Khemmakan

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนพิเศษ Please be my boyfriend? จบ

ชื่อตอน : ตอนพิเศษ Please be my boyfriend? จบ

คำค้น : พนักงานดูแลเตียง

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.9k

ความคิดเห็น : 47

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ส.ค. 2562 20:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนพิเศษ Please be my boyfriend? จบ
แบบอักษร

 

ตอนพิเศษ Please be my boyfriend? จบ 

 

 

 

          ผมมองคุณคีนอยู่จึงเห็นว่าเขาไม่ได้มองผมหรือมองใครในโต๊ะเลย เขากำลังมองออกไปที่ไหนสักแห่ง ผมมองตามสายตาเขา เห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามาใกล้โต๊ะที่เรานั่งอยู่ ผู้ชายคนนั้นมีหน้าตาที่หล่อเหลา ถ้าบอกว่าเขาเป็นนักแสดงผมก็คงเชื่อ เขาดูดีมากในเสื้อสเวตเตอร์คอเต่าสีน้ำเงินเข้มกับกางเกงยีนสีดำสนิท

 

 

          โชคชะตากำลังเล่นตลกกับผมหรือเปล่า ผมไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้า ตอนนี้รู้แค่เพียงว่าถึงผมจะไม่เคยเห็นใบหน้าเขามาก่อน แต่ผมก็พอจะเดาได้ว่าเขาคือใคร

 

 

          “ศิลป์?” ชื่อผู้ชายคนนั้นหลุดมาจากปากคุณคีนแผ่วเบา ผมเม้มปากอัตโนมัติมองอาหารตรงหน้าตัวเองที่จู่ ๆ มันก็ไม่อร่อยเสียแล้ว รู้สึกตื้อขึ้นมาในลำคอ กินไม่ลงอีกต่อไป

 

          “ศิลป์มาเหรอคีน” คุณเคทถามขึ้น ดูเหมือนว่าทุกคนในโต๊ะยกเว้นผมจะรู้จักผู้ชายที่ชื่อศิลป์เป็นอย่างดี

 

          “ครับ” คุณคีนตอบเคทก่อนจะลุกขึ้นยืนเมื่อคุณศิลป์เดินมาถึงโต๊ะที่พวกเรานั่งอยู่พอดี ทุกคนในโต๊ะจึงลุกขึ้นกันหมด ผมเองก็เช่นกัน

 

          คุณศิลป์เดินอ้อมมาหาคุณเคทแล้วกอดเธอไว้ก่อนจะจูบแก้มเธอทีหนึ่งตามธรรมเนียม แล้วยิ้มให้ทุกคน

 

          “สวัสดีครับเคท อ้าว..คุณคีน มาอังกฤษตั้งแต่เมื่อไหร่ ช่างบังเอิญที่ได้เจอกันนะครับ” คุณศิลป์เอ่ยทัก

 

          “อืม ผมเพิ่งมาถึงวันนี้” คุณศิลป์พยักหน้านิดหนึ่งก่อนจะมองมาทางผม

 

          “จะไม่แนะนำให้รู้จักหน่อยเหรอครับ”

 

          “อ้อ จริงด้วย แหม ขอโทษที่เสียมารยาทนะจ๊ะ เดี๋ยวฉันแนะนำน้องให้รู้จัก” คุณเคทเข้าแก้ไขสถานการณ์เสียเอง

 

          “ไม่เป็นไรครับเคท เดี๋ยวผมแนะนำตัวเอง” ผมบอกคุณเคทแล้วพูดกับคุณศิลป์ต่อ “สวัสดีครับ ผมชื่อเปล เป็นน้องพี่เคนครับ”

 

          “สวัสดีครับ ชื่อเปล? ไม่ยักรู้ว่าเคนมีน้องด้วย” เขาทำหน้าประหลาดใจ ก็คุณเคนมีน้องชายกับเขาเสียที่ไหน

 

          “คีน” คุณเคทนิ่วหน้าก่อนจะเรียกชื่อคุณคีน ดูเหมือนเธอจะไม่ค่อยพอใจ แต่ไม่พอใจเรื่องอะไรนั้นผมก็ไม่อาจรู้ได้

 

          “ยินดีที่ได้รู้จักครับเปล” คุณศิลป์ยื่นมือมาตรงหน้า

 

          “ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ” ผมจึงจับมือกับเขาครู่หนึ่งก่อนจะปล่อยมือออกมา

 

          “มายังไง” คุณคีนถามขึ้น

 

          “เดินมา ร้านนี้ใกล้ที่พักผม”

 

          “คนเดียว?”

