บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทลงโทษของคนที่แพร่งพราย

ชื่อตอน : บทลงโทษของคนที่แพร่งพราย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 117

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ส.ค. 2562 19:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทลงโทษของคนที่แพร่งพราย
แบบอักษร

บทลงโทษของคนที่แพร่งพราย 

สภาพเปื้อนดินเปื้อนโคลนของฉันกับพี่สรรค์ ทำให้แม่ทักขึ้นมาทันทีที่เห็นว่า 

“นี่พากันไปมุดดินมุดโคลนที่ไหนกันมาเนี่ย” 

“เอาไว้มาตอบทีหลังได้มั้ยยายชู ฉันขอกลับบ้านอาบน้ำอาบท่าก่อนล่ะ” พี่สรรค์ยกมือไหว้แม่และโบกมือให้ฉันแล้วเดินออกไปขึ้นมอเตอร์ไซด์ขี่ออกจากบ้านไปทันที 

“นกก็ขออาบน้ำก่อนนะคะแม่ เดี๋ยวนกมาเล่าให้ฟังว่าไปเจอดินแดนมหัศจรรย์อะไรมาบ้าง แต่ไม่ต้องจัดข้าวเผื่อนกนะคะ อิ่มพุงจิแตกแย้ววว” 

ฉันไปหอมแก้มแม่ แล้วก็วิ่งขึ้นบันไปไดที่ห้องส่วนตัวของฉัน  อาบน้ำเสร็จฉันก็ลงมาหาแม่ข้างล่างที่กำลังกินข้าวเย็นอยู่กับน้องชายของฉัน 

“แม่คะ วันนี้พี่สรรค์พานกไปเที่ยวบนเขาหลังวัดถ้ำ เดินป่ากันเลยล่ะค่ะ ขึ้นทางวัดถ้ำไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ วกกลับมาทางตะวันตกเฉียงใต้ ไต่กลับตะวันตกเฉียงเหนือ แล้วก็ลัดมาทางทิศเหนือ ออกมาที่ถ้ำพระนอนในวัดเขาถ้ำพระบ้านเรานี่ล่ะ อ้อมภูเขากันเป็นลูก ๆ เลย” 

แม่วางช้อนกินข้าวลงทันทีที่จบประโยคแล้วหันมามองฉันอย่างจริงจังมาก ในขณะที่น้องชายฉันก็หันหน้ามารอฟังอย่างตั้งใจ เรื่องที่ฉันจะเล่าคงสำคัญมากสินะเนี่ย ทั้งสองคนดูจะอยากฟังมาก ฉันจึงเล่าให้ฟังโดยละเอียด  

“นกถ่ายรูปมาเยอะเลยค่ะ  เดี๋ยวเอาให้ดูนะ” 

ฉันพูดโดยไม่ได้สังเกตว่าแม่รวบช้อนและยกแก้วน้ำขึ้นดื่มทั้งที่ข้าวยังเหลืออีกครึ่งจาน น้องชายฉันวางช้อนกินข้าวแล้วเช่นกัน 

ฉันยื่นโทรศัพท์ให้ทั้งสองคนมองเห็นด้วย แล้วเริ่มเข้าไปในแกลลอรี่ ภาพขึ้นมากมายเป็นภาพต้นไม้ ภาพภูเขา เพียงไม่กี่รูปเท่านั้น นอกนั้นเป็นเพียงแสงสว่างบ้าง เป็นดวงไฟบ้างหรือเป็นภาพมืด ๆ ทั้งหมดทั้ง ๆ ที่ฉันถ่ายมาน่าจะเกือบ 50 รูป 

“ก็คงจะถ่ายไม่ติดหรอก” แม่พูดเสียงเครียดและเหมือนคิดอยู่แล้วว่าต้องได้ภาพออกมาแบบนี้ 

“พี่จะขึ้นไปทำไมไม่บอกนิว คนแถวนี้เขาไม่ขึ้นไปบนนั้นกันหรอก” 

“ก็น่าจะใช่นะ พี่สรรค์ก็บอก พระธุดงค์ก็บอกว่าน้อยคนที่จะขึ้นมาและขึ้นมาได้เพียงที่ลานหินนั้นเท่านั้น” 

“พระธุดงค์เองก็ยังไม่ธุดงค์ไปบนนั้นกันเลย บางองค์ขึ้นไปได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องกลับลงมากันหมด ที่นั่นงูชุมมาก ใครเข้าเขตเหยียบเชิงเขาก็ได้เจอกันแล้ว เดี๋ยวต้องด่าไอ้สรรค์” แม่ดูจะโกรธจริง ๆ นะเนี่ย เดินไปที่โต๊ะทำงานแล้วหยิบโทรศัพท์เดินขึ้นชั้นลอย ซึ่งเป็นทั้งห้องรับแขกและที่พักผ่อนส่วนตัว 

“พี่นก ชาวบ้านแถวเชิงเขาวัดถ้ำพระนอนเขาเล่ากันว่า ที่นั่นเป็นเมืองลับแล เป็นเมืองโบราณของคนที่เคยอยู่ที่นี่มาก่อน คนเฒ่าคนแก่สอนกันมาว่าอย่าไปรบกวนเขา มีคนพยายามเข้าไปแล้วโดนงูกัดตายตั้งหลายคน แล้วคนที่ตายก็จะมานอนตายที่ป่าเชิงเขาแถบหลังหมู่บ้านชุมชนเขาถ้ำพระทุกศพ ทั้งที่บางคนขึ้นไปทางอื่นแต่ก็ต้องกลับมานอนตายที่ตรงนี้กันหมด ที่ศพเหมือนมีรอยถูกคาบจากสัตว์ใหญ่เพราะมีรอยเขี้ยวอยู่ข้างลำตัวทั้งสองด้าน และมีแผลถูกงูฉกที่ขาบ้าง ที่เท้าบ้าง เกือบทุกศพ พี่รอดมาได้เนี่ยพระคุ้มครองมากเลยนะ เดี๋ยวพี่สรรค์โดนด่ากระหน่ำแน่ เพราะพี่สรรค์รู้เรื่องนี้ดี เป็นเรื่องที่เล่าขานกันมานาน และไม่เคยมีใครเข้าไปยุ่งบนภูเขาแถบนั้นมานานมาก พระที่วัดถ้ำยังไม่เข้าไปในเขตภูเขานั้นเลย อย่างมากที่สุดก็หลวงพ่อวัดถ้ำที่ไปปฎิบัติธรรม สวดมนต์ เดินจงกรม นั่งสมาธิ อยู่เชิงเขา ส่วนฝั่งบ้านเราหลวงลุงก็จะเข้าไปในถ้ำพระนอนทุกวันพระ ชาวบ้านที่ไปถืออุโบสถก็อยู่กันบนศาลา ไม่ค่อยมีใครขึ้นไปกวนบริเวณถ้ำองค์พระนอนในตอนกลางคืนกันด้วยซ้ำ” 

