เจ้าชิบะ

ฝากสนับสนุนนิยายด้วยนะคะ

รักร้ายๆ ของผู้ชายอันตราย# 30

ชื่อตอน : รักร้ายๆ ของผู้ชายอันตราย# 30

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 31.4k

ความคิดเห็น : 25

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ส.ค. 2562 15:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
รักร้ายๆ ของผู้ชายอันตราย# 30
แบบอักษร

30  

  

  

  

“เป็นไง ขับรถตกคลองไม่พอ ต้องมาลำบากหาเสื้อใส่อีกเนี่ย เพราะมึงเลย” เอกบุ้ยปากงอนหลังเดินกลับออกมาจากห้องน้ำแล้วตรงมานั่งข้างๆเพลิงที่กำลังนั่งเช็ดผมอยู่ใต้ตึกคณะ  

“ก็มึงบอกให้ตบ กูก็ตบแหลกตามมึงสั่ง จะโทษกูคนเดียวก็ไม่ได้นะเว้ย รถก็กากเสือกยังเอามาขับอีก” เพลิงตอกกลับ เรื่องนี้เขาจะไม่มีทางให้มันเป็นความผิดของเขาคนเดียวเด็ดขาด  

“เดี๋ยวตบปากแตกเลยไอ้ห่านี่ ลูกกูอยู่มาสิบปีไม่เคยมีปัญหา พอมึงขับเท่านั้นแหละเหมือนเป็นอัมพาต แล้วนี่อะไรยังไงช่วงฝึกงาน ร้านที่มึงทำโอเคป่ะ ส่วนของร้านที่กูทำนี่ค่อนข้างหนักเลย” จู่ๆเอกก็วนเข้าเรื่องฝึกงาน เจ้าตัวคงตั้งใจหาเรื่องเมาส์ระบายช่วงตอนฝึกงานนั้นแหละไม่งั้นไม่พูดขึ้นมา เพลิงยกยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าโอดครวญของเอกยามนึกถึงช่วงเวลาฝึกงาน เพลิงเองตอนทำงานก็ไม่ต่างกับเอกเท่าไร เพราะพอทำครัวมันต้องแข่งกับเวลาจริงๆ   

“มันก็หนักทุกร้านนั้นแหละ ขนาดร้านส้มตำที่ว่าง่ายยังต้องแข่งกับเวลาเลย แล้วพวกน้องสต๊าฟจะกลับบ้านกันกี่โมงเนี่ย ไอ้หมิวได้บอกป่ะ” เพลิงถามพลางมองกลุ่มสต๊าฟปี 2 ปี 3 บางส่วนกำลังช่วยจัดพร็อบกิจกรรมสำหรับเข้าปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ในคณะ บางทีเพลิงก็คิดว่ามันเย็นมากแล้ว อยู่ดึกไปคงไม่ค่อยดีสำหรับบางคนเท่าไร  

“เห็นมันบอกน้องขอกลับไม่เกินสองทุ่มก็น่าจะประมาณแหละ ขืนกลับดึกอาจารย์คงไลน์มาด่า ว่าแต่มึงเถอะ ลืมสารภาพผิดอะไรกับพวกกูอยู่หรือเปล่าจ้ะ เด็กชายพระเพลิง นพวงศ์” เพลิงถึงกับย่นคิ้วงง เมื่อเอกเรียกชื่อเต็มของเขาแถมยังทำหน้าเหมือนจับผิดอะไรบางอย่างจากตัวเขา แต่เพลิงนึกยังไงก็นึกไม่ออกว่าตัวเองไปทำอะไรไว้จนเอกถึงได้ทวงอะไรแปลกๆแบบนี้  

“กูติดเงินมึงหรอ?” เพลิงถามพร้อมกระพริบตาปริบๆ ใบหน้าที่มองเอกช่างใสซื่อซะคนทวงสัญญาจากเพื่อนคิดว่าเพลิงคงจำไม่ได้จริงๆ  

“ว้อย ไม่ใช่ นึกดีๆดินึกดีๆ เฮ้ย ไอ้ฟิวส์ มานี่ๆ ไอ้เพลิงจะสารภาพบาป” เอกตีหน้าเซ็ง ก่อนยกมือกวักมือเรียกฟิวส์ที่เดินผ่านหน้าไปเมื่อกี้ จนเจ้าตัวต้องเหลี่ยวกลับมาหาใหม่พร้อมลงนั่งข้างๆเพลิงอีกฝั่ง  

“สารภาพบาปอะไรวะ?” ฟิวส์เองก็งง  

“เอ้าาา ไอ้พวกนี้เป็นอะไรกันไปหมด น้ำมันตับปลาอ่ะหัดแดกเข้าไปบ้างนะ สมงสมองจะได้ทำงานเหมือนคนปกติ ..ก็เรื่องที่มันให้กูตอแหลผู้ชายว่าจะไปงานวันเกิดกูไง ทั้งๆที่มันแอบไปหาแฟนเก่ามันอ่ะ” เอกถึงกับอธิบายความซ้ำ   

“อ่อวว กูจำได้ละ ใช่ไอ้ผู้ชายที่แม่งเสียงดุๆ พูดจาเหมือนหวงไอ้เพลิงใช่ป่ะ ..ไอ้เพลิง บอกพวกกูมา ชายฉกรรจ์คนนั้นเป็นใคร แล้วไปรู้จักมักจีกันได้ยังไง” เมื่อนึกออก ฟิวส์รีบยิงคำถามใส่รัวๆ จนคนพึ่งนึกออกเหมือนกันอย่างเพลิงถึงกับนิ่งอึ้งช็อคกลางอากาศไปแล้ว   