 

          “ครับ คนเดียว”

 

          “ถ้าไม่รังเกียจก็มานั่งร่วมโต๊ะกับฉันได้นะศิลป์” คุณเคทบอกอย่างเอื้อเฟื้อ ผมเข้าใจเธอนะ หากไม่พูดอะไรเลยก็ดูจะเสียมารยาท

 

          “ยินดีครับ ผมจะปฏิเสธเคทได้ยังไง จริงไหม” คุณศิลป์ตอบรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เราทั้งสี่นั่งลงอีกครั้งหนึ่ง

          คุณคีนขอเมนูมาจากพนักงานและเผื่อคุณเคทด้วยเล่มหนึ่ง เธอพลิกเมนูหน้าขนมหวานแล้วเอียงหน้าเข้ามาถามผมใกล้ ๆ

 

          “น้องอยากกินของหวานแบบไหนดี”

 

          ผมส่ายหน้าเล็กน้อยเพราะต่อให้อ่านเมนูภาษาอังกฤษได้แต่ก็ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร

 

          “แล้วแต่เคทเลยได้ไหมครับ ผมกินอะไรก็ได้”

 

          “ได้จ้ะ งั้นฉันสั่งมาให้ลองชิมแล้วกันนะ เอาของชอบของคีนกับของฉันนะ”

 

          “ครับ” คุณเคทสั่งขนมหวานกับพนักงาน พอเธอสั่งเสร็จคุณศิลป์จึงสั่งบ้าง ผมมองท่าทางกิริยาของเขาที่ดูคล่องแคล่วไม่ขัดเขินแล้วรู้สึกอิจฉาคนตรงหน้าขึ้นมา

 

 

 

           ผมรู้ตัวมาเสมอว่าอยู่คนละแวดวงสังคมกับพวกเขา ถึงแม้คุณคีนจะเคยบอกผมแล้วว่าอย่าไปสนใจเรื่องพวกนี้ เพราะเราเรียนรู้มันได้ ผมไม่อยากอิจฉาเขาเลยจริง ๆ ถ้าเขาไม่ใช่คุณศิลป์

 

 

          ‘คุณศิลป์ชัย’ น้องชายคุณศักดิ์ คนที่รักคุณคีนและคุณคีนก็รู้สึกผิดกับเขาตลอดมา

 

 

          ผมเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่รู้ว่าจะต้องแทรกที่ตรงไหน ผมฟังพวกเขาคุยกันไม่รู้เรื่องแม้ว่าเขาจะพูดภาษาไทยกันก็ตาม ผมไม่เคยมาอังกฤษ ไม่ใช่นักเรียนนอก ไม่เคยใช้ชีวิตต่างแดน อย่าว่าแต่เมืองนอกเลย นอกเมืองกรุงเทพฯ ผมก็ไม่เคยไป ถ้าเคทไม่คอยชวนผมคุยเป็นระยะ ผมว่ามื้อนี้ผมคงต้องนั่งน้ำลายบูดแน่นอน

 

 

          เมื่ออาหารมื้อนี้สิ้นสุดลงผมแอบลอบถอนหายใจ ผมอยากพัก อยากนอน ไม่อยากคิดอะไร ผมนึกว่าเราจะแยกย้ายกันกลับแต่คุณคีนกลับพูดกับผมและเคทว่าให้กลับไปก่อน เขามีเรื่องอยากจะคุยกับคุณศิลป์นิดหน่อยเลยจะเดินไปส่งอีกฝ่ายกลับที่พักแล้วค่อยกลับบ้านหลังจากนั้น

 

 

          แล้วผมจะพูดอะไรได้นอกจากพยักหน้าเออออตามเคทไป แม้ในใจลึก ๆ ผมจะเจ็บก็ตาม คุณคีนเดินเข้ามาหาผมพลางบอกว่ากลับไปพร้อมกับเคทก่อนได้ไหม คุยธุระเสร็จแล้วเขาจะรีบตามกลับไปพร้อมกับวางมือบนหัวผมทีหนึ่ง

