Avery Pie
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 8 : บทลงโทษของคนแก้ตัว

ชื่อตอน : ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 8 : บทลงโทษของคนแก้ตัว

คำค้น : ฉลามคลั่งรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.6k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ส.ค. 2562 16:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 8 : บทลงโทษของคนแก้ตัว
แบบอักษร

ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 8 : บทลงโทษของคนแก้ตัว 

#ฉลามคลั่งรัก 

 

“ผมยังไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกิ๊กเลยนะ” ว่าพร้อมกอดอกมองหน้าพวกเขาทั้งคู่ที่หลุดพูดออกมาแบบนั้น อดหรี่ตาจับผิดพวกเขาไม่ได้ ผมยังไม่ได้พูดอะไรเจาะจงเลยมาทำเป็นร้อนตัวกัน หนำซ้ำยังเป็นเรื่อง ‘กิ๊ก’ อีก แบบนี้ยิ่งเพิ่มข้อผูกมัดให้ชวนสงสัย ลมหายใจร้อนๆ ถูกพ่นออกเป็นสัญญาณให้พวกเขาตั้งสติกันใหม่

 

ดีแลนเป็นคนแรกที่ยิ้มให้ผม เดินเข้ามาจับไหลจากด้านหลัง บีบนวดเบาๆ อาศัยความน่ารักเข้าสู้ไว้ก่อน

 

“ก็แค่ดักไว้ก่อนไงที่รัก เผื่อคุณคิดว่าเราซุกกิ๊กเอาไว้”

 

“ตอนแรกผมก็คิดแบบนั้น แต่ก็ตัดออกไปเพราะพวกคุณคงไม่นอกใจ”

 

“พวกเรา...”

 

“สงสัยต้องเอากลับมาคิดใหม่แล้วมั้ง” ผมกดเสียงต่ำข่มขวัญให้พวกเขาคลายความลับ เล่นเอาดีแลนถึงกับกอดผมไว้ในวงแขน เอาคางมาเกยออดอ้อนไม่ให้ผมคิดหนัก

 

“โธ่ที่รัก ตัดเรื่องนั้นออกไปเถอะนะ ผมกับดายไม่เคยคิดเรื่องนั้นเลยสักครั้ง”

 

“เราไม่เคยบอกคุณเหรอว่าการมีคุณมันเพียงพอแล้วสำหรับเรา”

 

“แล้วผมไม่เคยบอกพวกคุณเหรอครับว่าผมไม่ชอบการถูกปิดบัง” ผมสวนกลับมองหน้าดายด้วยแววตาเรียบเฉย “เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ผมแต่งงานกับพวกคุณและยอมทำทุกอย่างเพื่อรักษาพวกคุณไว้ แต่สิ่งที่ผมได้กลับเป็นการที่พวกคุณซ่อนเรื่องใหญ่ไว้ คุณคิดว่าผมจะรู้สึกยังไง”

 

“ใจเย็นก่อนดีไหมที่รัก อย่าเพิ่งโกรธกันได้ไหม”

 

“ไม่ต้องมาอ้อนเลยดีแลน ผมไม่หลงกลคุณหรอก” ผมดักคอให้เขาหน้าหงอใส่ จากนั้นก็ดึงแขนออก ดึงเขาให้ไปยืนอยู่ตรงหน้าข้างพี่ชาย “ผมหวังว่าระยะทางกับเวลาที่ผมให้จะพอแล้วสำหรับการพูดเรื่องที่ปิดบังเอาไว้ คิดให้ดีก่อนจะเล่า ไม่งั้นก็ไม่ต้องมาพูดกัน”

 

“…”

 

“และอย่าโกหกผมอีกนะ อย่าทำให้ผมหงุดหงิดไปมากกว่านี้” ผมยืนคำขาดหวังเพียงถ้อยคำนั้นจะซึมวับเข้าไปในหัวใจเขาบ้าง ตอนแรกก็ไม่โกรธหรอก ออกไปทางน้อยใจมากกว่า แต่เพราะพวกเขาเอาแต่ทีเล่นทีจริงอยู่ได้ ผมน่ะไม่สนุกกับพวกเขาหรอกนะ

 

กลับกันมันทำให้ผมน้อยใจเป็นบ้า นี่มันเรื่องสำคัญถ้าเขาบอกผมตั้งแต่วันนั้น แล้วอ้างว่าไม่รู้ว่าสตีฟยังมีชีวิตอยู่ไหม ผมคงไม่เป็นแบบนี้หรอก

 

บางทีตอนนี้เราอาจจะฉลอง ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ตอบแทนพวกเขาที่พาผมมาฮันนีมูนที่นี่ก็ได้

 

รู้ทั้งรู้ว่าผมมีปมกับการไว้ใจ ยังจะมาทำตัวแบบนี้ใส่ผมอีก มันน่าตีชะมัดเลยให้ตายสิ

 

“พวกคุณปิดบังอะไรผมอยู่ครับ” ผมถามย้ำ พ่นลมหายใจเพื่อสงบอารมณ์ตัวเองไม่ให้ฉุนเฉียวจนไม่ฟังใครทั้งนั้น “พูดออกมาได้แล้วครับ มันถึงเวลาแล้ว”

 

“คุณเจอเขาแล้วใช่ไหม”

 

“พี่...”

