ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ ๖-๒ :: มหาธรกาฬ

ชื่อตอน : บทที่ ๖-๒ :: มหาธรกาฬ

คำค้น : นิยายจีน นิยายจีนโบราณ จีนโบราณ เทพเซียน เทพ เซียน สวรรค์ ปีศาจ จอมมาร

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ส.ค. 2562 14:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ ๖-๒ :: มหาธรกาฬ
แบบอักษร

 

ภายหลังจากการสืบสาวราวเรื่องจากองครักษ์คนสนิทจนได้ความกระจ่างแจ้งมาทั้งหมด จอมมารมู่หรงก็เร่งรีบเดินทางออกจากมหาบรรพตจันทราโลหิตในแดนมารมุ่งหน้าไปยังพิภพมนุษย์ 

ระหว่างเร้นกายเข้าสู่รอยเชื่อมต่อระหว่างสองพิภพ ก็ให้จอมมารหนุ่มหวนคิดถึงกาลอดีตขึ้นมา 

ในอดีตเผ่ามารถูกปกครองโดยเสด็จพ่อของเขานามว่าอู๋ไฉ ซึ่งเป็นราชันมารองค์ก่อน เสด็จแม่ของเขาสิ้นสังขารแตกดับไปตั้งแต่เขาวัยเยาว์ ส่วนเขานั้นเป็นองค์ชายเผ่ามารเพียงองค์เดียว เสด็จพ่อของเขาคือครึ่งสิงโตครึ่งกิเลนเพลิงแห่งยุคบรรพกาล ตบะปราณมารแข็งแกร่งมิด้อยไปกว่าเหล่าทวยเทพแดนสวรรค์ และชิงชังประมุขสวรรค์องค์ก่อนอย่างยิ่ง หมายให้เผ่ามารยิ่งใหญ่อยู่เหนือเผ่าสวรรค์ จึงแต่งทัพมารบุกขึ้นสวรรค์ชั้นฟ้าทำสงครามระหว่างเผ่ามารและเผ่าสวรรค์อย่างดุเดือดยาวนานถึงเจ็ดทิวาเจ็ดราตรี  

ตอนนั้นเขายังเป็นเพียงองค์ชายรัชทายาทอายุเพียงเจ็ดหมื่นปีไม่ได้เข้าร่วมศึกด้วย ทำได้เพียงรอฟังข่าวอยู่ที่วังหลวงในพิภพมาร 

แล้วข่าวร้ายก็แล่นลิ่วมาถึง เสด็จพ่อของเขาพ่ายแพ้ให้แก่มหาเทวะสงครามหานตง จนถูกจับฝังลงผนึกอาคมอยู่ใต้พสุธาก้นมหาสมุทรเป๋ยไห่ หลังจากเสด็จพ่อของเขาพ่ายแพ้ในครั้งนั้น เขาก็ถูกแต่งตั้งให้ขึ้นเป็นราชันมารองค์ต่อไป แต่เขาหาได้ปีติแต่อย่างใด เพราะเหตุการณ์ครั้งนั้นนำมาซึ่งความอัปยศอันใหญ่หลวงต่อเผ่ามาร จำต้องตกอยู่ในอาณัติของเผ่าสวรรค์อย่างสิ้นเชิง  

เทียนตี้ประมุขสวรรค์องค์ก่อนออกพันธสัญญาว่าจะไม่สังหารล้างเผ่าพันธุ์มารทั้งหมด โดยแลกกับเผ่ามารต้องอยู่อย่างเจียมตนภายใต้การปกครอง และส่งเครื่องบรรณาการให้ทุกรอบปี ทั้งที่ก้อนโทสะอัดแน่นเต็มอกอย่างจะล้างแค้นให้เสด็จพ่อ และกอบกู้เอกราชคือแก่เผ่าพันธุ์ แต่ด้วยเห็นแก่ทุกสรรพชีวิตของชาวเมืองมารสำคัญเหนือสิ่งใด เขาจึงจำต้องเก็บงำความแค้นไว้แล้วเร่งฟื้นฟูเผ่ามาร เพราะหลังสงครามชาวเมืองมารบาดเจ็บล้มตายอย่างมาก อีกทั้งสภาพของพิภพมารก็พังย่อยยับเหลือคณา 

