AU

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 49 กิลด์นักผจญภัยอิสระ

ชื่อตอน : ตอนที่ 49 กิลด์นักผจญภัยอิสระ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 43

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ส.ค. 2562 19:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 49 กิลด์นักผจญภัยอิสระ
แบบอักษร

ตอนที่ 49 กิลด์นักผจญภัยอิสระ 

แม้แดดจะดูร้อนไปบ้างแต่ร่มไม้ใหญ่ก็ช่วยได้ดีในการให้ความเย็น เหล่าทาสทั้ง 6 นอนแหกแขนกันอยู่ตรงพื้นยังไม่มีใครตื่นขึ้นมาแม้แต่คนเดียว เด็กสาวตัวน้อยหลับสนิทท่ามกลางกองใบไม้ที่ไผ่นำมากอง ๆ รวมกันปูต่างเตียงนอนให้เธอ

มีแต่เพียงดอนเท่านั้นที่ฝืนตัวเองลุกขึ้นเพื่อเฝ้าระวังภัยให้พวกพ้อง เขายังไม่ไว้ใจไผ่กับฮอป นักผจญภัยที่หยิบยื่นโอกาสรอดให้โดยวิธีการที่ผิดแปลกและพิสดารยิ่ง

ท่ามกลางสายลมพัดดอนยังคงจ้องดูกิริยาของไผ่กับฮอป สังเกตทุกกิริยาเพื่อนำมาประมวลผลระดับนิสัยเบื้องต้นว่าไว้ใจได้จริงหรอไม่ แต่จะอย่างไรแล้วเขาก็รู้ตัวเองดีว่าได้รับปากนักผจญภัยหนึ่งในนั้นแล้ว

“แค่มองเจ้าไม่อาจรู้ถึงบุคลิกนิสัยของพวกข้าได้หรอก!!” ไผ่ซึ่งนั่งพิงต้นไม้อย่างสบายอารมณ์พูดขึ้นโดยไม่ได้หันหน้ามามองดอน สิ่งนี้ทำให้ดอนผงะไปครูหนึ่ง

“พวกท่าน…” ดอนค่อย ๆ เอ่ยคำพูดออกมาเพราะอยากจะถามอะไรบางอย่าง

“ไม่จำเป็นต้องถามในตอนนี้ หน้าที่ของเจ้าคือทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับข้า แม้จะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม หวังว่าเจ้าคงจะมีความรับผิดชอบต่อคำสัญญาของตัวเองมากพอนะ!” ไผ่ไม่ปล่อยโอกาสให้ดอนได้เอ่ยถามสิ่งใด ฝ่ายดอนเมื่อได้ฟังคำพูดนี้ก็พยักหน้าเชิงเข้าใจปนความเศร้าและความกังวลของเขาที่แสดงออกมาทางสีหน้าอย่างเห็นได้ชัด เขาเหลือบมองดูเชลรีนที่หลับสนิทบนกองใบไม้พลันส่ายหน้าด้วยความจนใจ

“ในเมื่อข้ารับปากท่านแล้ว ข้าไม่เสียคำพูดของตัวเองหรอก ท่านประสงค์ให้ข้าทำหรือรับใช้สิ่งใดโปรดบอกมาเถอะ” ดอนกล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงแววหดหู่ เขาไม่รู้ว่าต้องพบเจออะไรบ้างหลังจากนี้ อาจจะลำบากยิ่งกว่าการตกเป็นทาสแรงงานก็เป็นได้ ทว่าบุคลิกของไผ่กลับไม่สนใจสีหน้าของดอนแต่อย่างใด ไผ่ผายมือไปยังแนวต้นไม้ที่ทาสอีกหกคนนอนอย่างไร้สติ

“ไปปลุกพวกนั้นสิ ข้ามีเรื่องที่จะต้องคุยกับพวกเจ้า!” ไผ่พูดด้วยน้ำเสียงธรรมดา แต่แฝงไปด้วยอำนาจของผู้นำ ทำให้ดอนรู้สึกสั่นสะท้านภายใน เขาพยักหน้าพลันค่อย ๆ ลุกเดินไปยังจุดที่พวกพ้องของตนนอนอยู่