  

//เชี้ย ลืมเลยว่าไปสัญญาอะไรไว้กับไอ้พวกนี้ // เพลิงว่าในใจ  

  

“เฮ้ย เอาวิญญาณกลับร่างก่อนไอ้เพลิง นอกจากผู้ชายจะเป็นใคร แล้วมันเกี่ยวอะไรกับแก้มด้วยวะ สัญญาแล้วนะว่าเจอหน้าแล้วจะเล่าให้หมด อึกอักนิดเดียว กูจะให้มึงกลับไปช่วยภารโรงลากรถขึ้นจากคลองเดี๋ยวนี้แหละ” เอกพูดพร้อมชี้หน้าขู่ และดูเหมือนว่าสายตาของเพื่อนสนิททั้งสองคนที่นั่งระนาบเขาไว้ ดูจะจริงจังซะเพลิงคิดว่าวันนั้นไม่น่าเข้าไปขอความช่วยเหลือมันพวกมันเลย  

“คือ..ถ้าพวกมึงฟังแล้ว..อย่าไปบอกใครนะ กูอยากให้มันจบเรื่องแค่ที่พวกมึง” เพลิงบอกเสียงอ่อย ซึ่งเพื่อนของเพลิงก็จับได้ถึงความเริ่มผิดปกตินี้ ใบหน้าที่ดูอารมณ์ดีในตอนแรกเริ่มหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด ฟิวส์ทำท่าจะห้ามเพลิงไม่ให้เล่า เพราะดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไรยิ่งเห็นเพื่อนแสดงความรู้สึกชัด ฟิวส์ยิ่งเข้าใจเลยว่าเพลิงยังจัดการความรู้สึกของตัวเองยังไม่ได้ แต่กว่าจะได้ห้าม เพลิงก็ยอมเล่าเรื่องตัวเองตั้งแต่ต้นยันจบให้พวกเขาฟัง เอกกับฟิวส์หน้าเสียทันทีเมื่อรู้ว่าเพลิงเจออะไรมาและคิดว่าไม่น่าไปอยากรู้อะไรแบบนี้เลย  

“มึง..กูขอโทษว่ะ กูไม่น่าไปอยากรู้อะไรแบบนี้เลย” เอกรีบขอโทษอย่างรวดเร็วเมื่อฟังจบ   

“ช่างเหอะ เรื่องมันจบตั้งแต่วันนั้นแล้ว อีกอย่าง ให้กูระบายอะไรออกมาบ้างก็ดี กูอึดอัด” เพลิงพูดบอกพร้อมเสยผมถอนหายใจทิ้ง แม้ว่าในวันนั้นเขาจะร้องไห้อยู่ที่บ้านทั้งวัน เพราะถูกพี่ชายสองคนบอกให้ร้องไห้ระบายความทุกข์ทิ้งไปเลย แต่เอาเข้าจริงมันไม่มีใครจัดการความเศร้าได้ง่ายหรอก เพียงแต่เขาแค่ไม่ร้องไห้ออกมาให้ใครเห็นเท่านั้น   

“ไอ้ระบายมามันก็ดี แต่มึงจะตัดใจจากไอ้คนพี่ได้จริงๆหรอ เพราะจากที่มึงเล่ามาเหมือนมึงสองคนรักกัน” เอกว่า เพลิงนิ่งสะอึกไปพลางเม้มปากแน่นเมื่อถูกอ่านออก ก่อนจะหันกลับไปคุยกับเพื่อนต่อ  

“มันก็แค่เกิดจากความใกล้ชิดเท่านั้นแหละ ออกมาจากตรงนั้นได้เดี๋ยวก็เหมือนเดิม แล้วคนที่กูต้องตัดจริงๆไม่ใช่มัน แต่เป็นแก้ม” เพลิงแอบบอกปัดเรื่องของพีค  

“กูเข้าใจนะว่ามันยากที่จะยอมรับ เพราะพวกมึงเริ่มจากการทำร้ายจิตใจกัน แต่เรื่องตัดใจอะไรนี้ กูว่าเอาจริงตอนนี้มึงตัดใจจากแก้มได้แล้วแหละ แต่ที่มึงทำอยู่คือมึงกำลังหลอกตัวเอง มึงกำลังหนีความรู้สึกตัวเองที่ไปรู้สึกกับไอ้คนพี่ มึงพยายามคิดว่าแก้มคือคนที่มึงรัก ทั้งที่ตอนนี้มึงกลับไปรู้สึกอะไรมากกว่ากับอีกคน และมึงก็อย่าลืมว่าแก้มมันเลิกรักมึงตั้งแต่แอบไปคบซ้อนกับพี่ชายมึงเมื่อตอนปี 2 จนมึงเป็นบ้าเป็นหลังอยู่ช่วงนึงน่ะ” ฟิวส์พูดเสริมตามที่คิด  

“เหมือนพวกมึงอยากจะยุให้กูกลับไปหาไอ้บ้านั่นอย่างนั้นแหละ หน้าไอ้หมอนั่นพวกมึงยังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ” เพลิงว่าหน้ามุ้ย ไม่สบอารมณ์เรื่องที่ฟิวส์พูดเท่าไร เพราะมันดันถูกต้องจนเพลิงขนลุก ฟิวส์กับเอกมองหน้ากันพลางไหวไหล่ เหมือนไม่ได้แคร์ว่าเพลิงจะทำหน้าไม่พอใจยังไง  