 

 

          ผมมีสิทธิ์พูดว่า ไม่ได้ ได้ด้วยเหรอ

 

 

          “ไม่สบายหรือเปล่าจ๊ะ สีหน้าน้องดูไม่ดีเลย” คุณเคทถามขึ้นเมื่อเรานั่งอยู่ในรถกันตามลำพังสองคน

 

          “เปล่าครับ ผมคงกินมากไปหน่อย อาหารเลยไม่ย่อย”

 

          “เหรอจ๊ะ เอ..ที่บ้านมียาantacid อยู่ อดทนหน่อยนะเดี๋ยวก็ถึงบ้านแล้ว”

 

          “ไม่เป็นไรครับ ถ้าได้นอนพักคงดีขึ้น” ไม่รู้ว่ายานั่นคือยาอะไรแต่ตอนนี้ผมไม่อยากรับรู้แล้ว

 

          “เอาอย่างนั้นเหรอ”

 

          “ครับ” ผมยืนยัน

 

          “งั้นก็ตามใจจ้ะ” คุณเคทบีบมือผมเบา ๆ แล้วพูดประโยคต่อมา “ไม่เป็นไรนะ เชื่อฉัน ไม่มีอะไรหรอก”

 

          “ครับ ผมไม่เป็นไร”

 

 

 

          หลังจากที่ผมกลับมาถึงบ้านจนถึงตอนนี้ผ่านมาสามชั่วโมงแล้ว จวนเจียนเที่ยงคืนใกล้เข้าวันใหม่ แต่คุณคีนยังไม่กลับ ผมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมามองหน้าจออยู่อย่างนั้น ไม่กล้าโทรไปเกรงว่าจะรบกวนช่วงเวลาของเขาทั้งคู่ กระวนกระวายใจแค่ไหนก็ต้องอดทน

 

 

          เที่ยงคืนสิบห้านาที คุณคีนเปิดประตูเข้ามาในห้องอย่างเงียบเชียบ ผมได้ยินเสื้อผ้าเสียดสีกันในความมืด เขาคงถอดเสื้อผ้าก่อนจะเดินอ้อมมาทางผมที่นอนตะแคงหลับตาอยู่ หน้าผากถูกสัมผัสแผ่วเบาตามมาด้วยแก้มก่อนที่เขาจะผละออกไปอาบน้ำ

 

 

          ผมลืมตาขึ้นมองแผ่นหลังเขาลับหายไปในห้องน้ำ ในใจพลันนึกว่าเขาคิดผิดหรือเปล่าที่เลือกผม

 

 

          ขอเพียงอย่างเดียว ถ้าเขารู้ตัวว่าคนที่ควรจะอยู่ข้างเขาไม่ใช่ผม ช่วยบอกผมทีได้ไหม..

 

 

 

 

 

          เช้าวันรุ่งขึ้นผมตื่นขึ้นมาไม่เห็นคุณคีนแล้ว แต่หลักฐานข้างกายบ่งบอกว่าเขานอนอยู่ข้างผมเมื่อคืนนี้ ผมลุกอาบน้ำแต่งตัวแล้วเดินออกจากห้องนอน ได้ยินเสียงคุณคีนกับคุณเคทนั่งคุยกันอยู่ พวกเขาคุยกันด้วยภาษาอังกฤษ ถึงผมจะไม่เข้าใจว่าพวกเขาคุยอะไรแต่น้ำเสียงคุณเคทก็พอจะทำให้ผมรู้ว่าเธอกำลังไม่พอใจลูกชายเธอ

 

 

          “เอ่อ..ขอโทษครับ” ผมเอ่ยทักพวกเขาทั้งคู่ ไม่อยากยืนทำตัวเงียบ ๆ เพราะเดี๋ยวจะถูกคุณคีนดุอีกว่ามาแอบฟังพวกเขาคุยกัน ถึงผมจะฟังไม่รู้เรื่องก็ตาม

 

          “อ้าว ตื่นแล้วเหรอจ๊ะ เป็นไงบ้างหายปวดท้องหรือยัง” คุณเคทเปลี่ยนสีหน้าจากความบึ้งตึงเป็นยิ้มแย้มทันทีที่หันมาเห็นผม