ทว่า แค่เพียงเดินออกจากจุดเดิมได้ก้าวเดียวความเจ็บปวดก็โลดแล่นไปทั่วร่างกาย มันเป็นความเจ็บปวดที่คล้ายคลึงกับตอนที่ประสบในถ้ำแร่ แต่เบากว่าเท่านั้นเอง

“อาการตกค้างน่ะ รีบไปปลุกพวกของเจ้ามาได้แล้ว!” เสียงของไผ่เอ่ยออกมาอย่างเรียบนิ่ง ตอนนี้เขาดูเหมือนคนที่ไม่ใส่ใจกับสภาพร่างกายของคนอื่น

แต่แท้จริงแล้วไผ่รู้ว่าอาการตกค้างนี้ไม่เกินกำลังของดอน เขาสามารถฝืนร่างกายที่เจ็บปวดนี้ได้โดยที่ร่างกายจะไม่ถึงขีดอันตราย

“ข้า...เข้าใจแล้ว” ดอนฝืนตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่สู้ดีนัก

เขาใช้พลังใจฝืนก้าวต่อไป แต่ละก้าวที่เดินนั้นมันเหมือนกับมีเข็มนับพันเสียงอยู่ทั่วร่างกาย ขยับส่วนไหนก็เหมือนกับจะทำให้เข็มเคลื่อนเข้าทิ่มเนื้อของตนสร้างความเจ็บปวดที่ยากจะอธิบายให้ แต่เขาก็ยังคงฝืนทนทำต่อไปไม่ปริปากร้องว่าเจ็บแม้แต่คำเดียว

จนในที่สุดก็ไปถึงเป้าหมายด้วยความยากลำบาก เขาทำการปลุกพวกพ้องอีก 6 คนจนตื่นขึ้นมาด้วยอาการงัวเงีย แต่เมื่อตาสว่างแล้วได้เห็นท้องฟ้าที่แจ่มใส ได้เห็นแสงสว่างที่ไม่เคยพานพบมานานแสนนาน

ได้ยินเสียงนกร้อง เสียงลมพัด กลิ่นดอกไม้ใบหญ้า และกลิ่นของธรรมชาติที่โหยหามานานก็เกิดความดีอกดีใจจนลืมเลือนที่จะนึกว่าตนมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร พวกเขาต่างลุกพรวดออกจากที่ไปลูบคลำต้นไม้ ใบหญ้าเพื่อสัมผัสให้รู้ว่ามันเป็นของจริงหรือเปล่า มีบางคนถึงกับเด็ดใบไม้มากินเพื่อพิสูจน์ก็มี

และด้วยสติปัญญาและประสบการณ์ในอดีตของพวกเขาทำให้เข้าใจและประมวลผลได้ว่ามันคือของจริง ความตื่นเต้นพลันมีมากขึ้น แต่ก็ไม่ถึงขั้นลืมตัวทำอะไรบู่มบ่าม

ทั้ง 6 คนเหลียวซ้ายแลขวามองดูสถานการณ์รอบด้านเพื่อวิเคราะห์ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็พบกับไผ่และ ฮอป ซึ่งเป็นบุคคลแปลกหน้าสำหรับพวกเขา ด้วยสัญชาตญาณแห่งความกลัวพวกเขากระโดดถอยหลังตั้งท่าเข้าสู่โหมดเตรียมต่อสู้ในรูปแบบของตนเองทันที

ซึ่งท่าเตรียมต่อสู้แบบเฉพาะของแต่ละคนนั้นบ่งบอกได้ชัดเจนว่าพวกเขาเป็นผู้มีฝีมือในการต่อสู้ในระดับหนึ่ง หาได้เหมือนทาสตามคติที่คนอื่นคิด

