บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

สิ่งที่อยากเห็นจะได้เห็น สิ่งที่อยากเจอจะได้เจอ

ชื่อตอน : สิ่งที่อยากเห็นจะได้เห็น สิ่งที่อยากเจอจะได้เจอ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 126

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ส.ค. 2562 12:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สิ่งที่อยากเห็นจะได้เห็น สิ่งที่อยากเจอจะได้เจอ
แบบอักษร

สิ่งที่อยากเห็นได้เห็น สิ่งที่อยากเจอจะได้เจอ 

พ้นโค้งแนวเขาเข้ามา มองเห็นทางทอดยาวลดเลี้ยวไปข้างหน้า น่าแปลกที่ไม่มีหญ้าหรือต้นไม้ หรือแม้กระทั่งเถาวัลย์ใด ๆ เลื้อยเข้ามาในแนวถนนนี้ ถนนเกลี้ยงเตียนเหมือนถูกกวาดให้สะอาดทุกวัน ฉันนึกถึงเส้นทางจากกุฎิแม่ชีไปยังศาลาปฎิบัติธรรมในวัดที่ฉันบวช ฉันกวาดทุกวันจนสะอาดเตียน เป็นทางเดินที่ไม่รก อย่างมากก็มีเพียงใบไม้ที่ร่วงลงมาบนเส้นทางนั้น แต่ถนนเบื้องหน้าฉันนี่ ไม่มีแม้แต่ใบไม้ที่ร่วงลงมาตลอดแนวถนน 

               เราเดินจับมือกันไป ถนนกว้างเพียงแค่คนเดินคู่กันได้สองคน ถนนทอดยาวไปทางซ้ายมือเบื้องหน้า ทอดตัวสูงขึ้น แต่เราก็เดินกันไม่ยากนัก ยิ่งเข้ามาลึกมากขึ้นเท่าไร ฉันก็สัมผัสถึงความชุ่มชื่นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนฝนเพิ่งตกลงมาไม่กี่นาทีข้างหน้า แต่เราก็ไม่ได้เจอฝนเลยตั้งแต่จอดรถที่เชิงเขา จากต้นไม้สูง ๆ เริ่มกลายเป็นไม้สูงเพียงแค่พ้นหัวฉันไม่เกิน 170 เซนติเมตร พี่สรรค์ซึ่งสูงกว่าแนวระดับต้นไม้สามารถมองเห็นและบอกฉันได้เลยว่าข้างหน้ามีอะไร  

              ไม่รู้ว่าอะไรดลใจทำให้เราสองคนพุูดกันด้วยเสียงที่เบาลงกว่าปกติ สัมผัสได้ว่าไม่ควรส่งเสียงดังในพื้นที่บริเวณนี้ 

              “ลูกนก ข้างหน้าเป็นเหมือนดงดอกไม้เลย สองข้างทางต้นไม้ออกดอกเต็มเลย" ฉันตื่นเต้นและกลายเป็นเดินจูงพี่สรรค์ไป เพราะไม่ต้องกลัวหลงอีกแล้ว อย่างไรก็ต้องเดินตามไปถนนแห่งนี้ 

