บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ทางเข้าออกของดินแดนลี้ลับกับการต้อนรับคนที่รอคอย

ชื่อตอน : ทางเข้าออกของดินแดนลี้ลับกับการต้อนรับคนที่รอคอย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 109

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ต.ค. 2562 18:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ทางเข้าออกของดินแดนลี้ลับกับการต้อนรับคนที่รอคอย
แบบอักษร

ทางเข้าออกของดินแดนลี้ลับกับการต้อนรับคนที่รอคอย 

เบื้องหน้าฉันเป็นลานกว้างมีสถูปหินก่อสร้างด้วยศิลาแลง มีวิหารขนาดใหญ่ เสมาที่ทำจากหินทรายมีลวดลายคล้ายนางอัปสรยกขาฟ้อนรำบิดเกลียวผมมาด้านข้าง ภายในวิหารมีเทวรูปพระวิษณุ 2 องค์พระหัตถ์ขวาและซ้ายด้านหน้าทรงถือวัตถุบางอย่างแนบติดกับบั้นพระองค์ มีลักษณะเหมือนชายผ้าห้อยโค้งรูปตัวยูด้านหน้าพระวรกาย มีพระพุทธรูปปางนาคปรกก่อสร้างด้วยหินศิลาแลงองค์ใหญ่มาก  ที่นี่คงมีความหลากหลายทางศาสนา เพราะมีทั้งสัญลักษณ์ที่เป็นพุทธและพราหม์  ชายหญิงที่อยู่ในวิหาร เดินมาหาฉันกับพี่สรรค์ พร้อมกับพวงมาลัยดอกพุดล้วน ร้อยอุบะด้วยดอกจำปาสีเหลืองสด ทำสัญญาณให้ฉันกับพี่สรรค์เข้าไปสักการะ 

              เราสองคนยังไม่หายตื่นตาตื่นใจ ก็ถูกพามายังศาลายกพื้นสูง พื้นกระดานทำจากต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ผ่านการเช็ดถูมานานจนขึ้นเงา เสาแต่ละต้นทำจากต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ยกมาทั้งลำต้นจึงมีทั้งตาไม้ร่องรอยที่เคยแตกออกไปเป็นกิ่งขนาดใหญ่ ไม่ได้ขัดเกลาให้กลมกลึงแต่ขึ้นเงาอาจจะด้วยการเช็ดถูทำความสะอาด หลังคาเป็นกระเบื้องดินเผาไม่ได้เคลือบเงา ชาวบ้านอยู่กันบนศาลาและด้านล่างศาลาหลายคน กลุ่มที่อยู่ข้างล่างศาลาไม่ได้นุ่งผ้าทบไปมาหลายชั้นที่ด้านหน้าเหมือนผู้หญิงที่ไปต้อนรับฉันที่ประตูทางเข้าหมู่บ้านและชายผ้าแถบเพียงแต่พาดไปที่ไหล่ด้านซ้ายเท่านั้น บางคนมีทับทรวงขนาดไม่ใหญ่มีทั้งที่ทำด้วยเงิน ทองและนาค บางคนสวมเพียงสร้อยคอที่ทำจากลูกปัดมีทั้งสวมใส่เส้นเดียวและบางคนก็สวมใส่หลายพวงหลายชนิด มีทั้งเด็ก หนุ่มสาวและผู้เฒ่าผู้แก่ บนศาลาส่วนใหญ่จะแต่งกายคล้ายกับผู้ที่ทำหน้าที่ต้อนรับฉันที่ซึ่งตอนนี้เดินนำเราทั้งสามคนไปยังกลางศาลาที่มีตั่งไม้สำหรับนั่งอยู่สามตัว ตัวกลางที่หันหน้าเข้าหาชาวหมู่บ้านนั้นเป็นตั่งไม้ยกพื้นสูงพอสมควรสูงกว่าตั่งอีกสองตัวอย่างเห็นได้ชัด คนที่อยู่กับพื้นศาลาต้องเงยหน้าขึ้นมองหรือพูดจาด้วย ตั่งนี้มีขนาดใหญ่กว่าอีกสองตั่งที่วางขนาบข้างค่อนข้างมากพอที่จะเหยียดตัวนอนได้ มีหมอนขวานที่ทำด้วยผ้าสีและลายแปลกตาวางอยู่ ขอบตั่งสูงประมาณ 20 เซนติเมตร แกะสลักเป็นลวดลายโดยรอบคล้ายจะเป็นสายน้ำ ภูเขา ทะเล และพญานาค ฉันเพิ่มสังเกตเห็นว่ามีตั้งไม้ขนาดเล็กวางอยู่หน้าตั่งนี้สำหรับเหยียบก้าวขึ้นไปนั่งบนตั่งนั้นและใช้วางเท้าที่ห้อยลงมาได้อย่างพอดี ส่วนตั่งที่อยู่ขนาบข้างทั้งสองด้านนั้นมีขนาดเท่ากันสูงครึ่งหนึ่งของตั่งตัวกลางหากนั่งลงไปก็คงวางขาในแนวตั้งฉากได้ไม่สบายนัก น่าที่จะต้องนั่งในท่าพับเพียบจึงจะเหมาะกว่า และมีหมอนขวานวางอยู่ที่ตั่งทั้งสองตัวเช่นกัน ตั่งทั้งสองด้านนี้หันหน้าเข้าหากัน  สักครู่เริ่มมีผู้หญิงสาวสวยที่มวยผมไว้กลางศรีษะ ปล่อยชายลงมาที่ด้านข้างของใบหน้าทั้งสองด้าน นำถาดที่วางขันโตกมาตั้งที่ด้านหน้าของตั่งทั้งสามตัวในระดับที่สามารถนั่งกินอาหารในโตกนั้นได้อย่างสบาย แน่นอนว่าขันโตกเบื้องหน้าของฉันนั้นต้องมีโต๊ะไม้ขนาดสูงเพื่อวางให้ได้ในระดับที่ฉันสามารถกินได้ถนัด ขอบของโต๊ะที่ยกมานั้นมีลวดลายคลื่นสามเส้นสีฟ้าวนไปรอบๆ โต๊ะกลมสีขาวนั้น 

