Avery Pie
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 9 : คืนจันทร์เต็มดวง

ชื่อตอน : ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 9 : คืนจันทร์เต็มดวง

คำค้น : ฉลามคลั่งรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.8k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ส.ค. 2562 16:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 9 : คืนจันทร์เต็มดวง
แบบอักษร

ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 9 : คืนจันทร์เต็มดวง 

#ฉลามคลั่งรัก 

 

สุดท้ายคืนนั้นผมก็ทำได้แค่หลับๆ ไป มองข้ามคนแหกกฎ ถือว่าไทม์โซนของเราแตกต่างกัน บวกกับว่าผมเหนื่อยกับการพาเด็กๆ ไปเล่นระคนคุยกับสตีฟมาทั้งวัน ผมจึงเลือกให้ตัวเองพักดีกว่าการมานั่งไล่ให้พวกเขาออกไปจากบ้านซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

ฉลามพวกนี้เชื่อฟังผมแค่ต่อหน้าเท่านั้นแหละ

 

“เอาก้านมันสอดเข้าไปตรงนี้ ก็เสร็จเรียบร้อยแล้วพี่โซล”

 

“แบบนี้เหรอ?” ผมชูมงกุฎดอกไม้ให้เด็กสาวด้านข้างดู เพิ่งรู้ว่าเธอชื่อไคลี่ย์ แม้ว่าผมควรจะรู้จักชื่อเธอตั้งแต่เมื่อวาน สาวน้อยชะโงกหน้ามองสิ่งที่กำลังสอนผมทำ วันนี้ผมตื่นเช้า ทำอาหารไว้ให้คุณชายทั้งสองที่หลับสบายอยู่บนเตียงเดียวกับผม ไม่มีการบอกหรือทิ้งโน้ตว่าผมจะไปไหน

 

ผมแค่ลุกขึ้นมาอาบน้ำ บังเอิญเจอดอกไม้แสนสวยและคิดว่าจะเอาไปปักแจกันดีไหม แต่ด้วยความที่ผมไม่ค่อยมีความรู้เรื่องพฤกษาเท่าไหร่เลยไม่แน่ใจว่าควรทำ กระทั่งเดินไปเจอไคลีย์และเพื่อนๆ กำลังเดินเก็บดอกไม้อยู่ ผมจึงเข้าไปถาม

 

แล้วกลายเป็นว่าตอนนี้ผมต้องสวมบทบาทเป็นนักเรียนในคลาสดอกไม้ของพวกเขา

 

ใช่ โซล อิลเดนสันกำลังฝึกทำมงกุฎดอกไม้

 

“มันสวยมาก”

 

“แน่ใจนะ พี่ว่ามันเบี้ยวๆ ยังไงไม่รู้”

 

“หนูพูดจริงนะ มันสวยจริงๆ”

 

“…”

 

“ความตั้งใจของพี่ทำให้มันสวยมากเลย” ผมนิ่งงันก่อนจะหลุดขำลูบหัวเธอด้วยความเอ็นดูกับคำพูดนั้น ผมรู้ว่าเด็กไม่โกหกหรอก แต่นั่นไม่ได้หมายความเขาพูดรักษาน้ำใจไม่ได้ ของที่ผมทำมันยังไม่เพอร์เฟคเท่าไหร่ ทว่าเธอกลับให้กำลังใจ รวมถึงชี้จุดบกพร่องให้ผมลองทำใหม่

 

ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะเอามงกุฎพวกนี้ไปทำอะไร รู้แค่ว่าการได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ก็เป็นประสบการณ์ที่ดี

 

“พี่ลองใช้ดอกนี้สิ กุหลาบป่ามันหอมนะ” ไคลีย์ยื่นดอกกุหลาบสีขาวให้ผม ก้านที่มีหนามถูกเด็ดออกหมดเหลือเพียงดอกไว้เสียบตามช่องของก้านมงกุฎที่ทำเป็นฐานรองรับ ในเมืองก็มีคนทำอะไรแบบนี้เหมือนกัน ติดแค่นั่นเป็นของปลอม ไม่ค่อยมีคนใช้ของจริงเนื่องจากเปลืองทรัพยากรธรรมชาติ

 

ที่สำคัญอะไรที่เป็นของจริงราคามันก็สูงมาก ถึงผมจะมีปัญญาจ่ายไหว แต่ผมก็ไม่รู้ว่าจะซื้อของพวกนี้ไปทำไมในเมื่อไม่มีมีประโยชน์ และคุณสามีของผมก็คงไม่ได้สนใจขนาดนั้น ในเวลาเดียวกัน การใช้ทรัพยากรจากธรรมชาติถือว่าเป็นเรื่องที่วิเศษมากสำหรับพวกเขา

 

พวกเขามองว่าผืนหญ้า ต้นไม้ ดอกไม้ล้วนมาจากพระเจ้าประทานให้ทั้งนั้น ไหนจะผืนน้ำ หาดทรายเหล่านั้น ทุกสิ่งมีพระเจ้าเป็นผู้ดูแลสำคัญ

 

ต่อให้พระเจ้าที่พวกเขาเทิดทูนจะเป็นได้แค่ปลาทูที่จ้องจะเอาเปรียบผมก็ตาม

 

“พวกเรานั่งทำกันแบบนี้ทุกวันเลยเหรอ?” ผมถามเขา พยายามปรับแต่งของในมือให้มันสวยเท่าที่พวกเธอทำ เด็กหัวเราะคิกคัก บางคนเอากล้วยไม้มาพันเกี่ยวกันเป็นสร้อยคอ

 

แน่นอนผมถูกบังคับให้สวมไว้พวงนึง

 

“ก็ไม่หรอกค่ะ บางฤดูดอกไม้ก็ไม่ได้ผลิดอกออกมา”

 

“พี่โซลโชคดีมากเลยนะ ช่วงนี้ดอกไม้กำลังโต” สาวน้อยอีกคนตอบ เธอเอาดอกไม้สีขาวกับชมพูมาชูเทียบกับหน้าผม คาดเดาว่าคงจะทำอะไรให้ผมใส่อีกสิท่า นี่ผมมีทั้งสร้อยคอ ทั้งกำไลข้อมือแล้วนะ อีกนิดเดียวผมอาจกลายเป็นกองดอกไม้เดินได้ก็ได้ “และดีมากเลยที่พายุไม่เข้า”

 

“ที่นี่เกิดพายุบ่อยเหรอลินดา?”

