Avery Pie
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 7 : เพื่อนเก่าที่ถูกซ่อน

ชื่อตอน : ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 7 : เพื่อนเก่าที่ถูกซ่อน

คำค้น : ฉลามคลั่งรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.2k

ความคิดเห็น : 21

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ส.ค. 2562 16:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 7 : เพื่อนเก่าที่ถูกซ่อน
แบบอักษร

ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 7 : เพื่อนเก่าที่ถูกซ่อน 

#ฉลามคลั่งรัก 

 

“หมายถึงเราเหรอ?” ผมขมวดคิ้ว ความสงสัยเต็มไปหมดจนหัวแทบระเบิด เท่าที่ผมอ่านจากบันทึกนี้ดูเหมือนว่าคนคนนี้จะถูกสองสามีช่วยเอาไว้ แล้วก็ปล่อยให้เขาติดเกาะไม่มีทางให้กลับไป อีกส่วนเขาก็ดูเป็นห่วงเจ้านายที่ต้องทิ้งให้รับกรรมไว้

 

ซึ่งตรงนี้แหละที่น่าสนใจ 

 

เขาบอกว่าเขาไม่รู้ว่าสองฉลามกลายร่างได้ ไม่รู้ว่าป่านนี้เจ้านายเขาเป็นไง รู้แค่ว่ามีหนอนบ่อนไส้ และเจ้านายเขาจะต้องเสียใจแน่ๆ ถ้ารู้เรื่องนี้

 

ความตลกคือมันบังเอิญมาตรงกับชีวิตจริง

 

โดยเฉพาะประโยคที่บอกว่า ‘ผมสมควรตายไปตั้งแต่วันนั้น’  

 

มันทำให้ผมอดคิดถึงลูกน้องคนนึงไม่ได้ เขาเป็นคนที่ซื่อสัตย์ คอยช่วยเหลือผม รวมถึงสัตว์น้ำในศูนย์วิจัยทุกอย่าง เป็นอีกคนที่ผมไว้วางใจ เชื่อว่าเขาจะไม่มีวันทรยศความเชื่อใจที่ผมให้เป็นแน่ กระทั่งวันที่ผมเป็นร่างเขาตกลงไปในน้ำท่ามกลางฉลามสองตัวที่ฆ่าน้องชายของโจเอลทิ้ง

 

‘และคนที่เสียใจมากที่สุดก็คือโซล”

 

‘อ้าว ผมนึกว่าเป็นโอเว่นซะอีก’

 

‘ก็เขาเป็นคนยิงนิ ยิงกับมือเลยนะ ผมเห็นเต็มสองตา’  

 

ภาพคืนวันที่ผมรู้ความจริงย้อนกลับมา นาทีนั้นผมรู้ว่าผมได้สูญเสียคนดีๆ ไปแล้ว หลังจากนั้นผมก็ต้องพบกับอุปสรรคเรื่องร้ายมากมาย

 

คนที่ผมเชื่อใจกลับหักหลังผมกันหมด

 

มันทำให้ผมรู้ว่าคนที่ยิ้มให้กันก็ร้ายใส่กันได้เสมอ ถึงเขาจะเคยสัญญาว่าเราจะเป็นมิตรที่ดีต่อกัน จะเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นครอบครัวที่รั้งให้ผมกลับจากฝั่ง

 

มันเป็นบทเรียนราคาแพงที่บอกผมว่าเรื่องบางเรื่อง ความสัมพันธ์บางอย่างเวลาก็เปลี่ยนแปลงมันไม่ได้

 

โดยเฉพาะกับคนที่มีความเลวร้ายอยู่ในใจ

 

ถ้าเป้าหมายเขาหนักแน่น ก็อย่าหวังเลยว่าเขาจะกลับตัว

 

“เขายังมีชีวิตงั้นเหรอ?” ผมพึมพำเลียปากเล็กน้อยอย่างครุ่นคิด ผมมั่นใจว่าผมเห็นเขาตกลงไปจริงๆ หนำซ้ำผมก็ได้ยินกับหูว่าโอเว่นเป็นคนยิงเขาให้ตกลงไป ถึงผมจะไม่เห็นศพของเขาหรือนำศพกลับมาไม่ได้ แต่ผมก็เชื่อมาตลอดว่าเขาจากเราไป

 

ผมยังจำวันที่จอร์แดนร้องไห้ตอนรู้ข่าวเรื่องเพื่อนสนิทเขาได้ เขาใช้เวลานานมากในการเยียวยากับสิ่งเลวร้าย ขนาดเรื่องมันผ่านมาตั้งนานแล้ว ครั้งล่าสุดที่เจอเขาก็ยังคงพูดว่าคิดถึงเพื่อนรักมากแค่ไหน

 

ผมถึงขั้นซื้อป้ายหลุมศพสลักชื่ออีกฝ่ายไว้

 

คอยเอาดอกไม้ไปวางให้เวลาผ่านที่สุสาน บางครั้งก็อยู่คุยกับแผ่นป้ายนั่นนานๆ ทั้งที่ก็รู้ว่ามันตอบโต้ไม่ได้ แต่ผมก็ยังอยากรำลึกถึงช่วงเวลาที่เขามีชีวิตกับช่วงเวลาที่เขาจากไป

 

ทุกอย่างที่เขาทำไว้มันยังคงสลักลึกอยู่ในอกผม

 

“คุณยังมีชีวิตอยู่จริงๆ เหรอ...?”