“ก็ไม่ได้ยุให้เป็นเกย์นะ แต่พวกกูคิดว่าไอ้พี่คนนี้มันเจ๋งดี เจ๋งที่สามารถทุบกำแพงที่มึงสร้างขึ้นมาได้ เจ๋งที่สามารถลบตัวตนของแก้มได้ตลอดเวลาที่มึงอยู่ด้วยกันกับเค้า และก็เจ๋ง ที่ทำให้ผัวของสาขากลายเป็นเมีย..อ่อก!” ก่อนที่เอกจะได้พูดจบก็ถูกเพลิงเอาผ้าเช็ดผมฟาดใส่หน้าเสียก่อน ฟิวส์ยิ้มขำกับท่าทางของทั้งคู่ บรรยากาศอึมครึมในตอนแรกเริ่มกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง  

“ไอ้เพลิง มึงแค่ยอมรับพี่เค้าตรงๆก็จบแล้ว ไม่เห็นมีอะไรให้สับสนเลย อย่างที่ไอ้เอกบอก ไม่ได้ยุให้เป็นเกย์นะ แต่ถ้ารัก จะเพศไหนมึงก็รักไปเถอะ มันไม่ได้มีคำจำกัดความรักอยู่แล้ว อยู่ที่คนเราเองมากกว่าที่ไปจำกัดมันเอง ส่วนแก้มอ่ะ กูว่ามึงปล่อยไปเถอะ ยังไงแก้มก็ไม่กลับมาหามึงหรอก เค้าเลือกพี่มึงนู่น” ฟิวส์  

“แต่แก้มขอให้กูกลับไปเป็นเพื่อนนะ เป็นพวกมึงทำใจได้หรอ” เพลิงเบะปากบอกเสียงอ้อมแอ้ม  

“อีห่า คิดเล็กคิดน้อย เป็นเพื่อนก็เป็นดิวะ แรกๆอาจขมขืดไปหน่อยแต่ยังไงสุดท้ายต่างคนก็ต่างมีคนใหม่อยู่ดีป่ะวะ ตื่นนน มึงตื่นจากความคิดในสมองอันน้อยนิดของมึง ไม่แปลกใจเลยที่มึงตกเลขเนี่ย คิดไม่เป็น” เอกว่าพลางยกมือไประนาบศรีษะพร้อมจูนกระตุ้นสมองให้ตื่นจากความคิดของตัวเพลิงเอง คนโดนกระทำถึงกับเบ๊หน้าเหยเก ก่อนจะรีบส่ายหน้าปัดมือเอกออกจากหัว  

“โอ้ยยย มันเจ็บมั้ยล่ะกดมาได้ กูไม่คุยกับพวกมึงแล้ว เหอะ”   

“เอ้า แล้วเรื่องพี่คนนั้นว่าไงอ่ะ มึงยังไม่ได้สรุปเลยนะว่าจะเอายังไง” เอกตะโกนถามเมื่อเพลิงเดินลุกออกไปจากที่พวกเขานั่งพร้อมปาผ้าเช็ดหัวใส่เอกด้วยหน้ามุ้ยๆอีก  

“ไม่รู้ว้อย นอกจากไม่เข้าข้างยังจะยุให้กูไปหาผู้ชายอีก ไอ้พวกบ้า! ไอ้หมิว มีอะไรให้กูช่วยมั้ย” เพลิงลุกเดินโวยวายออกไปช่วยงานในคณะต่อ ทิ้งให้เพื่อนสองคนหันมามองหน้ายิ้มขำกันแบบงงๆ ก่อนจะลุกตามเพลิงไปช่วยงานคนอื่นต่อเมื่อเพลิงหันมากวักมือเรียกด้วยหน้ามุ้ยๆ   

“ไอ้ฟิวส์ พนันอะไรกับกูหน่อยมั้ย” จู่ๆเอกก็พูดเสนออะไรบางอย่างขึ้นขณะเดินไปหาเพลิง  

“เอาดิ” ฟิวส์ยกยิ้ม  

“ไอ้เพลิงบอกใช่มั้ยว่าไอ้พี่คนนั้นยอมปล่อยเพลิงออกมาเพราะหมดเงื่อนไขระหว่างทั้งคู่ และจากที่มันเล่านิสัยให้พวกเราฟัง มึงคิดว่าหลังจากนี้ไอ้พี่คนนั้นจะกลับมาหาไอ้เพลิงมั้ย” เอกคุยกับฟิวส์ด้วยน้ำเสียงธรรมดา แต่รอยยิ้มและดวงตากลับแฝงเลศนัยที่รู้กันเพียงสองคนเท่านั้น  

“กูลง..ว่ามา” ฟิวส์  

“กูก็ลงว่ามา แต่จะมาช่วงไหน มึงต้องมาพนันกับกูตรงนี้” เอก  

“ได้ กูลงก่อนหมดฝึกงาน” ฟิวส์ว่า 

“งั้นกูลงหลังหมดฝึกงาน ถ้าใครแพ้ต้องไปจีบยัยหมิว โอเค จอบอ แยก!” ฟิวส์ที่ได้ยินข้อตกลงถึงกับเบิกตากว้าง เรียกว่าไม่รอคำประท้วงจากฟิวส์เลย เอกพูดเองเออเองเสร็จสรรพ ก่อนเดินหน้าละลิ่วไปหาเพลิงที่อยู่ใกล้ๆทันที  

“ว้อยยย ไม่เอาไอ้เหี้ยเอก ไม่เอาไอ้หมิวตัวอย่างกับช้าง!”   