              เหมือนเราทั้งสามคนรู้โดยอัตโนมัติว่าที่นั่งของใครอยู่ตรงไหน ฉันเดินไปนั่งที่ตั่งยาวตรงกลางนั้นโดยไม่ต้องมีใครบอก เสียงลี้ลับในใจฉันบอกมาว่าตรงนั้นคือที่ของฉัน พี่สรรค์ไปนั่งทางขวา ส่วนคุณลุงไปนั่งทางซ้าย บนศาลามีเพียงเรา 3 คนที่แต่งกายต่างจากคนอื่น ฉันใส่กางเกงยีนส์สีน้ำเงินเสื้อยืดแขนสั้นคอปกสีขาว และเช่นกันภาพลี้ลับในใจของฉันกลับเห็นตัวเองมวยผมสูงไว้กลางกระหม่อมมีเกี้ยวหรือห่วงกลมทำจากทองคำสวมรัดไว้ มีกรอบพักตร์สีทองอร่ามขับวงหน้าให้มีรัศมีเปล่งปลั่งไปด้วย สวมเสื้อรัดรูปแขนกระบอกยาวถึงขอบเอวสีชมพูดอกบัวหลางเช่นเดียวกับสไปที่ห่มแต่ลักษณะผ้าเหมือนใยบัว สวย ไม่ดูบอบบางขาดง่าย มีทับทรวงทำด้วยทองคำแผ่นใหญ่สลักลวดลายรูปพญานาค ต่างหูเป็นห่วงกลมทำด้วยทองคำ ต้นแขนรัดด้วยทองคำ ข้อมือสวมสร้อยลูกปัดหลากหลายชนิดหลายเส้น นุ่งผ้าซิ่นลายลิจิตพสตร์ ต่ำกว่าเอวเล็กน้อยประดับด้วยผ้ามีรอยจีบคลุมห้อยปล่อยชายลงมาทั้งสองชาย ปิดทับหัวเข็มขัดที่เป็นลายประจำยามมีพวงอุบะห้อยเป็นแนว สวมรองเท้ากีบทำด้วยหนังสีแดง น่าแปลกภาพที่ฉันเห็นตัวเองนั้นบอบบาง อรชร ไม่หนาบึกบึนเช่นตัวจริง พี่สรรค์ที่ใส่กางเกงขาสั้นคลุมหัวเข่าลายทหารเสื้อคอกลมสีเขียว  คุณลุงที่นุ่งกางเกงขาบานกับเสื้อม่อฮ่อมสีน้ำเงินกับกลายเป็นว่าทั้งพี่สรรค์และคุณลุงรวบผมขึ้นเป็นมวยกลางกระหม่อมเช่นกันแล้วรัดด้วยแผ่นทองคำ นุ่งโจงกระเบนด้วยผ้าหนาสีเขียวเข้ม มีลวดลายเส้นทองประดับ คล้องผ้าใยบัวเช่นเดียวกับฉันเป็นตัวรูปตัวยูปลายห้อยพาดบ่าไปทั้งสองข้าง สวมสร้อยลูกปัดหลายเส้น ใส่รองเท้ากีบทำด้วยหนังสีดำ  