“ก็ไม่เห็นใครเล่าอะไรให้พี่ฟังนี่ แล้วนี่พี่ก็กลับมาแล้ว ไม่มีร่องรอยบาดแผลอะไร หรือว่าพี่เป็นวิญญาณวะนิว แกจับตัวพี่สิ” 

น้องชายฉันตีที่แขนแรง ๆ ที่หนึ่งแล้วพูดว่า  

“ทำเป็นเล่นไปหมดพี่นก พี่ก็รู้ว่าอำเภอเรา จังหวัดเราเป็นเมืองเก่า มีประวัติศาสตร์มีร่องรอยหลักฐานเป็นชิ้นเป็นอัน เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปพิพิทธภัณฑ์ข้างอำเภอกับนิว เผื่อจะได้รู้อะไรมากขึ้น และรู้ว่าตำนานเมืองลับแลมีส่วนเกี่ยวข้องยังไงกับความเป็นมาของเมืองนี้” 

ที่พิพิทธภัณฑ์ของอำเภอ มีขนาดไม่ใหญ่นักแต่ได้รับการดูแลที่ดี แสงไฟสลัว ๆ กับรูปปั้นและสิ่งของที่ถูกค้นพบแสดงอยู่ในตู้กระจก สร้างความรู้สึกขลังปน ๆ กับดูน่ากลัว เทวรูปหินทรายที่มีเพียงครึ่งองค์และแขนด้านขวาขาด , พระพุทธรูปปางนาคปรกองค์ใหญ่ที่เขียนเอาไว้ว่าเป็นศิลปะแบบอมราวดีที่มีสภาพเกือบสมบูรณ์ , เครื่องมือหินขัด, แจกัน ภาชนะดินเผา แจกันดินเผา, ลูกปัดชนิดต่าง ๆ, เหรียญกษาปณ์ เหรียญโรมัน, ปฎิมากรรมรูประสงฆ์อุ้มบาตร 3 รูป, เหรียญเงินที่มีคำจารึกว่า “ศฺรีทฺวารวตี ศฺวรปุณฺยะ” ,เศียรพระพุทธรูปทองคำ  

“ทั้งหมดเนี่ยเป็นเครื่องยืนยันว่าเมืองนี้เป็นเมืองเก่า จึงมีตำนานคู่บ้านคู่เมืองเยอะทั้งในส่วนตำนานของชาวพุทธ ชาวมอญ พี่สรรค์น่ะมันรู้เรื่องพวกนี้เยอะจะตาย มันไม่เล่าให้ฟังบ้างหรือไงเนี่ย พี่ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่และการไปสถานที่บนเขานั้นเป็นเรื่องที่คนเมืองนี้เขาระวังกันอยู่แล้ว 

“นอกจากงูแล้วเขาระวังอะไรกันเหรอนิว” 

“มีคนที่เก็บของป่าขึ้นไปบางคนก็เสียสติเป็นคนบ้านั่งสวดมนต์ทำปากขมุบขมิบอยู่แถววัดตั้งหลายคนพี่ก็เคยเอาข้าวไปให้นี่ บางคนก็เสียสติเอะอะโวยวายว่าพญานาคจะมาคาบใครเข้าใกล้ก็อาละวาด นอกนั้นส่วนใหญ่จะถูกงูฉกตาย คนที่ไม่ค่อยเข้าไปบนภูเขานั้นไม่ว่าจะทางด้านทิศไหนก็ตามส่วนใหญ่จะกลัวงูกัน เพราะงูชุมมาก ทางด้านวัดเขาถ้ำพระสุดถนนบ้านเราถือเป็นพื้นที่ของภูเขาส่วนนี้ที่คนขึ้นไปได้มากที่สุด อีกที่ก็ที่วัดเขาสลักพระที่ขึ้นไปกราบพระพุทธบาททางโน้นโน่นเลย วัดนั้นจะขึ้นไปได้สูงกว่าวัดทางบ้านเราแต่พื้นที่แคบกว่า ส่วนวัดทางฝั่งที่พี่ไป ตลอดแนวจนสุดเขตแดนจังหวัดเราอ้อมไปอีกด้านของอีกจังหวัดนั้น ไม่มีใครขึ้นได้เลย ไม่ใช่แค่เจองูธรรมดาเท่านั้น แต่เป็นงูเห่า งูจงอางเจ้าที่ ตัวใหญ่ ๆ มาให้เห็นบ่อยไป วัดถ้ำที่พี่จอดรถอยู่นั่นน่ะ ก็ไม่มีใครขึ้นไปได้ ถ้าขึ้นได้ไอ้บ้าพี่สรรค์มันจัดฐานกิจกรรมโลดโผนให้เด็ก ๆ มันแล้ว นี่มันยังงจัดห่าง ๆ เลย วันหลังพี่อย่าเที่ยวตามมันไปมั่ว ๆ อีกล่ะ” 

“ก็แม่กับนิวนั่นล่ะที่บอกให้พี่สรรค์พาพี่เที่ยว พี่สรรค์เคยขึ้นไปแล้วและไม่ได้เจออันตรายอะไร พี่สรรค์ระวังจะตาย กว่าจะขึ้นไปได้ จุดธูป สวดมนต์ สวดคาถา ไปเกือบตลอดทาง” 

ฉันเดินตามน้องไป เจ้าหน้าที่ที่ดูแลพิพิทธภัณฑ์ปล่อยให้เราเดินคุยกันไป ไม่ได้เข้ามารบกวน เมื่อออกไปนอกพิพิทธภัณฑ์ มีการจัดแสดงลักษณะบ้านเรือนที่พบร่องรอยในพื้นที่เอาไว้ ฉันถลาเข้าไปดูใกล้ ๆ เพราะมีบ้านที่เหมือนกับที่ฉันขึ้นไปเจอบนภูเขานั้นเลย  กำลังคิดว่าจะขึ้นไปดูบนบ้านแต่มีป้ายปักไว้ที่บ้านหลังนั้นว่า “ลักษณะบ้านของชาวไทยโซ่งหรือชาวไทยทรงดำ  ห้ามเข้าไปในพื้นที่" 