“ไอ้เหี้ยฟิวส์ ชั้นได้ยินนะเว้ย!” เสียงหมิวตะโกนด่ากลับฟิวส์  

  

  

  

19.48 น.  หน้ามหาวิทยาลัย  

  

“อันนี้มึงกลับคอนโดเลยป่ะ หรือว่ารอท็อป” ฟิวส์ถามเมื่อเขาขับมอเตอร์ไซค์ซ้อนสามมาส่งเพลิงที่ป้ายรถเมล์หน้ามอ  

“กลับเลยแหละ ไอ้ท็อปหน้าจะไปส่งแฟนมันที่บ้าน” เพลิงบอก  

“เอ้า งั้นกลับพร้อมพวกกูดิ รถยังนั่งได้อีกที่” เอกพูดเสริม  

“ให้กูนั่งซ้อนสามแหกด่านไปกับพวกมึงเหมือนคราวก่อนอ่ะนะ พี่กันย์รู้ได้ฆ่าแน่อ่ะถ้าต้องมาเสียค่าปรับอีก พวกมึงกลับไปกันเหอะ รถเมล์สายกูรอไม่นานหรอก” เพลิงบอกปฏิเสธสองเพื่อนซี้ เพราะไม่อยากขับแหกด่านตำรวจอีกรอบเหมือนช่วงก่อนฝึกงาน  

“ตามใจ กลับดีๆแล้วกันมึง วันศุกร์เจอกันที่สนามแข่งนะ เดี๋ยวพวกกูมาเชียร์” เพลิงพยักหน้าให้ ก่อนที่ฟิวส์กับเอกจะพากันโบกมือลาเพลิงที่ป้ายรถเมล์ก่อนออกรถกลับบ้านไป เพลิงยืนมองหลังรถที่หายลับตาไปแล้วก่อนจะกลับมายืนรอรถเมล์ที่จะต้องขึ้นต่ออยู่คนเดียว   

“พี่เพลิงหวัดดีค่ะ / ครับ”   

“หวัดดีครับ กลับกันดีๆล่ะ” เพลิงยิ้มทักทายรุ่นน้องที่เข้ามาทักตามปกติและก็เป็นอย่างนี้อยู่เป็นพักๆ ทำให้ช่วงเวลาที่ยืนรอรถเมล์อยู่คนเดียวเพลิงดูจะไม่ได้เหงาอะไรเพราะมีทั้งเพื่อนทั้งรุ่นน้องทักทายตลอดที่ยืนรอรถเมล์ เว้นเสียแต่ความรู้สึกแปลกๆราวกับถูกจับจ้องอยู่ตลอดเวลา เพลิงไม่รู้ว่าสายตาที่ทำให้ไม่สบายใจมันมาจากตรงไหน แต่มันทำให้เพลิงเริ่มรู้สึกอยากกลับบ้านให้เร็วที่สุดอย่างบอกไม่ถูก  

“ทำไมรอบนี้รถมาน้อยจังวะ” เพลิงยืนพูดพึมพำกับตัวเองคนเดียว สายตาพยายามมองหมายเลขรถที่ต้องขึ้น แต่รอแล้วรอเล่ารถสายที่จะขึ้นก็ไม่มีวี่แววว่าจะมา เพลิงที่ยืนรออยู่สักพักถึงกับถอนหายใจทิ้ง นี่ถ้ารถเขายังอยู่คงไม่ต้องลำบากขนาดนี้  

“ขอโทษนะครับ”  

“เฮือก..” เพลิงสะดุ้งเฮือกตกใจเมื่อจู่ๆมีผู้ชายปริศนาเข้ามาทักเขาจากด้านหลัง น้ำเสียงใกล้มากจนคนยืนเงียบๆอยู่คนเดียวต้องรีบผละเว้นระยะจากอีกฝ่ายเพื่อหันไปมอง ก่อนที่เพลิงจะสังเกตเห็นว่าผู้ชายรูปร่างผอมสูงคนนี้ไม่ใช่คนที่มหาลัย   

“มะ..มีอะไรหรือเปล่าครับ” เพลิงถามเสียงตะกุกตะกัก สายตาที่จ้องอีกฝ่ายกลับฉายความไม่ไว้ใจอย่างชัดเจน จนอีกฝ่ายที่ยืนมองอยู่จำต้องยิ้มส่งมาให้อย่างเป็นมิตร  

“ขอโทษที่ทำให้ตกใจนะครับ พอดีผมจะถามทางคุณหน่อยน่ะครับ ผมไม่ใช่คนแถวนี้ พอดีมาทำธุระแถวนี้แล้วหารถกลับบ้านไม่ได้สักที คุณพอทราบมั้ยครับว่ารถเมล์สาย xxx ผ่านทางนี้หรือเปล่า” อีกฝ่ายพูดอย่างเป็นมิตรและดูสุภาพ ทำให้เพลิงคลายความตึงในตอนแรกลงได้เล็กน้อย แต่ความไม่ไว้ใจก็ยังฉายอยู่ในแววตา ทำให้อีกฝ่ายเดาได้ทันทีว่าเพลิงกำลังกลัวเขา  