              เมื่อมาถึงบริเวณที่ต้นไม้ออกดอก ฉันตื่นตาตื่นใจกับดอกไม้นานาพรรณ บางดอกเหมือนกับฉันเคยเห็นมาก่อน ดอกไม้ที่เหมือนแตรสังข์ยาว กลีบดอกสีขาวตรงปลายบานออก มีเกสรสีเหลืองอยู่ลึกด้านใน กลิ่นหอมอ่อน ๆ ถ้าไม่มีคำเตือนจากพระธุดงค์ ฉันคงเด็ดดอกไม้มาดมแล้วนำกลับออกไปด้วยแน่นอน บางดอกเหมือนกุหลาบเถาสีชมพู เพียงแต่เป็นสีเหลืองสวยสดตัดกับพื้นใบไม้สีเขียว ลำต้นเลื้อยยาวพาดกิ่งไม้นำทางไปข้างหน้า บางดอกมีลักษณะเหมือนดอกธูป ตรงปลายก้านดอกเป็นเส้นนุ่ม ๆ ยาวอัดแน่นมาตามก้านดอกสัก 10-20 เซนติเมตร ยาวมากกว่าดอกธุูปปกติที่เคยเห็นและเป็นสีขาวสว่าง ออร่ากระจาย ปกติฉันมักเก็บดอกธูปก้านยาว ๆ ไปปักแจกันทรงสูงตามมุมประตูบ้าน  แต่นี่เก็บไม่ได้ ฉันนึกขึ้นได้ว่าเอาโทรศัพท์มานี่นา ถึงจะไม่มีสัญญาณตั้งแต่เริ่มเดินขึ้นมาจากเชิงเขาไม่ไกลนัก แต่ถ่ายรูปนี่ไม่เกี่ยวกับสัญญาณ ฉันสนุกกับการถ่ายรูปดอกไม้แต่ละชนิดอย่างมีความสุข มีดอกไม้สีชมพูเข้มเหมือนดอกบัวหลวงดอกใหญ่แต่นี่ขึ้นบนบก ใบไม้ที่น่าจะเหมือนใบบัวโค้งมนกลมขนาดใหญ่ ลำต้นอวบน้ำมาก ฉันเซลฟี่กับดอกบัวหลาย act เลย และที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดคือ ต้นไม้สูงมากมายหลายต้นที่ขึ้นสองข้างทางจนเป็นอุโมงค์ดอกไม้ ดอกที่ทิ้งพวงลงมาเหมือดอกคูนที่เราเห็นเป็นสีเหลืองทั่ว ๆ ไป แต่เป็นสีขาวไม่มีใบไม้เลย ขึ้นอยู่ติด ๆ กับเกือบ 10 ต้น ฉันเริงร่าวิ่งออกนอกเส้นทางไปถ่ายรูปเซลฟี่ใต้ต้นไม้ ทั้งมุมไกลมุมใกล้ พี่สรรค์ต้องคอยตะโกนตามว่า 

              “ลูกนกห้ามเด็ดห้ามจับเด็ดขาดนะ” 

              “ลูกนกคอยดูพื้นด้วยนะอย่าเหยียบต้นไม้อื่นนะ” 

              “ลูกนกระวังงูหรือสัตว์อื่นด้วยนะ” 

              แต่เธอยืนอยู่บนถนนไม่ไปไหน ถ่ายรูปตามฉันบ้างแต่ถ่ายบนนถนนที่ยืนอยู่เท่านั้น 

              “พอแล้วลูกนก รีบเดินไปให้ถึงพุหางนาคเหอะ จะเที่ยงอยู่แล้ว แล้วก็ไม่ต้องวิ่งออกนอกถนนอีกนะ นี่เหยียบต้นไม้ไปบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ พี่ไม่สบายใจเลย” 

              “พี่สรรค์ขา นกระวังอยู่ค่ะพี่ พี่ก็เห็นว่าไม่ได้มีหญ้าเตี้ย ๆ ให้นกเผลอเหยียบได้ซะที่ไหน มีแต่หญ้าใบสูง ๆ นกแหวกทางตอนเดินไปพี่ไม่ได้มองเลยเหรอ” 

              “พี่แค่กลัวน่ะ หลวงพ่อท่านสั่งนักหนา” 

              ฉันกับพี่สรรค์เริ่มได้ยินเสียงเหมือนคนคุยกัน บางเสียงที่พอจับได้มีคำว่า นาค,กลับมาแล้ว,ลูกนก,ตำรวจ,ทำบุญ,ท้าวสรรค์ธิราช,เจ้านาง, กลับมาแล้ว, นอกนั้นจับฟังคำไม่ได้ ส่วนที่จับฟังคำเหล่านี้ได้ก็ไม่ใช่ว่าชัดนัก เดาๆ ประติดประต่อคำเอาเอง เข้าใจเอาเองว่าประมาณนี้ ฉันกำลังจะอ้าปากถามพี่สรรค์ พี่สรรค์คงจะแค่อยากเอามือมาปิดปากฉัน แต่ใช้ความเร็วมากไปหน่อย จนกลายเป็นตบปากฉันไปเลย ฉันโกรธจนทำหน้าหงิกเข้าใส่ แล้วเดินต่อไปข้างหน้า ทางเดินสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ฉันไม่รู้สึกเหนื่อยเลยเพราะทัศนียภาพสองข้างทางสวยงามขนาดนี้ ยิ่งพี่สรรค์ที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอคงชิลล์เลยล่ะ เขาต้องเสียเวลารอฉันหยุดถ่ายภาพหลายครั้ง แล้วเมื่อผ่านดงดอกคูนสีขาวที่ปกคลุมเป็นซุ้มสองข้างทางมา เราเริ่มได้ยินเสียงน้ำไหลริน เราหันหน้ามาสบตากันแล้วยิ้มเบิกบาน สิ่งที่อยากเห็นจะได้เห็นแล้ว 