น้องพาฉันไปที่วัดเขาสลักพระ ซึ่งเป็นอีกด้านหนึ่งที่จะขึ้นไปยังจุดที่สูงของภูเขาทางฝั่งตะวันออก ฉันเห็นบรรไดแล้วจึงบอกน้องว่า  

“พี่ไม่ขึ้นดีกว่านิว ชันและยาวขนาดนั้น ตะคริวกินแน่เลย” ฉันมีโรคประจำตัวคือตะคริวที่น่อง ถ้าต้องเดินเยอะ ๆ นาน ๆ และเสียเหงื่อมาก ๆ จะมีสัญญาณเตือนที่นิ้วเท้ามาก่อนที่จะเริ่มเกร็งชิดกันเป็นคู่ ๆ อาการพอทนได้ สักพักจะเริ่มจับที่น่องและบีบเกร็งเป็นลูกแข็งปวดทรมานมาก 

“แล้วเมื่อวานเดินซะขนาดนั้นไม่เป็นเลยหรือไง” 

“เออ..เนอะ อาจเป็นเพราะไม่เสียเหงื่อมากมั้ง และเดิน ๆ พัก ๆ ไม่ได้เดินบุกตลุยอะไรนี่นา และภูเขาทางด้านนั้นสูงก็จริงนะนิวแต่สภาพพื้นที่บนเขาเป็นลูกคลื่นสลับลอนค่อย ๆ ชันขึ้นไปก็เลยไม่ค่อยรู้สึก และเวลาที่มองลงมาก็ไม่ได้น่ากลัวเพราะส่วนที่มันลาดต้นไม้ก็ปกคลุมจนมองไม่เห็นความชันของเขา แล้วก็ไม่ได้มองไปไกลจากภูเขาด้วย เพราะธรรมชาติบนนั้นสวยจนไม่อยากจะมองไปที่อื่นแล้ว” 

“จะเย็นแล้วเดี๋ยวนิวพาไปหาอะไรกินร้านครัวริมคลองกัน ร้านเพื่อนพี่สรรค์มันนั่นล่ะ ชื่อพี่จอน เป็นตำรวจเหมือนกัน แต่ญาติฝั่งเมียเปิดร้านอาหารนี้มานานแล้ว อร่อยด้วย คนมากินยิ่งเย็นยิ่งเยอะ เรามาเร็วพี่จะได้คุยกับย่าเขา เขาก็เคยขึ้นไปบนเขาเหมือนพี่นั่นล่ะแต่คนที่ขึ้นน่าจะเป็นปู่พี่จอน เรื่องเล่าของคนที่ขึ้นไปไม่เหมือนกันสักคน” 

ที่ร้านอาหารเป็นร้านขายส้มตำ ไก่ย่าง ที่นิยมจะเป็นอาหารจากปลาเช่นปลาแรดนึ่งมะนาว ปลาแรดทอดกระเทียมพริกไทย เพราะทางร้านใช้ของสด พอเข้าร้านทุกคนก็ทักทายน้องชายฉันเสียงดังมาตั้งแต่ก้นครัวเลย บ่งบอกให้รู้ว่าสนิทชิดเชื้อกันมานาน 

“ว๊ายยยคุณนายนิว วันนี้เสด็จมาถึงนี่ได้ ว่างเหรอคร้า” คนพูดเนี่ยเป็นผู้หญิงนะ ฉันได้รับคำแนะนำว่าเป็นเมียจ่าจอน แต่ยังดูเป็นสาวน้อยอยู่เลย และคำพูดคำจา จริตจะก้าน ราวกับเป็นแพศเดียวกับน้องชายฉันเลย 

“พาคุณนายลูกนกเขามาหาอะไรกินกัน ไปเที่ยววัดเขาสลักพระเธอไม่ยอมขึ้น แต่เมื่อวานไปขึ้นเขาทางด้านวัดถ้ำกับคุณนายสรรค์มา” 

“ฮ๊า...” คือเสียง “ฮ๊า” นี่มาจากทุกมุมของร้าน แล้วก็เดินมารวมพลกันตรงฉันและน้อง 

“มานี่ ๆ คุณนาย มานั่งตรงนี้ เล่าให้ฟังหน่อย” กลุ่มคนในร้านต่างพากันมะรุมมะตุ้มฉันกับน้องไปนั่งโต๊ะด้านใน ใกล้ริมคลอง ที่ตอนนี้มีแขกนั่งกันด้านหน้าร้านไม่กี่โต๊ะ  

“แก ไปตามพี่จอนมา” เมียพี่จอนหันไปสั่งพนักงานในร้าน 

“ไปเรียกแม่กับย่ามาด้วย” อันนี้เป็นคำสั่งจากป้าที่ได้รับคำแนะนำว่าเป็นแม่ครัวฝีมือดีของร้าน หันไปสั่งเด็กสาวอีกคนหนึ่ง 

“นี่มากับครบทั้งร้าน ใครจะทำอาหารให้ฉันกินเนี่ย” น้องชายฉันแหวขึ้น 

“งั้นคุณนายบอกมา จะเอาอะไรฉันจะได้รีบไปทำ แต่อย่าเพิ่งเล่าอะไรกันนะ ไอ้จอนมึงชวนนังนิวคุยเรื่องผู้ชายทุ่งแฝกไปก่อนป่ะ” แม่ครัวกลัวตกข่าว รับใบสั่งอาหารที่น้องชายฉันเขียนแล้วรีบเข้าครัว 

สักครู่ก็มีคนค่อยประคองคุณยายที่แก่มากมานั่งร่วมโต๊ะกับเรา 

“นังพวกนี้ไปตามข้า บอกว่าเอ็งสองคนเข้าไปเมืองลับแลมาเหรอ” คุณย่านั่งปุ๊บก็ถามปั๊บ แม้จะดูแก่มากแล้ว แต่น้ำเสียงของคุณย่ายังฟังได้ชัดเจนอยู่ เพียงแต่ถ้าจะฟังอะไรให้รู้เรื่องต้องใช้เสียงที่ดังกว่าปกติแกจึงจะได้ยินชัด 