 

“แม่บอกว่าแล้วแต่ลมหวนค่ะ แต่ที่เกาะเราก็ไม่ได้มีพายุมากเท่าไหร่”

 

“ไม่เหมือนกับเมื่อหลายปีก่อน คราวนั้นเกิดพายุจนบ้านพวกเราเสียหาย ตอนนั้นพ่อต้องพาทุกคนในหมู่บ้านไปหลบอยู่ที่ถ้ำใกล้ทะเล”

 

“แย่จัง” ผมพึมพำ ขนาดบนฝั่งที่ผมมา บ้านเรือนทุกอย่างถูกสร้างด้วยอิฐปูนหนาๆ ชั้นดี แต่พอพายุเข้าทีก็เสียหายไม่น้อยเหมือนกัน แล้วลองคิดมุมกลับ บ้านช่องที่นี่เป็นกระท่อมทั้งนั้น พายุเข้าทีก็หอบพังไปหมด ไม่อยากจะคิดเลยว่าพวกเขาจะต้องพบเจอกับมรสุมนั่นขนาดไหน

 

ไหนจะเรื่องของจิตใจ

 

มันใช้เวลาไม่น้อยเลยนะในการเยียวยา

 

“อันนี้หนูให้พี่โซลนะ” ลินดาว่า ยกมงกุฎดอกไม้สีขาวสลับชมพูมาสวมบนหัวผม “เจ้าสาวที่นี่ต้องใส่มงกุฎทุกคน พี่ดูเหมือนเจ้าหญิงเลย”

 

“ถ้าพี่เป็นผู้หญิงล่ะก็นะ” พวกเธอขบขัน ต่างจากผมที่ส่ายหน้าระคนถอนหายใจ พวกเขาปฏิบัติกับผมเหมือนกับผู้หญิง เพียงเพราะว่าผมเป็นเจ้าสาวของความตาย บางครั้งมันก็อดหงุดหงิดไม่ได้ ทั้งที่ผมก็เป็นผู้ชายไม่ต่างกัน

 

แต่จะไปต่อว่าพวกเขาที่มีความเชื่อแบบนั้นก็ไม่ได้ เรามาอยู่ในถิ่นเขา สิ่งเดียวที่เราทำได้คือตามน้ำไป

 

“พี่รู้ไหมว่าคืนนี้คืนพระจันทร์ใหญ่”

 

“พี่รู้แค่ว่าคืนนี้พี่มานัดกับเจ้าบ่าวแล้ว”

 

“งื้อออ” สาวๆ ดีดดิ้นให้ผมหลุดขำ ผมไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่านัดแบบไหน ดูท่าว่าพวกเธอจะคิดไปไกล ทำเอาดอกไม้ในมือแทบช้ำกันหมด ผมอมยิ้มน้อยๆ หันกลับมาสนใจมงกุฎดอกไม้ที่ทำต่อ ผมทำเสร็จไปแล้วหนึ่งอัน กำลังลงมือทำอีกอันโดยใช้สีที่แตกต่างให้เข้ากับบุคลิกของสองหนุ่มนั่น

 

อยากเห็นจังว่าเขาจะทำหน้ายังไงตอนผมให้พวกเขาใส่มัน อาจจะดูน่ารักหมดคราบฉลามไปเลยก็ได้

 

แม้ว่าคราบฉลามจะหายไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้วก็ตาม

 

“เด็กๆ ต้องไปกินข้าวแล้วนะ เสร็จกันหรือยัง!” เสียงแว่วของใครบางคนดังขึ้นมา รั้งให้พวกเราหันไปมองหญิงสาวที่ตะโกนถามหา “ไคลีย์ ลินดา ถึงเวลากินข้าวแล้วนะ”

 

“แม่มาตามแล้วล่ะพี่โซล”

 

“พวกหนูต้องไปแล้ว” ทั้งสองทำหน้าหงอย ต่างจากพวกเพื่อนคนอื่นที่โบกมือลาแล้วรีบวิ่งกลับหมู่บ้านไป “กำลังสนุกอยู่เชียว แต่ถ้าไม่ไปแม่ต้องบ่นแน่ๆ”

 

“แม่ใหญ่ยิ่งเป็นคนตรงเวลาอยู่”

 

“แม่ใหญ่เหรอ?” ผมเลิกคิ้วใส่แปลกใจกับสรรพนามที่พวกเธอเรียก “แม่ใหญ่เป็นใครเหรอเด็กๆ”

 

“เป็นแม่ของไคลีย์เอง เธอเป็นภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านหรือก็คือพ่อของพวกเรา” ลินดาตอบชี้นิ้วระหว่างตัวเองกับเด็กอีกคนประกอบคำพูด “ส่วนแม่หนูเป็นแม่เล็ก เป็นภรรยาอีกคนของคุณพ่อเหมือนกัน”

 

“อ่า...”

 

“พวกเราเป็นครอบครัวใหญ่มากเลยพี่โซล และพวกเราก็รักกันมากๆ” ไคลีย์ผายมือออกแสดงให้เห็นว่าครอบครัวเธอใหญ่ขนาดไหน “ว่างๆ พี่โซลมาเล่นที่บ้านเรานะ ไปหาแม่ใหญ่กัน”

 

“ได้สิ ไว้พี่จะไปหานะ แต่ตอนนี้พวกเราต้องไปแล้วล่ะ พี่ไม่อยากเด็กเราโดนดุนะ”

 

“โอเคค่ะ” พวกเธอลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นผงที่ติดตามร่าง พร้อมกับหอบบรรดาดอกไม้ที่เก็บได้วิ่งไปหาคนที่เรียกอยู่ ไม่วายหันกลับมาโบกมือให้ผม เรียกรอยยิ้มหวานๆ กลับไปเป็นของขวัญ จากนั้นผมก็เก็บมงกุฎและของที่พวกเธอให้กลับ

 

ระหว่างทางก็แต่งเติมมงกุฎที่จะให้คุณสามีเขา ระวังอย่างมากไม่ให้มันบอบช้ำ และภาวนาขอให้กลิ่นหอมๆ ของพวกมันลอยไปปลุกคนที่หลับอยู่ในบ้านให้ตื่นสักที

 

“ผมกลับมาแล้ว”

 

“ฟี้”

 

“หืม?” คิ้วสวยเลิกขึ้นเมื่อเปิดประตูเข้ามาแล้วพบว่าทั้งสองคนยังหลับอยู่ หาดูได้ยากที่พวกเขาทั้งคู่จะยังไม่ออกไปเที่ยวเล่นในเวลานี้ ประจำแล้วผมจะแทบไม่เห็นพวกเขาอยู่นิ่ง ส่วนใหญ่ตื่นก่อนผมด้วยซ้ำ ต่างจากวันนี้ที่พวกเขายังคงหลับ

 

ลมหายใจที่เข้าออกแบบสม่ำเสมอนั่นบ่งบอกได้เป็นอย่างดีเลยว่าพวกเขาหลับลึกแค่ไหน

 

“นี่สายแล้วนะครับ ยังไม่ตื่นกันอีกเหรอ” ผมถามวางของลงบนโต๊ะทั้งหมดจะได้ไม่เกะกะ พลันก็ก้าวไปทิ้งตัวลงนั่งตรงกลางระหว่างพวกเขา มองสองสามีสลับไปมาด้วยความแปลกใจ มือบางเอื้อมไปแตะหน้าผาก สัมผัสผิวกายว่ามีตรงไหนเปลี่ยนไปไหม “ตัวก็ไม่ร้อนหนิ ไม่ได้เป็นไข้”

 

“อือ...โซล”

 

“ดีแลน”

 

“จูบผมหน่อยที่รัก” คำพูดออดอ้อนมาพร้อมกับการเคลื่อนตัวมากอดเอวผมไว้ เบียดแก้มลงบนตัก แสดงความงัวเงียระคนวิงวอนขอให้ตามใจ ผมลูบหัวเขา สางเส้นผมที่ยุ่งเหยิงพลางก้มตัวไปจูบอรุณสวัสดิ์เจ้าคนเรียกร้อง ไม่ได้ลึกซึ้ง แค่จูบปลุกเบาๆ ให้เขามีความสุข รอยยิ้มอ่อนโยนประดับบนใบหน้า กระชับกอดที่เอวผมเล็กน้อยให้เราชิดใกล้กัน ผมเลยถือวิสาสะเอนหลังพิงตัวดายที่ยังไม่ยอมขยับ

 

แต่พอเอนตัวไปหาก็กอดเอวกลับทันที

 

“วันนี้เป็นอะไรกันครับ ไม่สบายเหรอถึงตื่นสายกัน?”