ระหว่างที่เสด็จพ่อของเขาถูกจองจำอยู่ใต้ก้นมหาสมุทรเป๋ยไห่ เขาแอบลักลอบไปเยี่ยมบ่อยครั้ง โดยได้รับความช่วยเหลืออย่างลับๆจากเจ้าสมุทรเป๋ยไห่และองค์หญิงอิ๋งเอ๋อร์ผู้เป็นธิดา เนื่องจากในเนื้อความพันธสัญญาระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเขาห้ามติดต่อกับเสด็จพ่ออีกเป็นอันขาด  

เวลาผ่านล่วงไปสองแสนปี เสด็จพ่อของเขาเริ่มรวบรวมปราณมารให้กลับมาแข็งแกร่งดังเดิม กระทั่งทำลายผนึกอาคมหลุดพ้นจากการจองจำออกมาได้ ทว่าในที่สุดเสด็จพ่อของเขาก็ถูกมหาเทวะสงครามผู้นั้นสังหารสิ้นสังขารอย่างโหดเหี้ยม  

เพลิงโทสะที่พยายามข่มกลั้นเอาไว้อย่างที่สุด ยิ่งโหมกระหน่ำลุกโชนสุมอยู่ในอก เขาเค้นความคิดหาทางแก้แค้นมหาเทวะสงครามนั่นอยู่ทุกลมหายใจ กระทั่งวันหนึ่งองค์หญิงอิงเอ๋อร์ธิดาเจ้ามหาสมุทรเป๋ยไห่เดินทางมาขอพบเขาถึงวังมหาธรกาฬ เพื่อให้เขาช่วยนางแก้แค้นมหาเทวะสงครามหานตง แผนการของนางคือสังหารบุตรฝาแฝดแห่งมหาเทวะ อันมีร่างปฐมวิญญาณเป็นเซียนจิ้งจอกน้อย ปรารถนาให้มหาเทวะสงครามผู้นั้นได้ลิ้มรสความเจ็บปวดที่ต้องพรากจากคนในครอบครัวอันเป็นที่รัก เขารอโอกาสอยู่แล้วจึงตกลงทันที 

ความทรงจำของจอมมารมู่หรงในช่วงตอนนี้ปรากฏฉายชัดขึ้นมาอีกครั้ง เขามาตามแผนการที่ร่วมวางเอาไว้ โดยมาดักรอสังหารบุตรฝาแฝดวัยสามร้อยปีแห่งองค์มหาเทวะสงคราม ที่เขาได้ข้อมูลมาจากองค์หญิงแห่งมหาสมุทรเป๋ยไห่ว่าทั้งสองพำนักอยู่กับมารดาที่อารามเต๋าฮุ่ยซาน ดินแดนรอยต่อระหว่างแดนเซียนและพิภพมนุษย์ ความจริงเขาก็มีเสี้ยวหนึ่งที่ฉุกคิดถึงคุณธรรมค้ำฟ้าขึ้นมา  

ในตอนนั้นเขามีอายุสองแสนเจ็ดหมื่นปีแต่กำลังไล่สังหารเซียนเด็กอายุเพียงสามร้อยปีอย่างนั้นหรือ ทว่าด้านมืดมิดในจิตใจของจอมมารก็ประท้วงว่าสังหารเซียนเด็กแล้วอย่างไร ในเมื่อเซียนเด็กทั้งสองนั่นเป็นบุตรของศัตรูผู้ฆ่าเสด็จพ่อของเขา ในเมื่อเขาเป็นจอมมาร ตลอดมากระทำทุกอย่างร้ายกาจสมความเป็นจอมมาร ฉะนั้นจะต้องแยแสคุณธรรมบ้าบออันใดกันอีก ไร้แก่นสารสิ้นดี 

คิดตกได้ดังนั้น เขาจึงพรางตัวซุ่มรอเด็กทั้งสองอยู่บริเวณป่าลึกไม่ไกลจากด้านหลังอาราม ในที่สุดสองตาดุร้ายของมารกิเลนเพลิงก็เห็นเซียนจิ้งจอกน้อยฝาแฝดหมิงลู่และซิ่นหนี่ว์วิ่งไล่กวดกันมา... 