“อย่าเพิ่งเล่า รอฉันก่อน  นังก้อย เดี๋ยวแกยกปลาแรดในซึ้งตามมานะ ข้าไปหานังนิวก่อน” ป้าแม่ครัวดูออกอาการอยากฟังมากกว่าคนอื่น ฉันมารู้ทีหลังว่าสามีแกเป็นลาวโซ่งซึ่งมีความเชื่อเรื่องผี เล่าให้แกฟังว่าบรรพบุรุษของแกอยู่ในเมืองลับแล ผีปู่ผีย่าบอกเล่าให้ฟังตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อย 

“พี่จอน รู้จักพี่นกพี่สาวนิวแล้วเนอะ ไม่ต้องแนะนำนะ พี่นกนี่นังแพนเมียพี่จอน ได้ผัวตั้งแต่ยังไม่จบ ม.6” 

“ต้องแนะนำขนาดมั้นมั้ยวะนังนิว”  

สองคนนี้ท่าทางจะต่อปากต่อคำกันได้ทั้งคืน พี่จอนเดินไปเปิดเบียร์มารินใส่แก้วให้ตัวเอง 

“ที่ไอ้สรรค์หายไปทั้งวันเมื่อวานไปกับลูกนกเหรอเนี่ย โทรศัพท์ไปเหมือนปิดเครื่องทั้งวันนึกว่ามันไหลตายไปแล้ว” 

ป้าแม่ครัววิ่งมาร่วมวง ตบมือไปที่โต๊ะ แล้วพูดเสียงดังฟังชัดว่า 

“เล่าได้” 

“ไม่ได้ ให้ฉันกับพี่กินเสร็จก่อน” น้องชายฉันเล่นหูเล่นตาใส่ป้าแม่ครัว 

“ไปเมืองลับแลได้ ต้องไม่ใช่นังคนนี้แน่นอน” คุณย่าพูดแล้วมองไปที่น้องชายฉัน 

“นังนิวมันไม่กล้าเฉียดเชิงเขาด้านอื่นหรอกแม่ นอกจากขึ้นไปตามบันไดวัดเขาถ้ำพระและวัดวัดสลักพระ” พี่จอนหันไปพูดกับแม่ 

“คงเป็นพี่สาว ชื่อลูกนก ลูกนกนี่แม่พี่ ปีนี้ 92 แล้ว แต่ความจำยังดีสงสัยแกกินปลาเยอะ” พี่จอนแนะนำฉันและเล่นมุขนิดหน่อยแหย่แม่ตัวเอง 

“อีหนูไม่ใช่คนเมืองนี้นี่” คุณย่าหันมาพุูดกับฉัน มันสร้างความรู้สึกดี ๆ ให้ฉันขึ้นมาหน่อยว่าที่นี่ยังมีคนไม่รู้จักฉัน แสดงว่ากิตติศัพท์ชื่อเสียงของฉันยังไม่ได้ถูกนินทามาถึงที่นี่ 

“ค่ะคุณย่า นกเพิ่งมาอยู่ไม่นาน นกไปโตที่กรุงเทพฯ ทำงานที่กรุงเทพฯ เพิ่งกลับมาอยู่บ้านค่ะ” 

“พูดจานุ่มนวลเรียบร้อยผิดเหล่าผิดกอ” น้องชายฉันสำลักน้ำต้มยำจนน้ำตาไหล  

“นังหนูเล่าสิ” ป้าแม่ครัวดูตื่นเต้นกว่าทุกคน 

“ก็ไม่ได้มีอะไรมากนี่คะ นกแค่ตามพี่สรรค์ไป พี่สรรค์อยากพาขึ้นไปดูธรรมชาติบนนั้น” ฉันพูดไปโดยมองไปที่คุณย่า ซึ่งเป็นผู้อาวุโสสูงสุดที่อุตส่าห์มาฟังเรื่องราวการผจญภัยของฉัน 

“เอ็งพูดว่าอะไรนะนังหนู เห็นแต่ปากมุบมิบ” เสียงฉันคงเบาไป น้องชายฉันจึงเป็นผู้เล่าเรื่อง เพราะปกติก็เป็นคนพูดจาเสียงดังอยู่แล้ว 

“เมื่อวานพี่นกกับพี่สรรค์มันเข้าไปเมืองลับแลกัน มันขึ้นไปทางวัดเขาถ้ำ........บลา..บลา.” เรื่องราวทั้งหมดน้องชายฉันเล่าได้สนุกน่าตื่นเต้น จนฉันยังตั้งใจฟังด้วยเลย ไม่ต้องคอยเสริมเพิ่มตรงไหน มีแต่ต้องคอยสกิดว่า 

“ไม่ได้ถึงขนาดนั้นนิว เอาแต่พองาม” 

คุณย่ายกมือพนมท่วมหัวแล้วพูดว่า “สาธุ” แล้วดึงมือฉันไปลูบไปคลำ  

“มาถึงซะทีนะเจ้านาง” ทุกคนฮือฮากันทั้งวง จ่าจอนพุูดขึ้นมาว่า 

“แม่พี่ยังไม่หลงนะ จำชื่อเด็กในร้านนี่ได้เกือบหมด แต่เรื่องเดียวที่มักพูดบ่นคนเดียว หรือตอนไหว้พระก็คือ เรื่องเมืองลับแลนี่ล่ะ แกฝังใจที่พ่อพี่ตายหลังจากลงเขามาได้ 3 วัน” 

“นกขอโทษนะคะพี่จอน คุณพ่อพี่จอนไม่ได้ถูกงูกัดเหรอคะ นกได้ยินแต่ว่าคนที่ขึ้นไปส่วนมากถ้าไม่เสียสติก็ถูกงูกัด” 

พี่จอนยังไม่ทันตอบ แล้วฉันก็ไม่ได้ใช้น้ำเสียงที่ดังขึ้น แต่คราวนี้คุณย่ากลับได้ยินแล้วตอบว่า 

“ทิดมั่นมันเป็นไข้ป่าตาย มันตายเพราะดันไปเห็นสิ่งที่มันไม่ควรเห็น ตอนนั้นไอ้จอนยังเล็ก ๆ กินนมข้าอยู่เลย ทิดมั่นตั้งใจจะไปธุดงค์ที่นั่นตอนบวชเป็นพระ แต่ไปได้แค่ลานธรรม” คุณย่าหยุดพูด ฉันคิดว่าลานธรรมน่าจะเป็นลานหินที่ฉันพบพระธุดงค์ 