 

“สตีฟน่ะ” จู่ๆ ดายก็เอ่ยขึ้นมา เขาสบตาผม จ้องลึกเข้ามาในดวงตาราวกับค้นหาว่าผมซ่อนอะไรไว้ ผมนิ่งงัน พยักหน้าเล็กน้อยเป็นการตอบกลับไป “พวกเราช่วยเขาไว้ตั้งแต่ตอนที่เขาโดนยิงตกทะเลไป แล้วก็พาเขามาที่นี่เพราะมันเป็นที่เดียวที่ผมจะพาคนมาช่วยเขาได้”

 

ผมตั้งใจฟังระคนเชื่อมโยงกับสิ่งที่สตีฟพูดมา

 

“ผมทิ้งเขาไว้ที่นี่เพื่อให้เขาปลอดภัยจากคนพวกนั้น ผมรู้ว่าเขาขึ้นฝั่ง เขาจะตายทันทีเพราะคนของริชาร์ดไม่ก็เซ็ปที่ตั้งใจจะกำจัดทุกคนที่อยู่ฝ่ายคุณ แต่คนที่โดนหนักสุดคือคนที่รู้ว่าใครเป็นหนอนบ่อนไส้”

 

“จริงๆ เราจะปล่อยเขาตายก็ได้ แต่ดายเห็นว่าเขาเป็นเพื่อนของคุณ เป็นคนสนิทที่ซื่อสัตย์แล้วก็ภักดีกับคุณมากๆ บวกกับตอนอยู่บนเรือเขาก็พยายามจะช่วยคุณขึ้นมา ติดแค่ว่ามันไม่ทัน” ดีแลนว่าเสียงแผ่วเหมือนเพิ่งคิดได้ว่าเขาจะต้องเสริมทัพพี่ชาย เนื่องจากตอนนี้การโกหกจะไม่เป็นผลดีกับใครทั้งนั้น “แต่ก็ต้องขอบคุณเขาที่อึดมาก ยอมทนพิษบาดแผลจนมาถึงเกาะสวรรค์”

 

“แล้วทุกคนที่นี่ก็ช่วยชีวิตเขา และเราก็ไม่ได้กลับมาอีกเลยหลังจากเรื่องทุกอย่างจบลง”

 

“บอกตามตรงคือผมลืมไปแล้วด้วยซ้ำ ถ้าดายไม่พูดว่าจะมาเกาะสวรรค์ ผมก็คงคิดไม่ได้”

 

“…”

 

“เราไม่ได้อยากโกหกคุณนะที่รัก แต่ความจำฉลามมันก็ไม่ได้ดีตลอดเวลา อย่างที่ดายพาเรามาที่นี่ช้าไง นั่นเป็นเคสตัวอย่างเลยนะ”

 

“ดีแลน”

 

“แฮะๆ” คนน้องหัวเราะขืนๆ พยายามทำให้สถานการณ์มันดีขึ้น เสียดายที่ผมไม่ตลกด้วยเท่าไหร่ ผมถอนหายใจเป็นรอบที่สาม ยอมรับว่าสิ่งที่เขาพูดมามันตรงกับที่สตีฟบอกไว้ ต่างกันนิดหน่อยคือสตีฟไม่รู้ว่าพวกเขาทิ้งตัวเองไว้ที่นี่ทำไม

 

ผมคงต้องไปบอกเขาหลังจากนี้

 

“แล้วทำไมคุณถึงเลือกที่จะปิดผม ถ้าบอกกันตั้งแต่วันนั้น ผมจะไม่โกรธคุณเลยสักนิด”

 

“เพราะเราคิดว่าเขาหาทางกลับไปแล้ว ถ้าบอกไปกลัวคุณจะคิดว่าเราหลอก” ดีแลนพองลมในแก้มทำตัวเป็นเด็กที่โดนแม่ดุ “ส่วนที่ไม่บอกตั้งนานก็อย่างที่ผมสารภาพไป คือเราลืม และตอนนั้นมันก็มีอะไรเข้ามาเยอะแยะคุณเองก็รู้”

 

“…”

 

“ยิ่งคุณบอกว่าให้ทิ้งอดีตไปเพื่อเริ่มต้นใหม่ พวกเราก็เลยเลือกที่จะไม่พูด สุดท้ายก็จบลงด้วยการลืมและปล่อยให้คุณมารู้เอง”

 

“และก็ทำให้ผมน้อยใจพวกคุณน่ะเหรอ”  

 

“โซล”

 