“รถเมล์สายที่คุณจะขึ้นผ่านป้ายนี้ครับ แต่คงต้องรอนานหน่อยเพราะสายนี้ปล่อยรถน้อย” เพลิงตอบอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงปกติ แต่ยังคงเว้นระยะในการยืนให้ห่างพอสมควร  

“หว่า แย่จังเลยนะครับ ขืนผมกลับช้าที่บ้านคงบ่นแน่เลย” อีกฝ่ายพูดบ่นโดยที่ใบหน้ายังฉาบไปด้วยรอยยิ้ม เพลิงเองก็ยืนฟังเงียบๆทำทีไม่ได้สนใจ แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายคุยด้วย  

“คุณพึ่งเลิกเรียนหรอครับ” ชัดเจนแจ่มแจ้งว่าอีกฝ่ายกำลังชวนคุยอย่างแน่นอน เพลิงหางตามองนิดๆก่อนตอบอย่างไม่ใส่ใจ  

“ครับ”   

“มิน่าล่ะ เห็นนักศึกษาคนอื่นบางกลุ่มพึ่งกลับบ้าน ตอนแรกผมก็มีน้องชายเรียนที่นี่เหมือนกัน แต่เห็นว่าพึ่งเรียนจบเมื่อไม่กี่วันก่อน” อีกฝ่ายยังคงพูดไม่หยุด เพลิงเหลือบมองเป็นพักๆด้วยความระแวง  

“ครับ” คำตอบสั้นๆ เหมือนจะทำให้อีกฝ่ายเริ่มรู้แล้วว่าตัวเองกำลังทำให้เพลิงลำบากใจ  

“อุย ผมต้องขอโทษด้วยนะครับ เผลอชวนคุยจนทำให้คุณกลัวจนได้ มันติดเป็นนิสัยน่ะครับ ฮะๆ เออ ผมต้องแนะนำตัวก่อนด้วยหนิเนอะ”  

“ไม่ต้องก็ได้ครับ เดี๋ยวผมจะไปแล้ว” เพลิงปฏิเสธ  

“แนะนำไว้หน่อยก็ดีนะครับ เผื่อวันนึงเราได้เจอกันอีก ผม..ฮิว..”  

  

ปี๊นๆ  

  

“เฮ้ ไอ้เพลิง มึงยังไม่กลับบ้านอีกหรอ” เสียงบุคคลที่สามเรียกตะโกน เพลิงที่กำลังขมวดคิ้วมองคู่สนทนาจำต้องผละจากอีกฝ่ายไปหาผู้มาใหม่ ส่วนคนที่คุยกับเพลิงในตอนแรกกลับขยับตัวหนีเหมือนหลบอะไรสักอย่าง  

“พี่แทนหรอ?” เพลิงถามพลางก้มหรี่ตามองคนในรถที่เปิดกระจกอีกฝั่งมาคุย   

“เออ กูเอง ดึกป่านนี้ทำไมยังไม่กลับบ้าน ให้กูไปส่งมั้ย? แล้วนั้นมึงคุยกับใครอ่ะ?” แทนพูดถาม พยายามชะเง้อหน้ามองคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆเพลิง แต่เพราะอีกฝ่ายเอียงตัวจนเกือบหันหลังให้ ทำให้แทนมองอีกฝ่ายไม่ถนัด แต่แทนกลับรู้สึกคุ้นๆแผ่นหลังนั้นอย่างบอกไม่ถูก  

“ไม่มีไรพี่ เค้ามาถามทาง เดี๋ยวพี่พาผมไปส่งที่คอนโดหน่อยแล้วกัน ผมรอรถนานแล้วยังไม่ได้ขึ้นเลย”   

“อ่าๆ ขึ้นมาสิ” แทนปลดล็อคประตูเพื่อให้เพลิงเดินขึ้นมานั่งด้านข้างคนขับ โดยสายตายังคงแอบมองคู่สนทนาของเพลิงอยู่ตลอด จนกระทั่งเพลิงเข้ามานั่งข้างในเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่แทนจะขับรถออกไปจากป้ายรถเมล์ ทิ้งให้คนแปลกหน้ายืนอยู่ท่ามกลางคนอื่นที่ยืนรอรถเหมือนกัน  

หลังจากขับรถออกมาได้ไม่นาน ความเงียบระหว่างทั้งคู่ก็เข้าปกคลุม ตัวแทนไม่ได้อึดอัดกับความเงียบนี้เท่าไร แต่ไม่รู้ว่าจะชวนคุยอะไรดีเพราะเพลิงก็พึ่งปฏิเสธเขาไปสดๆร้อนๆในไม่กี่วันก่อน จะให้ถามเรื่องพีคก็ดูจะทำให้ตัวเองต้องเจ็บเปล่าๆ แค่เขากล้าเผชิญหน้ากับเพลิงก็นับว่าแกร่งพอตัวแล้ว แต่ในใจลึกๆแทนก็ยังอยากหาเรื่องคุยกับเพลิงอยู่ดี   

“พี่ออกจากโรงพยาบาลวันไหนเนี่ย ทำไมผมไม่เห็นรู้” เสียงจากเพลิงดังขึ้นหลังจากเงียบไป แทนแอบสะดุ้งเล็กๆ แต่ก็เผยรอยยิ้มขึ้นมาได้เมื่อเพลิงกลายเป็นคนชวนคุยก่อนคนแรก  

“เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ใครจะไปกล้าคุยกับมึงหลังจากพึ่งถูกปฏิเสธล่ะ บ้าหรือเปล่า” แทนว่าอย่างขำๆ  

“แต่เมื่อกี้พี่มาชวนผมคุยก่อนคนแรกนะ” เพลิงพูดพร้อมเอียงหน้ามองแทนที่ขับรถ  

“ก็กูเห็นมึงทำหน้าไม่ชอบคนที่มึงคุยด้วย กูเลยแวะจอดเรียก แล้วสรุปผู้ชายคนนั้นแค่ถามทางจริงๆใช่ป่ะ?” แทนถามอย่างเป็นห่วง แต่ก็บวกกับสิ่งที่ตัวเองข้องใจอยู่เหมือนกัน  

“ถามทางนั้นแหละ แต่เหมือนเขาติดคุยไปหน่อยผมเลยรำคาญ ไม่มีอะไรมากหรอกพี่” เพลิงพูดตัดบทก่อนหันกลับไปมองวิวข้างหน้าต่อเหมือนเดิม  

“งั้นหรอ แล้วนี่มึงกลับมานอนคอนโดแบบนี้ ไอ้พีคไม่ว่าหรือไง” และก็หลุดไปจนได้ แทนรีบหุบปากอย่างรวดเร็วเมื่อดันเผลอหลุดปากถามสิ่งที่คิดว่าตัวเองจะไม่ถามออกมา เพลิงเหลือบมองแทนอยู่แปปนึงก่อนจะหันกลับไปมองทางข้างหน้าเหมือนเดิม เพลิงที่ถูกถามนิ่งเงียบไปจนแทนอดเป็นห่วงไม่ได้ ก่อนจะได้ยินเสียงถอนหายใจแรงจากเพลิง  

“แก้มฟื้นแล้วพี่ เรื่องระหว่างผมกับมัน..มันจบแล้ว” แทนนิ่งอึ้งไป ไม่คิดว่าเวลาเพียงไม่กี่วันเพลิงกับพีคจะต่างคนต่างอยู่ไปแล้ว ยิ่งประโยคที่พูดออกมาเสียงแผ่ว มันสามารถบอกอะไรได้ชัดเจนว่าเพลิงกำลังอยู่ในช่วงอกหัก ความรู้สึกและอารมณ์ไม่ต่างจากที่เขากำลังเป็นอยู่    

“แล้วมึงโอเคงั้นหรอที่เดินออกมา” แทนยังคงถามต่อ แต่ก็ยังเหลือบๆมองเพลิงอยู่เป็นพักๆในขณะที่ตัวเองกำลังจดจ่อกับการขับรถไปด้วย เพลิงตีหน้าสลดลงอย่างไม่ปิดบัง สายตาทอดไปยังวิวข้างหน้า มองอยู่แบบนั้นจนเหมือนคนเหม่อลอยจนแทนอดเป็นห่วงไม่ได้ “ไอ้เพลิง”  

“มันไม่โอเคหรอกพี่ พี่ก็รู้ แต่ผมทำอะไรไม่ได้ไงเพราะผมก็ทำตัวเอง ผมสับสน ผมเลือกไม่ได้ว่าตอนนั้นผมควรจะพูดอะไรออกไปจริงๆมากกว่า ผมปล่อยให้การกระทำของตัวเองทำร้ายความรู้สึกมัน จนสุดท้ายมันจบด้วยการที่ผมต้องไป ไปชนิดที่ผมเองก็ไม่รู้ว่าผมจะได้เจอมันอีกหรือเปล่า.." เพลิงกลับมาจากอาการเหม่อลอย พูดระบายให้แทนฟังง่ายๆ แทนเห็นรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปาก แต่มันเป็นรอยยิ้มที่ดูฝืนและเหมือนคนที่กำลังตำหนิตัวเอง ซึ่งในสายตาและความรู้สึกของเขากลับไม่ชอบเอาเสียเลย  

 ระยะทางก่อนถึงคอนโดในอีกไม่ไกล หลังจากฟังเพลิงเล่าเหมือนเป็นช่วงรถติดไฟแดงพอดี ทำให้แทนละสายตาจากถนนแล้วหันมามองเพลิงที่นั่งนิ่งๆอยู่ข้างๆ โดยที่เจ้าตัวกำลังแสดงแววตาหม่นหมองมองทอดออกไปนอกรถตรงหน้า ความเงียบเริ่มก่อตัวอีกครั้ง เหลือไว้แต่เสียงเพลง แต่ทว่า ใบหน้าที่แทนกำลังจับจ้องอยู่นั้น มันชวนให้แทนทำเรื่องไม่น่าให้อภัย มือหนาเอื้อมไปประคองใบหน้าให้หันเข้าหาตัว ก่อนขยับตัวโน้มศีรษะประทับเข้ากับเรียวปากของเพลิงโดยที่เพลิงเองยังไม่ทันตั้งตัว สติสตังที่ลอยหายกลับเข้าที่อย่างรวดเร็ว เพลิงตาโตมองแทนอย่างตกใจ ก่อนที่แทนจะผละริมฝีปากที่แนบลงมาและขยับกลับไปนั่งตามเดิม เพลิงขมวดคิ้วมองแทนอย่างไม่เข้าใจ ทำไมจู่ๆแทนถึงได้เข้ามาจูบเขา  