 

“พี่โซลๆ ดูอะไรอยู่เหรอ?”

 

กึก !

 

“ขอดูด้วยสิ อ่านให้เราฟังหน่อย” เด็กหนุ่มคนเดิมรั้งสติผมให้กลับมาอีกครั้ง เขาดึงชายเสื้อหวังให้ผมหันมาสนใจเขา ทว่าเวลานี้ผมกำลังสับสน ภาพความจริงมันมาพร้อมกับการรื้อฟื้นความทรงจำที่เลวร้าย ถ้าบันทึกนี้เป็นของจริง ผมก็มั่นใจว่าคนคนนั้นคือลูกน้องผมที่ตาย

 

ไม่สิ

 

ต้องเป็นคนที่คิดว่าตายแน่ๆ

 

“อ่านให้เราฟังหน่อยนะพี่โซล!”

 

“อ๊ะ!” ผมสะดุ้งเมื่อเด็กคนนึงดึงแขนผมจนหนังสือหล่น ก่อนที่ทุกคนจะกรูเข้ามาอ่าน แต่ด้วยความไม่รู้หนังสือหรือเพราะลายมือเจ้าของบันทึกไม่ได้สวยงาม เด็กพวกนั้นถึงขมวดคิ้วกันใหญ่ อ่านกันไม่ออกพาให้ผมรู้สึกสงสารไม่ได้

 

“อ่านไม่ออกเลย เขาเขียนว่าอะไร?”

 

“ไม่รู้สิ แต่ลายมือเขาแย่มากเลย” เด็กๆ วิจารณ์ส่งผลให้ผมรีบเข้าไปแทรกกลางระหว่างพวกเขา ก้มลงไปหยิบบันทึกขึ้นมาพลางปัดฝุ่นระคนต่อว่าความผิดที่พวกเขากระทำ

 

“ไม่ดีเลยนะเด็กๆ ไม่ควรแย่งของจากมือผู้ใหญ่แบบนี้นะ”

 

“ก็พวกเราอยากรู้นี่น่า พี่โซลอ่านตั้งนานดูน่าสนใจ”

 

“แต่เราควรจะขอกันดีๆ รู้ไหม”

 

“...”

 

“การแย่งของใครเป็นนิสัยไม่น่ารักนะ” ผมพยายามพูดให้ซอฟลงเด็กๆ จะได้ไม่เบะปากคว่ำ ถึงพวกเขาจะชอบผมและน่ารักใส่ ก็ไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะร้ายกาจไม่ได้ ซึ่งมันคงไม่ดีแน่ถ้าผมต้องมารับมือกับเด็กกลุ่มนึงที่มีฤทธิ์เดชแบบนี้

 

ผมเอาเด็กไม่ค่อยอยู่หรอก พวกเขาไม่เหมือนลูกวาฬ ลูกโลมาที่ผมเลี้ยง

 

“พวกก็แค่อยากดูเองหนิครับ ไม่ได้ตั้งใจจะทำตัวไม่น่ารักสักหน่อย” เด็กคนหนึ่งในกลุ่มพูด พองลมในแก้มเล็กน้อยอย่างง้องอน “พวกเราขอโทษที่ทำให้พี่โซลโกรธ”

 

“อย่าโกรธเราเลยนะคะ”

 

“อย่าโกรธเราเลยนะพี่โซล”

 

‘อย่าโกรธผมเลยนะที่รัก ผมแค่หยอกคุณเล่นเอง’  

 

ภาพของดีแลนซ้อนทับภาพของเด็กน้อยตรงหน้า เวลาทำให้ผมโกรธ เจ้าตัวจะเข้ามากอดเอว กอดขา พรมจูบไปมาเพื่อให้รู้ว่าเขารักผมมากแค่ไหน อีกนัยนึงมันเป็นการขอให้อภัย ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเล็กจะใหญ่ก็ตาม

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าผมชอบมุมน่ารักนั่นของเขา บางครั้งอาจจะดูงอแงเหมือนเด็กไปบ้าง ทว่าก็เป็นสีสันที่เรียกรอยยิ้มได้ดีเหมือนกัน ซึ่งมันเหมือนกับสถานการณ์นี้ที่เด็กๆ เข้ามากอดเอวผม ขอร้องไม่ให้ผมโกรธโดยที่ผมไม่รู้ว่ามันออกมาจากใจ หรือเขาแค่กลัวว่าเทพเจ้าจะลงโทษเขา

 

แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไหนก็ต้องบอกเลยว่ามันโคตรน่ารัก