“รู้ใช่ไหมว่าผมเจ็บกับการถูกหลอกมามากแค่ไหน ผมไม่อยากให้มันเกิดขึ้นกับครอบครัวของเรา” ผมไม่ได้ตั้งใจจะดึงดราม่า แต่นี่ถือว่าเป็นเคสตัวอย่างระคนเป็นเรื่องใหญ่เกินจะปล่อยผ่านได้ ผมรู้ว่าเรื่องลืมเนี่ย มันเป็นอะไรที่ช่วยไม่ได้ ทว่าตอนนั้นเขามีโอกาสที่จะพูดแล้ว เขาแค่ไม่ยอมพูดออกมา เอาแต่เก็บไว้ให้ผมคิดไปต่างๆ นานา

 

เขาทำให้ผมคิดมาก ทำให้ผมสงสัยทั้งที่ผมไม่ควรจะมาระแคะระคายในตัวพวกเขาเลย

 

“สตีฟเป็นเพื่อนรักผมนะ เขาคอยดูแลพวกคุณด้วยซ้ำเวลาผมขึ้นฝั่ง ผมดีใจมากนะตอนเห็นเขายังมีชีวิตและพวกคุณเป็นคนช่วยเขาไว้ ขณะเดียวกันผมก็ทบทวนตัวเองว่าผมเป็นคนยังไง ทำไมคุณถึงบอกผมเรื่องนี้ไม่ได้”

 

“เราไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คุณเสียใจนะโซล”

 

“ดาย”

 

“ผมผิดเอง ผมเลือกที่จะไม่ให้ดีแลนบอกคุณเอง” ดายยอมรับความผิด สายตานิ่งๆ ที่ส่งผ่านมานั้นบ่งบอกถึงการเตรียมใจรับ เขาขยับเข้ามา ดึงมือผมไปจับแล้วเราก็สบตากัน “ผมรู้ว่าคุณโกรธที่เราปิดบัง และผมยินดีจะรับผิดชอบที่ทำให้คุณไม่ไว้ใจ”

 

“คุณคิดว่าเวลานี้คุณควรพูดคำไหนครับ?”

 

“ผมขอโทษ” นั่นคือสิ่งที่ผมอยากได้ยิน บางครั้งข้อแก้ตัวดีๆ อาจจะไม่ดีเท่าการได้ฟังคำคำเดียวที่จะจบปัญหา ผมเลียปากครุ่นคิดอยู่นานว่าจะจัดการยังไงกับเขา พลันคนตรงหน้าก็ดึงมือไปจูบเบาๆ ตรงแหวนแต่งงานที่เขาเป็นคนสวมให้ จังหวะเดียวกันดีแลนก็กลับมากอดผมจากด้านหลัง จูบที่ท้ายทอยเป็นการขอให้อภัย

 

เขารู้ดีว่าผมจะโกรธเขาไม่ได้นานตราบใดที่หัวใจนี้ยังเป็นของพวกเขา

 

พวกเขาทั้งสองคน

 

“อย่าโกรธเราเลยนะโซล ผมไม่อยากให้เราผิดใจกันเลย”

 

“คุณบอกเองว่าทริปนี้เราจะมีความสุข เรากำลังฮันนีมูนกันอยู่จำได้ไหม” ดายเสริมทัพน้องชาย เกลี่ยเส้นผมที่ลงมาปรกหน้าไปทัดหูให้ การกระทำอ่อนโยนพาให้ผมเบือนหน้าหนีพร้อมกับพ่นลมหายใจ อีกนิดคงไม่มีอากาศอยู่ในปอดของผมแล้ว “ทูนหัว”  

 

“ไม่ต้องมาเรียกผมแบบนี้เลย ผมหงุดหงิดพวกคุณอยู่นะ”

 

“คุณแค่กำลังใช้ความคิดว่าจะลงโทษพวกเรายังไงดีต่างหาก”

 

“ดีแลน”

 

“ผมรู้นะ ผมอ่านใจคุณออก” เขาหรี่ตาจับผิดผมก่อนจะหลุดยิ้มขำราวกับได้ฟังเรื่องตลก นั่นทำให้ผมยิ้มมุมปาก ในเมื่อทั้งสองยอมพูดความจริง ไม่ทีเล่นทีจริงให้ผมไม่พอใจ ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะโกรธเขาหรือทำให้มันกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปทำไม ยิ่งกว่านั้นอย่างที่ดายบอก เรามาฮันนีมูนก็ควรจะรักกันไว้

 

พลันผมก็คิดอะไรสนุกได้ ดึงแขนพวกเขาออก พาตัวเองมายืนอยู่บนบันไดขั้นบนสุดของบ้านเพื่อให้เหนือกว่าพวกเขาที่ยืนอยู่ที่เก่า

 

มันเป็นความคิดที่ผมอยากจะดัดนิสัยเจ้าคนไม่รักดีซะบ้าง

 

“นี่ไม่เชิงเป็นการลงโทษ ผมแค่อยากทำให้ฮันนีมูนของเราน่าประทับใจ”

 

“คุณหมายความว่าไง?”