“กูขอโทษว่ะ กูพยายามห้ามตัวเองแล้ว แต่..พอมองหน้าแล้วเห็นมึงทำหน้าหงอยๆ ..กูอดไม่อยู่ว่ะ” คำสารภาพตรงๆของแทน บางทีมันก็ทำให้เพลิงแอบไปไม่ถูกเหมือนกัน  

“พี่อยากมีปัญหากับผมจริงๆใช่มั้ย สองรอบแล้วนะ” เพลิงว่าเสียงเคืองพร้อมตีหน้าตึงใส่ 

“ไม่อยาก แต่กูอยากได้โอกาสสักครั้งจากมึง..ได้มั้ย กูยังหวังอยู่ตลอดนะไอ้เพลิง” แทนพูดขอพร้อมส่งสายตาวิงวอนมาให้ เพลิงนั่งมองหน้าแทนสักพักเหมือนกำลังพิจารณาอะไรบางอย่าง ก่อนหันหน้ากลับที่เดิมพลางถอนหายใจเบาๆ  

“ผมยังไม่อยากถูกเรียกว่าพวกหลายใจหรอกนะ ผมกับพี่เป็นอย่างนี้มันดีสุดแล้ว ผมไม่อยากทำมันพัง” เรียกได้ว่าแทนไม่มีโอกาสครั้งอื่นอีกแน่นอน ในเมื่อเพลิงยังคงปฏิเสธแทนชัดเจน และมันก็เป็นการตอกย้ำสถานะที่เขาไม่มีวันก้าวผ่านไปได้ เมื่อรู้ว่าไม่มีทางเป็นไปได้ก็ต้องตัดใจ แทนกลับมาสนใจถนนต่อเมื่อไฟเขียว ทั้งคู่ต่างไม่พูดอะไรกันเหมือนเดิม มีเพียงเสียงเพลงที่กลบบรรยากาศมาตลอด จนไม่นานแทนก็ขับรถมาส่งเพลิงที่หน้าคอนโด   

“วันศุกร์พี่จะมาแข่งป่ะ?” เพลิงหันไปถามแทนก่อนที่จะลงรถ  

“ไม่ล่ะ แต่คงไปช่วยโค้ชคุมสนาม มึงลงแข่งคัดตัวสินะ” แทนเองก็ถามกลับ  

“ลงเล่นๆแหละพี่ เปิดทางให้รุ่นน้องบ้าง ไหนๆอีกไม่กี่อาทิตย์ก็ขึ้นปี 4 ละ” เพลิงพูดพลางยกยิ้มน้อยๆให้แทน ก่อนจะหันกลับไปเปิดประตูรถเดินลงออกไป แทนมองเพลิงที่กำลังเตรียมปิดประตู ก่อนจะเรียกห้ามไว้ครั้งสุดท้าย  

“ไอ้เพลิง”  

“อะไรพี่?” เพลิงก้มตัวลงมาหน่อยเพื่อคุยกับแทนที่นั่งอยู่อีกฝั่ง  

“เจอกันวันศุกร์ อย่าไปสายล่ะเดี๋ยวโดนโค้ชเฉ่ง” แทนยิ้มพูดบอกอย่างขำๆ  

“ไม่สายหรอก เจอกันพี่” เพลิงยิ้มกลับพร้อมโบกมือลาก่อนจะปิดประตูรถแล้วเดินกลับเข้าไปคอนโด แทนนั่งมองแผ่นหลังของเพลิงอยู่นานจนร่างของเพลิงหายเข้าไปด้านใน แทนนั่งเอาคางเกยพวงมาลัยเอาไว้ยามที่มองเพลิง ใบหน้าและแววตาตัดพ้ออย่างไม่ปิดบัง พลางคิดแล้วว่าเขาควรที่จะเริ่มตัดใจจากเพลิงจริงๆ  

“ไอ้เหี้ยพีค ถ้ามึงไม่ยอมกลับมาหาไอ้เพลิง กูจะรุกหน้าจีบจริงๆแล้วนะเว้ย”  

  

  

  

แกร่ก..  

  

“ไอ้ท็อป?” เสียงเพลิงเรียกท็อปหลังปิดประตูห้องลง บรรยากาศห้องเงียบบวกกับแสงจากโคมไฟสลัวๆทำให้เพลิงไม่แน่ใจว่าท็อปกลับมาหรือยัง เพลิงเดินเอากระเป๋าไปวางไปที่โต๊ะ ก่อนจะเดินสำรวจห้องเงียบๆรวมถึงห้องนอนของเพื่อนซี้ และผลก็ปรากฎว่าตอนนี้เพลิงอยู่ห้องคนเดียว   

“กูควรดีใจมั้ยเนี่ยที่กูได้อยู่คนเดียว?” เพลิงบ่นพึมพำกับตัวเองในขณะที่ยืนมองห้องนอนของท็อปที่เปิดดูทิ้งไว้ ก่อนจะปิดประตูห้องลงแล้วกลับไปทิ้งตัวลงนั่งโซฟากลางห้องอันคุ้นเคย คนพึ่งกลับมานั่งมองทีวีที่ไม่ได้เปิดนิ่งๆ เหมือนกับว่ามองเงาตัวเองที่สะท้อนผ่านหน้าจอทีวี แต่มองได้ไม่นานเพลิงก็เบื้อนหน้าหนีจนสายตาเจ้ากรรมดันไปเหลือบเห็นโน้ตกับกุญแจรถอันคุ้นตาวางอยู่บนโต๊ะเล็กข้างหน้า เพลิงขมวดคิ้วเล็กน้อยพร้อมเอื้อมมือไปหยิบทั้งโน้ตทั้งกุญแจรถขึ้นมา ก่อนทำการอ่านข้อความข้างในที่ดูก็รู้ว่าเป็นลายมือของท็อปเขียน  