 

ถ้ามีลูกสักคนก็คงหยิกแก้มช้ำไปแล้ว

 

“พี่ไม่ได้โกรธหรอก พี่แค่สอน พวกเราจะได้ไม่ทำอีก” ผมลูบหัวพวกเขาทุกคน ไม่ให้คนใดคนนึงต้องรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ พวกเขายังเด็ก วันๆ เอาแต่เที่ยวเล่นขณะที่พ่อแม่ออกไปหาของตามต้นไม้ ก็คงจะไม่มีเวลาให้ลูกเท่าไหร่ ไม่ก็อาจจะให้เรียนรู้ด้วยตัวเองพอผิดก็ลงโทษกันไป

 

แน่นอนว่าผมไม่ชอบการใช้กำลังแบบนั้น ผมชอบการสอนก่อนแล้วค่อยให้เขารู้จักปรับเอาไปใช้

 

ถ้าให้เรียนรู้ด้วยตัวเองตลอดเวลา แล้วลงโทษทีเดียวหนักๆ มันดูไม่สมควรเท่าไหร่ เด็กพวกนี้ต้องการการชี้นำ ผมเชื่อว่าถ้าคอยสั่งสอนให้ ยังไงก็คงจะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่น่ารัก

 

“เราจะไม่แย่งของจากใครแล้ว สัญญา”

 

“สัญญาครับ” ผมยกยิ้มตอนเกี่ยวก้อยกับเด็กหนุ่มตรงหน้าที่เด็กกว่าเพื่อน ถึงขั้นย่อตัวเพื่อกอดพวกเขาให้ได้ทั้งหมด สิ่งเดียวที่ผมรับรู้จากพวกเขาคือความไร้เดียงสาและความรักที่มีให้ผม เดาว่าส่วนนึงคงมาจากการที่ผมไม่ได้เป็นของที่นี่เปรียบเสมือนของเล่นใหม่ที่ยังเห่ออยู่

 

ลองผมอยู่ที่นี่จนเขาเบื่อดูสิ

 

ก็คงจะถูกโยนทิ้งเหมือนกัน

 

“เอาล่ะ พี่ว่าเรากลับกันดีกว่า ป่านนี้พ่อแม่เราคงเป็นห่วงใหญ่แล้ว”

 

“แต่อาคนนั้นยังไม่กลับมาเลย พี่โซลควรได้เจอเขา”

 

“เอาไว้วันหลังพี่ค่อยมาดูดีกว่า พี่อยากกลับไปหาหนุ่มๆ สักหน่อย”

 

“แต่พวกเรายังอยากสนุกอยู่เลย”

 

“อย่าเพิ่งกลับไม่ได้เหรอครับ?” ใจผมอ่อนยวบยาบเมื่อเห็นสายตาวิงวอนจากเด็กพวกนั้น ทำเอาต้องตบตีกับจิตใจตัวเองว่าจะเอาไงต่อ ตอนนี้ผมอยากเจอกับเจ้าของกระท่อม ขณะเดียวกันก็อยากจะไปเอาเรื่องสองสามีให้รู้ความ แต่เด็กน้อยทั้งหลายก็ดูจะติดผมมาก เขาอยากให้ผมอยู่เล่นกับเขาที่นี่ ติดแค่ผมอยากจะสื่อหาความจริงมากกว่า

 

พลันในตอนที่ผมกำลังชั่งใจอยู่นั้น เสียงผิวปากก็ดังขึ้นมา

 

“อะ! กลับมาแล้ว! เขากลับมาแล้ว!”  

 

“เขาเหรอ?”

 

“เย้ๆ!” ไม่รอให้ผมพูดอะไร เจ้าตัวน้อยทั้งหลายก็กรูออกไปนอกกระท่อม ตรงไปหาคนที่บอกกันว่าเป็นเจ้าของโดยไม่สนใจผมที่ยืนอ้าปากค้างอยู่ วินาทีนั้นหัวใจผมเต้นตุ้บๆ ลุ้นระทึกว่าคนที่ยืนอยู่ข้างนอกจะใช้คนที่ผมคิดไว้ไหม มือที่จับบันทึกไว้ก็จิกลงไปบนหนัง ผมได้ยินเสียงหัวเราะรวมถึงการพูดคุยมาจากด้านนอกนั้น แสดงให้เห็นเลยว่าพวกเขาดีใจกันมากแค่ไหน “กว่าจะกลับมาได้ พวกเรารอตั้งนาน!”

 

“แหมให้เวลาคนแก่อาบน้ำบ้างสิ อาน่ะไม่ได้แข็งแรงเหมือนพวกเรานี่น่า”

 

“แต่อาก็ไม่ได้แก่เหมือนท่านผู้เฒ่าสักหน่อย และวันนี้เราก็มีแขกพิเศษนะ!” เด็กคนนึงส่งเสียงดังให้ผมแอบฟังอยู่หลังประตูไม้ไผ่ ผมไม่รู้ว่าคนคนนั้นกำลังทำสีหน้ายังไง รู้แค่ว่าเขาครางหืมในลำคออย่างแปลกใจ

 

“แขกที่ไหน?”