จิ้งจอกน้อยซิ่นหนี่ว์วิ่งไล่ตามมาจนทันพี่ชายฝาแฝด กระโดดโถมเข้าไปฟัดเหวี่ยงหยอกล้อกันนัวเนีย จิ้งจอกน้อยทั้งสองกลิ้งหลุนๆ เล่นกันอยู่บนพื้นหญ้าสนุกสนาน กลิ้งไป ลุกขึ้นวิ่งไล่กันไป แต่ไม่ว่าวิ่งไปไกลเท่าใด ทั้งคู่กลับวิ่งไม่ถึงบึงน้ำเสียที กลับเจอก้อนหินใหญ่ตรงทางแยกที่เมื่อครู่ทั้งสองวิ่งผ่านไปเหมือนเดิม จนจิ้งจอกน้อยหมิงลู่เริ่มรู้สึกผิดสังเกตตามคำน้องสาวบอกเสียแล้ว 

‘หยุดก่อนซิ่นหนี่ว์ เราวิ่งวนกลับมาที่ก้อนหินก้อนนี้จริงๆ ด้วย’ 

‘ทำยังไงกันดีเล่าต้าเกอ พวกเราหลงทางหรือ’ 

‘อย่างนั้นรอบนี้เราลองวิ่งไปทางขวา พวกเราออกมานานแล้ว ยังไม่ได้ฟืนแม้แต่ท่อนเดียวเลย ป่านนี้ท่านแม่คงรอแย่แล้ว พวกเรารีบไปกันเถิด’ แล้วจิ้งจอกน้อยหมิงลู่ก็วิ่งนำน้องสาวไปทางแยกขวา กระทั่งวิ่งวนกลับมาที่ก้อนหินก้อนเดิมตรงทางแยกอีกครั้ง เด็กทั้งสองเริ่มใจเสีย 

‘ทำยังไงกันดีเล่าต้าเกอ เราหลงทางแน่แล้ว ข้ากลัวๆ’ 

‘เอาอย่างนี้ รอบนี้เราลองวิ่งย้อนกลับทางเดิมดูแล้วกัน’  

หมิงลู่ผู้เป็นพี่ชายแนะนำ จากนั้นจิ้งจอกน้อยทั้งสองจึงออกวิ่งย้อนทวนกลับทางเดิม 

‘ซิ่นหนี่ว์! น้องข้า วิ่งเร็วเข้าๆๆ’  

หมิงลู่เร่งน้องสาว เพราะรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างที่น่ากลัวกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ สถานที่ตรงนี้เขากับน้องสาวมาวิ่งเล่นกันบ่อยครั้ง ไม่มีทางที่จะวิ่งวนหลงทางได้  

ซิ่นหนี่ว์พยายามเร่งฝีเท้าให้ทันพี่ชาย ทว่าอยู่ๆ กลับมีมารกิเลนเพลิงร่างมหึมา จิ้งจอกน้อยซิ่นหนี่ว์ต้องแหงนมองจนคอตั้ง มันวิ่งกระโจนโผล่เข้ามาตัดหน้านาง กิเลนเพลิงตัวนั้นน่ากลัวเหลือเกิน ร่างใหญ่โตห้อมล้อมด้วยเพลิงสีแดงลุกโชติช่วง กลิ่นอายหยินแห่งเผ่ามารรุนแรง ยามแยกเขี้ยวข่มขู่ จิ้งจอกน้อยกลัวจนตัวสั่นเทา แต่ก็พยายามขยับจะวิ่งหนี แต่กิเลนเพลิงตัวนั้นใช้กรงเล็บแหลมคมเข้าตะปบให้ซิ่นหนี่ว์ล้มลง แล้วเหยียบร่างน้อยไว้ใต้อุ้งเท้า จิ้งจอกน้อยซิ่นหนี่ว์เจ็บจนน้ำตาซึม แต่ก็พยายามอดทน  

‘ซิ่นหนี่ว์!’ หมิงลู่จับความรู้สึกได้ว่าน้องสาวไม่ได้วิ่งตามมา จึงหยุดวิ่งและเหลียวหลังกลับไปมอง เมื่อเห็นน้องสาวอยู่ภายใต้ซอกกรงเล็บของมารกิเลนเพลิงร่างมหึมา  

จิ้งจอกน้อยหมิงลู่รีบวิ่งเข้าไปช่วยเหลือน้องสาว แต่กลับถูกมารกิเลนเพลิงตนนั้นใช้กรงเล็บเข้าซัดตะปบ จนร่างจิ้งจอกของหมิงลู่เป็นแผลเหวอะหวะเต็มลำตัว กลิ้งกระเด็นออกไปไกล 

‘ต้าเกอ! ไม่นะต้าเกอ ท่านต้องไม่เป็นอะไรนะ!’ 