              พื้นดินตรงเบื้องหน้าเรามีน้ำผุดขึ้นมาจากดิน 3 จุดใหญ่ด้วยกัน 3 จุดนี้มีน้ำพุ่งขึ้นสูง 3-4 เซนติเมตร ไม่ใช่พุที่มีน้ำออกมาเพียงน้อยนิดด้วย น้ำที่ออกมานั้นพุดขึ้นมาต่อเนื่องแบบมีแรงดันเพิ่มความเร็วที่สม่ำเสมอไหลออกมาเป็นแนวทางสามสายไปบรรจบกันทางด้านขวาไหลลงทางทิศด้านตะวันตกเฉียงเหนือของจุดที่เรายืนอยู่ และยังมีพุน้ำเล็ก ๆ อีก 3 แห่ง ที่มีเพียงน้ำไหลริน ๆ ออกมา แล้วไปรวมยังแต่ละสายที่เป็นแนวสายน้ำเล็ก ๆ นั่น เราเดินไปตรงจุดที่น้ำแต่ละเส้นทางมาบรรจบกันเป็นเหมือนลำธารแต่กว้างขนาดที่เราสามารถก้าวข้ามไปอีกฝั่งได้ น้ำใสไหลเย็นน่าชื่นใจ แต่ค่อนข้างจะไหลแรงและเร็ว คงเพราะปริมาณน้ำที่มารวมกันมากและทางที่สายน้ำไหลไปนั้นเริ่มลาดลงด้วย พี่สรรค์นั่งลงพนมมือขออนุญาตต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นี่เพื่อขอน้ำล้างหน้าล้างแขน ฉันก็ทำตาม น้ำย็นชื่นใจ จนฉันอดใจไม่ไหวเอามืออุ้มน้ำขึ้นมาดื่ม ทันทีที่ปากฉันสัมผัสกับน้ำ ฉันรับรู้ถึงความเย็นที่ชื่นและชุ่มไปถึงหัวใจ เมื่อน้ำไหลเข้าไปในปาก ฉันรู้สึกสดชื่น หายเหนื่อยและมีพละกำลังเพิ่มขึ้น ฉันสัมผัสได้แม้กระทั่งน้ำที่รินไหลจากคอลงสู่ท้อง ฉันได้รับพลังในทุกจุดที่รู้สึกถึงสัมผัสนั้น ช่างชื่นใจเหลือเกิน แต่ฉันก็ต้องลืมตาขึ้นจากความรู้สึกเอิบอิ่มที่กำลังสัมผัสเพราะพี่สรรค์เอื้อมมือมาตีแขนฉันอย่างแรง  

              “ลูกนกทำไมทำแบบนี้” 

              แล้วก็ตีฉันอย่างแรงอีกทีหนึ่ง 

              “นกเจ็บนะพี่สรรค์ ตีแรงทำไมเบอร์นี้เนี่ย นกหิวน้ำ น้ำของนกก็ยกให้พี่ไปแล้ว นกดื่มแก้กระหายไม่ได้ทำอะไรให้เสียหายซะหน่อย” 

              “จำที่หลวงพ่อท่านเน้นไม่ได้เหรอ ว่าอย่าเอาอะไรกลับไป” พี่สรรค์หน้าเข้มเสียงดุ 

              “พี่สรรค์นกดื่มน้ำเฉย ๆ ป่ะ ถ้าการดื่มน้ำคือการเอาอะไรกลับไป การที่เราล้างหน้าล้างมือก็เอาน้ำกลับไปเหมือนกันมั้ย เพราะติดไปกับหน้ากับแขนเรา นี่นกมีขวดน้ำเปล่านกอยากเอาน้ำจากที่นี่กรอกใส่ขวดไว้กินระหว่างทาง นกยังไม่ทำเลย” 