 

“หมายความว่าคุณห้ามเข้าบ้านจนกว่าผมจะให้เข้าได้ และห้ามแตะตัวผมจนกว่าจะถึงคืนดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์”  

 

คืนนี้ก็ดื่มด่ำกับธรรมชาติไปนะครับ คุณปลาทู :)

 

“คุณล้อเล่นใช่ไหม?” ดีแลนรีบถาม ใบหน้าเลิ่กลั่กไปหมดชวนหัวเราะ “บอกสิว่าคุณไม่ได้พูดจริง”

 

“ตั้งแต่เรารู้จักกันมีกี่ครั้งกันที่ผมล้อเล่น”

 

“แต่พวกเรานอนด้วยกันทุกคืนนะโซล คุณจะไล่เราไปนอนที่อื่นไม่ได้ ยิ่งเราฮันนีมูนอยู่ ยิ่งไม่ได้เข้าไปใหญ่ มันไม่ถูกต้อง ผมขอคัดค้าน!” เรื่องเล่นใหญ่ต้องยกให้คนน้องเขาเป็นหนึ่ง ดีแลนส่ายหน้าไปมา ทำหน้าจริงจังให้ผมรู้ว่าเขาไม่ยอมรับข้อเสนอผม ซึ่งความจริงแล้วผมไม่ได้เสนอ ผมบังคับใช้โดยไม่ถามความสมัครใจใครทั้งนั้น

 

อำนาจอธิปไตยไม่ยิ่งใหญ่เท่าอำนาจเมียครับ 

 

“พี่ช่วยผมพูดหน่อยสิ อย่าให้โซลใช้มาตรการนี้กับเรานะ” หันไปขอความช่วยเหลือจากคนด้านข้างเมื่อผมทำเป็นเมินใส่ “นี่มันฮันนีมูนนะพี่ เราแยกจากกันไม่ได้”

 

“แยกได้เพราะผมสั่ง”

 

“โซล”

 

“หรือคุณอยากแลกคืนเดียวกับตลอดอาทิตย์กัน ผมไม่มีปัญหาหรอกนะถ้าจะต้องนอนคนเดียวจนกว่าจะกลับน่ะ” ผมยกยิ้มมุมปากฉายความร้ายกาจที่พักหลังพวกเขาไม่ได้เห็นบ่อยนัก ตั้งแต่จบเหตุการณ์นั้นผมก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหยิบหน้ากากมารร้ายมาสวม อาจจะมีบ้างเวลาที่พวกเขาคัดค้านไม่ยอมเห็นด้วย

 

ซึ่งบทสรุปก็จะเหมือนที่ผมบอกไว้

 

คือไปนอนในทะเล

 

“หรือคุณคิดว่าไงดาย จะช่วยน้องชายก็ได้นะ” ผมเลื่อนสายตาไปสบกับเขา แสร้งทำเป็นไร้เดียงสาทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าดายจะไม่มีวันต่อต้านผม แน่นอนเขาพ่นลมหายใจออกคล้ายกับกำลังครุ่นคิดว่าควรจะทำยังไงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

 

มันช่วยไม่ได้ที่เขาทำผิดเต็มประตู และคนทำผิดก็สมควรได้รับโทษทัณฑ์

 

“แค่คืนเดียว ทะเลคงไม่เย็นไปจนนอนไม่ได้หรอกดีแลน”

 

“พี่...!”

 

“ยังไงพรุ่งนี้ก็คืนดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์แล้ว อดทนหน่อยจะเป็นไรไป” น้องชายอ้าปากค้างขณะที่ผมหลุดขำอย่างพอใจ บอกแล้วว่าดายน่ะตามใจผม ไม่มีทางที่เขาจะค้านผมได้ถ้าเรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ พอเขาพูดแบบนั้นผมก็พยักหน้าเป็นอันเข้าใจ

 

“งั้นก็ราตรีสวัสดิ์นะครับหนุ่มๆ เจอกันตอนเช้านะ”

 

“โซล!” ผมทำหูทวนลมไม่สนใจเสียงของคนด้านหลัง เดินตรงเข้ามาในบ้าน ปิดประตูลงกลอนเสร็จสรรพแม้ว่ากลอนมันจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ก็ตาม อย่างน้อยก็ทำให้เขาเห็นว่าผมจะไม่ยอมให้ใครบุกเข้ามานอนข้างผมทั้งนั้น อีกอย่างเขาจะอิดออดเรื่องนอนนอกบ้านไปทำไมกัน

 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกซะหน่อย 

 

“เยี่ยมเลย วันนี้เราก็นอนตากยุงไป”

 

ตุ้บ !