“เจ้าเป็นใคร!” เสียงหนึ่งในหกคนถามขึ้นด้วยความระแวดระวัง ประสาทสัมผัสถูกกระตุ้นเตรียมพร้อมรับมือกับการจู่โจมที่ไม่คาดฝัน

ไผ่ยืนมองด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง มือขวายกขึ้นผายมาทางทาสทั้ง 6

“ข้าเป็นใครงั้นหรือ พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ในตอนนี้” เสียงของไผ่พูด สายตาที่จดจ้องไปยังทาสทั้งหกนั้นดูเรียบนิ่ง

แต่ด้วยประสบการณ์ของพวกเขาย่อมรู้ดีว่าบุคคลที่อยู่ตรงหน้าไม่ธรรมดา ไผ่ละสายตาจากกลุ่มทาสมองไปยังจุดที่ดอนยืนอยู่แล้วสั่งการบางอย่าง

“เล่ารายละเอียดให้พวกพ้องของเจ้าฟังเสียสิ ข้ามีเวลาให้ถึงตะวันลับฟ้าเท่านั้น” ไผ่พูดพลันเดินเข้าไปในป่ากับฮอป ทิ้งให้พวกเขาได้มีเวลาเป็นส่วนตัว โดยที่ไม่กลัวว่าดอนกับเหล่าทาสจะพากันหนีไป หรือแม้ว่าจะหนี ก็ไม่อาจหนีพ้น

 

........................................

 

2 ชั่วโมงต่อมา

ณ ปราสาทของขุนนางเกียร์

“อืม ...ตอนนี้เจอมันแล้วสินะ อยู่ที่นั่นเองหรือ!” ขุนนางเกียร์เผยรอยยิ้มด้วยความตื่นเต้นและนึกสนุก เมื่อได้ฟังรายงานว่าพบตัวของนักผจญภัยที่เขาส่งให้ไปสืบ

ตอนนี้อยู่ที่ตลาดใกล้กับกิลด์นักผจญภัยอิสระที่รวมกลุ่มกันเพื่อความอยู่รอด ซึ่งสำหรับขุนนางดังเช่นเกียร์แล้ว กลุ่มนักผจญภัยไร้ฝีมือเหล่านี้ก็ไม่ต่างจากมดปลวก แม้รวมกลุ่มกันเยอะแค่ไหนก็ไม่อาจจะสั่นคลอนอำนาจเขาได้

ภายใต้คำสั่งของขุนนางเกียร์ องครักษ์ที่อยู่ด้านหลังก้าวถอยออกไปเพื่อสั่งการตามประสงค์ กองกำลังทหารมีฝีมือกลุ่มหนึ่งเคลื่อนพลออกไป จุดหมายอยู่ที่ตลาดไร้ชื่ออันเป็นสถานที่สำหรับแลกเปลี่ยนสิ่งของเพื่อความอยู่รอด

 

.........................................

 

ณ ตลาดไร้ชื่อ ใกล้กับกิลด์นักผจญภัยอิสระ

สถานที่สำหรับการแลกเปลี่ยนเพื่อความอยู่รอดในอาณาจักรซีเรียสในปัจจุบันนี้ ตลาดแห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ใหญ่โต เป็นเพียงตรอกซอยเล็ก ๆ ที่เชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้านสองหมู่บ้าน เป็นแหล่งค้าขายที่ไม่ต้องจ่ายค่าเช่า

เพียงมีพื้นที่ว่างให้ขายก็สามารถใช้ได้เลย หรือจะเดินเร่ขายก็ตามแต่ใครจะสะดวก โดยส่วนใหญ่แล้วจะขายของจำพวกอาหาร และของใช้จำเป็นบางส่วนเท่านั้น ซึ่งเป็นของพื้น ๆ สำหรับใช้สอยในการดำเนินชีวิตประจำวัน

เหล่านักผจญภัยที่เผลอเข้ามาอาณาจักรซีเรียสแล้วไม่สามารถกลับไปอาณาจักรเดิมอันเป็นที่ตั้งของตัวเองได้ก็ต้องมาตกระกำลำบากอยู่ที่นี่