“มันลงมาก็ป่วยเป็นไข้ ขาหักต้องดามไว้ รักษายังไงก็ไม่หาย มันไม่ได้บ้าแต่มันเพ้อถึงงูใหญ่ ดวงตาสีแดงเลื้อยออกมาจากถ้ำแล้วกลายเป็นคนต่อหน้าต่อตามัน บอกว่ามันไม่ควรขึ้นมาเลย บนนี้ไม่ใช่ที่ที่มันควรขึ้นมาอีก งูใหญ่ที่กลายเป็นคนพูดกับมันว่ามันเคยเป็นบริวารเก่า มันจึงแคล้วคลาดจากงูขึ้นไปถึงตรงนั้นได้ แต่ไปต่อไม่ได้ ให้กลับลงไปซะ ห้ามหันหลังขึ้นมามองให้เดินลงไปทางเดิมเท่านั้น” 

คุณย่าหยุดเล่า สายตาเหม่อลอย เหมือนจะมีน้ำตาคลอขึ้นมา พี่จอนเข้ามาโอบไหล่แม่แล้วพูดว่า 

“เอ๊าแม่ พาเศร้าไปเลย พ่อตายไปจนเกิดใหม่แล้ว” พี่จอนโยกตัวแม่ 

“ก่อนตายมันบอกแม่ว่าพวกเขาอยู่รอเจ้านาง ทิดมั่นมันมีความผิดที่ละทิ้งเจ้านาง เขาไม่ให้มันเข้าเมือง มันไม่เชื่อฟังคำของผู้ชายคนนั้น หันกลับไปมอง” คุณย่าพูดเท่านั้นก็เอาผ้าซับน้ำตา 

“แล้วปู่ก็เห็นหัวพญานาคสีทองพุ่งเข้าใส่หน้าจนหงายหลังกลิ้งลงเขามา” ป้าแม่ครัวเล่าต่อให้ 

“ย่าแกเล่ามาหลายรอบแล้วพี่ลูกนก ตั้งแต่สาวจนแก่” น้องแพนแฟนพี่จอนพูดต่อให้ 

“พ่อแขนหัก ขาหัก มีแผลหลายที่ ก็คงอักเสบแล้วเป็นไข้สูงเอาไปที่สุขศาลาในตอนนั้นรักษาอยู่ได้ 2-3 วัน พ่อก็ตาย แม่คงทำใจไม่ได้นั่นล่ะ ต้องลำบากเลี้ยงพี่คนเดียว แม่จึงย้ายบ้านจากแถวหมู่บ้านวัดถ้ำมาช่วยยายทวด ปู่ทวดทำนาที่นี่” พี่จอนสรุปเรื่องให้ แต่คุณย่ายังพูดต่อ 

“ทิดมั่นบอกว่า วันหนึ่งที่เจ้านางกลับมา ย่าจะรู้เอง ฝากย่าบอกเจ้านางด้วยว่ามันขออโหสิกรรมต่อเจ้านาง มันจะเกิดเป็นบ่าวตามชดใช้เจ้านางทุกภพทุกชาติ”  

แม้คุณย่าจะไม่ร้องไห้ แต่เสียงสั่นจนรู้ว่าคงกระทบกระเทือนใจ ฉันไม่อยากจะทำให้คุณย่าต้องระลึกเรื่องราวไม่ดีอีก จึงไม่เอ่ยถามคำถามที่อยากรู้ แต่น้องนิวปากเร็วกว่าความคิดฉัน 

“แล้วปู่มั่นรู้เรื่องต่อได้ยังไงว่าตัวเองเป็นใคร แล้วขออโหสิกรรมเจ้านางทำไม เจ้านางน่าจะแก่กว่าปู่เป็นพัน ๆ ปี ไม่น่าจะทันได้เจอกันนะ” 

“ตอนที่อยู่สุขศาลา ทิดมั่นมันข่มความเจ็บปวดด้วยการสวดมนต์และทำสมาธิ มันเห็นภาพในสมาธิว่าเมืองกำลังจะล่ม มันเป็นข้ารับใช้ใกล้ชิดเจ้านาง แต่วันนั้นมันทิ้งเจ้านางเพื่อหนีเอาตัวรอด” เสียงคุณย่าดูเรียบขึ้น หันมาจับแขนฉันไปลูบแล้วมองหน้าฉัน 

“ข้าได้บอกเจ้านางให้แล้วนะทิดมั่นเอ๊ย  เอ็งจะได้ตายตาหลับ ไม่ต้องเวียนมาเตือนข้าบ่อย ๆ” 

เอ๊า....คุณย่า จับแจนฉัน ลูบตัวฉัน มองหน้าฉัน แต่ไม่ได้พูดกับฉันซะงั้น 

“พี่ขอโทษนะลูกนก เรื่องจริงเท็จแค่ไหนเราก็ไม่รู้กันหรอก มันเป็นตำนานเมืองเล่าสืบต่อกันมา ก็ไม่เห็นมีใครเจอเป็นจริงเป็นจัง แต่แม่พี่ก็ไม่เคยทำอย่างนี้ พูดอย่างนี้กับใครนะลูกนก พี่ขอโทษแทนแม่พี่อีกทีนะ คนแก่น่ะ ลูกนกถือว่าได้ช่วยให้แกสบายใจแล้วกันนะ” 

“โอ๊ยพี่จอน พูดซะเป็นเรื่องใหญ่โต นกไม่ได้คิดอะไรหรอกค่ะ” แต่รู้สึกว่าช่วงนี้การทำให้คนเข้าใจอะไรผิดๆ เกี่ยวกับตัวเองได้ช่วยคนอื่นให้สบายใจบ่อยจัง 

“ฉันว่าเมืองลับแลน่ะมีอยู่จริง ๆ นา มีคนพบคนเห็นกันมาบ้าง เล่าสู่กันมาตั้งหลายคน ส่วนใหญ่เขาจะมาหาเรามาร่วมทำบุญตามวัดต่าง ๆ รอบ ๆ เขานั่น แต่คนของเรามีที่ขึ้นไปได้ก็ไปได้ไม่ไกลนัก บางทีก็จะมีคนออกมาเตือนว่า บนนั้นไม่มีของป่าอะไรให้หาหรอก อย่าเสี่ยงขึ้นไปเลย แล้วบอกทางให้ไปหาทางอื่น ซึ่งก็จะได้หน่อไม้ ได้หวาย ได้ของป่าดี ๆ ตามที่เขาบอกจริง ๆ แต่บางคนเขาก็ไล่ให้ไปเลย พวกที่ได้เจอคนเนี่ยเขาว่ามีบุญนะเป็นพวกไหว้พระทำบุญถือศีล แม้จะหาของล่าสัตว์แต่ก็เพื่อยังชีพ บางคนที่ไม่มีบุญกุศลอะไรเลย เจองูกัดตายก่อนตีนจะเหยียบเชิงเขาด้วยซ้ำ” 