 

          “ก็..ก็ดีขึ้นแล้ว ขอบคุณครับ” ผมรับคำ รู้สึกผิดนิดหน่อยที่โกหกคุณเคทไปเมื่อคืน ถึงจะไม่ได้ไม่สบายท้องก็จริง แต่ผมก็ไม่สบายใจ หดหู่ไม่ต่างกัน

    

          “เปลไม่สบาย?” คุณคีนขมวดคิ้ว มีสีหน้ากังวล ผมควรดีใจใช่ไหมที่เขายังเป็นห่วงผม

 

          “อืม น้องบอกฉันเมื่อคืนว่าปวดท้อง คงกินมากไป”

 

          “ไปหาหมอไหม” คุณคีนลุกขึ้นเดินเข้ามาหาผม

 

          “ตอนนี้ดีขึ้นแล้วครับ ผมไม่เป็นไรแล้ว”

 

          “ถ้ารู้สึกไม่ดีกว่าเดิม ให้รีบบอกผม”

 

          “ครับ”

 

          “ถ้าดีขึ้นแล้ว วันนี้อากาศค่อนข้างดี หลังกินมื้อเช้าเสร็จออกไปเดินเล่นข้างนอกดีไหม ไปไหวหรือเปล่า”

 

          “ยังไงก็ได้ครับ” ผมตอบรับไร้ความตื่นเต้น อาการภายในใจมันมากเกินกว่าที่จะอยากทำอะไร

 

 

 

 

          อากาศดีท้องฟ้าแจ่มใสอย่างที่คุณคีนบอกไว้ แต่ใจผมยังขุ่นมัวเหมือนมีม่านหมอกปกคลุมจาง ๆ อยากขับไล่ให้มันหายไปแต่ไม่ว่าจะปัดหมอกไปเท่าไหร่ ไม่นานมันก็กลับมาปกคลุมอีก

 

 

          เราเดินด้วยกันตามลำพัง จะว่าไปผมไม่เคยเดินคู่กับเขามาก่อนเลยสักครั้ง ทุกครั้งเวลาที่อยู่เมืองไทยเวลาเจอคุณคีนเราจะเจอกันไม่บนรถยนต์ก็ที่คอนโด ไม่เคยได้มีโอกาสอยู่ด้วยกันท่ามกลางผู้คนแบบนี้มาก่อน ถ้าไม่มีเรื่องที่ร้านอาหาร วันนี้ผมคงตื่นเต้นกับทุกความรู้สึกไปแล้ว

 

 

คุณคีนพาผมมาถึงสะพานเวสมินสเตอร์ บริดจ์ (Westminster Bridge) เขาเล่าให้ฟังว่าสะพานแห่งนี้เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเทมส์ (The River Thames) มองจากมุมนี้ไปจะเห็นลอนดอน อาย (London Eye) ชิงช้าสวรรค์ที่สูงเด่นตระหง่าน ลอนดอน อาย เป็นชิงช้าสวรรค์ที่สูงที่สุดในทวีปยุโรป คุณคีนยังบอกอีกว่าที่นักท่องเที่ยวมาชอบมาบริเวณนี้เยอะเพราะตรงนี้มีวิวที่ค่อนข้างสวยและภาพยนตร์หลายเรื่องก็ชอบมาถ่ายทำที่สะพานแห่งนี้เช่นกัน

 

 

ผมมองไปรอบ ๆ ระหว่างที่เขาเล่าให้ฟัง วิวทิวทัศน์สวยน่าหลงใหลสมคำร่ำลือ พอเขาถามว่าชอบไหม ผมก็พยักหน้าตอบกลับอัตโนมัติ คุณคีนหันหลังพิงเข้ากับราวสะพานเพื่อมองหน้าผม

 

“ยังปวดท้องอยู่หรือ ไม่ยิ้มเลย”

 

      “เปล่าครับ ไม่ปวดแล้ว” ผมปฏิเสธ

 

“งั้นเป็นอะไรครับ”

 

          “ผมไม่ได้เป็นอะไร”

 

          “เปลครับ..” เขาย่อตัวลงเล็กน้อย ตอนนี้ใบหน้าเราจึงเสมอกัน ทำให้เขามองเห็นผมได้ชัดเจนมากขึ้น

 

          “ครับ”

 

          “โกรธอะไรผมหรือเปล่า”

 

          “ผมไม่ได้โกรธ”

 

          “อืม ถ้าไม่ได้โกรธ แล้วทำไมคุณถึงทำเหมือนผมทำอะไรให้คุณไม่พอใจสักอย่าง”

 

          “...”