แม้กระทั่งเหล่านักผจญภัยของอาณาจักรซีเรียสที่ยังคงอยู่ หรือเดินทางไปยังอาณาจักรอันขึ้นชื่อไม่ทันก็ตกกระไดพลอยโจนไปด้วย ความลำบากซึ่งไม่คาดคิดว่าจะประสบกับตัวเองมาก่อนในชีวิต

และ ณ ตอนนี้ได้มีสองหนุ่มที่เดินชมของค้าของขายในตลาดด้วยอาการผ่อนคลาย แม้จะเป็นจุดสนใจของใครหลายคนที่มักจะมองชุดนักผจญภัยที่ดูดีดั่งเป็นนักผจญภัยระดับกลาง และใบหน้าอันหล่อเหลาที่ป้ายผงสีดำพาดหน้าจากซ้ายไปขวาทำให้ดูน่าเกรงขามและน่ากลัวแบบแปลกประหลาดในสายตาคนอื่น และด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งสำหรับเป็นจุดสังเกตง่าย ๆ เพราะมองไกล ๆ ก็รู้ได้ว่าคือใคร คนของขุนนางเกียร์จึงส่งรายงานไปอย่างรวดเร็วว่าพบตัวแล้ว

“ฮอป! เฮียพึ่งนึกได้ว่ะ ว่านอกจากแร่แล้วเราต้องเอาอะไรบางอย่างกลับไปอีก” ไผ่ถามฮอปขณะมองดูเหล่าผู้คนที่มีสภาพความเป็นอยู่ไม่ค่อยสู้ดีนัก พวกเขาต้องอยู่กันอย่างอดอยาก ห่างจากไผ่กับฮอปไปประมาณสองร้อยเมตรมีชาวบ้านต่อแถวกันยาวเหยียดเพื่อรับอะไรบางอย่าง ไผ่กับฮอปจึงเข้าไปดูใกล้ ๆ ปรากฏว่าสิ่งนั้นคืออาหาร เป็นข้าวต้มที่มีเศษเนื้อป่นเพียงน้อยนิด แจกจ่ายโดยกิลด์นักผจญภัยอิสระ

1 คนได้รับเพียง 1 ชามเท่านั้นเพื่อให้ชาวบ้านทุกคนได้รับอาหารเพียงพอต่อจำนวนคน สาเหตุที่ทำแบบนี้นั่นเพราะเห็นคุณค่าในชีวิตของเพื่อนร่วมชะตากรรม หากพวกเขาไม่ทำก็ไม่มีใครทำอีกแล้ว ผู้คนจะอดอยากและป่วยตายไปทีละคน

ส่วนทางอาณาจักรไม่ได้ให้ความเหลียวแลประชาชนเลย มีแต่ใช้งาน บังคับและขู่เข็ญ สถานการณ์หลังจากปิดอาณาจักรก็เหมือนกับตกนรกทั้งเป็น ทรัพยากรรวมถึงทุกอย่างต่างขาดแคลนทั้งสิ้น ไม่มีคำว่าเจริญขึ้นแม้แต่น้อย มีก็แต่คำว่าเจริญลง เหล่าชาวบ้านกลุ่มใหญ่บางกลุ่มต้องอดอยาก และอดตายเป็นจำนวนเรือนแสนคน

เพราะสามีและลูกชาย ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารแบบบังคับ ถ้าไม่ทำก็ฆ่าทั้งครอบครัว ตอนนั้นมีครอบครัวที่ตายเพราะทางอาณาจักรเป็นเรือนพัน แต่ว่า หลังจากการเกณฑ์ในครั้งนั้นแล้ว ก็ไม่มีวี่แววว่าพวกเขาจะกลับมาอีกเลย ทางอาณาจักรก็ไม่ได้ส่งบรรณาการใด ๆ มาให้