ป้าแม่ครัวเล่า ทุกคนถามถึงเรื่องราว ธรรมชาติ ผู้คน สิ่งที่เห็น สมบัติที่เจอ ฉันไม่ต้องตอบคำถามเลย น้องนิวจัดการให้เสร็จสรรพ เสมือนได้ขึ้นไปเห็นด้วยตาตัวเอง 

เราสองคนกลับถึงบ้านก็เย็นแล้ว เข้าบ้านก็เจอพี่สรรค์นั่งกินเบียร์อยู่กับแม่ที่ชั้นลอย พี่สรรค์ยังใส่เครื่องแบบตำรวจอยู่เลย แสดงว่าแม่เรียกให้เข้ามาก่อนที่เขาจะกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้าน เพราะปกติถ้าออกเวรแล้วพี่สรรค์นึกครึ้มใจอยากดื่มเบียร์หรือกินเหล้า เขาจะกลับเข้าบ้านเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน แต่หากแค่แวะเข้ามากินข้าวหรือพักเหนื่อยถึงจะมาในเครื่องแบบ 

“วันหลังห้ามไปตรงนั้นกันอีกนะ ไอ้สรรค์นำน้องไม่เข้าเรื่อง ไม่ตายกันมาก็ดีเท่าไรแล้ว” เสียงแม่เครียดไม่เหมือนเมื่อวานตอนฟังฉันเล่าเลย 

“ไม่ไปไม่ได้แล้วสิคะแม่ นกรับปากคุณลุงว่าจะขึ้นไปถืออุโบสถศีลวันพระที่จะถึงนี้” 

“เห็นมัยล่ะไอ้สรรค์ ทำไมไม่ห้ามน้องวะมึงเนี่ย จะแก้ไขกันยังไงล่ะทีนี้” แม่ตบโต๊ะซะดังเชียว 

“ผมจะพูดแล้ว ไม่ทันลูกนกมัน แล้วพี่ก็ไปกับลูกนกไม่ได้ด้วย เพราะวันศุกร์หน้าพี่เข้าเวร และทางภูธรจังหวัดจะเข้ามาประชุมที่นี่พี่ลาไม่ได้จริง ๆ” พี่สรรค์หน้าเศร้า เสียงเครียด 

“วันนี้เย็นแล้ว พรุ่งนี้เอ็งเข้าเวรกี่โมง” แม่หันไปถามพี่สรรค์ 

“พรุ่งนี้เข้าเย็น”  

“งั้นมาหาข้าแต่เช้า จะพาไปหาหลวงตาที่วัดพญาเย็น” วัดพญาเย็นคือวัดที่ฉันบวช และหลวงตาก็คือเจ้าอาวาส 

“ไป๊กลับไปอาบน้ำอาบท่า พรุ่งนี้ค่อแก้ไขกัน” แม่หันไปบอกพี่สรรค์อย่างอารมณ์เสีย แต่ฉันรู้ว่าแม่กังวลมาก เมื่อพี่สรรค์ไปแล้ว ฉันจึงถามแม่ว่า 

“แม่เชื่อเรื่องเมืองลับแลนี้เหรอะคะ” 

“ก็มีใครในเมืองนี้เขาไม่เชื่อกันบ้างล่ะ เพียงแต่ไม่ได้มีหลักฐานอะไร แต่ไม่ใช่ไม่มีใครเจอ ไม่มีใครที่รู้เห็นละเอียด” กับฉันแม่จะใช้น้ำเสียงเบาลงและไม่ค่อยจะใช้วาจาไม่ดีเหมือนเวลาโมโหหรือโกรธน้องนิวกับพี่สรรค์ 

“แม่เชื่อเรื่องที่นกกับพี่สรรค์เจอด้วยใช่มั้ยคะ” แม่พยักหน้า 

“แล้วแม่กลัว แม่กังวลอะไร เพราะนกขึ้นไปเจอแต่สิ่งดี ๆ กลับมาอย่างปลอดภัย บางทีนกอาจจะได้ครูบาอาจารย์ทางธรรมดี ๆ อีกท่านก็ได้นะคะแม่” ฉันเข้าไปกอดแขนแม่เอาพิงกับไหล่ของแม่ 

“แม่ไม่รู้หรอกลูกว่ากลัวอะไร แต่ใจคอมันสั่นไปหมด ที่กังวลคือไม่อยากให้ลูกนกไปแต่ไม่รู้จะหาทางออกยังไง ตกปากรับคำกันขนาดนี้ไม่ไปคงไม่ได้ แต่แม่ไม่อยากให้หนูไปเลย” 

“แม่เคยฝันหรือเคยมีสังหรณ์อะไรกับเรื่องที่นกเล่ามั้ยคะ” ฉันถามแม่โดยที่ยังอิงซบแม่อยู่เหมือนเดิม 

“แม่ลูบหัวแล้วบอกว่า เคยฝันว่าใต้ดินบ้านเราเป็นที่เก็บสมบัติของเมือง ให้อยู่ให้ดีจะมีกินมีใช้ไม่อด แต่อย่าทำอะไรที่ผิดศีลไม่เช่นนั้นทุกอย่างจะวิบัติทั้งหมด” ไม่ต้องเงยหน้าก็รู้ว่าแม่ต้องทำหน้าเครียดขนาดไหน เพราะเสียงแม่เหมือนหวาดกลัว ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมแม่ใจคอไม่ดี ก็เพราะธุรกิจที่เราทำที่บ้านหลังนี้ล้วนผิดศีลทั้งนั้น 

“ถ้านกบอกแม่ว่าความฝันก็คือความฝัน แม่ไม่ได้อยากทำธุรกิจแบบนี้ซะหน่อยนี่คะ แม่ถูกโชคชะตาบีบให้ต้องมาทำมาหากินแบบนี้ กรรมอยู่ที่เจตนาด้วยไม่ใช่เหรอคะแม่” 