              พี่สรรค์ยังไม่เคยเห็นเวลาที่ฉันแผลงฤทธิ์ด้วยความโมโห ฉันโต้กลับด้วยเสียงที่เข้มไม่แพ้เขา แต่ดังกว่าเขามาก เสียงซุบซิบรอบ ๆ บริเวณนั้นเริ่มเซ็งแซ่ขึ้น ฉันซึ่งอยู่ในอารมณ์โกรธและโมโหมากกำลังจะตะโกนถามออกไป ว่าเสียงอะไร และอยู่ตรงไหน มีอะไรก็ออกมา แต่พี่สรรค์เอานิ้วมาปิดปากฉัน และส่ายหน้าเป็นสัญญาณว่าอย่าทำ 

              ฉันยังโมโหมาก และเวลาที่ฉันอยู่ในอารมณ์นี้ตาฉันจะเสมือนถลนออกมานอกเบ้า น้ำเสียงเกรี้ยวกราดเหมือนคนละคนกับยามปกติที่พูดเพราะ นุ่มนิ่ม  อันนี้เป็นคำบอกของคนอื่น ๆ ที่สะท้อนมา นิ้วพี่สรรค์อยู่ที่ปากฉัน เขาไม่ทันระวังฉันเลยกัดนิ้วเขาอย่างแรง เขาร้องเสียงดัง แต่มีผลให้เสียงซุบซิบที่ดังกลับเงียบไป ฉันลุกขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วถามว่า 

              “เดินไปตามลำธารนี้ใช่มั้ยที่จะไปถึงวัดเขาพระถ้ำ” อารมณ์อยากจะออกจากสถานที่ที่มีข้อจำกัดมากมายเกิดขึ้นมาทันที 

ฉันลุกเดินไปทันทีโดยไม่หันมามองพี่สรรค์ แรงไหลของน้ำคงเริ่มกัดเซาะพื้นดินขอบชายน้ำไปเรื่อย ๆ เพราะไหลจากที่สูงมาสู่ที่ต่ำที่ราบลงไปเรื่อย ๆ ข้างหน้าอีกไม่ไกล ลำธารนี้จะไหลอ้อมดงพุ่มไม้ที่ออกดอกสีขาวเหมือนดอกพุทธ ดอกที่ตูมใหญ่กว่าดอกพุดสักเท่าตัวหนึ่ง ดอกที่บานใหญ่กว่าดอกพุดปกติไม่มากนักแต่ส่งกลิ่นหอมมากกว่า ฉันได้กลิ่นตั้งแต่ยังไม่เข้าใกล้ ขนาดความกว้างของลำธารตรงนั้นถ้าจะไปอีกฝั่งคงต้องกระโดดเพื่อก้าวข้ามไป แล้วคงต้องเป็นฉันที่เป็นฝ่ายกระโดด เพราะพุ่มดอกไม้นั้นเป็นพุ่มใหญ่หนาแน่น ไม่สามารถเดินฝ่าไปได้ ถนนฝั่งของฉันมาสุดตรงจุดที่สายน้ำจากพุทั้งสามมารวมกัน ถ้าจะมีถนนก็จะอยู่ฝั่งของพี่สรรค์ ฉันมั่นใจว่าสามารถกระโดดข้ามได้อยู่แล้วเพราะไม่ได้กว้างมากนัก จึงกระโดดข้ามก่อนที่จะถึงพุ่มไม้ เมื่อฉันกระโดดข้ามไป ฉันนำหน้าพี่สรรค์อยู่ไม่กี่ก้าว แต่ก็ต้องหยุดชะงักกระทันหัน จนพี่สรรค์เดินชนหลังอย่างแรง 

“ยังคงโทสะแรงเหมือนเดิมเลยนะเจ้านาง” 

ฉันยกมือขึ้นไหว้คุณลุงอย่างกระทันหัน และรีบกล่าวคำขอโทษอย่างรวดเร็ว 

“นกขอโทษค่ะคุณลุง พุ่มไม้บังอยู่นกจึงไม่เห็นว่าคุณลุงยืนอยู่ที่นี่”  

พี่สรรค์รีบเดินมายืนข้าง ๆ ฉัน แล้วพูดว่า 

“ขอโทษแทนน้องด้วยครับคุณลุง เขากระโดดมาไม่ทันได้มอง ดีใจจังครับที่ได้เจอคุณลุง  ผมยังคิดอยู่ว่าจะได้เจอหรือเปล่านะ” 