    

          “ขอโทษครับ” คุณคีนพูดขึ้นมาไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

 

          “ขอโทษผมทำไมครับ”

 

          “เมื่อเช้าผมถูกเคทดุเสียยกใหญ่ เคทไม่ยุ่งเรื่องส่วนตัวของผมนานแล้ว แต่เธอคงชอบคุณมาก เลยบ่นผมตั้งแต่เมื่อเช้าที่เจอหน้า” คุณคีนพูดพลางหัวเราะเบา ๆ ถึงผมจะรู้สึกน้อยใจเขาอยู่แต่พอได้ยินเสียงหัวเราะ ผมกลับรู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย

 

          “เคทดุอะไรคุณครับ” หรือว่า..ตอนที่ผมเข้าไปเจอเขาคุยกับคุณเคท ตอนนั้นคุณเคทกำลังดุคุณคีนอยู่ใช่ไหม

 

          “เคทบอกว่าเมื่อคืนผมทำตัวได้แย่มาก”

 

          “อ่า..” ผมไม่รู้จะตอบว่าอะไร ถ้าตอบครับก็จะกลายเป็นว่า ใช่ คุณทำตัวแย่มาก ไปเสียอีก

 

          “เมื่อคืนผมมีธุระคุยกับศิลป์จริง ๆ จะพาคุณไปด้วยก็กลัวคุณจะรอนานเปล่า ๆ เลยให้คุณกลับไปกับเคทจะได้พักผ่อน”

 

          “คุณคุยกับคุณศิลป์สามชั่วโมงเลยเหรอครับ” คุณคีนหรี่ตาลงเมื่อฟังคำถามผมจบ

 

          “แสดงว่าตอนที่ผมกลับมาเมื่อคืน คุณยังไม่หลับสินะ”

 

          “เกือบหลับแล้วครับ พอดีคุณเข้ามาในห้องเสียก่อน”

 

          “คิดมากอีกแล้ว”

 

          “...”

 

          “ผมคุยกับศิลป์ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงแล้วก็กลับมาที่บ้าน” คุณคีนเริ่มอธิบาย

 

          “แล้วทำไมคุณถึงไม่เข้าห้องล่ะครับ”

 

          “ผมคุยโทรศัพท์กับเคนเสร็จแล้วนั่งเคลียร์งานอยู่ข้างนอก”

 

          “หรือครับ”

 

          “เชื่อผมไหมครับ” คุณคีนถามผม คำถามนี้จะว่าตอบง่ายมันก็ง่าย แต่จะว่ายากมันก็ยาก

 

          “ผมไม่เชื่อคุณได้ด้วยเหรอครับ”

 

          “ยังไงดี” คุณคีนถอนหายใจนิดหนึ่ง “ผมไม่เคยเจอเหตุการณ์แฟนเข้าใจผมผิดเสียด้วยสิ”

 

          “ใครเข้าใจผิดกัน” ผมกัดปากเพื่อใช้ความคิด ไม่กล้าสบตาคุณคีน มองเลยไหล่เขาไปที่ลอนดอน อายนั่นแทน

 

          “เชื่อผมเถอะครับ ผมไม่เคยโกหกคุณเลย เรื่องที่คุยกับศิลป์ไม่มีอะไรนอกจากที่ผมขอบคุณเขาเรื่องข่าวนั่น ศิลป์รู้ว่าคุณศักดิ์ปล่อยข่าวลือเรื่องผมกับคุณ เขาไม่พอใจพี่ชายที่เอาคุณเข้ามาพัวพันเกมการเมืองด้วย”

 

          “ทำไมคุณศิลป์ถึงช่วยเราครับ”

 

          “เขาบอกว่าคนที่ถูกดึงเข้าไปเป็นหมากในเกมมันไม่สนุก มีแต่จะทำให้เจ็บปวด เลยไม่อยากให้คุณต้องรู้สึกแบบเดียวกับเขา”