 

“เทพเจ้าพามา” ลูกสาวของหัวหน้าหมู่บ้านตอบกลับ “เขารออาอยู่ในบ้านนะ เขามาถึงเมื่อวาน”

 

“เทพเจ้าที่ว่าคือคนที่พาอามา?”

 

“ใช่เลยๆ พวกเขาอยู่ในหมู่บ้านแหนะ” ภาพของสองหนุ่มลอยเข้ามาในหัว ทำให้ผมนึกกังวลระคนหึงหวงในตอนแรกว่าเขาพาใครมาซ่อนเอาไว้ กะว่าถ้ารู้ความจริงจะเอาไปต่อว่าแล้วหาข้อพิพากษาให้ได้ แต่พอเจอบันทึกนี้ผมก็เปลี่ยนความคิดไป

 

และทางเดียวที่จะพิสูจน์ความจริงได้...

 

คือการเดินออกไปดูด้วยตาตัวเอง 

 

“อาต้องไปเคลียร์กับเขาหน่อย มาปล่อยอาทิ้งไว้จะต้องโดนสั่งสอนซะบ้าง”

 

“แต่พี่โซลรออาอยู่นะ”

 

“!!!”

 

“พี่โซลๆ ออกมาเร็ว อามาแล้ว!” เด็กๆ ส่งเสียงเรียกผมนั่นทำให้ผมผ่อนลมหายใจออก หัวใจที่เต้นตุ้บๆ เป็นสัญญาณของความตื่นเต้นที่อดไม่ไหว ในหัวของผมเต็มไปด้วยความคิดมากมาย ขณะที่มือก็ค่อยๆ ดันบานประตูให้เปิดออกไป ปล่อยให้แสงสว่างอาบไล้ร่างกายจนแสบผิว

 

ทว่าในตอนนั้นความรุ่มร้อนของดวงอาทิตย์กลายเป็นเรื่องจิ๊บๆ สิ่งเดียวที่ผมให้ความสนใจในตอนนี้คือการไล่สายตาไปมองเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลแดงที่อยู่ท่ามกลางเด็กๆ ต่างหาก ไล่ดูตั้งแต่รองเท้าแตะที่สวมใส่ขึ้นไปถึงชุดลำลองแบบชาวบ้าน จบลงที่ดวงตาสีน้ำตาล

 

เจ้าตัวอ้าปากค้างไม่ต่างจากผมที่ตกใจแทบบ้า

 

“ล้อกันเล่นใช่ไหม...”

 

“…”

 

“นี่มันไม่มีทางเป็นไปได้” เขาพูดเสียงแผ่วหากแต่ระยะห่างที่ลดหายกลับพาให้ผมได้ยินชัด ผมเดินมาหยุดยืนอยู่ต่อหน้าเขา มั่นใจเต็มร้อยว่าแสงสว่างจะทำให้เราเห็นกันและกันชัดเหนือสิ่งอื่นใด และผมก็มั่นใจว่าผมไม่ได้ฝันไป หรือต่อให้ฝันนี่ก็คงเป็นฝันดีที่สุดหลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านไป

 

เหตุการณ์ที่เขาโดนยิงแล้วเครนใหญ่ก็ลากเขาลงทะเลไม่ให้กลับมาพบใครได้

 

แต่ในเวลานี้

 

ณ ตอนนี้

 

วินาทีนี้เขายังคงมีลมหายใจ

 

“ผม...ผมคิดว่าผมกำลังฝันไป”

 

“งั้นเราคงฝันด้วยกัน” ผมตอบเขารอยยิ้มแสนหวานถูกประดับบนใบหน้า ไม่อยากเชื่อเลยว่าในเวลาอันแสนสั้นกลับรั้งน้ำตาผมให้ไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง ถึงอย่างนั้นผมก็ยังพยายามแสดงให้เขาเห็นว่าผมดีใจมากแค่ไหนที่ได้ยืนอยู่ต่อหน้าเขา

 

ได้เอื้อมมือไปสัมผัสแก้มร้อนผ่าวเพื่อยืนยันว่าเขาไม่ได้หายไปไหน

 

เขายังคงมีชีวิตแค่เราเข้าใจผิดเพราะสถานการณ์มันพาไป

 

เขาเองก็เหมือนกัน เขาจับมือผมไว้ ปากสั่นขณะที่เริ่มร้องไห้

 

“ถ้านี่คือความฝันช่วยปลุกผมให้ตื่นได้ไหม ผมกลัวว่าถ้าฝันต่อไปผมอาจจะรับไม่ได้ถ้ารู้ว่ามันเป็นแค่ฝัน”

 

“งั้นเรามาตื่นพร้อมกันไหม”

 

“คุณ...”