 

“อำนาจเมียยิ่งใหญ่กว่าเมกาโลดอน” ดีแลนบ่นกับพี่ชายพร้อมกับทิ้งตัวลงนั่งบนบันไดอย่างหมดหวัง เขารู้ว่าเราผิดที่ปิดบังความลับเรื่องนั้นระคนคิดไว้แล้วว่าถ้าโซลรู้ขึ้นมาจะต้องโกรธเป็นแน่ แค่ไม่คิดว่าจะรู้เร็วขนาดนี้ และท่าทีก็ไม่ได้โกรธเป็นฝืนเป็นไฟเหมือนตอนรู้ว่าพวกเขาเป็นอะไร

 

ถือว่าเป็นเรื่องดีที่มันไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้น เพราะถ้าโซลโกรธจัดจนเรามีปัญหาขึ้นมา เรื่องต่อจากนั้นมันคงไม่น่าดูเท่าไหร่ ทว่าเรื่องในตอนนั้นจะเอามารวมกับตอนนี้ก็ไม่ได้ ช่วงเวลานั้นมันมีตัวแปรกับปัจจัยมากมายเข้ามาเกี่ยวข้อง

 

ส่วนเรื่องนี้โซลก็แค่น้อยใจเฉยๆ ที่เราไม่บอกไว้ก่อน

 

ทั้งที่ก็มีโอกาสให้ทำ

 

“แค่วันเดียว นายจะบ่นทำไมกัน”

 

“แต่นี่มันฮันนีมูนนะ เราควรจะอยู่ด้วยกันตลอดเวลาสิ” คนน้องขัด พรูดลมหายใจด้วยความเซ็งนิดหน่อย พร้อมกับขยับให้คนพี่มาทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ กลายเป็นปลาทูยักษ์สองตัวมานั่งปรับทุกข์กัน

 

ในโลกมนุษย์คงเรียกว่าพ่อบ้านใจกล้าสินะ

 

ฟังดูเศร้าชะมัดเลย

 

“แต่เราก็ผิดจริงที่ไม่บอก ถือว่าโซลยังโกรธน้อยกว่าที่ฉันคิดไว้”

 

“พี่คิดเหมือนผม ผมนึกว่าบ้านเราจะแตกไปแล้วด้วยซ้ำที่โซลไม่ได้รู้เรื่องนี้จากพวกเรา”

 

“ฉันน่าจะบอกเขาตั้งแต่ตอนที่นายขัดวันนั้น”

 

“เฮ้อ”

 

“ฉันผิดเอง” ดีแลนตบบบ่าพี่ชายอย่างเข้าใจ จะว่าผิดที่ดายคนเดียวก็พูดไม่ได้เต็มปาก ยังไงซะเขาก็มีส่วนรู้เห็น ถ้าวันนั้นเขาทำใจกล้าพูดกับโซลขึ้นมาให้จบๆ เราอาจจะไม่ต้องมานั่งตากยุง ปรับทุกข์กันแบบนี้ก็ได้

 

แต่ก็นั่นแหละ เขาก็ไม่รู้ว่าพูดไปแล้วโซลจะเชื่อไหม บางทีการมาให้เห็นของจริงเลยน่าจะดีกว่า

 

ต่อให้ต้องแลกกับการนอนนอกบ้านคืนนึงก็ตาม

 

“เราก็ผิดด้วยกันทั้งคู่” น้องชายพูดเสียงแผ่ว เอามือปัดยุงนิดหน่อยไม่ให้มันมากินเลือดเขา อยากจะไปนอนในทะเลเหมือนกัน ทั้งเย็น ทั้งสบาย หนำซ้ำยังปลอดยุงมากวนใจ ให้เหาฉลามมาวุ่นวายกับเขายังดีซะกว่า ติดแค่ว่าเขาไม่อยากทิ้งให้โซลอยู่ในบ้านคนเดียว ถึงนี่จะเป็นบ้านของเรา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยอย่างที่เราคิดไว้

 

ยังไงซะมันก็เป็นหมู่บ้านที่เราต่างก็ไม่ได้คุ้นเคยหรือสนิทกับใคร

 

ลองคิดสภาพว่าเราไม่ได้เป็นเมกาโลดอนที่เคยปกป้องที่นี่สิ...

 

ป่านนี้เขาเอาหนามมาทิ่มไล่เราให้กลับไปตั้งนานแล้ว

 

“ผมคิดถึงตัวหอมๆ ของราชินีน้อยของผมชะมัด” ดีแลนพึมพำเมื่อบทสนทนาเริ่มเงียบไป ดายไม่ใช่พวกคุยเก่ง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าวันนี้ในหมู่บ้าน เขาดูมีความสุขกับการได้คุยกับผู้คนที่หลากหลาย ผิดกับตอนอยู่ที่บ้าน การจะออกไปข้างนอก เจอคนเยอะๆ กลับเป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตราย

 

คงเพราะบนฝั่งที่เทคโนโลยีกว้างไกล มันมีสิ่งที่ชักชวนให้สัญชาติญาณร้ายกาจตื่นขึ้นมา

 