              มีผู้หญิงสาวและที่เป็นวัยกลางคนแต่งกายคล้าย ๆ คนอื่นเพียงแต่ผมเกล้ามวยขึ้นไว้เท่านั้น ใส่สร้อยคอที่เป็นลูกปัดเช่นกัน ฉันตื่นสะดุ้งจากภวังค์เมื่อได้ยินเสียงจากพื้น และเห็นผู้หญิงสาวคลานเอาอ่างบรรจุน้ำและผ้าหนานุ่มผืนเล็กมาส่งให้เราทั้งสามคนล้างมือ  

"ล้างพระหัตถ์หน่อยนะเพคะเจ้านาง" ฉันทำตามโดยไม่ขัดข้อง ไม่ติดใจในคำพูด และความรู้สึกลี้ลับในใจนั้นทำให้ฉันรู้สึกว่า ตัวฉันคือเทวีหรือเจ้านางที่พวกเขาทุกคนต้องให้ความเคารพอย่างสูงสุด เสร็จแล้วหญิงสาวผู้นั้นก็หันหลังส่งอ่างบรรจุน้ำให้กับหญิงที่หมอบกายด้านข้างอีกนางหนึ่ง  เมื่อส่งกลับคืนไปก็รินน้ำจากเหยือกคอสูงทำจากดินเผาไม่เคลือบเงา มีเพียงลวดลายเป็นเส้นคลื่นสามเส้นที่ตรงส่วนโค้งกลมบรรจุน้ำ  แก้วที่รินน้ำให้พวกเรามีขนาดไม่ใหญ่นักแต่เป็นลวดลายคลื่นสามเส้นเช่นเดียวกัน ฉันยกขึ้นมาดื่มแล้ว แล้วก็พลั้งปากพูดไปว่า 

              “ชื่นใจจังค่ะ แต่ไม่ชื่นใจเท่าน้ำจากพุหางนาค” 

              บรรยากาศบนศาลาเป็น dead air ขึ้นมาฉับพลัน พี่สรรค์รีบพูดขึ้นมาว่า 

              “ผมขอโทษด้วยครับ ผมห้ามน้องไม่ทัน” 

              “ไม่เป็นไรครับ มันเป็นชะตากรรมที่ต้องเกิดขึ้น” คุณลุงพูดขึ้นมาด้วยเสียงขรึม ๆ ฉันรับรู้ได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ แค่กินน้ำจากพุหางนาคตรงนั้นมีความผิดขนาดกำหนดชะตากรรมเลยหรือเนี่ย ฉันจึงถามไปว่า 

              “นกทำอะไรผิดหรือเปล่าคะ ถ้าผิดนกขอโทษด้วย นกไม่ทราบมาก่อน และคิดว่าการเดินป่าโดยปกติเมื่อเราเจอแหล่งน้ำก็สามารถใช้ประโยชน์ได้” 

              คุณลุงรีบกล่าวขึ้นมาว่า 

              “เจ้านางคงเหนื่อยจากการเดินทาง ลองกินอาหารพื้นเมืองของเราดูหน่อย ส่วนใหญ่แล้วจะทำจากข้าวสาลี ข้าวเจ้า ถั่ว งา ผักต่าง ๆ เราไม่ได้กินเนื้อสัตว์กัน ไม่ทราบเจ้านางจะชอบหรือเปล่า” 

              ฉันมองไปที่โตกเบื้องหน้า แล้วยิ้มตอบคุณลุงไปว่า  

              “เราเพิ่งกินข้าวเหนียวหมูไปที่ตั่งหินตอนพบพระธุดงค์เองค่ะคุณลุง แต่ก็ทานได้อีกนกชอบกินผักกูดราดกะทิกับน้ำพริกที่สุดเลยค่ะ” 