 

“ยินดีที่ได้เจอกันอีกครั้งนะ...สตีฟ” จบประโยคนั้นเราสองคนก็โผเข้ากอดกันทั้งน้ำตา มันเป็นยิ่งกว่าความดีใจที่เคล้าไปกับความสุข หนำซ้ำยังผสมด้วยความคิดถึงที่ขับไล่ความทุกข์ ความกังวลและความโศกเศร้าก็ถูกความห่วงหามลายไปสิ้น สตีฟกอดผมแน่น ปล่อยโฮใส่ไหล่บางของผมท่ามกลางเด็กน้อยที่มองหน้ากันอย่างฉงน ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกผมถึงร้องไห้กันขนาดนี้

 

พลันพวกเขาก็เข้ามากอดเราไว้ คงอยากจะปลอบใจอย่างไร้เดียงสา เสียดายที่ช่วงเวลานั้นผมดันสนใจแค่ลูกน้องของผมมากกว่า

 

ไม่สิ ไม่มีอีดีเอสเราก็แค่คนธรรมดา

 

ตอนนี้เราเป็นแค่เพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานานแค่นั้น

 

“ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าจะเจอคุณอีก ผมคิดว่าผมฝันไป”

 

“ผมสิที่ต้องคิด ผมเห็นว่าคุณตกจากเรือไป”

 

“ผมไม่...”

 

“และผมรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณ” เราผละมามองหน้ากันก่อนที่ผมจะเช็ดน้ำตาให้เขา แน่นอนว่าคำพูดของผมทำให้เราต่างก็ย้อนนึกถึงช่วงเวลาที่เลวร้ายนั่น โดยเฉพาะกับสตีฟ เขาหลุบตาหนีบ่งบอกถึงความเศร้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

 

“ผมเสียใจที่ไม่ได้บอกคุณ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมากและผมไม่คิดว่าโอเว่นจะทำแบบนั้น”

 

“ไม่มีใครคิดว่ามันจะเกิดเรื่องแบบนี้หรอกสตีฟ เราต่างก็พลาดที่เชื่อใจคนผิด”

 

“มันทำให้ผมกังวลมาตลอดเลยว่าคุณจะเป็นไงหลังจากตอนนั้น คุณอาจไม่เชื่อ แต่วินาทีที่ผมโดนยิงผมคิดแค่ว่าจะช่วยคุณยังไงดี มีใครบ้างที่จะซัพพอร์ตคุณได้ ผมกลัวว่าคุณจะไม่มีใคร ถึงเจ้าฉลามนั่นจะบอกว่าคุณจะปลอดภัยก็ตาม แต่ผมก็อดกังวลไม่ได้”

 

“ผมรู้ การจากไปของคุณมีผลกับพวกเราทุกคน”

 

“โซล”

 

“โดยเฉพาะกับจอร์แดน”

 

“อะ...”

 

“เขาเสียใจมากเลยตอนรู้ว่าคุณจากเราไป ผมยังจำวันที่เขาร้องไห้ เสียใจจนทำงานไม่ได้ คุณก็รู้ใช่ไหมว่าเขาเป็นเสียงหัวเราะให้กับศูนย์วิจัย พอเขาเศร้า เราทุกคนก็เศร้าไปตามๆ กัน” ผมพยายามฝืนยิ้มต่อให้สิ่งที่พูดอยู่มันจะหดหู่มากก็ตาม “แต่ลองคิดสิว่าเขาจะดีใจแค่ไหนที่เห็นคุณอยู่ตรงนี้ เขาคงจะยิ้มแก้มปริแน่ๆ”

 

“คงงั้น เราอาจจะไปกินเบียร์ เที่ยวบาร์ด้วยกัน”

 

“ผมอยากให้พวกคุณได้ทำแบบนั้น มันมีความหมายมากจริงๆ” ผมฉายความจริงจังบนใบหน้า หวังเพียงเขาจะเชื่อคำพูดผม สตีฟหัวเราะนิดหน่อย เขาบีบมือผมเบาๆ เป็นเชิงตอบรับ ก่อนที่เขาจะดันเด็กๆ ให้เข้าไปเล่นในกระท่อม ส่วนพวกเขาก็ปลีกตัวมาเดินเล่นริมชายหาดเล่าเรื่องวันวานที่เลยผ่านให้กันฟัง

 

ผมเล่าประเด็นหลังจากที่เขาจากไปว่า EDS เจออะไรบ้าง แรกเริ่มสตีฟแทบไม่เชื่อ เขาคิดแค่ว่าโอเว่นจะเป็นคนเดียวที่ทรยศผม ไม่คิดว่าจะมีเอริคที่แฝงตัวไปเป็นหนอกเพื่อเอาคืนให้ มีหลายคนที่เราสูญเสียไป แต่สุดท้ายตัวร้ายก็ตายหมดอย่างที่หวัง ผมเล่าเรื่องจดหมายที่โอเว่นซ่อนไว้ในปืนให้เขาฟัง มันถูกเผาไปพร้อมกับกองเพลิงในวันนั้น วันที่ผมได้ยิงแสกหน้าคนที่ทำชีวิตผมพังยับไม่เป็นท่า