 

“พวกเราแค่กำลังออมแรงสำหรับการผสมพันธุ์”

 

“หา?”

 

“คืนนี้คืนดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ พวกเราต้องผสมพันธุ์กันแล้วโซล”  

 

ผมนิ่งไปชั่วขณะ ครุ่นคิดตามสิ่งที่ได้ยินว่าตัวเองหูฟาดไปหรือเปล่า ขอโทษนะ ประจำแล้วพวกเขาไม่เคยนอนเอาแรงขนาดนี้นี่น่า ขนาดนอนปกติ ใช้เวลาด้วยกันเฉยๆ เวลาทำกันผมยังเหนื่อยแทบบ้า แล้วนี่เขานอนออมแรงกันแบบนี้ คืนนี้ผมจะตกอยู่ในสภาพไหน

 

ผมอาจจะตายคาทะเลเลยก็ได้ นี่มันไม่ใช่เรื่องตลกเลยนะ

 

“พวกคุณจริงจังกันไปหรือเปล่า พวกเราก็แค่มีเซกส์เหมือนทุกครั้ง ต่างกันแค่เราจะดื่มน้ำผึ้งพระจันทน์เป็นธรรมเนียมของคู่แต่งงาน”

 

“แต่การผสมพันธุ์มันต่างกว่าการมีเซกส์นะที่รัก”

 

“ยังไงครับ?”

 

“มันคือการแสดงความรัก และปฏิญาณตนว่าเราจะอยู่กับคนคนนี้ตลอดไป”

 

“มันเป็นสัญชาตญาณที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และการผสมพันธุ์มันก็ไม่ต่างจากการผูกจิตเข้าด้วยกัน” ผมเลิกคิ้วใส่คนด้านหลัง ดายยอมตื่นขึ้นมาเสริมทัพน้องชายพร้อมกับกดจูบบนหัวไหล่ผม แน่นอนผมกำลังประมวลผล ผมนึกว่าการผสมพันธุ์มันก็คือการมีเซกส์ของพวกสัตว์ซะอีก

 

แค่เซกส์มันฟังดูดีกว่าก็เท่านั้น

 

“แต่ก็อย่างที่คุณพูด มันก็คือการที่เรามีเซกส์กัน”

 

“แต่เป็นเซกส์ที่สำคัญ และเราก็คาดหวังกับมันมากเลย”

 

“เหรอ…ครับ” ผมขานรับแบบงุนงงนิดหน่อย คิดว่าเขาคงจะถูกสอนไม่ก็มีความเชื่อแบบนั้น ยังไงซะเราก็เกิดต่างที่กัน เมกาโลดอนยังคงมีแบบแผนชีวิตแบบสัตว์ ผมช่วยเขาได้ในฐานะร่างมนุษย์เท่านั้น ส่วนเรื่องฉลาม เขาต่างมีวิถีเป็นของตัวเอง “เอาเป็นว่าคืนนี้เป็นคืนสำคัญของพวกเรา เราจะรักกัน อยู่ด้วยกันตลอดไปโอเคไหม”

 

“ตามนั้นเลยทูนหัว คุณเองก็ควรจะนอนเอาแรงเหมือนกัน”

 

“อย่างที่ผมเคยบอกไปที่รัก ฤดูผสมพันธุ์เราจะดุขึ้นเป็นร้อยเท่าเลย”  

 

“ขอแค่อย่ากินผมก็พอ ผมขอแค่นั้นแหละ” ดีแลนหัวเราะลั่นให้กับคำขอของผม หัวเราะชนิดที่ว่าล้มตัวลงไปนอนกับเตียง ส่วนดายก็แค่อมยิ้ม ดูเอ็นดูกับคำพูดนั้น เล่นเอาผมถึงกับยู่ปากใส่ ไม่เข้าใจว่ามันตลกตรงไหน “ขำเกินไปหรือเปล่าดีแลน เดี๋ยวคืนนี้ก็อดหรอก”

 

“ผมขอโทษที่รัก ผมแค่ไม่คิดว่าคุณจะพูดแบบนั้น” รีบกลับมากลั้นขำทันทีแสดงให้เห็นเลยว่าเขาให้ความสำคัญกับคืนนี้มากแค่ไหน “เราไม่กินคุณหรอกนะ เรารักคุณจะตาย แต่ถ้ากินในความหมายอีกแบบแน่นอนว่าเราปล่อยคุณไปไม่ได้”

 

“จะกินผมให้ตายงั้นสิ?”

 

“แม้แต่กระดูกก็จะไม่ให้เหลือเลย” ว่าพร้อมพุ่งตัวมาฟัดหน้าท้องผม ทำเหมือนจะกินกันอย่างที่ว่า เล่นเอาผมหลุดขำเพราะการกระทำของเขามันจั๊กจี้ยิ่งกว่าอะไร หนำซ้ำดายยังจับตัวผมไว้ ให้ดีแลนฟัดแก้ม ฟัดหน้าท้องวีไลน์ของผม เสียงหัวเราะของพวกเราดังสลับกัน ผมพยายามจะกลิ้งตัวหลบเพื่อให้ดายมาแทนที่

 

ทว่าคนใจร้ายก็ช่วยเหลือกันที สุดท้ายผมก็ต้องยอมแพ้ นอนหอบแฮ่กๆ อยู่บนตัวพวกเขา

 

“ฉลามใจร้าย ไหนบอกจะออมแรงไง”

 

“เรามีเวลาเหลือเฟื่อที่จะออมแรงสำหรับคืนนี้ได้”

 

“แต่ผมเป็นมนุษย์สู้แรงคุณไม่ไหว”

 

“แต่พวกเราโดนคุณรังแกประจำเลย” ผมยกยิ้มทำเป็นลอยหน้าลอยตาไม่ฟังคำที่เขากล่าวหา ไอ้ที่บอกว่ารังแกน่ะคือการลงโทษเนื่องจากพวกเขาทำผิดไม่ใช่หรือไง ใช่ว่าผมไล่พวกเขาไปนอนนอกบ้านพร่ำเพรื่อซะเมื่อไหร่

 

ยิ่งไปกว่านั้นมีครั้งไหนบ้างที่พวกเขาไม่ฝ่าฝืนกฎที่ผมตั้งไว้น่ะ

 

“เพราะพวกคุณดื้อไง ดื้อผมก็ต้องรังแกสิ”

 

“แล้วพวกเราก็ยอมด้วยสิ แย่จังเลย” ผมขบขันสางเส้นผมของดีแลนเล่น ระหว่างนั้นดายก็ไล่จูบที่ท้ายทอย การกระทำเล็กน้อยเป็นตัวบ่งบอกว่าเขาอยากทะนุถนอมผมมากแค่ไหน แต่คืนนี้ร่างกายนี้จะเป็นของพวกเขาตลอดไป

 

รวมถึงหัวใจดวงนี้ด้วย

 

“หืม?” ผมครางในลำคอเลิกคิ้วใส่คนตัวโตที่จูบลงบนหน้าท้องผม ไม่ค่อยเห็นดีแลนจูบตรงนี้เท่าไหร่ เว้นตอนมีเซกส์แล้วทิ้งรอยกัดเอาไว้ ส่วนใหญ่เขาจะจูบที่ปาก ต่ำสุดคือฝ่าเท้าผมเพื่อแสดงถึงความเทิดทูนมากกว่าใคร

 

แน่นอนผมชอบที่เขาทำแบบนั้นให้ มันดูเป็นการศิโรราบแต่โดยดี

 

“บางทีคืนนี้อาจจะทำให้เกิดเรื่องดีๆ ขึ้นก็ได้ใครจะรู้”

 

“คุณหมายความว่าไง?”