ซิ่นหนี่ว์กรีดร้องเรียกพี่ชายเสียงหลง ยิ่งมารกิเลนเพลิงคำรามลั่น จิ้งจอกซิ่นหนี่ว์ก็ยิ่งหวาดกลัว  

‘หึๆ บุตรแห่งมหาเทวะสงครามหานตงหรือนี่ ช่างเหมือนกันเสียจริง ยิ่งเจ้าเหมือนบิดามากเท่าใด ข้ายิ่งอยากสังหารเจ้าให้ตาย!’  

มารกิเลนเพลิงก้มลงมาเค้นเสียงเหี้ยมเกรียม 

‘ข้ากลัวแล้ว! ท่านปล่อยข้ากับต้าเกอไปเถิด ข้ากับต้าเกอยังเด็ก ไม่เคยเป็นศัตรูกับท่าน ท่านมาทำร้ายข้ากับต้าเกอทำไม’ 

‘ก็เพราะเจ้าเป็นบุตรของหานตงอย่างไรเล่า! บิดาเจ้าจะได้ลิ้มรสความเจ็บปวดจากการสูญเสียผู้เป็นที่รักอย่างที่ข้ารู้สึก!’ 

จอมมารมู่หรงในร่างกิเลนเพลิงเงื้อกรงเล็บขึ้นสูงเตรียมเข้าฟาดฟัน แล้วตามด้วยการเผาลูกศัตรูด้วยเปลวเพลิงแห่งกิเลน หมายสังหารให้ตายลงในวันนี้ คิดแล้วก็ให้เงื้อกรงเล็บสูงยิ่งขึ้น รวบรวมพลังตบะมารในกาย 

‘ไม่! ไม่นะ!’ 

จิ้งจอกน้อยซิ่นหนี่ว์ตกใจกลัวสุดขีด อยู่ๆ ร่างของจิ้งจอกน้อยก็ค่อยๆ คืนสู่ร่างเด็กหญิงเรือนผมสีเงินประกายฟ้าคราม ใบหน้างดงามราวเทพธิดาบุปผาฤดูเหมันต์ แม้ว่านางจะยังเยาว์วัยก็ตาม กิเลนเพลิงตนนั้นเห็นแล้วพลันตะลึงตกใจ กรงเล็บหยุดชะงักลงอย่างไม่รู้ตัว แล้วรีบคืนร่างจอมมารมู่หรง ราชามารผู้อยู่ในชุดคลุมสีดำตลอดร่าง หนูน้อยซิ่นหนี่ว์เห็นเพียงดวงตาสีแดงก่ำดุร้ายและเรือนผมยาวสีแดงเข้มสลวย 

‘ข้ากลัวแล้ว! ได้โปรด ทะ ท่านปล่อยข้ากับต้าเกอไปเถิด ข้ากับต้าเกอยังเด็ก พวกข้าสู้ท่านไม่ได้หรอก’ 

หนูน้อยซิ่นหนี่ว์หวาดกลัวจนน้ำตาคลอ รีบขยับถอยหนีตายไม่เป็นกระบวน  

แต่ทว่าจอมมารผู้ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายหยินรุนแรง ไม่ได้ตรงเข้าทำร้ายหนูน้อยซิ่นหนี่ว์อีกแล้ว จอมมารมู่หรงมองหนูน้อยเบิกตาค้าง น้ำตาไหลหยดลงมา และพยายามเอื้อมมือมาสัมผัสยังปานรูปเปลวเพลิงสีแดงบนหน้าผากของแม่หนูน้อยด้วยมืออันสั่นเทา... 

‘เป็นเจ้า! เป็นเจ้าจริงๆ’ 

นั่นก็เป็นครั้งแรกที่เขาได้เจอกับซิ่นหนี่ว์ เขายังจำช่วงเวลานั้นได้ดี เขายังไม่ทันได้แตะหน้าปานรูปเปลวเพลิงตรงกลางหน้าผากของนางหรอก พี่ชายฝาแฝดของนางก็มาขัดขวางเอาไว้เสียก่อน  

แค่เพียงเห็นปานรูปเปลวเพลิงตรงกลางหน้าผากของนาง เขาก็จำนางได้ในทันที เขาจ้องมองนางด้วยน้ำตาเอ่อคลอ ทั้งรักทั้งคิดถึงนางสุดหัวใจ ทั้งตกตะลึงจนชะงักค้างทำอะไรไม่ถูก คิดไม่ถึงเลยว่านางจะกลับมาถือกำเนิดเป็นถึงธิดามหาเทวะสงครามแห่งเผ่าสวรรค์ เมื่อได้รู้ชัดแจ้งว่านางคือธิดาของศัตรู เขาจึงมิอาจหักใจสังหารนางได้ จึงตัดสินใจล้มเลิกแผนการทั้งหมดลงทันที แล้วรีบเร้นกายถอยหลังกลับไปตั้งสติ ทว่าหลบเร้นไปได้เพียงไม่นานทหารสวรรค์ฉวยโอกาสที่เขากำลังเหม่อลอย รวบตัวเขาขึ้นไปตัดสินโทษบนตำหนักสวรรค์ 