              “แต่น้ำพริกที่นี่เป็นน้ำพริกป่านะครับ ตำพริกแห้งกับกระเทียมเผา  เกลือ และมะนาวเท่านั้น  เจ้านางลองชิมดูสักหน่อยก่อนว่าถูกปากมั้ย” 

              ฉันทำตามอย่างว่าง่าย การกินต้องใช้มือเปิบ ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับฉัน แม้จะไม่คุ้นลิ้นนัก แต่ก็เข้ากันได้ดี 

              “อร่อยค่ะคุณลุง นกทานได้ ผักกูดยอดอ่อนและหวานพอดีเลยค่ะ” 

              “เจ้านางลองแป้งทอดสูตรของหมู่บ้านดูสิครับ หมักกับพริกแกงก่อนทอด รสชาดคล้ายทอดมันที่ทางเมืองเจ้านางกินกัน แล้วซดน้ำต้มจืดฟักตาม” 

              ฉันกินตามที่คุณลุงบอก จนข้าวที่ไม่ขาวเหมือนที่เคยกินและแข็งกว่าหมดไป มีผู้หญิงคลานเข้ามายกถาดขันโตกของเราทั้งสามคนที่กินอิ่มและล้างมือซับน้ำกับผ้าข้าง ๆ ตั่งจนแห้งสนิท แล้วนำขันโตกในถาดใหม่ใหม่เข้ามาที่มีทั้งของหวานที่ฉันไม่รู้จัก แต่หน้าตาเหมือนเต้าส่วน กับผลไม้หลายชนิด ฉันกินไปอย่างละชิ้นก็กินต่อไม่ไหว 

              ทุกคนมองมาที่ฉันกัน บ้างก็ยกมือขึ้นไหว้ แต่ไม่ได้ไหว้แบบไหว้พระ พวกเขาไหว้โดยยกนิ้งโป้งขึ้นจรดหน้าผากเงยหน้าขึ้น ฉันหันมองไปรอบศาลาที่มีสถูป พระปรางค์ พระระเบียง รูปปั้น ที่สร้างจากหินก้อนใหญ่ ๆ หินทรายและดินเหนียว มองเห็นได้ัไม่ห่างจากตรงนี้มากนัก 

              “ที่นี่นับถือศาสนาอะไรคะคุณลุง นกเห็นสัญลักษณ์ของหลายศาสนาเลย” 

              “เมืองของเรามีความหลากหลายทั้งศาสนา,ศิลปวัฒนธรรม และผู้คน ครับเจ้านาง ผู้คนที่มาจากหลากหลายเชื้อชาติข้ามน้ำข้ามทะเลกันมาค้าขาย เผยแพร่ศาสนาของตนแล้วไม่ได้กลับไป” 

              คงเหมือนคนในเมืองในตลาดของอำเภอนั่นล่ะ คนจีนมากกว่าคนไทยซะอีกมั้งและคนไทยก็มากกว่าคนมอญ,คนลาวโซ่งที่เคยอยู่ตำบลนี้มาก่อนเข้าไปอีก 

              “เดี๋ยวจะค่ำซะ หากเจ้านางหายเหนื่อยผมจะเดินไปส่งตรงปากทางวัดเขาถ้ำพระ” คุณลุงพูดต่ออีกว่า 

              “ใครอยากจะเข้ามากราบเจ้านางก็กราบกันซะหนา ข้าจะพาเจ้านางกลับแล้ว” 

              ฉันรีบพูดขึ้นมาว่า 

              “ไม่ต้องกราบนกกันนะคะ นกขอบคุณทุกคนมาก ๆ สำหรับการต้อนรับและอาหาร” ฉันยกมือไหว้ทุกคนไปรอบ ๆ การกระทำของฉันสร้างความปั่นป่วนทั้งศาลาและลานดินหน้าศาลา แทบจะทุกคนก้มกราบลงไปกับพื้น ฉันยืนตัวตรง ทั้งงง ทั้งตกใจ ได้แต่ยิ้มแหย ๆ ให้คุณลุง 

              ตลอดเวลาที่เข้ามาที่นี่พี่สรรค์ดูจะถูกกลืนหายไปกับบรยากาศ ฉันลืมสนใจพี่สรรค์ไปเลย จนกระทั่งลงมาจากศาลาจึงหันไปถามว่า 