โซลถึงต้องคอยอยู่ด้วยกันตลอดเวลา

 

มันก็ไม่ใช่การคุมขังหรอก

 

“ฉันก็คิดถึงเหมือนกัน”

 

“…”

 

“ทุกคืนฉันจะได้กอดเขา จูบเขาก่อนนอน” ดายยกยิ้ม เขามีความสุขเวลาคนตัวเล็กอยู่ในอ้อมกอด ไม่เคยบ่นเลยตอนอีกคนนอนหนุนแขนเขาทั้งคืนจนเมื่อยไปหมด คงเพราะเขาให้ความสนใจกับลมหายใจร้อนๆ ที่รินรดกันมากกว่า โดยเฉพาะการได้จูบกันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะหลับตาลงไปนั้น

 

ไม่มีคืนไหนเลยที่เราไม่ Goodnight Kiss กัน

 

“บางวันเขาก็เล่าเรื่องที่ทำงานจนเผลอหลับไปในอ้อมกอด บางคืนละเมอพูดขึ้นมาก็มี”

 

“ผมจำได้ วันนั้นเขาหลุดชื่อคริสโตเฟอร์ออกมาด้วย ทำเอาผมนอนคิดมากตั้งหลายวัน”

 

“สุดท้ายก็แค่ชื่อคนเลี้ยงสัตว์”

 

“ผมเกือบบุกไปกินมันแล้วถ้าพี่ไม่ห้ามไว้” ดายหัวเราะในลำคอ จำได้ว่าวันนั้นโซลยุ่งมากจนแทบไม่มีเวลารับสาย ดีแลนคิดว่าคนที่ชื่อคริสอะไรนั่นอาจจะลักพาตัวโซลไปก็ได้ เลยจะขับรถตามไป เสียดายที่โซลโทรมาซะก่อน สุดท้ายเพื่อความชัวร์พวกเขาจึงว่ายน้ำไปแอบดูว่าผู้ชายคนนี้เป็นใครกันแน่

 

เล่นเอาโซลต้องพาไปแนะนำตัว ไม่งั้นคงคาใจไปอีกหลายวัน

 

“ถ้ามันเป็นวาฬป่านนี้ผมกัดขาดครึ่งไปแล้ว”

 

“ถ้าทำแบบนั้นโซลคงโกรธนายตาย”

 

“อ่าใช่ ทุกวันนี้แค่ผมหายตัวไป โซลก็คิดว่าผมไปฆ่าวาฬไม่ก็โลมาตาย”

 

“คดีนายมันติดตัวเยอะหนิจริงไหม”

 

“พี่ก็ไม่แพ้กันหรอกน่า” สวนกลับอย่างไม่ยอมแพ้ ถึงดายจะไม่มีคดีกินวาฬกินโลมาเหมือนเขา ก็ใช่ว่าน้อยหน้าที่ไหน คดีใหญ่อย่างการแอบหนีไปว่ายน้ำแถวศูนย์วิจัยก็ยังเป็นอะไรที่ชวนให้โซลต่อว่าเสมอ ถึงอย่างนั้นการบ่นของโซลมันก็เป็นอะไรที่น่ารัก

 

โซลจะไม่พูดอะไรมากเลยถ้าคนคนนั้นไม่สำคัญ และความห่วงใยที่มอบให้กันนั้นมันก็เป็นของจริง

 

“แต่ถึงเราจะทำไม่ดีมา เราก็ยอมให้เขาลงโทษเสมอนะ”

 

“เพราะเรารักโซลมากไง”

 

“ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหลงเมีย” ทั้งสองยิ้มขำ หัวเราะเล็กน้อยให้กับคำพูดนั้นของดีแลน “ถ้าไม่ได้เขา ป่านนี้พวกเราอาจจะโดนย่างกินไปแล้วก็ได้”

 

“เราโชคดีที่ได้เจอโซล”

 

“อะแฮ่ม”

 

“อะ!”

 

“ขอขัดบทสนทนาสักครู่ได้ไหมครับ?” สองหนุ่มสะดุ้งเมื่อจู่ๆ บทสนทนาก็ถูกขัด ทั้งสองเลื่อนสายตากลับมาด้านหลังก่อนจะสบเข้ากับผมที่เอาผ้าห่มมาให้ ผมยืนฟังอยู่นานแล้ว ตั้งแต่ที่เขานินทาผมเห็นจะได้ ทำเอาผมเกือบจะหนีไปนานแล้วถ้าไม่ติดว่าเป็นห่วง กลัวจะหนาวตายซะก่อน

 

แน่นอนการปรากฏตัวของผมทำพวกเขาลุกขึ้นจากบันไดที่นั่งอยู่ ผมเหมือนเป็นหางหมาส่ายไปมาตอนสบตากับดีแลน แววตาของระยิบยับระยับ ดูมีความหวังว่าผมจะชวนเข้าไปนอนในบ้าน

 

“ที่รัก คุณกลับมา” ดีแลนยิ้มหวาน ไม่ต่างจากเด็กเจอของเล่นใหม่ “คุณนอนไม่หลับเหรอราชินีน้อย ถึงออกมาชวนให้พวกเราเข้าไปข้างใน?”