ยิ่งไม่มีหัวหน้าครอบครัวที่คอยทำงานหาเงิน และทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตของภรรยาและลูก ๆ ทำให้หลายครอบครัวต้องดิ้นรน แต่ว่า จำนวนมันมีมากเกินไป งานที่ทำเสียส่วนใหญ่ก็เป็นงานหนัก ซึ่งแต่ก่อนเคยเป็นงานของผู้ชายทั้งนั้น การปรับตัวช่วงนั้นทำให้ผู้หญิงและเด็กหลายคนเสียชีวิต แม้เรื่องจะส่งเข้าไปยังอาณาจักรหลายครั้งก็ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นเลย

กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อเหล่านักผจญภัยระดับสูงของอาณาจักรเชียร์ร่าเดินทางมาท่องเที่ยว แต่ว่ากลับไปยังอาณาจักรเดิมของตนเองไม่ได้เลยติดอยู่ที่นี่ แต่ด้วยความสามารถ อุปกรณ์ และอาวุธของพวกเขาทำให้อยู่รอดได้โดยการทำภารกิจ และแต่ละภารกิจนั้นก็อยู่ในระดับกลางถึงระดับสูง เงินที่ได้จึงเยอะพอสมควร

กิลด์นักผจญภัยกลุ่มนี้ไม่ได้บอกว่าตนเองมาจากกิลด์อะไร ทางฐานข้อมูลของซีเรียสก็มีเพียงแผนกลงทะเบียนมอบภารกิจเท่านั้นที่รู้ และพนักงานทางแผนกก็ไม่ได้นำข้อมูลมาเปิดเผยแต่อย่างใดเพราะเหตุผลบางประการ

เมื่อภาวะขาดแคลนอาหารของชาวบ้านมีมากขึ้น ทางเหล่านักผจญภัยที่ติดอยู่ก็เป็นนักผจญภัยระดับต่ำ มีบ้างที่เป็นนักผจญภัยระดับกลาง ซึ่งฝีมือของพวกเขาไม่อาจจะอยู่รอดในสถานการณ์แบบนี้ได้

กลุ่มนักผจญภัยระดับสูงกลุ่มนี้จึงใช้เงินและทรัพยากรที่ตัวเองหาได้สร้างกิลด์นักผจญภัยอิสระขึ้นมา ประการแรกก็เพื่อให้ที่อยู่ให้อาหาร เหล่านักผจญภัย และชาวบ้านที่อดอยาก

ประการที่สองเพื่อให้ข้อมูล และเทคนิคการต่อสู้เพียงเล็กน้อยให้นักผจญภัยระดับต่ำเรียนรู้พอที่จะเอาตัวรอดได้บ้าง

นับวันทรัพยากรและเงินที่หาก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของชาวบ้าน ของทุกอย่างเริ่มร่อยหรอลงทุกวัน ทุกวัน แม้จะแก้ไขสถานการณ์โดยวิธีต่าง ๆ ก็ตาม หากทางอาณาจักรไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยแก้ก็ไม่อาจจะฟื้นฟูสภาพให้ดีขึ้นได้เลย

อาหารในแต่ละวันจึงเหลือเพียงมื้อเดียว และมีเพียงข้าวต้มผสมเศษเนื้อป่นเท่านั้น

ทางไผ่กับฮอปไม่ได้รู้ข้อมูลเหล่านี้ เขาแค่สงสัยว่าผู้คนต่อแถวยาวเหยียดแบบนี้เพื่ออะไรกัน ทำไมถึงรับอาหารที่เขาแจก และดูจากแววตาแต่ละคนแล้วเหมือนกับว่าพวกเขารอคอยเวลานี้ทุกวัน

ไผ่จึงเดินเรียบไปยังจุดที่แจกอาหาร ก็พบกับนักผจญภัยทั้งผู้หญิงและผู้ชายกำลังตักข้าวต้มแจกจ่ายผู้คนอยู่