              “อาหารอร่อยมั้ยคะพี่” 

              “อร่อยมาก เราตามคุณลุงกลับกันเถอะ” พี่สรรค์พูดเรียบ ๆ ไม่รู้ว่าคิดอะไร 

              เมื่อเดินพ้นช่องประตูของต้นพญานาคราชอีกด้านหนึ่ง ทางก็เริ่มลาดลงและแยกเป็นสองเส้นทาง คุณลุงพูดขึ้นมาว่า  

              “เจ้านางเดินตามมาทางนี้ก่อนนะครับ เป็นที่ที่พ่อหนุ่มเขาตั้งใจพาเจ้านางมาดู” 

              ฉันกับพี่สรรค์เดินตามคุณลุงไป ยิ่งเดินไปข้างหน้าขึ้นเรื่อย ๆ ทางเริ่มลาดชันลงไปจนบางครั้งพี่สรรค์ต้องยืนให้ฉันเกาะแล้วค่อย ๆ ไต่ลงไป เสียงเหมือนสายน้ำไหลแรงขึ้นเริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ แล้วฉันก็ต้องตกใจอ้าปากค้างเป็นครั้งที่สอง เบื้องหน้าฉันเป็นธารน้ำตกขนาดใหญ่ ไหลเป็นชั้นลงไปตามแนวหินแล้วทิ้งตัวลงเป็นสายน้ำตกจากหน้าผาหินที่อยู่ด้านข้างของผาหินที่ฉันใช้ยิงปืน หน้าผาหินนั้นหันหน้าออกไปทางถนนใหญ่ห่างเข้ามาประมาณ 4-5 กิโล และผาน้ำตกอยู่ในซอกเขาด้านซ้ายของผาหินนี่ ไม่ได้ห่างจากหน้าผานั้นซักเท่าใดนัก น้ำตกที่ไหลจากยอดภูเขาสูงลงมาตามชั้นเขาแล้วไหลไปตามแนวป่าข้างล่างสามารถมองเห็นได้จากถนนใหญ่ด้วยซ้ำ ทำไมไม่เคยมีใครพูดถึงมาก่อน แม้แต่ฉันที่ยิงปืนอยู่ด้านล่างของหน้าผาไม่ได้ห่างจากน้ำตกนี้ซักเท่าไร ทำไมไม่เคยเห็นไม่เคยได้ยินเสียง เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ไม่น่าเป็นไปได้  

              ฉันหันกลับมาจะพูดกับพี่สรรค์ แต่พี่สรรค์ชิงพูดก่อนว่า 

              “ก็เพราะมหัศจรรย์อย่างนี้ไง พี่ถึงชวนลูกนกขึ้นมา ไม่กล้าชวนคนอื่น” 

              คุณลุงหันไปมองหน้าพี่สรรค์แล้วพูดว่า 

              “ทำถูกและคิดถูกแล้วล่ะพ่อหนุ่ม ถ้าเป็นคนอื่นก็จะมาไม่ถึงแม้แต่ลานหิน และเมื่อลงไปจากเขานี้แล้ว อย่างไรก็จะมองกลับมาไม่เห็น เจ้านางและพ่อหนุ่มเก็บความสงสัยนี้ไว้ก่อนคราวหน้าลุงจะเล่าเรื่องเมืองนี้ให้ฟัง รวมทั้งเรื่องของเจ้านางศศิพิณทุเทวีให้ฟังอย่างละเอียด เจ้านางและพ่อหนุ่มมีเวลาพอจะมาถืออุโบสถศีลที่นี่ในวันพระหน้ามั้ยล่ะ” 

              “มีค่ะคุณลุง” ฉันตอบฉับพลันทันทีโดยไม่ได้มองหน้าพี่สรรค์ แต่สัมผัสได้ถึงอาการผงะค้างคำพูดของพี่สรรค์ 

              “นกถ่ายรูปก่อนนะคะ” ฉันถ่ายรูปน้ำตกหลายมุม เซลฟี่อีกหลายรูป แต่พี่สรรค์ไม่สนใจเล่นกับฉันเลย ส่วนคุณลุงก็ได้แต่ยืนเฉย 

              “ไปกันเถอะครับ ได้เวลาแล้ว” 

