หลวงตาสั่งมาแค่ว่าให้แม่พาลูกนกจงกรมและฝึกวิปัสสนาแล้วให้แม่กลับไปทำวัตรเย็น ลูกนกกินข้าวก่อนลูกได้รีบเก็บล้าง เรามีเวลากันไม่มาก”  

ฉันไม่รู้ว่าการเตรียมตัวเดินทางไกลของฉันทำไมต้องเน้นไปที่การทำวิปัสสนามากขนาดนี้ หากฉันต้องอยู่ในชุดนุ่งขาวห่มขาว อย่างน้อยก็ขอสวมรองเท้าผ้าใบสีขาวได้มั้ย พี่สรรค์จะเตรียมมาให้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ไม่มีใครพูดถึงเลย ไหนจะไฟฉายหรือเครื่องสักการะบูชาอีก แต่ฉันก็ไม่ได้ถามออกไป 

การฝึกของฉันกับแม่ชีบุญเน้นหนักไปที่การเจริญสติและทำวิปัสสนา การกำหนดรู้ ไม่ปล่อยจิตไม่ตามสิ่งที่เข้ามากระทบ การฝึกรู้สึกตัว มองเห็นให้เห็นตัวเอง มองให้รู้ว่านั่งอยู่ท่าไหน หลังคอตั้งตรงหรือไม่ แขนขาวางอย่างไร แม่ชีบุญจะพูดนำให้ตอนช่วงก่อนเข้าสมาธิและเมื่อฉันเริ่มไม่นิ่งก็จะมีเสียงแม่ชีบุญเตือนสติ ก่อนระฆังทำวัตรเย็นจะดัง ฉันลุกขึ้นยืน มองร่างของตัวเองที่นั่งตรงข้ามกับแม่ชีบุญ ฉันไม่ได้รู้สึกตกใจอะไร แต่รู้สึกได้ว่าไม่เจ็บไม่ปวดและคงนั่งในท่านี้ได้อีกนาน เสียงแม่ชีบุญเข้ามาในสมาธิว่า 

“รู้แล้วเห็นแล้ว ก็กลับมาอย่าตามไป จิตต้องอยู่กับตัวแม้จะรู้ว่าออกจากตัวก็ต้องดึงกลับให้เป็น” 

ฉันนั่งลงที่ร่างของฉัน เสียงแม่ชีบุญบอกว่า 

“ดูลมหายใจเข้าและออก ค่อย ๆ ลืมตาช้า ๆ หายใจเข้าลึก ๆ” ฉันออกจากสมาธิด้วยความรู้สึกสดชื่น ไม่เหนื่อยล้ากับการปฎิบัติมาเกือบครึ่งวัน 

“แม่ช่วยเจ้าได้เท่านี้ หลวงตาให้บอกลูกนกว่าคืนนี้สวดมนต์ตามที่เคยสวด นั่งสมาธิให้เข้าถึงวิปัสสนา เมื่อเข้าถึงแล้วให้กำหนดกายนอนลงปลงอสุภะและเข้าสมาธิต่อไปเลย แม่ช่วยได้เท่านี้นะลูก ขอให้ปลอดภัย รู้อะไรเห็นอะไรให้ปล่อยผ่านไปนะลูก อย่าเอาตัวเข้าไปเกี่ยว เราเพียงผ่านมาดูเท่านั้น ทุกอย่างเป็นอนิจจัง” ฉันก้มลงกราบแม่ชีบุญอีกครั้ง 

ก่อนออกจากห้อง แม่ชีบุญหันมาหาฉันอีกครั้ง แสงอาทิตย์ส่องเข้ามาด้านหลัง เหมือนภาพในฝัน ที่แม่ชียืนอย่างสง่าผ่าเผยท่ามกลางแสงจ้าที่ออกจากลำตัว 

“ได้ยินเสียงอะไรก็ตาม กำหนดรู้ แต่อย่าขานและห้ามออกจากกุฎินี้เด็ดขาด จนกว่าแม่จะมาหาตอนเช้าวันมะรืน พรุ่งนี้วันพระแล้ววันที่ถึงกำหนดเข้าอุโบสถศีล จำให้ดีนะลูกนก จำให้ดี” น้ำเสียง สีหน้า บรรยากาศชักจะซีเรียสซะแล้วสิ แม้ว่าจะงงกับวิธีการเดินทางของตัวเอง แต่ก็ไม่สามารถพูดหรือถามอะไรออกมาได้อยู่ดี เสียงที่ออกมาได้ยินแต่เพียงว่า 

“ฝากบอกแม่ชูด้วยนะคะแม่บุญ นกพร้อมที่จะพบเจอสิ่งที่ต้องเจอแล้ว ไม่ต้องห่วงอะไรนก” 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น