 

“ไม่รู้สิ มันก็แค่ความหวังครั้งใหม่”

 

“…”

 

“เรารักคุณนะที่รัก” ผมหรี่ตาลงจับผิดพวกเขาเล็กน้อยที่จู่ๆ ก็เปลี่ยนอารมณ์กะทันหัน รู้สึกเหมือนพวกเขาปิดบังราวกับว่ามีความในใจที่ไม่ยอมบอก ถึงอย่างนั้นรอยยิ้มแสนหวานนั่นก็ทำให้ผมไม่ได้เซ้าซี้ต่อ ผมคิดว่าคืนนี้อาจจะได้รู้ เลยยอมปล่อยผ่าน เดินไปหยิบมงกุฎดอกไม้มาสวมให้พวกเขารับบทเป็นเจ้าบ่าว ส่วนผมจะเป็นเจ้าสาวให้

 

ใบหน้าของดีแลนต้องสวมมันไว้ให้ความน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งกว่าอะไร ตัดภาพไปที่ดาย…

 

ฉลามบางตัวก็ไม่เหมาะกับของหวานแหววหรอกนะ 

 

เราคุยกันอีกสองสามประโยคก่อนที่ผมจะไปทำอะไรให้เขากิน วันนี้เราไม่ได้ออกไปข้างนอก เอาแต่ใช้เวลาร่วมกันอยู่ในบ้าน ผมเล่าเรื่องกระท่อมของสตีฟ แล้วก็เรื่องของไคลีย์กับลินดา หวังเพียงแชร์ประสบการณ์ให้พวกเขาฟังบ้าง ติดแค่ว่าพอพูดเรื่องผู้ชายอื่นดีแลนก็หงุดหงิดขึ้นมา

 

ดีที่ผมยกประเด็นเรื่องที่เขาปิดบังมาอ้าง เขาเลยหดหน้ากลับไปอยู่ในเข่งเหมือนเดิม

 

เจ้าปลาทูเอ้ย เก่งจริงๆ กับคนอื่นเนี่ย

 

กับเมียสิหงอเป็นหมาเลย 

 

หลังจากนั้นพวกเขาก็นอนกันต่อ ผมเองก็เผลอหลับไปด้วยเพราะไม่มีอะไรทำ ใจจริงก็อยากออกจากบ้าน ไปคุยเล่นกับเด็กๆ ไม่ก็ไปหาสตีฟ คุยเรื่องอดีตด้วยกัน แต่คิดอีกทีอยู่บ้านดีกว่า ผมสมควรนอนเอาแรงมากที่สุดเนื่องจากโดนรับสองทาง

 

ผมปลงไปแล้วกับความบอบช้ำที่จะเกิดเมื่อเราทำกัน เวลานี้ผมสนใจแค่เป้าหมายหลักที่เรามา

 

การดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ปฏิญาณความรักของคู่แต่งงาน 

 

มันเป็นความฝันของใครหลายๆ คนเลยล่ะ

 

“อืม…ดาย ดีแลน”

 

กึก !

 

“หายไปไหนกัน?” ผมตื่นขึ้นมาอีกทีคือช่วงหัวค่ำ รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวบนเตียงนอน พอลืมตาขึ้นมาก็พบว่ารอบข้างว่างเปล่า เหลือทิ้งไว้เพียงร่องรอยของคนที่เคยนอนด้วยกันเท่านั้น ส่งผลให้ผมขมวดคิ้ว กวาดตาหาว่าพวกเขาไปหาอะไรกินในครัวหรืออาบน้ำกันอยู่หรือเปล่า

 

คำตอบที่ได้คือไม่มีใครอยู่ในบ้าน มีแค่ผมกับมงกุฎดอกไม้ที่เด็ดๆ ทำให้

 

และโน้ตหนึ่งใบที่บอกแค่ว่า…

 

‘เรารอคุณอยู่’  

 

“ไปกันแล้วเหรอ?” ผมถามเสียงแผ่วนึกว่าเราจะไปด้วยกันซะอีก ก่อนหน้านี้เขาก็ไม่ได้พูดว่าจะไปก่อนหรือให้ผมตามไปทีหลังหนิ ประโยคสุดท้ายที่คุยกันคือดีแลนเล่าเรื่องที่ตัวเองถูกสอนเล่นหมากรุกครั้งแรก และเขาพบว่าสติปัญญาของฉลามไม่ได้เก่งไปซะทุกด้าน ทว่าดายกลับบอกว่าเกมส์นั้นมันสนุกมาก

 

อันนี้ไม่ได้อยู่ที่ฉลามแล้ว อยู่ที่คนเอาเรื่องฉลามมาอ้างมากกว่า

 

“คงต้องตามไปเองสินะ ให้ตายสิ” บ่นพึมพำถึงอย่างนั้นก็ยอมไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า จริงๆ จะไปชุดเดิมก็ได้แหละ ผมแค่อยากให้มันพิเศษเพราะเราก็รอวันนี้มานาน กลิ่นหอมของครีมอาบน้ำตัวใหม่ปกคลุมไปทั่วผิวกายผม คนขายรับรองว่ากลิ่นนี้กระตุ้นให้เราปล่อยฟีโรโมน

 

ผมหวังเพียงว่าพวกเขาจะชอบกัน

 

สองขาเดินออกจากบ้านตรงไปยังชายหาดที่ไม่รู้ว่าฝั่งไหน ความน่าประทับใจคือตลอดทางมีแสงไฟจากเทียนหอมคอยนำทางให้ ผมไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นคนทำไหม รู้แค่ว่ามันช่วยให้ผมมาถึงสถานที่ได้ บนหาดทรายสีขาว มีรอยเท้าสองคู่ที่เดินเคียงข้างกันก่อนจะหายไปในทะเลใส

 

มีขวดน้ำผึ้งวางคู่กับแก้วไวน์ มันถูกดื่มไปนิดหน่อยไม่แน่ใจว่าคนไหนทำ

 

เสียดายที่ช่วงเวลานี้ผมกลับให้ความสนใจสิ่งที่แหวกว่ายอยู่ในน้ำ

 

ครีบยาวสองอันที่ว่ายวนกันคือคำเชื้อเชิญสู่การร่วมรักครั้งสำคัญของเรา 

 

“ไวกันเชียว” ผมส่ายหน้าพลางถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ถึงอย่างนั้นก็สลัดความรู้พวกนั้นออกไป เหลือเพียงความเอ็นดูของคนที่อยากกอดรัด ผมแอบหวั่นนิดหน่อยเหมือนกันที่จะลงไปหาเขาในร่างฉลาม แต่ด้วยความเชื่อใจ ผมยกแก้วไวน์มาเทน้ำผึ้งลงในน้ำ