              ฉันกับพี่สรรค์เดินย้อนทางเดิมตามคุณลุงไป ขากลับนี่ต้องปีนขึ้น คุณลุงดูเดินสบายมากกว่าใครเลย ขึ้นมาถึงจุดที่เป็นทางสามแยกนั้น คุณลุงก็พาไปตามทางด้านซ้าย  เดินไปไม่นานก็เจอลำธารพญานาคที่ตรงช่วงนี้ลำน้ำไม่กว้างนัก 

        “ลำธารพญานาคสายใหญ่ แยกเป็นสองทางตรงก่อนเข้าหมู่บ้าน สายหนึ่งลัดเลาะชั้นหินใต้ภูเขาออกมาเป็นลำธารไหลลงผาน้ำตก อีกสายหนึ่งลัดเลาะออกมาขนานกับชายเขตหมู่บ้านด้านทิศตะวันออกอ้อมมาจุดนี้ แล้วจะไหลไปเรื่อย ๆ จนหายเข้าไปในถ้ำวัดเขาถ้ำพระ เซาะแนวหินแล้วไหลไปยังวัดที่เจ้านางบวช” 

              “พี่สรรค์เล่าเรื่องที่นกบวชให้คุณลุงฟังเหรอคะ เล่าละเอียดหรือเปล่าเนี่ย” ฉันหันไปทำเสียงดุ หน้าดุใส่พี่สรรค์ พี่สรรค์ส่ายหน้า ทำตางง ๆ 

              เดินตามกันมาอีกไม่ถึง 15 นาทีก็มาถึงโพรงถ้ำทางทิศเหนือ วันนี้เราเดินกันอ้อมภูเขาค่อนลูกเลยนะเนี่ย คุณลุงก็หยุดแล้วบอกว่า  

              “เดินเข้าไปในโพลงถ้ำนี้ จะไปออกที่ปลายพระบาทของพระพุทธรูปนอนในวัดเขาถ้ำพระ ถึงตรงนั้นท่านทั้งสองก็จะจำได้แล้วว่าต้องไปยังไงต่อ ลุงลาตรงนี้นะ” 

              เราสองคนพนมมือไหว้ลาคุณลุง ฉันไม่ลืมที่จะย้ำว่า 

              “วันพระที่จะถึงนกจะมาถืออุโบสถที่โบสถ์ในหมู่บ้านนะคะคุณลุง” 

              คุณลุงพยักหน้า มาถึงตรงนี้ฉันก็กลับมาเป็นฝ่ายเดินตามพี่สรรค์ต้อย ๆ เหมือนเดิม ทางในถ้ำไม่มืดเท่าไรนัก แต่ก็ชื้นให้ความรู้สึกน่ากลัวอยู่เหมือนกัน ใช้เวลาเดินไม่ถึง 10 นาที่ก็เห็นพระบาทขององค์พระนอนเหลืองอร่ามอยู่เบื้องหน้า เราเดินตามกันออกมา แล้วมานั่งตรงกลางโถงถ้ำ เพื่อกราบองค์พระนอนพระคู่บ้านคู่เมืองที่นี่ที่ประดิษฐานในถ้ำนี้ องค์พระนอนยาวตั้งแต่ปากถ้ำไปสุดตรงโพรงที่เราเข้ามา เป็นพระนอนองค์ยาวมากๆองค์หนึ่งของประเทศเลยเชียวล่ะ อยู่ดี ๆ ฉันก็รู้สึกอยากสวดมนต์ขึ้นมาจับใจ ฉันบอกพี่สรรค์ให้ไปรอที่ลานลั่นทมหน้าถ้ำก่อน แต่พี่สรรค์ไม่ยอมไป และบอกว่า 

              “ฉันทิ้งเธอไว้คนเดียว เดี๋ยวตัวอะไรมางาบไป ยายชูก็เอาฉันตายสิ เธอจะสวดอะไรก็สวดไปอย่าให้มันนานนักนะ” 

              พี่สรรค์เริ่มคืนร่างเดิมละ ส่วนฉันก็นั่งท่าเทพธิดาก้มกราบพระ แล้วเริ่มสวดมนต์ตั้งแต่บทบูชาพระรัตนตรัยเรื่อยไปจนถึงบทแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์, แผ่ส่วนกุศล เสร็จแล้วก้มลงกราบ 3 ครั้ง หันหลังกลับไปด้วยอาการสงบ แต่ผู้ชายร่างใหญ่ไหล่บึกบึนที่นั่งข้างหลังฉัน อ้าปากค้างแล้วพูดออกมาว่า  