 

จนถึงวันนี้ผมไม่เสียใจเลยที่ทำให้เขาตายก่อนได้รับความเจ็บปวดจากฉลาม เพราะผมถือว่าผมได้ปลดปล่อยตัวเองจากพันธะที่รั้งร่างผมมานาน

 

ตอนนี้ผมเป็นอิสระ

 

ติดอยู่แค่ในบ่วงความรักที่มีต่อสองหนุ่มนั่น และใช่ พอพูดถึงเรื่องนี้ สตีฟก็รีบเล่าในส่วนของตัวเองขึ้นมา

 

“ตอนนั้นผมคิดว่าตัวเองจะตายแล้ว ดายเล่นว่ายเข้ามาหาขนาดนั้น ภาพในหัวผมคือร่างฉีกขาดกลายเป็นวิญญาณไปอยู่กับแม่บนสวรรค์” เขาส่งลูกมะพร้าวที่เฉาะแล้วให้ผมดื่มน้ำในนั้น เราคุยกันมาเป็นเวลานาน น้ำตาเหือดหายเช่นเดียวกับน้ำลายในลำคอ “แต่ผมกลับตื่นขึ้นมาที่นี่ บนเกราะสวรรค์บ้านเกิดของดาย คุณน่าจะได้เห็นหน้าผมตอนนั้น ผมนึกว่าตัวเองเสียเลือดจนเป็นบ้า!”

 

“ผมเข้าใจคุณนะ ตอนผมรู้ผมก็แทบบ้าเหมือนกัน”

 

“ไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาจะปิดเรื่องนี้ไว้ตั้งนาน คุณรู้ไหมว่าผมน่ะคิดทุกวันเลยว่าพวกเขาเกิดจากอะไร กลายพันธุ์หรือว่าเกิดมาเป็นแบบนั้น จนไปถามคนในหมู่บ้านเนี่ยแหละที่เขาบอกถึงความเชื่อโบราณ”

 

“ผมก็ได้ยินมาเหมือนกัน เหมือนว่าบรรพบุรุษของพวกเขาจะวิวัฒนาการกลายร่างเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดอะไรสักอย่าง มันเป็นสิ่งที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้” ผมทำหน้าครุ่นคิด จำไม่ค่อยได้เท่าไหร่ว่าดายพูดไว้ว่าไง ผมมีเรื่องให้คิดค่อนข้างเยอะและเขาก็พูดไว้นานมากแล้วก็เลยหลงลืมไปบ้าง “แต่ไม่ต้องห่วง ตอนนี้ผมควบคุมเขาได้ เราเป็นครอบครัวเดียวกัน”

 

“หมายถึงคุณแต่งงานกับเขา?” ผมยิ้มรับพลางโชว์แหวนแต่งงานที่สวมไว้ “โอ้พระเจ้าผมพลาดเรื่องนี้ไปได้ไง งั้นคุณก็กลายเป็นเจ้าสาวของความตายแบบที่คนในหมู่บ้านเขาเล่ากันน่ะสิ”

 

“คงงั้น” ผมไหวไหล่ เรื่องความเชื่อผมขอไม่เข้าไปยุ่งดีกว่า “จะเป็นเจ้าสาวหรือไม่มันไม่ใช่ประเด็นสำคัญหรอก ยังไงซะพวกเราก็แต่งงานกันแล้ว”

 

“คุณดูมีความสุขดีนะ ผมดีใจที่เห็นคุณเป็นแบบนั้น คุณผ่านเรื่องร้ายมามากก็ควรจะได้พัก”

 

“เพราะงั้นผมถึงให้เขาพามาฮันนีมูนที่นี่ไง”

 

“...”

 

“แต่คงต้องคุยกันหน่อยที่ซ่อนความลับไว้ เย็นนี้คุณว่างไหม ผมว่าจะปิ้งปลาเป็นมื้อเย็น”  

 

“ปิ้งปลาเหรอ?” สตีฟย่นคิ้วนิดหน่อย เขาดูจะไม่ค่อยเข้าใจมุกตลกของผมเท่าไหร่ ซึ่งผมก็ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม ปล่อยเบลอให้เขาไปคิดต่อเอาเองทำเหมือนหนังสักเรื่องที่เปิดประเด็นไว้ แล้วให้คนดูไปจินตนาการเอาเองทีหลัง บวกกับตอนนี้ก็เริ่มบ่ายคล้อยแล้ว ผมมัวแต่คุยกับเขาจนไม่ดูเลยว่าใช้เวลาไปนานแค่ไหน

 

ผมควรจะกลับไปที่หมู่บ้าน ป่านนี้ดายกับดีแลนคงรอผมอยู่ ที่เขาไม่ออกตามหาบางทีอาจจะวุ่นอยู่กับห้องน้ำที่บ้าน ไม่ก็ไว้ใจว่าเด็กๆ จะดูแลผมได้ แน่นอนตอนนี้พวกเขาทุกคนก็ยังอยู่ในกระท่อม เล่นนู้นเล่นนี้ตามประสา

 

ผมดื่มน้ำมะพร้าวเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะวางไว้บนโต๊ะที่ทำจากไม้อะไรสักอย่าง

 

“ผมกลับก่อนดีกว่า แล้วเดี๋ยวว่างๆ ผมจะมาคุยด้วยใหม่”

 

“ให้ผมไปส่งคุณที่หมู่บ้านไหม?”