“ขออภัยนะคะ กรุณาต่อแถวด้วยค่ะ” หญิงสาวนักผจญภัยคนหนึ่งเมื่อเห็นไผ่กับฮอปเดินเข้ามาใกล้กับหม้อแจกจ่ายอาหารจึงนึกว่าไผ่กับฮอปต้องการกินข้าวต้มจึงเอ่ยไปแบบนั้น

“ข้าไม่ได้มากินอาหาร ข้าแค่ต้องการมาสอบถามบางอย่าง” เสียงของไผ่พูด หญิงสาวละงานของคนมองสำรวจไผ่กับฮอปดูดี ๆ อีกครั้งถึงรู้ว่าทั้งสองคนสวมใส่ชุดนักผจญภัยอยู่ เลยพยักหน้าเป็นเชิงขอโทษให้

“ขอโทษนะคะที่เข้าใจผิด ถ้าอยากติดต่อสอบถามเรื่องกิลด์นักผจญภัยอิสระของเราให้ไปที่กิลด์นะคะ เพราะตรงนี้ทุกคนกำลังยุ่งอยู่กับการแจกจ่ายอาหารคงไม่สะดวกตอบค่ะ” เธอกล่าวออกมา

“แล้วกิลด์นักผจญภัยอิสระอยู่ที่ไหนล่ะครับ” ไผ่ถาม เธอมองดูรอบด้านสักครู่หนึ่งแล้วชี้ไปทางทิศตะวันออก

“ไปทางทิศนี้ค่ะ ไม่ไกลจากที่นี่จะมีป้ายกิลด์ตั้งอยู่ค่ะ ขอตัวทำงานต่อนะคะ” เธอพูดแล้วรีบไปทำหน้าที่ของตนเองต่อไม่ได้สนใจไผ่กับฮอปอีก

ทางไผ่กับฮอปก็มุ่งหน้าไปตามที่เธอบอกก็เจอกับป้ายกิลด์จริง ๆ ซึ่งอยู่ห่างจากจุดแจกอาหารราว ๆ 1 กิโลเมตร

“เฮ้อ! อะไรกัน ตลาดแลกเปลี่ยนแต่แทบไม่มีการแลกเปลี่ยน มีแต่การแจกอาหารที่ไร้สาระ คนเรามันก็ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดสิ แต่ละคนก็แข็งแรงดีออก แต่มาขี้เกียจงอมืองอเท้ารอรับอาหารเพื่อประทังชีวิตเนี่ยนะ” เสียงของฮอปบ่น เขาเป็นประเภทที่ไม่ชอบอะไรแบบนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

“จะบ่นทำไมไอ้ฮอป เฮียรู้น่า เลยพามาที่นี่ไง!” ไผ่พูดแทรก เดินนำฮอปเข้าไปยังกิลด์นักผจญภัยอิสระพอเข้าไปข้างในก็เจอกับโถงต้อนรับ มีพนักงานหน้าเคาน์เตอร์นั่งอยู่ตรงเก้าอี้หลังโต๊ะใหญ่

“ยินดีต้อนรับสู่กิลด์นักผจญภัยอิสระค่ะ” เสียงต้อนรับของพนักงานเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่ามีนักผจญภัยระดับกลางสองคนเข้ามาในห้องโถง ไผ่เดินเข้ามานั่งตรงเก้าอี้ต้อนรับพร้อมกับฮอปที่นั่งจ้องหน้าตาหวานใสจิ้มลิ้มของพนักงาน

“พวกข้าเป็นเพียงนักผจญภัยที่เดินทางเข้ามาในอาณาจักรนี้เมื่อไม่กี่วันก่อน แต่ว่าตอนนี้อาณาจักรกลับไม่ยอมให้กลับไปยังอาณาจักรเดิมของข้า ที่มาก็เพราะอยากจะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น” ไผ่เป็นคนพูดออกมา น้ำเสียงของเขานั้นทำให้หญิงสาวหลงใหล แม้ใบหน้าของไผ่จะถูกปกปิดด้วยผงดำ แต่แค่ดวงตาที่เผยออกมาก็ทำให้จินตนาการถึงใบหน้าบุรุษในฝันได้ไม่ยาก