        “อเมซซิ่งค่ะคุณน้องขา คุณน้องจำได้หมดทุกบทโดยไม่ติดขัด รื่นไหล ได้อย่างน่าอัศจรรย์ นี่ค่ะคุณน้อง น้ำก้นขวดที่เหลือคุณพี่ยกถวายให้คุณน้องทั้งขวดเลย” 

            “ก้นขวดไปมั้ยพี่ ดื่มได้ไม่ถึงอึก เดินไปซื้อข้างล่างเอาก็ได้อีกนิดเดียว แล้วก็ไม่ได้ประหลาดมหัศจรรย์อะไรเลย นกบวชมา 3 เดือน สวดมนต์บททุกบทนี้ทุกคืน มันก็ซึมเข้าสมองไปเองแหล่ะ ” 

              พี่สรรค์ลุกเดินไปหน้าถ้ำ ฉันมองกลับไปยังโพรงถ้ำที่เราออกมา สังเกตเห็นที่รอบปากโพรงถ้ำ แล้วนึกถึงคำสอนของพี่สรรค์ที่ฝายน้ำ วันที่เขาพาฉันเดินดูรูของสัตว์ชนิดต่าง ๆ แล้วสอนว่า  

       “รูงูจะสังเกตุง่าย เพราะปากรูจะเรียบ ดินจะเป็นมัน เพราะงูเลื้อยผ่านเข้าและออก จะต่างกับรูของสัตว์อื่นชัดเจน” 

        เสียงพี่สรรค์ดังอยู่ในหัว พื้นดินด้านล่างและรอบปากโพรงเป็นไปอย่างที่พี่สรรค์สอน เพียงแต่ว่ารูนี้ไม่ได้อยู่ที่พื้นดิน อยู่ที่ผนังถ้ำและขนาดก็ไม่สามารถเรียกว่ารูได้นอกจากคำว่าโพรง เสียงพี่สรรค์ตะโกนเข้ามาว่า  

“ออกมาได้แล้วค่ะคุณน้อง จะนั่งสมาธิต่อหรือไงคะ” 

พื้นที่หน้าถ้ำได้รับการดูแลจากทางอำเภอปูเป็นลานหินอ่อนขนาดกว้าง ตามชงุ้ม ชโงก เขาด้านบนมีต้นลั่นทมยื่นออกมาหลายต้น ห่าง ๆ กัน ตรงหัวบันไดที่จะขึ้นไปนี้ มีต้นลั่นทมขนาดใหญ่มาก แผ่กิ่งก้านออกมาปกคลุมลานนี้เกือบจะครึ่งลาน จึงมีดอกลั่นทมร่วงลงมาที่พื้นเสมอ ๆ แม้คนขายดอกไม้ธูปเทียนที่บันไดด้านล่างนี้จะพยายามกวาดบ่อย ๆ ก็ตาม 

ลงบันไดมาไม่กี่สิบขั้น เราก็ถึงร้านที่ขายดอกไม้ธูปเทียน รวมทั้งเครื่องดื่มต่าง ๆ สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวที่มาสักการะพระนอนในถ้ำ ที่วัดนี้มีหลักฐานการขุดพบเหรียญสองด้านที่มีร่องรอยการจารึกด้วยภาษาขอมโบราณที่นี่ จึงคาดคะเนว่าพระองค์นี้น่าจะมีอายุเท่ากับประวัติศาสตร์ของเมืองนี้  

ฉันนั่งกระดกน้ำที่ม้าหินข้าง ๆ ร้าน  พี่สรรค์เดินไปรอโบกรถชาวบ้านที่ออกมาแถวนั้น  ถนนจากเชิงเขานี้ตัดแนวทอดตรงไปยังหอนาฬิกาของอำเภอและผ่านบ้านของฉันซึ่งอยู่ด้านขวาของถนนสายนี้ ใครจะไปตลาดไปอำเภอก็จะใช้ถนนสายนี้เป็นหลัก จึงไม่ต้องรอนานนักก็มีรถชาวบ้านที่จะออกไป และยิ่งง่ายเพิ่มขึ้นที่คนโบกคือ “จ่าสรรค์” ขวัญใจชาวอำเภอ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น