 

“ไม่เป็นไร ผมอยากเก็บคุณไว้เป็นไพ่ตายฆ่าสามี”

 

“หืม?”

 

“แล้วเจอกัน” ผมโบกมือให้เขา ส่งเสียงเรียกเด็กๆ ให้ออกมาจากในนั้น ก่อนที่เราทั้งหมดจะเดินกลับหมู่บ้าน ขณะที่ในหัวผมเต็มไปด้วยคำถามสารพัดที่จะเค้นคอสามีทั้งสองให้ได้ บอกเลยว่าเรื่องนี้น่ะยาว ถ้าเขายังโกหกทำเป็นไม่รู้เรื่องล่ะก็คงเกิดเรื่องใหญ่

 

ผมเตรียมไฟไว้จุดเผาฉลามกินเลย

 

“เฮ้ที่รัก ค่อยยังชั่ว”

 

หมับ !

 

“ผมนึกว่าคุณโดนลักพาตัวไปแล้ว” ทันทีที่กลับเข้ามาในหมู่บ้าน ดีแลนเป็นคนแรกที่วิ่งเข้ามากอดผม ริมฝีปากร้อนๆ กดจูบลงบนขมับแสดงความห่วงใย เช่นเดียวกับดายที่เดินมาเสริมทัพจากด้านหลัง ดูท่าว่าพวกเขาจะกำลังตามหาตัวผมอยู่เหมือนกัน เดาจากสีหน้าตื่นตระหนกที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงนั่น

 

ทำเอาผมถึงกับพรูลมหายใจ ดันตัวเองออกมาสบตากับเขา

 

“ผมก็แค่ไปเล่นกับเด็กๆ ไม่ได้โดนลักพาตัว”

 

“คุณน่าจะบอกเราหน่อย ผมนึกว่าคุณกลับไปที่บ้านเพราะปวดตัว แต่พอไปดูก็ไม่เจอตัวซะงั้น” คนน้องทำหน้าจริงจังใส่ผม ไม่บ่อยเลยที่เห็นเขาเป็นกังวลขนาดนี้ “ผมแทบเป็นบ้าตาย ไม่เชื่อก็ถามดายสิ”

 

ดายไม่ได้ตอบอะไรเป็นการซัพพอร์ตน้องชาย เขาเพียงแค่มองผม ลูบแก้มเบาๆ ด้วยความอ่อนโยนเท่าที่จะทำได้ เสียดายที่ผมไม่ได้หวั่นไหว หรือยิ้มออกมาให้เขาดีใจ

 

ผมโบกมือลาเด็กๆ บอกให้พวกเขากลับไปหาพ่อแม่ไป

 

“บ๊ายบายพี่โซล!”

 

“บ๊ายบาย” ผมโบกมือตอบเด็กสาวคนสุดท้าย ระบายยิ้มบางเอ็นดูกับความน่ารักที่เจ้าตัววิ่งไปอ้อนแม่ที่รออยู่ การได้มาอยู่กับเด็กๆ เป็นประสบการณ์ที่ผมไม่ค่อยพบเจอเท่าไหร่ และบอกได้เต็มปากว่ามันดีกว่าที่คิดไว้

 

“ดูคุณเข้ากับเด็กๆ ได้ดี”

 

“พวกเขาไม่ยุ่งยากเหมือนผู้ใหญ่” ผมสวนกลับทำเอาดายชะงักไปชั่วขณะ ใจจริงผมก็อยากจะคุยกับพวกเขาที่นี่เลยนะ แต่คิดว่ากลับไปเคลียร์กันที่บ้านน่าจะดีกว่า

 

จะได้ไม่รบกวนคนอื่นด้วย

 

“พวกคุณต้องทำอะไรอีกไหม ถ้าไม่ ก็กลับกันดีกว่า”

 

“คุณไม่อยากสำรวจหมู่บ้านแล้วเหรอ?” ดายถาม ดูแปลกใจที่ผมนึกกลับกะทันหัน ซึ่งผมก็ทำเพียงแค่ไหวไหล่เป็นเชิงว่าความคิดคนเราก็เปลี่ยนกันได้ตลอดเวลา

 

“ผมคิดว่าเราควรกลับ”

 

“...”