“ใช่ลูก” เสียงแม่เศร้ามาก “แม่ถูกชะตากรรมบีบให้มาทางนี้ แต่แม่อาจจะฝืนชะตากรรมไม่ให้ต้องถลำลึกขนาดนี้ก็ได้ แต่แม่ก็ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไป หากกรรมนี้จะมาเกิดกับลูกแม่ แม่คงขาดใจตาย” แม่เศร้าจัง แต่น้องนิวก็สามารถทำลายบรรยากาศแห่งความเศร้านี้ได้ 

“รำคาญสองคนแม่ลูกนี่มากเลย เจ้าแม่วงการดราม่าทั้งคู่ ไปขี่มอร์เตอร์ไซด์ร่อนในตลาดดีกว่า” ว่าแล้วเธอก็ออกไปคว้ามอเตอร์ไซด์ขี่สวย ๆ หน้าเริ่ดๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของเธอไป 

น้องนิวเป็นคนช่างพูด เพื่อนฝูงคนรู้จักเยอะไปทั้งเมือง ช่วงค่ำของวันนั้นคนตั้งแต่บ้านกำนันฝั่งตรงข้าม คนในซอยบ้าน และผู้คนในแถบตลาด ก็โทรศัพท์มาถามแม่ฉัน เข้ามาถามแม่ฉันในบ้าน บางคนพยายามจะเข้ามาคุยกับฉัน แต่ฉันเป็นคนที่เข้าถึงยากอยู่แล้วใคร ๆ แถวนี้ต่างก็พูดกันว่า 

“ลูกสาวเจ๊ชูเขาหยิ่งเหมือนพ่อเขา” 

ช่วงหัวค่ำสมาชิกแกงค์กะเทยก็เข้ามารุมสัมภาษณ์ฉันเกรียวกราว ไม่น่าเชื่อเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงที่น้องฉันขี่มอเตอร์ไซด์ออกจากบ้านไป เรื่องราวทั้งหมดรู้กันไปเกือบทั้งตลาด และใส่สีใส่ไข่ให้ดูน่าสนุกสนานตื่นเต้นขึ้นเยอะ แต่ละคนที่เข้ามาถามจะได้ต้นเรื่องที่รับมาไม่เหมือนกัน ตอนนี้กลายเป็นว่าฉันกับพี่สรรค์คือพญานาคกลับชาติมาเกิดแล้ว 

ก่อนสวดมนต์ฉันโทรศัพท์หาพี่สรรค์ พี่สรรค์ก็เจอสถานการณ์เดียวกัน ต้องให้สัมภาษณ์เกือบทั้งโรงพักไม่เว้นแม้แต่บรรดาเมียตำรวจ เราสองคนตกลงกันว่าไม่ต้องสนใจ ฉันก็สวดมนต์เข้านอนปกติ พี่สรรค์ก็งดออกมาสังสรรค์นอกบ้านเหมือนเคย และปิดโทรศัพท์มือถือ พรุ่งนี้เช้าค่อยเจอกัน 

แต่แล้วฉันกับพี่สรรค์ก็ต้องเจอกันก่อนเวลานัด แม่กับฉันต้องตกใจตื่นตั้งแต่ยังไม่ตีสาม ทั้งบ้านวุ่นวายไปหมด แม้กระทั่งลูกจ้างที่อยู่ในบ้านก็ต้องตื่นด้วยเสียงกรีดร้องของน้องนิวลั่นสนั่นบ้าน  ฉันกับแม่วิ่งไปที่ห้องน้องเกือบจะทันทีที่ได้ยินเสียง สภาพที่เห็นคือน้องนิวดิ้นเลื้อยไปมาบนที่นอนจนผ้าปูหลุดลุ่ย ดวงตาเบิกโพลงแทบจะถลนออกมานอกเบ้า ลิ้นยื่นออกจากปากที่บิดเบี้ยว แต่เสียงกรีดร้องออกมาจากลำคอก้องบ้านมือเปะป่ะป่ายไปทั่ว ตัวก็เลื้อยลงจากเตียงมาที่พื้น  แม่ตกใจมากวิ่งเข้าไปกอดน้องให้หยุด ให้สงบแต่เอาไม่อยู่ แม่ต้องให้ไปเปิดประตูตรงบันไดทางลงชั้นลอยเพื่อให้ลูกจ้างที่อยู่ในบ้านขึ้นมาช่วยยึดตัวน้อง แล้วสั่งให้ลูกน้องคนสนิทของแม่ที่คุมโต๊ะสนุ๊กเกอร์ในเขตอำเภอนี้ไปเตรียมรถเพื่อเอาน้องไปโรงพยาบาล ฉันยืนตัวสั่นทำอะไรไม่ถูก ก่อนที่ทุกคนจะมัดน้องฉันด้วยผ้าที่วิ่งวุ่นหากันทั้งบ้าน และพยายามเอาผ้ายัดปากเข้าไปด้วยเพราะกลัวจะกัดลิ้นตัวเอง ฉันก็เหมือนรู้สึกขึ้นได้ว่าต้องทำอย่างไร   ฉันมองหน้าแม่แล้วพูดว่า 

“แม่กอดน้องไว้นะ หญิง เดือน ตุ่น ช่วยกันกอดนิวไว้” ฉันบอกกับลูกจ้างที่อยู่ในห้อง ทุกคนทำตามอย่างหวาดกลัวแต่ไม่กล้าขัดคำสั่ง ยกเว้นแต่แม่ที่กอดไปเอาหัวน้องซุกกับอกแม่ไว้ คอยเรียกชื่อน้องตลอดเวลา ฉันหันไปบอกแม่ว่า “แม่อยู่ตรงนี้กันก่อนนะคะ นกขอขึ้นไปห้องพระสักครู่นะแม่” แม่พยักหน้าน้ำตาคลอ ฉันลุกจากพื้นในห้องน้องเดินออกไปที่ห้องพระ 

เข้าห้องพระมา พระประธานองค์ใหญ่บนหิ้งพระขนาดใหญ่ของบ้านเราคือพระปางนาคปรกสีดำ เนื่องจากฉัน น้องนิว และน้องนาว ที่เป็นลูกของพ่อกับแม่เลี้ยง เกิดวันเสาร์ด้วยกันทั้งสามคน แม่จึงใช้พระปางนาคปรกเป็นประธาน ฉันนั่งลงหน้าหิ้งพระ จุดธูป เทียน สวดอาราธนาพระรัตนตรัย ตั้งนโมสามจบ แล้วเปลี่ยนเป็นนั่งขัดตะมาตเพื่อเข้าสมาธิ ค่อย ๆ ผ่อนกำหนดลมหายใจ ดูลมหายใจเข้าออกท่ามกลางเสียงกรี๊ดของน้องที่ดังเข้ามาต่อเนื่อง ใช้เวลาสักพักจิตฉันจึงนิ่งขึ้นมาได้ เมื่อรวบรวมสมาธิได้แน่วแน่ ฉันจึงอธิษฐานขอต่อพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ให้ความเคารพบูชา โปรดช่วยเหลือหรือบอกให้ลูกรู้ว่าจะช่วยน้องของลูกได้อย่างไร พลันก็มีเสียงในหัวดังขึ้นมาว่า 