  

  

/ เมื่อตอนบ่ายมีคนเอากุญแจรถมาคืนให้มึง เค้าบอกว่าเอาไปซ่อมเสร็จให้นานแล้วแต่เหมือนลืม เลยฝากกูเอามาให้มึงที่หลัง ส่วนรถจอดอยู่ข้างล่างนะ (ท็อป) /  

  

  

เพลิงพับกระดาษกลับลงบนโต๊ะเหมือนเดิม เหลือเพียงกุญแจที่ยังคงถือเอาไว้ ก่อนที่ตัวเองจะหยิบหมอนมากอดแล้วทิ้งตัวลงนอนบนโซฟา เพลิงนอนดูกุญแจรถในมือนิ่งๆอย่างไม่วางตา อาจจะดูเหมือนเป็นแค่กุญแจรถโง่ๆที่คนรับผิดชอบเอามาคืนธรรมดา แต่สำหรับเพลิง มันเหมือนเป็นชิ้นส่วนสุดท้ายที่กำลังจะบอกว่าทุกอย่างมันจบแล้วจริงๆ   

“ชีวิตปกติของกู..กลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้วสินะ..” เพลิงพูดพึมพำพลางยิ้มกับตัวเอง โดยไม่มีใครรู้เลยว่ารอยยิ้มจางๆกับสายตาที่มองกุญแจรถมันไม่ได้กำลังดีใจอยู่เลยสักนิด ยิ่งมองนานๆ อกซ้ายก็ยิ่งบีบแน่นขึ้น สิ่งที่ข่มไว้มาตั้งนาน เริ่มฝืนไม่ไหว มีเพียงปากที่บ่นห้ามใจกับตัวเองเท่านั้นที่พยายามเตือนทุกๆอย่างที่กำลังรู้สึก  

“ปกติ..ปกติแล้วก็ห้ามรู้สึกสิ...” พยายามบอกห้ามตัวเอง แต่สิ่งที่ไหลออกมาส่วนทางกับคำพูดโดยสิ้นเชิง เพลิงโยนกุญแจทิ้งไว้ที่โต๊ะตัวเดิม ก่อนใช้แขนข้างเดิมก่ายศีรษะปิดดวงตาที่กำลังปล่อยน้ำตาให้ไหลลงมาเอาไว้ พยายามคิดว่าตัวเองต้องไม่ร้องแน่ๆ แต่พอได้อยู่คนเดียว ภาพจำของใครบางคนก็มักจะลอยเข้ามาในหัวทุกครั้ง จนไม่คิดว่าที่กำลังอยู่ปกติทุกวันนี้ มันจะปกติได้อย่างเดิมจริงๆหรือเปล่า   

“ฮึ่ก..สรุปคือกูคิดถึงมันถูกป่ะ?” คำตอบที่เผลอหลุดมาจากปาก เรียกให้เพลิงนิ่งชะงักกับความคิดของตัวเองไปชั่วครู่ จากที่เคยปฏิเสธกับใครต่อใคร สุดท้ายตัวเองกลับเป็นคนยอมรับเสียเอง เพลิงยันตัวเองขึ้นนั่งด้วยสภาพอิดโรย โดยที่หยาดน้ำตายังคงไหลเปื้อนแก้มอยู่เป็นพักๆ  

 ...ยอมรับความจริงแล้วไงต่อ? นั่นเป็นคำถามที่ผุดขึ้นมาหลังจากลุกนั่ง สุดท้ายตัวเองก็กลับไปทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ได้อิสระมาแล้วทั้งที ก็ยังจะทำร้ายตัวเองด้วยการไปคิดถึงอีกฝ่าย เพลิงส่ายหน้าไปมาพยายามสลัดความคิดที่วนอยู่ในหัว ก่อนจะยกมือปาดน้ำตาทิ้ง เพื่อลบรอยเศร้าที่เพลิงแสดงออกไปเมื่อกี้  

“ฮึ่ก..จะเศร้าเหี้ยไรหนักหนาวะ เป็นผู้หญิงแล้วกูเนี่ย ฮึ่ก ไปเล่นเกมแม่ง..อึ่ก..ยังไม่ได้ล็อคอินเอาของเลย” เพลิงยังคงพูดบ่นกับตัวเองอยู่เรื่อยๆ ก่อนเบ๊ะปากทำหน้าร้องไห้ลุกเดินกลับเข้าห้องนอนของตัวเองไป แม้ว่าจิตใจช่วงนี้จะเศร้าสักแค่ไหน แต่อีกใจของการสลัดความฟุ้งซ้านที่ดีสำหรับเพลิง คงจะเป็นเจ้าตัวเกมที่กำลังรอเปิดอยู่ในคอมนั่นแหละ 

"อ้าว ปลั๊กคอมกูโดนโด้ไปแล้ว ไอ้เหี้ยท็อป!" ..หรือว่าเพลิงจะหัวเสียแทน? 

************************************** 

เศร้าแล้วนะ แต่ไม่ได้ล็อคอินเข้าเกมนี่เรื่องใหญ่ : เพลิง(ไม่ได้กล่าว) 

#เจ้าชิบะ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น