 

“ขอโทษนะครับ ผมว่าผมยังไม่ได้พูดอะไร”

 

“อ้าว”

 

“ผมก็แค่เอาผ้าห่มมาให้ ไม่อยากเห็นปลาทูโดนยุงกัดตายน่ะครับ”  

 

เจอคำพูดนั้นเข้าไป คนตัวโตหน้าหดเหลืออยู่สองเซน ให้ความรู้สึกเหมือนหมาหูตก หางตกหลังโดนเจ้าของดุ ทำเอาผมต้องฮึบตัวเองไว้ ไม่ให้หลุดขำกับท่าทางน่ารักนั่น สองมือที่ถือผ้าห่มผืนหนามาก็ส่งให้ดายรับไป พวกเขาไม่ใช่พวกขี้หนาวเท่าไหร่ แค่ผืนเดียว แบ่งๆ กันใช้ก็น่าจะอยู่รอดหนึ่งคืน

 

“คุณทำให้ผมมีความหวัง” ดีแลนบ่นอุบอิบ ดูผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด “วันนี้เรายังไม่ได้กอดกันเลยนะที่รัก และคุณจะนอนหลับเหรอไม่มีพวกเราน่ะ”

 

“ผมหลับง่ายจะตายคุณก็รู้”

 

“ผมไม่อยากรับรู้อะไรเลย” ร่างสูงพองลมในแก้มเป็นเด็ก ดึงผ้าห่มจากมือดายมาคลุมตัวเองไว้ เหลือเพียงแค่หน้าหล่อๆ ให้ผมเห็นก่อนกลับเข้าไป “คืนนี้ผมต้องหนาวตายแน่ๆ”

 

“ห่มผ้าขนาดนั้น คนที่จะหนาวตายน่าจะเป็นดายมากกว่านะ ผมว่า”

 

“ดายก็ขี้หนาวคุณจำไม่ได้เหรอที่รัก”

 

“ผมว่า...”

 

“พวกเราน่ะเป็นสัตว์เลือดเย็นกันนะ นอนนอกบ้านตากน้ำค้างไม่ได้หรอก” ยู่ปากเล็กน้อยเรียกความน่าสงสาร เสียดายที่ผมทำเพียงแค่เลิกคิ้วใส่ เป็นเชิงถามว่าแน่ใจเหรอว่าสิ่งที่พูดมาน่ะถูกต้อง เรื่องหลอกผมน่ะให้บอก คนน้องเขาถนัดและโชกโชนเป็นอย่างมาก ซึ่งแน่นอนว่านับครั้งได้เลยที่เขาทำหลอกผมสำเร็จได้

 

เพราะสุดท้ายผมจะจับได้คาหนังคาเขาทุกที

 

“ไม่ใช่คืนนี้ดีแลน เราตกลงกันแล้ว”

 

“คุณแค่ลงโทษพวกเราต่างหาก”

 

“เดี๋ยวเช้ามาเราก็ตื่นมาเจอกันแล้วครับ”

 

“…”

 

“ไม่งอแงนะคนเก่งของผม” รอยยิ้มหวานประดับขึ้นบนใบหน้า ก่อนที่ผมจะขยับตัวมาใกล้ๆ ยื่นมือออกไปคล้องคอเพื่อรั้งเข้ามาหา จากนั้นก็กดจูบบนหน้าผาก ฝากฝังความร้อนผ่าวให้อีกคนชะงัก เลื่อนต่ำลงมาเล็กน้อยพลันประทับลงบนริมฝีปากร้อนเร่า ไม่ได้ลึกซึ้ง ไม่ได้วาบวามแค่เป็นคำบอกลาสำหรับคืนนี้ที่จะไม่ได้นอนกอดกัน

 

คนตัวโตสบตาผม สงบลงแบบเห็นได้ชัด

 

“ผมแพ้เมียอีกแล้ว” ผมหลุดขำตอนเขาพึมพำแบบนั้น ถูจมูกตัวเองกับผมเล็กน้อยอย่างที่ชอบทำ “ผมยอมให้คุณคืนเดียวนะราชินีน้อย พรุ่งนี้ผมจะเอาคืนเป็นสองเท่า”

 

“มันเป็นเรื่องของอนาคตนะเผื่อคุณไม่รู้” เจ้าตัวงับจมูกผมเป็นการลงโทษ พร้อมหัวเราะคล้ายสนุกสนาน ผมหอมแก้มเขาแล้วก็ละมาหาดายที่รออยู่ สองมือโอบกอดคนที่อุ้มตัวผมพาหมุนไปรอบๆ พลางกดจมูกลงมาที่ซอกคอ ดอมดมกลิ่นกายหอมที่ผมเพิ่งอาบน้ำมาใหม่ๆ