 

ยกดื่มเล็กน้อยให้ความหวานฉ่ำเข้าไปในร่าง หนำซ้ำปล่อยบางส่วนให้ไหลผ่านคางเติมเต็มความหวานนอกกายไปด้วย ผมถอดรองเท้า เหยียบอยู่บนผืนทรายที่ทะเลสาดซัด เกลียวคลื่นพวกนั้นแรงขึ้นเล็กน้อยยามสองฉลามขยับตัวว่ายเวียนกัน

 

ดีแลนโผล่พ้นน้ำมานิดหน่อยตรวจสอบว่าใช้ผมไหมที่พวกเขาเรียกหา ต่างจากดาย เขาเลือกที่จะดำลงไปแล้วให้ครีบเว้าแหว่งพ้นน้ำขึ้นมาใหม่ ผมระบายยิ้มตั้งใจว่าจะเดินลงไปทั้งอย่างนั้น

 

พลันก็ถอดกางเกงที่ใส่อยู่ออก ทิ้งไว้ข้างน้ำผึ้งพระจันทร์

 

ให้ชายเสื้อเชิ้ตขาวตัวบางปิดบังช่วงล่างแบบหมิ่นเหม่ ก่อนจะเดินลงไป ใช้ปลายนิ้วไล้ผิวน้ำจนจมหายตามระดับน้ำที่พุ่งสูง จับจ้องสองฉลามที่ดูคึกขึ้นมา พวกเขาแยกออกจากกัน ดำหายไปใต้น้ำให้ผมกลั้นหายใจแล้วตามลงไปเล่นด้วยกัน

 

ในความมืดนั้นผมเห็นเนื้อตัวสีขาวเงินสะท้อนกับแสงจันทร์ ความใหญ่โตพวกนั้นสามารถฉีกร่างผมได้ มันทำให้ผมหวนนึกช่วงเวลาที่เราไล่ล่ากันแทบตาย ตอนนั้นผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขากลายร่างได้ เราต่างก็เย้าแหย่แม้ว่าสุดท้ายแล้วคนที่เจ็บตัวจะเป็นผมก็ตาม

 

แต่มันคือการแสดงความรักในแบบพวกเขา

 

พวกเขาที่ไม่ว่าจะอยู่ในรูปลักษณ์ไหนผมก็รักเสมอมา

 

“กึด” เสียงฟันกระทบกันรั้งให้ผมเลื่อนสายตาไปหาดีแลน เขาว่ายชนผมนิดหน่อย ทักทายที่ในที่สุดผมก็ลุกจากเตียงได้ ต่อด้วยดายที่ว่ายมาตรงหน้า ให้ผมลูบไล้ใบหน้ายื่นยาวเรียงรายด้วยฟันคมอันน่าหวั่น ผมคิดมาเสมอว่าถ้าถูกกระชากด้วยคมเขี้ยวนี้นั้นมันจะเป็นยังไง

 

มันตลกเมื่อคิดขึ้นได้ว่าช่วงเวลานั้นผมอยากตายมากแค่ไหน

 

ซ้ำร้ายความตายที่อยากได้ยังเป็นพวกเขาที่สงเคราะห์

 

“อื้อ” ผมครางในลำคอหลังถูกป้อนอากาศใส่ ดายคืนร่างเป็นมนุษย์ บดจูบด้วยความรักให้ พาผมขึ้นไปบนผิวน้ำ รับอากาศเข้าไปโดยมีดีแลนว่ายวนอยู่รอบข้าง ลิ้นชื้นสอดเข้ามาเก็บเกี่ยวความหวานจากน้ำผึ้งที่ผมกินเข้าไป

 

และผมก็พบว่าเขาเองก็ดื่มมันเข้าไปเช่นกัน

 

“หวาน” เขาพูดเสียงต่ำ น้ำเสียงแบบนั้นทำผมแพ้พ่ายมานักต่อนักแล้ว “คุณหวานมากเลยทูนหัว”

 

“คุณก็เหมือนกัน”

 

“แต่คุณหวานกว่าร้อยเท้า”

 

“…”

 

“และจะหวานกว่านี้อีก” ผมยกยิ้มเข้าใจความหมายของคนที่จูบคอผม มือหนาลูบสะโพกกลมมน ได้ยินเสียงเขาหัวเราะในลำคอนิดหน่อยที่สัมผัสโดนเนื้อผม ความรุ่มร้อนจากผิวขาวพาให้เขาบีบมันจนผมเดาว่าน่าจะขึ้นรอย ก่อนที่เขาจะผละออกกลายเป็นฉลามดำหนีไป

 

แล้วดีแลนก็เป็นฝ่ายสานต่อแทน

 

“ฮึบ” เขาหัวเราะสอดแขนเข้าใต้ข้อพับเพื่อยกตัวผมให้เหนือน้ำ รอยยิ้มแสนหวานประดับบนใบหน้า ต่างจากผมที่เหวอนิดหน่อยตกใจที่เขาพุ่งขึ้นมาจากใต้น้ำ “คิดถึงจังเลยราชินีของผม ผมรอคุณตั้งนาน”

 

“พวกคุณไม่ปลุกผมให้มาด้วยกัน”

 

“ไม่งั้นก็ไม่เซอร์ไพรส์สิ” ผมหยิกแก้มเจ้าตัวร้ายก่อนจะกดจูบลงบนหน้าผาก ดีแลนจูบกลับตรงหัวใจผม ทิ้งรอยกุหลาบไว้ที่ซอกคอ “คืนนี้เราจะเป็นของกันและกัน คุณพร้อมไหมที่รัก?”

 

“ไม่พร้อมก็ต้องพร้อมจริงไหม?”

 

“…”

 

“แต่อยากให้คุณรู้ไว้ ผมเป็นของพวกคุณมาตั้งนานแล้ว”

 

“เราเองก็เช่นกัน” มือบางลูบแก้มคนรัก ไม่นานนักก็แลกเปลี่ยนหยาดหวาน ดีแลนดึงผมไปจูบกันใต้น้ำ ป้อนอากาศคืนกลับมาให้ผมทนอยู่ใต้น้ำได้นานขึ้น ผมอดทนเท่าที่ไหว สักพักก็ว่ายขึ้นมาหอบอากาศจริงเข้าปอด ดีแลนฝากรอยกัดไว้ที่ไหล่ผม ส่งผลให้เลือดสีสดไหลผ่านร่าง

 

ผมยอมรับว่ามันแสบมากเมื่อโดนทะเลใส ทว่าความรู้สึกกลับทำให้มันกลายเป็นเรื่องเล็ก

 

ดายวนกลับมาคืนร่างเป็นมนุษย์ไล่เลียเลือดสีแดงแล้วกระซิบข้างแก้ม...