 

          “แล้วคุณศักดิ์ยอมฟังคุณศิลป์หรือครับ”

 

          “ทีแรกไม่ยอม แต่พอศิลป์ยื่นข้อเสนอไปคุณศักดิ์เลยยอม”

 

          “ข้อเสนออะไรครับ ผมรู้ได้ไหม”

 

          “ได้สิครับ ศิลป์บอกว่าการเมืองจะมีโจมตีกันไม่ใช่เรื่องแปลก แต่อย่าเอาคนนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าคุณศักดิ์ยอมเลิกรา ไม่ทำแบบนี้อีก ศิลป์จะยอมกลับไทยบ้าง”

 

          “คุณศักดิ์ก็เลยยอม?” ผมถามด้วยความสงสัย

 

          “อืม คุณศักดิ์ขอให้ศิลป์กลับไปไทย อย่างน้อยปีละครั้งสองครั้งก็ยังดี แต่ศิลป์ไม่เคยคิดกลับ พอศิลป์ยื่นข้อเสนอนี้ไป ไม่มีทางที่คุณศักดิ์จะปฏิเสธ”

 

          “คุณศักดิ์คงดีใจ”

 

          “ครับ และผมยังได้ขอโทษเขาด้วย รู้ไหมว่าตั้งแต่เกิดเรื่องนั้น ผมไม่เคยมีโอกาสพูดคำนี้กับเขาเลย”

 

          “คุณศิลป์รับคำขอโทษคุณไหมครับ” ผมอยากให้คุณศิลป์ยกโทษให้คุณคีน ถ้าคุณศิลป์ยกโทษให้ได้นั้นย่อมแปลว่าสภาพจิตใจของคุณศิลป์คงดีขึ้นมากแล้ว น่าเสียดายที่คนหน้าตาดี บุคลิกภาพดีอย่างเขาจะมาทนทุกข์กับความรักที่ไม่สมหวัง ผมอยากให้เขามีความสุข

 

          คุณคีนพยักหน้า “ศิลป์ยกโทษให้ผมเพราะตอนนี้เขาคงจะก้าวไปข้างหน้าได้แล้ว เขากำลังคุยกับคนหนึ่งอยู่ ถึงจะยังไม่ได้คบหากันแต่ก็ดูท่าว่าจะไปได้ดี”

 

          “ในเมื่อเป็นอย่างนี้แล้วคุณสบายใจขึ้นบ้างไหมครับ”

 

          “อืม สบายใจเหมือนได้ปลดอะไรในใจออกไป แต่ไม่รู้ทำไมกลับหนักใจขึ้นมาแทน”

 

          “หนักใจอะไรครับ” ผมถามกลับไปด้วยความกังวลในตัวเขา พอได้ฟังสิ่งที่คุณคีนอธิบายผมก็ลืมความน้อยใจที่เกิดขึ้นไปเสียหมด ผมใจง่าย เชื่อเขาง่ายเกินไปไหม

 

          “หนักใจที่มีคนเข้าใจผิด”

 

          “เอ่อ..ผม..”

 

          “เรื่องนี้ผมผิดเองที่ไม่ได้พูดกับคุณให้ชัดเจน เคทบ่นผมเมื่อเช้านี้จนเกือบหูชา โชคดีที่คุณเข้ามาได้ถูกจังหวะ เคทเลยเลิกบ่น”

 

          “ก็สมควรแล้วนี่ครับ ทำอะไรไม่บอกกัน” ผมได้ทีย้อนกลับไป

 

          “หายโกรธผมแล้วใช่ไหม” คุณคีนดึงผมเข้าไปใกล้ตัวเขามากขึ้น

 

          “ผมไม่ได้โกรธคุณสักหน่อย” ผมยังยืนยันคำเดิม

 

          “ถ้าไม่โกรธก็น่าจะน้อยใจ ไหนบอกผมสิครับ น้อยใจผมเรื่องอะไรอีก”

 

          “...”