“ได้ยินที่ข้าถามไหม” เสียงของไผ่พูดเมื่อพนักงานสาวมัวแต่จ้องใบหน้าของตน น้ำเสียงนี้ทำให้เธอสะดุ้งจนหลุดออกจากภวังค์

“อ๊ะ!! ขออภัยค่ะ เมื่อกี้ท่านถามว่าอะไรนะคะ” เธอพยายามปกปิดใบหน้าที่เขินอายของตัวเอง ทำเอาไผ่ถึงกับส่ายหน้า

“มันเกิดอะไรขึ้นกับอาณาจักรนี้ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้” ไผ่สรุปประเด็นคำถามให้ง่ายต่อการเข้าใจ เธอนิ่งไปสักพักเพื่อรวบรวมสติของตนเอง แม้จริง ๆ แล้วคำถามนี้เป็นคำถามยอดฮิตที่นักผจญภัยส่วนใหญ่มักถามบ่อยมาก

“จากข้อมูลที่กิลด์เราได้รวบรวมมาทั้งหมด สาเหตุที่ทำให้อาณาจักรซีเรียสกลายเป็นแบบนี้มาจากองค์จักรพรรดิ ที่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุได้ถึงทรงสั่งการมอบอำนาจให้กับขุนนาง และไม่ยอมเหลียวแลประชาชน ทั้งนี้ยังมีข้อมูลลับ ๆ ส่งมาว่ากองกำลังทหารนับล้านของซีเรียสที่ส่งไปทำสงครามกับอาณาจักรเฟราด้าหายสาบสูญไปทั้งหมด ทั้ง ๆ ที่เฟราด้าเป็นอาณาจักรเล็ก ๆ ไม่น่าจะมีกำลังพลที่สามารถต่อกรกับซีเรียสได้ สาเหตุที่แท้จริงยังไม่รู้ว่าทหารนับล้านหายสาบสูญไปได้ยังไง แต่ว่าการสูญเสียในครั้งนี้ทำให้จักรพรรดิกริ้วมาก และทรงกริ้วยิ่งกว่าเดิมเมื่อนักผจญภัยระดับกลางกับระดับสูงเดินทางไปยังอาณาจักรอื่นในชั่วข้ามคืน ทำให้ไม่มีกำลังหลักที่ช่วยสร้างรายได้และความมั่นคงให้อาณาจักร เหตุนี้จักรพรรดิจึงทรงรับสั่งไม่ให้นักผจญภัยคนไหนออกไปจากอาณาจักร ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ความโกลาหลต่าง ๆ จึงเกิดขึ้น ความสูญเสียต่าง ๆ ค่อย ๆ ทยอยมากขึ้น ผู้คนจำนวนมากล้มตาย ทรัพยากรทางการเกษตรสูญหายเพราะขาดแร่ธาตุ ตอนนี้ทางกิลด์เรากำลังแก้ปัญหาเหล่านั้นอยู่ อีกไม่นานก็คงประสบความสำเร็จ” พนักงานตอบไผ่อย่างที่ตอบคำถามให้กับนักผจญภัยอื่น ๆ

“ข่าวบังหน้าอีกแล้ว พวกกิลด์หรือองค์กรก็ไม่ต่างอะไรกันเลยสักนิด ข้อมูลอะไรที่ฟรี ๆ ก็ให้แต่ผิวเผิน และตบท้ายด้วยอุดมการณ์ลม ๆ แล้ง ๆ ของตนเองอยู่เรื่อย... ไร้สาระ!” ฮอปที่ฟังพนักงานสาวอธิบายให้ไผ่ฟังเบือนหน้าแล้วพูดออกมาแบบขวานผ่าซาก ทำให้คิ้วพนักงานสาวถึงกับขมวด