 

“มาเริ่มกันเถอะ” สิ้นประโยคนั้นดีแลนก็รั้งผมไปจูบ เรียวลิ้นสอดลึกสำรวจโพรงปาก กวาดต้อนหยาดหวานที่หลงเหลือไว้ เจ้าตัวบดเคล้าพยายามกอดผมให้อยู่เหนือเขาไว้จะได้ทำอะไรได้สะดวก ระหว่างนั้นดายก็ไล่จูบที่ท้ายทอยขาว ฝากรอยรักพร้อมชิมน้ำผึ้งที่ผมทำเปื้อนตัว

 

จมูกคมสันไล่หอมไปทั่ว สูดดมกลิ่นสบู่ที่ขับฟีโรโมนผมให้มากขึ้นกว่าเดิม

 

“ตัวคุณหอมจัง” เขากระซิบ ขบกัดใบหูเบาๆ ให้ผมตัวสั่น “หอมกว่าทุกครั้ง”

 

“และสวยกว่าทุกวันด้วย” ดีแลนผละจูบมาบอก ยกยิ้มน้อยๆ ตอนจูบปลายคางผม สองหนุ่มลูบไล้ร่างกาย ขณะที่ผมส่ายหน้าเอ็นดูกับคำเยิ่นย่อนั่น คนน้องไล้จูบลงต่ำ ดูดดุนยอดอกสวยผ่านเสื้อที่ติดร่าง ส่งผลให้ผมหลุดเสียงคราง

 

“อ๊ะ อื้อ”

 

“ชอบไหมราชินีของผม” เขาถามเสียงแผ่วเป็นจังหวะเดียวกับที่ดายสอดมือมาด้านหน้า จับส่วนอ่อนไหวที่แข็งขืนสู้มือเขา เวลาเดียวกันกายแกร่งของคนด้านหลังก็สอดเข้ามากลางหว่างขา ขยับสะโพกเล็กน้อยเพื่อให้กายของเราเสียดสีกันไปมา

 

ดีแลนขบกัดตรงนั้นโดยไม่รอคำตอบกลับ ผมใช้หลังมือปิดปากตัวเองยามเสียงกระเส่าเกินทนไหว ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมวันนี้ตัวเองถึงรู้สึกมากกว่าปกติได้

 

ร่างกายรวมถึงหัวใจตื่นเต้นไปหมดเลย

 

“ผมอยากทำให้พวกคุณ” ผมกระซิบหนีบขาตัวเองแน่นเพื่อให้ดายสนุกกับตรงนั้นแม้ของจริงสนุกกว่า มือบางลูบอกแกร่งของคนด้านหน้า ผมเลียริมฝีปากดีแลนช้าๆ ก่อนจะลูบผ่านหน้าท้องไปหากายแกร่ง เขาหลุดขำ ดวงตาแพรวพราวจับจ้องผมที่เริ่มรูดรั้งกายร้อนให้

 

ดูเหมือนวันนี้มันจะใหญ่กว่าทุกวัน

 

“มือของคุณนุ่มมาก”

 

“อย่างอื่นก็นุ่มนะ” ผมกระซิบเสียงหวาน ตวัดสายตายั่วยวนพร้อมเอียงคอให้ดายซุกไซ้ ฟันคมขบกัดเบาๆ เป็นเชิงตักเตือนว่าให้ลดการเชิญชวนลงไป “ทำไมคุณไม่สอดนิ้วเข้ามาทูนหัว”

 

“คุณอยากสาธิตให้ผมดูไหม” เขาถามกลับ ใช้ปลายนิ้วในการดึงเสื้อผมให้หลุดจากไหล่บ่าเพื่อจูบซับทิ้งรอยแดงไว้ให้ “ผมอยากเห็นว่าคุณทำยังไง”

 

“อยู่ในน้ำจะเห็นได้ไง”

 

“…”

 

“พาผมขึ้นไปก่อนสิ” คราวนี้เป็นผมที่ขบใบหูเขาเล่นก่อนที่ทั้งสองจะลากผมขึ้นฝั่ง แผ่นหลังแนบกับผ้าที่ถูกปูไว้รองรับ ขาอ่อนขาวถูกดีแลนครอบครอง ฝากรอยกัดไว้ให้ ผมยกยิ้มใช้ปลายเท้าไล้มัดกล้ามเป็นการยั่วยวนยิ่งกว่าอะไร

 

จากนั้นก็หยิบน้ำผึ้งที่เหลือมาเทราดลงบนตัวโดยไม่สนว่ามันจะเหนียวแค่ไหน บางส่วนก็ป้ายลงบนปากขณะที่บางส่วนผมใช้ป้ายลงทางเข้า ขยับขาออกเล็กน้อยเพื่อสอดนิ้วเข้าไปในช่องทางนั้น ดายจับขาผม ไล่สายตามองหยาดสวยที่ไหลผ่านร่างกายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

ผมหัวเราะหลุบมองกายแกร่งชูชันของพวกเขา

 

“หวานเท่านี้ ไหวไหมครับ :) ” ผมถามแสร้งทำหน้าซื่อทั้งที่ดูก็รู้ว่าพวกเขาอยากจะฟัดใจจะขาด ปลายนิ้วเรียวขยับเข้าออกอยู่ในช่องทางรัก ไม่บ่อยเลยที่ผมจะทำให้ตัวเองแบบนี้ ปกติพวกเขาเป็นคนทำ แต่เพราะวันนี้อยากตามใจหรอกเลยยอมสาธิตให้

 

เสียงครางหวานๆ ดังคู่กับลมหายใจ ก่อนที่ดายจะก้มลงโลมเลียนิ้วที่ยังคงอยู่ข้างใน

 

“หวานแค่ไหนก็ไหว”

 

“งั้นมัวรออะไร”

 

“โซล”

 

“Fuck me harder :) ”  

 

“อดใจไม่ไหวแล้ว” ดีแลนขยับตัวมาอยู่ด้านข้าง เอียงหัวผมให้หันไปหาเขาที่สอดนิ้วเข้ามาในปาก ปลายนิ้วร้อนวนลิ้นผมไปมาก่อนจะส่งกายร้อนกว่าเข้ามาในนั้น ความใหญ่โตของมันคับแน่นอยู่ในโพรงปาก ผมใช้ลิ้นโลมเลียระคนขบกัดมันเท่าที่จะทำได้ ยอมให้เขาสอบกายเบาๆ ดันกายนั้นจนแตะลำคอ

 

ส่วนดายก็ดึงนิ้วผมออก ใช้ลิ้นแหย่เข้ามาในช่องทาง

 

“อื้อ อ๊ะ อ๊า” ผมหลุดคราง ขาทั้งสองข้างถูกจับยึดไว้แน่น ดายไล่เลียน้ำผึ้งที่ผมป้ายไว้ที่ช่องทางจนหมด ขณะที่ดีแลนบดนิ้วลงกับยอดอกทั้งสองข้าง ผมใช้มือช่วยในการรูดรั้งแกนกายเขา ถอดปากออกป้ายน้ำผึ้งลงกับมันเพิ่มความสนุกกับการร่วมรัก

 

เจ้าตัวกระตุกยิ้ม เขาดูพอใจที่ผมทำให้เขา ไม่นานนักลมหายใจผมก็ติดขัด

 

ดายแทรกกายเข้ามาแล้ว

 

“อ๊ะ อ๊า ดาย”

 

“อย่าหยุดปากสิที่รัก” ดีแลนรีบขัดเพราะผมผละมาครางกับความรุ่มร้อนส่วนนั้น ดายค่อยๆ ดันมันทีละนิด ความเสียวซ่านทำให้ผมตอดรัดมันทันทีแม้จะพยายามผ่อนคลายแค่ไหน เขาก้มลงมาเลียน้ำผึ้งที่ผมป้ายตัวไว้