ความผิดประการหนึ่งคือสวรรค์ล่วงรู้แล้วว่าในขณะที่เสด็จพ่อของเขาถูกจองจำ เขาละเมิดพันธสัญญาแอบติดต่อกับเสด็จพ่อของตน ความผิดประการที่สองคือลอบสังหารบุตรฝาแฝดแห่งมหาเทวะสงคราม  

เขาในตอนนั้นมิอาจขัดขืนต่อสู้ได้ ด้วยเพราะรู้ดีว่าตนเองแม้นเป็นราชันมาร ทว่าตบะปราณมารยังแข็งแกร่งเพียงแค่กึ่งหนึ่งของมหาเทวะสงครามเท่านั้น ต่อสู้ไปนอกจะตนเองจะพ่ายแพ้อย่างอนาถแล้ว หากดึงดันยังอาจนำพาความเดือดร้อนมาสู้พิภพมารอย่างถ้วนหน้าอีกด้วย เขาจึงจำต้องกลืนก้อนแห่งความขมขื่นน้อมรับความอัปยศอีกครา ยอมรับการลงทัณฑ์จากสวรรค์แต่โดยดี 

เทียนตี้องค์ปัจจุบันยังคงให้เขาดำรงตำแหน่งราชันเผ่ามารภายใต้อาณัติสวรรค์ต่อไป แต่ความผิดที่คิดสังหารบุตรแห่งมหาเทวะสงครามคือรับทัณฑ์มหาอสนีบาตสามสิบสาย 

ทัณฑ์มหาอสนีบาตแม้เพียงสายเดียวก็กรีดกระหน่ำเชือดเฉือดเข้าไปยังแก่นวิญญาณ เขาได้รับไปถึงสามสิบสายเจ็บปวดทุกข์ทรมานราวกับจิตวิญญาณจะแตกสลาย แต่ก็พยายามฝืนอดทนกล้ำกลืนความเจ็บปวด เขาจดจำใบหน้าของหนูน้อยซิ่นหนี่ว์ที่นั่งอยู่ร่วมพิธีตัดสินโทษทัณฑ์ได้เป็นอย่างดี ใบหน้าน้อยๆ ที่แสนงดงามพิลาสนั้นสลักอยู่กลางใจเขา นางเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขาพยายามจะมีชีวิตอยู่ต่อไป ไม่ให้วิญญาณแตกดับไปขณะรับมหาอสนีบาต พร้อมกับให้สัตย์สาบานกับตนเองว่าหลังจากรอดชีวิตจากการรับโทษทัณฑ์ไปได้  

เขาจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้นางมาครอบครอง และจะต่อสู้เพื่อเอกราชแบ่งแยกพิภพมารออกจากการปกครองใต้อาณัติของพิภพสวรรค์ให้ได้...เท่านี้ก็นับเป็นการได้แก่แค้นมหาเทวะสงครามแล้ว! 

 หลังจากบาดเจ็บเจียนตายจากการรับทัณฑ์มหาอสนีบาต จอมมารมู่หรงพาร่างอันเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์กลับพิภพมาร เมื่อมอบหมายราชกิจต่างๆ ให้ชายาทั้งสามเป็นผู้สำเร็จราชการแทนแล้ว ก็เดินทางไปยังมหาบรรพตจันทราโลหิตเพื่อกักตนเข้าฌานโดยด่วนเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ ทว่าครั้งนี้จอมมารมู่หรงไม่เพียงแต่เร่งฟื้นฟูตบะมาร แต่เขาตั้งใจบำเพ็ญเพียรให้บรรลุตบะปราณมารขั้นเทวะ และฝึกฝนวิชาตรีเนตรเพลิง อันเป็นวิชาขั้นสูงสุดของเผ่ามารบรรพกาล  

ในเมื่อเขาตั้งใจมั่นว่าจะครอบครองซิ่นหนี่ว์ให้ได้ เขาก็จะต้องมีพละกำลังที่แข็งแกร่งเหนือกว่าบิดาของนาง! 

ความคิดเห็น