 

“และผมก็มีเรื่องอยากคุยกับพวกคุณ” เสียงของผมนิ่งมาก มันเป็นสัญญาณเตือนให้พวกเขานิ่งคิดว่าเกิดอะไรขึ้นตอนผมไม่อยู่ “ระหว่างทางกลับผมจะให้พวกคุณคิดหาคำแก้ตัว”

 

“แก้ตัว?” ร่างสูงเลิกคิ้วใส่ “สำหรับเรื่องอะไรงั้นเหรอ?”

 

“เรื่องอะไรก็ได้ที่พวกคุณยังไม่บอกผม”

 

“หืม?”

 

“ปิดบังอะไรไว้ก็คิดดูดีๆ ก็แล้วกัน” สองหนุ่มเอียงคอสงสัย เขาดูงุนงงระคนไม่เข้าใจ ทว่าผมก็ไม่ได้ชี้แจงแถลงไข กลับกันผมยักไหล่ ทิ้งปริศนาไว้ให้คิดต่อ แม้ว่าคนตัวโตทั้งสองจะจับมือผมเป็นการรั้งไว้ก็ตาม “มีอะไรครับ?”

 

“ผมคิดไปเองไหมว่าคุณกำลังไม่พอใจ” ดีแลนย่นคิ้วถาม “เราทำอะไรผิดเหรอที่รัก เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?”

 

“ก็อย่างที่ผมบอกไง ผมให้เวลาคุณคิดแค่ตอนนี้ถึงบ้านเท่านั้น”

 

“โซล”

 

“และหวังว่าผมจะได้ฟังข้อแก้ตัวดีๆ คิดให้ดีก่อนพูดด้วยล่ะ” รอยยิ้มของผมเปรียบเสมือนดาบที่ข่มขวัญ ก่อนจะเป็นฝ่ายเดินนำไปก่อนโดยไม่สนใจว่าพวกเขาจะทำหน้ายังไง ไม่วายเดินไปบอกหัวหน้าหมู่บ้านว่าเราจะขอกลับกันก่อนเนื่องจากผมไม่ค่อยสบาย ทั้งที่ความจริงผมก็ไม่ได้เป็นอะไร

 

ผมแค่อยากคุยกับคุณสามีทั้งสองเท่านั้น

 

“ไว้มาเยี่ยมเราอีกนะคุณโซล”

 

“แน่นอนครับ” ผมพยักหน้า โค้งให้เล็กน้อยตามมารยาท ทิ้งสายตาชวนสงสัยไว้ให้สองหนุ่มที่เดินอยู่ข้างหลัง ผมไม่ให้พวกเขาเดินมาเสมอกัน เพราะผมกำลังคิดหาวิธีเอาคืนเจ้าสองปลาทูนี่อยู่ บอกตามตรงว่าผมอดโกรธไม่ได้ นี่เป็นเรื่องใหญ่มากเลยนะ พวกเขาควรจะบอกผมสิว่าสตีฟยังอยู่น่ะ จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม มันก็น่าหงุดหงิดทั้งนั้น

 

ไม่สิ ผมสมควรน้อยใจมากกว่า

 

ก็เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ถึงเรื่องของสตีฟมันจะผ่านมานานเกือบปีได้ แต่เขาก็ควรจะบอกผม ไม่ใช่ปล่อยให้ผมมารู้เองแบบนี้

 

ผมน้อยใจเป็นบ้าเลยให้ตายสิ

 

หวังว่าผมจะได้รับคำตอบดีๆ นะ

 

บรรยากาศขากลับแตกต่างจากขาไปลิบลับเลยผมยืนยันได้ ทุกอย่างเงียบสงบ มีเพียงแค่ลมหายใจกับฝีเท้าที่เดินเคล้ากัน ผมได้ยินเสียงดายกับดีแลนคุยกันนิดหน่อย ไม่ถึงกับรู้ว่าคุยอะไรกัน แค่รู้ว่าพวกเขากำลังสนทนาไม่ก็หารือเรื่องอะไรกันสักอย่าง

 

กระทั่งเรามาถึงบ้านนั้นแหละ ผมถึงได้หยุดฝีเท้า

 

“พร้อมสารภาพความผิดหรือยัง?”

 

“พวกเราไม่ได้ซุกกิ๊กไว้ที่นี่นะโซล”  

 

ร้อนตัวเชียวไอ้ปลาทู

 

 

LOADING 100 PER 

เพื่อนที่ถูกซ่อน ปล่อยทิ้งไว้บนเกาะสวรรค์ที่ไม่มีทางออกให้กลับ 

ปริศนาจากภาคที่แล้วจะถูกค้นหา แล้วใครคนนั้นที่รอเวลาจะเผยตัว 

รอยยิ้มจะคืนสู่ใจ มิตรภาพจะคืนสู่ช่วงเวลาที่ขาดหาย 

ขณะเดียวกันปลาทูยักษ์ก็ต้องรอรับผลกรรมที่ทำไว้ 

ปิดบังเรื่องใหญ่ งานนี้คงไม่ตายดี 

สกรีมลงแท็กหวีดความรุนแรงของเรื่องนี้ 

#ฉลามคลั่งรัก 

ความคิดเห็น