 

กระดุมเม็ดสุดท้ายถูกปลดออกไป ผมบีบปากแน่นปรนเปรอดีแลนให้เขามีความสุข เดาจากที่เขาครางเสียงต่ำ เกรงหน้าท้องจนลอนกล้ามขึ้น ดายเองก็กัดกรามแน่นดันกายเข้ามาจนสุดเช่นกัน พลันผมก็เป็นฝ่ายดันดีแลนให้นั่งลง ส่วนตัวเองพลิกคว่ำเพื่อรูดรั้งส่วนปลายของเขาต่อ ร่างกายผมยังคงเชื่อมต่อกับดาย ตอดรัดเขาหนักๆ ส่งสัญญาณให้เขาขยับร่างอย่างที่หวัง

 

มือหนากอบกุมส่วนหน้าของผมไว้ เริ่มขยับกายเข้าออกในร่าง แรกเริ่มเขาทำอย่างเนิบนาบ หากแต่ก็หนักหน่วงกระทบจุด ผมพยายามหายใจช้าๆ มีสติให้มากที่สุด ร่างกายเคลื่อนไหวตามแรงส่ง ผมจึงไปเพิ่มระดับการเอาคืนที่ดีแลน

 

เขาขยุ้มเรือนผมสีสวยของผม สวนกายเข้ามาในปาก ผมถอนออกยันตัวมาจูบกับเขา ใช้มือรวบกายของเราไว้ด้วยกัน ดายเลยเปลี่ยนไปยึดสะโพกผมไว้ กายแกร่งย้ำดุ ความรุ่มร้อนขนาดใหญ่โจนจ้วงอยู่ในร่าง เสียงเนื้อกระทบเนื้อฟังอยู่หยาบโลนเป็นบ้า

 

“อ๊า ดาย อ๊า!”

 

“เสียงคุณน่ารักจัง”

 

“ดะ...ดีแลน”

 

“ครางอีกสิที่รัก ครางดังๆ เลย” เขาดูดดุนยอดอกผม รั้งเอวเข้าไปใกล้โดยไม่สนใจว่าพี่ชายเขากลั่นแกล้งผมขนาดไหน ดายกระแทกเข้ามาลึกมาก ส่วนปลายกระทบจุดเร้าทำผมเสียวซ่ายจนน้ำตาไหล เสื้อตัวบางถูกกระชากออก เขาฝากรอยกัดไว้ที่แผ่นหลัง ผมสะดุ้งความเจ็บแสบเล่นงานพร้อมกับที่ดีแลนกัดลงที่หน้าท้องผมนั้น

 

ดายดึงแขนผมให้แอ่นอกไปหาน้องชายเขา สอบเอวหนักหน่วงราวกับกลัวผมจะหายไปไหน ดีแลนโลมเลียแผ่นอกผม ลามไปถึงส่วนหน้าที่ใกล้จะเสร็จเพราะถูกปรนเปรอหลายด้าน ผมหอบหายใจหนักมาก รู้สึกเหมือนปลาขาดน้ำที่กำลังร้องขอความตาย

 

ติดแค่ว่าความตายนี่มันทำผมเสียววาบเหลือเกิน

 

“ดาย อื้อ แรงอีก”

 

“แรงเท่านี้...ไหวไหมทูนหัว”  

 

“อ๊ะ อ๊า” ผมครางไม่เป็นภาษากับความดุดันของกายแกร่ง ไม่คิดเลยว่าดายจะแรงเยอะขนาดนี้ หนำซ้ำยังรู้สึกว่าขนาดของเขามันก็ใหญ่กว่าปกติด้วย ผมกัดกราม อดทนไปกับความรุ่มร้อน รูดรั้งแก่นกายให้ดีแลน คนน้องยกยิ้มเอ็นดูผมที่กำลังร้องไห้ต่อให้จะไม่มีเสียงสะอื้นก็ตาม

 

“คุณน่ารังแกจังที่รัก”

 

“อื้อ อ๊า”

 

“ขอหนักๆ เลยดาย” ผมอยากจะฟาดคนน้องสักที เสียดายที่เวลานี้ผมกำลังสุขสม ดายสอบเอวถี่รัว รั้งปลายคางผมให้หันกลับไปหา เราสองคนจูบกัน แลกเปลี่ยนหยาดหวานซ้ำไปซ้ำมา พลันหลังม่านน้ำตาที่ถลายตัวลงผมก็เบิกตากว้าง

 

“ดาย...หลัง...หลังของคุณ”

 

“หลังผมทำไม?”

 

“มันมี...ครีบ” ผมอ้าปากค้างชั่วขณะ ไม่นานก็กลับมาครางลั่น ดายมีครีบยาวยื่นออกมาจากแผ่นหลัง ความเว้าแหว่งนั่นบ่งบอกให้รู้ว่าของจริงไม่ใช่ของเล่นเอามาสวมทับ ที่น่าแปลกคือทำไมมันถึงโผล่ออกมา ทั้งที่ประจำมันไม่เคยยื่นออกมาเลยสักครั้ง

 

ดายจูบผมหนักๆ อีกครั้งดวงตาเป็นประกายก่อนจะกดหัวผมให้ซบกับดีแลน ตัวเองกระแทกสะโพก ให้คนน้องรูดรั้งตรงนั้นให้ผม สักพักความสุขสมก็แล่นมารวมตัวกัน ผมปลดปล่อยอาบเลอะมือหนา เช่นเดียวกับดายที่สอบกายอีกสองสามครั้งก็เสร็จในตัวผม

 

เราสองคนหอบ แต่นั่นมันยังไม่จบ

 

“ตาผมแล้ว”

 

“โว้ว...” ผมอุทานเมื่อดีแลนกระซิบ แผ่นหลังที่เคยเรียบสนิทมีครีบขนาดใหญ่ยื่นมาจากแผ่นหลัง เจ้าตัวกดสะโพกผมลงกับกายแกร่งของเขา ดันผมให้นอนราบ กอดลำคอหนาขณะที่เขายันกายเข้าหา รอยยิ้มร้ายปรากฏบนใบหน้า ผมจับจ้องครีบยาวของเขา สัมผัสมันเล็กน้อยแล้วใช้มันเป็นตัวยึด “ทำไม...ทำไมมันถึงยื่นออกมา”

 

“เพราะนี่คือฤดูผสมพันธุ์ของฉลาม”

 

“อ๊ะ อ๊า”

 

“และคุณคงรับไม่ไหวหรอกใช่ไหมถ้าเรากลายร่างทั้งตัว” เขาหัวเราะดูสนุกแม้ว่าเวลานี้จะทำเรื่องอย่างว่าอยู่ ดีแลนยืดกายขึ้น จับขาทั้งสองผมพาดบ่า ไล่จูบไปตามน่องขาก่อนจะกัดเข้าไปที่ขาออก ผมหลุดครางลั่น ความเจ็บปวดทำให้ผมรู้สึกไวขึ้น ดายหายไปในน้ำ ว่ายวนราวกับรอน้องชายเสร็จธุระ

 

แต่ดีแลนไม่ปล่อยให้ผมนอนธรรมดา

 

“ไปหาเขากันราชินี”

 

“เดี๋ยว...!”