 

ดายจูบหน้าผากผม ไล่มาที่ดวงตาทั้งสองข้างแล้วหยุดค้างไว้ที่แก้มขวา

 

“ผมคิดว่าตัวเองไม่สมควรได้จูบลา” เขากระซิบกอดเอวผมหลวมๆ ให้ผมเป็นคนตัดสินว่าเขาควรจะทำไงต่อ ความน่ารักของดายเป็นอะไรที่มีอิทธิพลกับหัวใจผมมาตลอด ผมชอบการให้เกียรติของเขา เวลาเขาทำผิด เขาจะไม่ทำอะไรเกินเลยเลยถ้าผมไม่อนุญาตให้ทำ “แค่ได้กอดคุณก็เพียงพอแล้ว”

 

“คุณกะทบดอกพรุ่งนี้ล่ะสิ”

 

“มันน่าจะดีกว่า”

 

“เจ้าเล่ห์นัก” เขาหัวเราะในลำคอ ถึงอย่างนั้นผมก็เคารพในการตัดสิน ผมจูบเขาที่มุมปากไม่ได้เลยเถิดไปอย่างที่ทำกับดีแลน ถือว่าดายขอแค่นี้ ผมก็จะให้ตามที่ปรารถนา “ฝันดีนะครับ พรุ่งนี้เช้าเจอกัน”

 

“เดี๋ยวคืนนี้เราก็แอบเข้าไปแล้ว”

 

“ดีแลน”

 

“อุ้บส์” เจ้าตัวดีรีบปิดปากเมื่อพี่ชายห้ามเสียงดุ ดูก็รู้เลยว่ามีแผนไม่ดี ทำเอาผมต้องหรี่ตาใส่ ถึงในใจจะแอบคิดอยู่แล้วว่าพวกเขาต้องมีความคิดที่จะบุกเข้าไป ทว่าก็ไม่ได้คิดว่าเขาจะทำกันจริงๆ ถ้าผมตื่นอยู่ ผมคงจะตีเขาสักที แต่ถ้าผมหลับสนิท...

 

เอาเป็นว่าหลังเที่ยงคืนพวกเขามีสิทธิ์ทำ

 

“แล้วเจอกันทูนหัว” ผมพยักหน้าก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าไปในบ้าน เช็คดูทุกอย่างว่าไม่ได้เปิดอะไรทิ้งไว้ให้เป็นอันตราย ผมเลือกที่จะไม่ล็อคประตู เนื่องจากตอนออกไปหาเขาดูท่ามันจะมีปัญหาที่ล็อคไปยังไงก็ดันเข้ามาได้ จากนั้นก็เดินไปปิดไฟ ล้มตัวลงนอนบนเตียงกว้างๆ ที่ไม่ค่อยได้มีโอกาสนอนคนเดียวเท่าไหร่

 

ครั้งล่าสุดที่นอนคนเดียวคือตอนที่ผมรู้ว่าพวกเขาแอบหนีกันออกไป

 

หลังจากนั้นเราก็นอนด้วยกันสามคนมาตลอด มันก็โหวงๆ เหมือนกัน ผมคงจะชินกับไอร้อนที่มาจากตัวพวกเขา พาให้ต้องดึงผ้าห่มมาขยุ้มเป็นก้อนๆ ให้ตัวเองกอดแทนร่างหนา และด้วยความเหนื่อยหรืออะไรก็ตามที่วันนี้เจอมา ผมก็เข้าสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว

 

มองเห็นตัวเองถูกกอดล้อมหน้าล้อมหลัง สัมผัสลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดใบหน้า

 

ตอนแรกก็นึกว่าตัวเองคิดมากจนเก็บไปฝัน

 

ที่ไหนได้...

 

มีคนแหกกฎก่อนเที่ยงคืน 

 

“หนาวเนื้อห่มเนื้อนะที่รัก”  

 

คงต้องให้หัวหน้าหมู่บ้านมาทำประตูกันฉลามแล้วสิ กลอนแบบลูกบิดคงไม่พอ

 

LOADING 100 PER 

บนลงโทษของคนแก้ตัว งานนี้โดนโกรธรัวๆ ให้รู้สำนึก 

เพราะปิดบังเรื่องใหญ่ ชีวิตจะหาไม่เมื่อโกหกเมียแสนรัก 

ยิ่งเป็นเรื่องเพื่อนคนสำคัญ อย่าคิดว่าจะหนีรอดไปได้ 

งานนี้คงต้องคุกเข่า ขอร้องให้อภัย 

แล้วมาดูว่าปลาทูจะดิ้นรนยังไง ระหว่างคืนทะเลเป็นฉลาม 

หรือลงน้ำพริกยอมให้ภรรยาทอดกิน :) 

สกรีมลงแท็กหวีดความรุนแรงของเรื่องนี้ 

#ฉลามคลั่งรัก 

ความคิดเห็น