“น้องของเจ้านางพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ จึงต้องรับโทษ” 

“ข้าพเจ้าคือผู้ปฎิบัติดี ปฎิบัติชอบในเพศฆราวาส เคารพพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง มีพระธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวและชี้นำ ขอบุญบารมีที่ข้าพเจ้าทำมาปกปักรักษาช่วยเหลือน้องข้าพเจ้าในครั้งนี้ด้วย” ฉันค่อย ๆ กลับมาตามดูลมหายใจ ดูการยุบการพองของท้องตัวเอง ก่อนออกจากสมาธิฉันแผ่เมตตาและสวดบทขออโหสิกรรม เมื่อออกจากสมาธิเหมือนฉันจะไม่ได้ยินเสียงร้องของน้องนิวอีก มีแต่เสียงแม่ที่เรียกชื่อ 

“นิว ลูก ตื่น ๆ หนูเป็นอะไร ตื่นซิลูก” เสียงแม่ฉันดูตระหนกตกใจ ฉันรู้ด้วยจิตของตัวเองว่าน้องไม่เป็นอะไรมากแล้ว บางสิ่งบางอย่างปล่อยน้องแล้ว ฉันให้คนในห้องช่วยจัดเตียงน้องให้เป็นระเรียบร้อยแล้วอุ้มน้องขึ้นไปนอน แม่ตามขึ้นไปนั่งกอดน้อง คนอื่น ๆ เก็บข้าวของในห้องที่แตกหักออกไปแล้วจัดของให้เรียบร้อย 

พี่สรรค์เข้ามาในห้องพอดี น้ำเสียงและท่าทางตกใจถามแม่ว่าจะเอานิวไปโรงพยาบาลมั้ย แต่ฉันตอบไปว่า 

“พี่สรรค์มาที่นี่ เวลานี้ ก็เพราะรู้ว่าเราต้องทำอย่างไรหรือเปล่าคะ” เราสองคนมองหน้ากันและรู้ว่าเราพูดเรื่องเดียวกัน เข้าใจกัน มีแต่แม่ที่ส่งเสียงดังขึ้นมาว่า  

“ไอ้สรรค์มาได้ยังไงเนี่ย มาช่วยกันดูน้องหน่อยเร็วเข้า จะทำอะไรกันก็รีบทำ” 

“ยายชูออกมา เทศแกไปเอารถแวนออกมารอที่ประตูหลัง ยายชูแต่งตัวไปหาหลวงตาที่วัดพญาเย็นกัน” 

พี่สรรค์หันไปสั่งเทศ ลูกน้องคนสนิทของแม่ แล้วพูดว่า 

“คนที่นี่ทุกคนถ้าไม่อยากเป็นแบบนิว ก็อย่าพูดเรื่องที่ฉันกับลูกนกขึ้นเขา เจออะไรบนเขา รวมทั้งเรื่องคืนนี้ด้วย ถ้าไม่เชื่อไม่ฟังกัน ก็ดูนิวเป็นตัวอย่าง” แล้วพี่สรรค์ก็อุ้มน้องนิวที่ตัวใหญ่เกือบจะใกล้ ๆ พี่สรรค์ขึ้นมา พี่สรรค์ดูมีพละกำลังมากมายที่อุ้มนิวคนเดียวได้และเดินอย่างคล่องตัว ออกจากห้องลงบันไดไปขึ้นรถที่จอดรอด้านหลัง เอานิววางที่เบาะซึ่งปรับเป็นนอนราบลงไป แล้วให้ฉันขึ้นไปนั่งเบาะ ข้าง ๆ น้อง คอยจับตัวและเรียกชื่อน้อง 

“ยายชูไปขึ้นข้างหน้า ฉันจะเอารถตามไปเอง” 

เราไปถึงที่วัด เป็นเวลาที่พระสงฆ์และแม่ชีกำลังทำวัตรเช้ากันอยู่ รถจอดห่างจากศาลาปฎิบัติธรรมเพื่อไม่ให้แสงไฟจากรถสาดเข้าไปรบกวนหันหัวรถไปทางกุฎิของหลวงตา เพราะคิดว่าหลวงตาอยู่ในศาลา แต่กลายเป็นว่าหลวงตาเดินออกมาจากความมืด แล้วบอกให้ขับรถเข้าไปที่กุฎิของท่านเลยท่านออกมายืนรอรับ  

เป็นเรื่องที่พระและแม่ชีทั้งวัดต้องสงสัยกันอยู่แล้วที่หลวงตาไม่ลงมาทำวัตรเช้าด้วย ร้อยวันพันปีแทบไม่เคยปรากฎ วันนี้ต้องมีเหตุสำคัญ แล้วยังมีแขกสำคัญยกโขยงมาพบท่านในเวลานี้ 

หลวงตาเอาสายสิญจ์ที่ทำเป็นห่วงวางบนกลางหัวของน้องนิว ที่พี่สรรค์พยุงให้นั่ง แล้วสวดมต์ โดยมีแม่ที่ยังนั่งตัวสั่นเคร่งเครียด จนฉันต้องกอดแม่ไว้แล้วคอยปลอบว่าน้องไม่เป็นไรแล้ว น้องนิวดูสงบลงแต่ยังไม่ลืมตา ฟ้าเริ่มสว่าง พระเตรียมออกบิณฑบาตร แม่ชีต่างแยกย้ายไปปฎิบัติหน้าที่ของตัวเอง ไม่มีใครซุบซิบซักถาม ทุกอย่างเป็นไปตามปกติเหมือนที่เป็นมา 

“โยมบุญชู เจ้านิวและลูกนก ต้องอยู่ปฎิบัติธรรมที่นี่ตั้งแต่ตอนนี้ ไปเตรียมของให้พร้อม” หลวงพ่อพูดอย่างอ่อนโยน 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น