 

เพียะ !

 

“อ๊า!” ผมครางเสียงดังเมื่อคนใจร้ายพลิกกายคว่ำแล้วตบลงที่บั้นท้ายผม บังคับให้ผมคลานลงไปในทะเลที่ดายรออยู่ ผมกัดปากแน่น น้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง ทั้งความเจ็บ ทั้งความเสียวซ่าน ประเดประดังให้ผมกลั้นน้ำตาไม่ไหว

 

ผมเห็นครีบของดายโผล่พ้นน้ำอยู่ไม่ไกล

 

“เขารอเราอยู่นะ”

 

“ก็กระแทกเบาๆ สิ”

 

“คุณเป็นคนบอกให้ทำแรงๆ เองนะที่รัก” อยากจะตีอีกคนชะมัด ติดเพียงผมทำได้แค่ก่นด่าเขาในใจ ดีแลนย้ำกายดุขึ้น ทุกครั้งที่ผมหยุดนิ่งเขาจะบดกายหนัก พอผมเริ่มคลานเขาก็กระแทกกายซ้ำ เป็นการเย้าแหย่ที่ทำให้ผมต้องพลิกกายกลับ “อะ!”

 

“อย่ามาลองดีกับผม คุณชาย” ผมผลักเขาให้นั่งลงอีกครั้ง เป็นฝ่ายขึ้นไปคร่อมตักแล้วกดสะโพก เบียดกายลงไปหนักๆ ไม่มีความเนียมอายอะไรทั้งนั้น ดีแลนดูตกใจ ไม่นานก็กลับมาเอาคืนผม เขาสวนกายขึ้นมากระทบจุดเร้าในกายผม ซึ่งผมก็กดเอวรับแต่โดยดี

 

เอาคืนอีกอย่างคือการกัดเข้าที่บ่าแกร่ง จิกเล็บลงกับแผ่นหลังขีดข่วนเพื่อระบายความเสียว ช่องทางโอบรัดเขาไว้ รัดแน่นไม่ยอมให้ขยับไปไหน บดเอวหนักให้เขาคลั่งตาย ส่วนหน้าก็เป็นฝ่ายรูดรั้งเองไม่รอให้เขาเอาใจ

 

“ร้ายนัก”

 

“มีร้ายกว่านี้อีก” ผมขย่มตักเขาถูไถกายร้อนกับหน้าท้องที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม ดีแลนครางต่ำ เขาจับเอวผมไว้โดยที่ผมยังเบียดกายลงไปอยู่ ผมจูบเขา ขบกัดเรียวปากเป็นการเตือนว่าอย่าคิดมาแกล้งผม เจ้าตัวจึงตบมือลงมาบนสะโพก ผมก็เอาคืนด้วยการตอดรัด

 

ความร้อนแรงเป็นเพลิงโหมแม้ว่าเราจะอยู่ท่ามกลางทะเลใส ผมทำให้ดีแลนเสร็จในตัวผมจนได้ ส่วนตัวเองเสร็จใส่หน้าท้องเขา

 

“ผมอยากทำอีก” ผมกระซิบ เอาขาเกี่ยวเอวแกร่งเป็นการบอกว่าผมจะไปด้วยกัน “พาผมไปลงน้ำสิ เราเสร็จกินบนบกแล้ว”

 

“ชักสงสัยแล้วสิว่าใครกันนะที่อยู่ในฤดูผสมพันธุ์”

 

“แล้วไม่อยากผสมพันธุ์กับผมเหรอครับที่รัก?” ผมตีหน้าซื่อทั้งที่หอบหนัก ดีแลนขบกัดจมูกผมด้วยความมันเขี้ยว ก่อนจะอุ้มร่างพาลงน้ำไปหาดาย คนพี่รับช่วงต่อเมื่อดีแลนถอดแก่นกายระคนคืนร่างเป็นฉลาม เขาว่ายวนไปมาตอนดายดึงผมให้หันไปเผชิญหน้า

 

กายร้อนถูกสอดเข้ามาอีกครั้ง ไม่ปล่อยให้ผมได้พักเลยสักวิ

 

เจ้าตัวไซ้ซอกคอผม ดอมดมกลิ่นหอมที่ยังติดตัวอยู่ ครีบยาวนั่นยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ แสดงให้เห็นว่านี่คือการผสมพันธุ์ระหว่างคนกับฉลาม ดีแลนคืนร่างอีกครั้ง เขามาซ้อนอยู่ด้านหลังไล่จูบพร้อมรอยกัด อีกส่วนนึงคือมาจับขาผมให้อ้าออก ดายจะได้หยัดกายได้เต็มที่

 

ผมครางเสียงหลงเพราะสองพี่น้องคู่นี้ร่วมมือกันเป็นขบวนการ รสจูบของเราผสมผสานเป็นหนึ่ง ผมจูบกับพวกเขา สลับไปมาระหว่างน้องพี่ ดีแลนบดขยี้ยอดอกของผม ส่วนดายก็สอบสะโพกเข้าหา ผมเชิดหน้าหอบหายใจให้แสงจันทร์อาบไล้ผิวกายขาว

 

สติพร่าเลือน ทว่าความรู้สึกยังคงดำเนินต่อ

 

สายน้ำกระเพื่อมตามแรงส่งของพวกเขาทั้งสอง กระเซ็นเปียกพวกเราตั้งแต่หัวจรดเท้า ผมหอมแก้มพวกเขา ครวญครางอยู่ข้างหูสลับกับฟังคำบอกรักที่คลอเคลียอยู่ไม่ไกล

 

“เรารักคุณนะที่รัก”

 

“เรารักคุณมากนะทูนหัว” เสียงครางดังคละเคล้ากับคำพูดนั้น ผมยกยิ้ม หัวใจเต้นแรงไม่เป็นส่ำ มีความสุขกับทุกคำพูดที่เราบอกให้กัน ดายดึงมือผมไปจูบ แนบริมฝีปากลงบนแหวนแต่งงานที่เราสวมให้กันในวันนั้น ขณะที่ดีแลนจูบคอผม แทนคำสัญญาว่าเราจะรักกันตลอดไป เป็นความรักที่ผมแพ้พ่ายเหนือสิ่งอื่นใด

 

“ผมเองก็รักคุณมากรู้ตัวไหม”

 

“โซล”

 

“รักเป็นบ้า รักจนแทบตาย”

 

“อะ...”

 

“เพราะงั้นช่วยฟัดผมแรงๆ ได้ไหม ผมยังไม่หนำใจเลย :) ”  

 

LOADING 100 PER 

คืนจันทร์เต็มดวง โอบกอดควงแขนพากันลงทะเลดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ 

ในที่สุดคืนสำคัญก็มาถึง ถึงเวลาดื่มด่ำกับรสชาติแห่งความรัก 

สองรักที่ให้มานั้นจะโหมกระหน่ำดังพายุสะเทือนไหว 

หนึ่งร่างกายที่กอบเกี่ยวจะมอบรักเดียวให้สำราญ 

และหนึ่งชีวิตจะก่อตัวด้วยความรัก จับตาดูกันให้ดีนะ 

คืนนี้คือคืนชี้ชะตา :) 

สกรีมลงแท็กหวีดความรุนแรงของเรื่องนี้ 

#ฉลามคลั่งรัก 

ความคิดเห็น