“คุณคะ ไม่รู้อะไรอย่าพูดจาทำให้กิลด์เราเสียหายนะคะ ที่พวกเราต่อสู้ทุกวันนี้ก็เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสิ้น พวกเราทุกคนต่างอดทนและเสียสละเพื่อให้ประชาชนไม่อดอยาก คุณมันไม่เข้าใจหัวอกของพวกเราสักนิด!!” พนักงานหญิงทนไม่ไหวกับคำพูดของฮฮปจึงลุกขึ้นแย้ง

เธอชี้หน้าฮอปแล้วกล่าวความรู้สึกแห่งอุดมการณ์ของเธอ แต่ฮอปกลับส่ายหน้าเบา ๆ ส่วนไผ่ไม่ได้พูดอะไร เขาแค่ตบไหล่ฮอปเบา ๆ เป็นเชิงว่า เชิญตามสบายไอ้ฮอป

“เฮ้อ! อุดมการณ์มันก็ส่วนอุดมการณ์ ความรู้สึกก็ส่วนความรู้สึก ความหวังก็ส่วนความหวัง การกระทำของพวกเธอมันดีก็จริง แต่ดีไม่พอสำหรับการแก้ปัญหาในครั้งนี้!!! เธออย่าลืมสิ ว่าต้องการแก้ปัญหาเรื่องอะไร และจะแก้อย่างไร มันถูกวิธีมั้ย เอาล่ะ ที่ได้ฟังมาพวกเธอต้องการแก้ความอดอยากของประชาชนใช่มั้ย แล้วก็แก้ไขโดย ให้อาหารพวกเขาใดเอิ่มท้องงั้นเหรอ

เธอ! แบบนี้มันเป็นเพียงแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้า ไม่ได้แก้ปัญหาแบบถาวร ถ้ามัวแต่ให้อาหารพวกเขา และในเมื่อพวกเขาได้อิ่มท้องทุกมื้อ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นล่ะ ก็ไม่ต้องทำมาหากินอะไร วัน ๆ เอาแต่รออาหารมาส่งถึงท้องอย่างนั้นเหรอ หึ! เธอรู้ไหมว่าทำแบบนี้ใครลำบากที่สุด

ตอบให้ก็ได้ ก็กิลด์ของพวกเธอนี่ไงที่จะลำบาก ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปอีกไม่นานอาหารก็เริ่มร่อยหรอ ก็ต้องหาเพิ่ม ทำงานหนักกว่าเดิม รับผิดชอบเยอะกว่าเดิม และสุดท้ายอุดมการณ์ก็ไม่สำเร็จ เพราะผู้รับผิดชอบระดับแนวหน้าของกิลด์จะตายเสียก่อนยังไงล่ะ!” ฮอปพูดแย้งถึงอุดมการณ์ของกิลด์นี้ทำให้พนักงานที่ฟังถึงกับโกรธ แต่ว่าก่อนที่เธอจะได้โต้แย้งจู่ ๆ ก็มีค้อนสองหัวพุ่งมาทางฮอปอย่างรวดเร็ว

ตูม!!!

เสียงโต๊ะถูกกระแทกจนแตกหัก พนักงานหญิงเมื่อกี้ถึงกับกรี๊ดลั่นแล้วหมอบลงกับพื้นด้วยอาการตื่นตระหนก แต่ว่าสองหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้กลับไม่สะทกสะท้านอะไรเลย

มือซ้ายของฮอปจับหัวค้อนใหญ่เหมือนกับมันไร้น้ำหนัก ส่วนไผ่ก็นั่งยิ้มเฉย ๆ ไม่กล่าวอะไร เพราะคิดจะยกบทพระเอกให้กับฮอปบ้าง

ตึก! ตึก!

เสียงฝีเท้าอันหนักแน่เดินเข้ามาใกล้ ๆ เผยให้เห็นเรือนร่างของผู้หญิงคนหนึ่งภายใต้ชุดเกราะเหล็กกล้า ซึ่งเป็นชุดเกราะของนักผจญภัย

.............ระดับสูง!!! ....................

................................

เเถมครับ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น