 

          “เปลครับ คุณต้องบอกผมนะครับ ผมเดาต่อไม่ได้อีกแล้ว”

 

          “คุณฟังแล้วคงคิดว่าผมเพ้อเจ้อคิดงี่เง่า”

 

          “ผมเคยบอกคุณแล้วไม่ใช่หรือว่าถ้ามีแนวโน้มที่ทำให้คุณคิดว่าผมนอกใจ คุณมีสิทธิ์จะโกรธจะถามผมได้เต็มที่เสมอ”

 

          “ตอนที่คุณศิลป์เดินมาที่โต๊ะเราเมื่อคืน” ผมสูดหายใจเข้าเพื่อเรียกกำลังใจให้ตัวเองก่อนจะพูดต่อ “คุณมองแต่เขา ไม่สนใจผมหรือเคทอีกเลย”

 

          “ผมตกใจไม่คิดว่าจะได้เจอศิลป์ที่ร้าน ผมไม่ได้เจอเขามาห้าปีแล้วครับ”

 

          “...”

 

          “ถ้าเราอยู่ด้วยกันตามลำพัง ผมคงจะกอดคุณแรง ๆ แต่ตอนนี้เราอยู่ข้างนอกผมเลยทำอย่างที่ต้องการไม่ได้ ขอโทษที่ทำให้คุณรู้สึกไม่ดี ผมสนใจคุณเสมอ มองแค่คุณ แต่คุณเอาแต่ก้มหน้าหรือไม่ก็หันไปคุยกับเคท คุณเลยไม่เห็นว่าผมมองคุณอยู่ตลอด”

 

          “...”

 

          “รวมถึงที่ผมทำตัวแย่ที่สุดโดยการให้คุณต้องแนะนำตัวกับศิลป์เอง ยกโทษให้ผมนะ ต่อจากนี้ไปผมจะไม่ให้คุณต้องแนะนำตัวกับคนอื่นหรือใครก็ตามด้วยสถานะนั้นอีกแล้ว”

 

          “เอ๊ะ! ครับ?” ถ้าไม่ใช่สถานะน้องชายคุณเคนแล้วผมต้องใช้สถานะไหน สถานะเด็กดีของคุณคีน ผมว่าไม่เหมาะที่จะใช้แนะนำใครต่อใครนะ

 

          “Do you know how cute you are?” คุณคีนพูดประโยคเดียวกับที่คุณเคทพูดกับผมตอนที่เจอหน้ากันครั้งแรก ทั้งแม่ทั้งลูกชมผมว่าน่ารักทั้งคู่ ผมไม่รู้จะตอบยังไงเลย

 

          “...”

 

          “Please be my boyfriend?”

 

          คุณคีนตั้งใจพูดช้าและชัดเพื่อให้ผมฟังออก และใช่ ผมดันฟังออกเสียด้วยสิ

 

 

          ‘เขาขอผมเป็นแฟน บ้าจริง ผมต้องตอบยังไง’ 

 

 

          “...”

 

          “ถ้าภาษาอังกฤษตอบไม่ได้งั้นผมถามใหม่อีกที”

 

          “…” ผมอยากบอกเขาว่าไม่ต้องครับ ผมเข้าใจ ๆ แต่ช้ากว่าคุณคีนเมื่อเขาพูดประโยคถัดมา

 

          “เปลครับ..เป็นแฟนกันนะ”

 

          “...” ผมพยักหน้าแรง ๆ เพราะพูดอะไรไม่ออกอีกแล้ว

 

 

          ถ้าวันนั้นมีคนเดินผ่านสะพานแห่งนี้คงจะเห็นผู้ชายเอเชียหน้าจืด ๆ คนหนึ่งกำลังยืนร้องไห้อย่างแน่นอน

 

 

 

 

 

 

END 

 

======================= 

 

ขอบคุณทุกคนอีกครั้งที่อยู่มาจนถึงตอนสุดท้าย ท้ายสุดแล้วค่ะ ขอบคุณทุกกำลังใจ ทุกคอมเมนต์ ทุกอย่างเลย

สำหรับเรื่องนี้เขมจะลงตอนพิเศษแค่เพียงตอนเดียว ส่วนอีกสามตอน ประมาณ 70 หน้า ขอสงวนสำหรับคนที่สั่งจองเล่มหรืออีบุ๊กนะคะ

ใครเล่นทวิตไปทวง บ่น หรือชมก็ได้น้า ที่แทกนี้เลย #พนักงานดูแลเตียง

ความคิดเห็น