“เจอสิพ่อหนุ่ม เจ้านางมาทั้งที พวกเราต้องรอต้อนรับ” 

“น้องผมชื่อลูกนกครับ คุณลุงจำคนผิดหรือเปล่าครับ” 

“ไม่ผิดหรอก ลุงรู้ว่าวันนี้เจ้านางจะมาเลยมารอต้อนรับตรงนี้เพื่อพาเข้าเมือง” 

“แต่นกไม่ใช่เจ้านางค่ะคุณลุง แล้วนกก็ไม่เคยรู้จักคุณลุงด้วย นกแค่ตามพี่สรรค์มาเพราะพี่สรรค์บอกว่าบนนี้มีธรรมชาติสวยคุณลุงเคยพาเขามา เขาเลยอยากให้นกได้เห็น” 

“ลุงขอโทษพ่อหนุ่มและเจ้านางด้วยแล้วกันนะ แต่คุณเหมือนเจ้านางมาก เหมือนทั้งหน้าตา การเคลื่อนไหวและนิสัยใจคอ คุณจะว่าอะไรมั้ยถ้าพวกเราจะขอเรียกคุณว่าเจ้านาง พวกเราทุกคนที่นี่คิดถึงเจ้านางกันมาก รอคอยเจ้านางกันมานานเหลือเกิน เมื่อเห็นคุณพวกเราคิดว่าคุณคือเจ้านาง อย่างน้อยก็ถือว่าช่วยให้พวกเราที่นี่ ผู้เฒ่าชายหญิงในเมืองได้ดีใจหายคิดถึงกันบ้างได้มั้ย” 

“นกว่ามันจะเข้าใจผิดกันไปใหญ่น่ะสิคะ นกไม่อยากรู้สึกผิดน่ะค่ะ  คุณลุงเรียกนกว่านกเถอะนะคะ แล้วอย่าให้ชาวบ้านต้องลำบากมารอต้อนรับอะไรนกเลย ถ้าหากว่ามากันแล้วก็ถือว่ามาต้อนรับคนต่างถิ่นอย่างเราสองคนแล้วกันนะคะ นกน่ะไม่ได้มีประโยชน์อะไรต่อเมืองนี้เลย พี่สรรค์ซะอีกเขาเป็นตำรวจจะได้มาช่วยตรวจตราดูแลหมู่บ้านให้คุณลุงได้ นกขอโทษนะคะคุณลุงที่ทำให้ทุกคนต้องผิดหวังกัน” 

ฉันยกมือขอโทษคุณลุงอีกครั้ง 

“ลุงจะพยายามไม่เผลอเรียกคุณนกว่าเจ้านางก็ได้ครับ แต่ถ้าพลั้งเผลอไปบ้างคุณนกอย่าถือสาคนเฒ่าคนแก่เลยนะ รวมทั้งชาวบ้านคนอื่น ๆ ในเมืองด้วย พวกเขาจำกันมานานเรียกกันมานาน คงจะยังไม่คุ้นชินที่จะเรียกว่าคุณนก” 

ตลอดเวลาที่คุณลุงพูดกับฉันนั้น สังเกตเห็นได้ชัดว่าคุณลุงค่อนข้างจะนอบน้อมมาก คงเหมือนกับชาวบ้านที่ฉันเข้าไปแจกของให้ตามหมู่บ้านในป่านั่นล่ะ ที่ทุกคนจะตื่นตาตื่นใจกับคนเมืองและนอบน้อมต้อนรับเป็นอย่างดี เสียดายที่ฉันไม่มีอะไรติดตัวมาแจกชาวบ้านที่อยู่ไกลจากตัวเมืองเช่นนี้มาด้วยเลย แต่วันนี้ได้ทำความรู้จักกันก่อนก็ดี จะได้รู้ว่าพวกเขาขาดเหลืออะไร  คราวหน้าจะได้เอาขึ้นมาให้พวกเขา 

“พวกเราอยู่กันสุขสบายดี พื้นที่บนนี้เพาะปลูกอะไรก็งาม ลำธารที่น้ำจากแต่ละพุรวมกันนี้ จะไหลไปที่หมู่บ้านเรา เราเรียกกันว่าลำธารพญานาค น้ำในลำธารไม่เคยเหือดแห้งไม่ว่าจะฤดูกาลไหน ไม่เคยหลากท่วมท้นเหมือนภัยที่ทำให้เราต้องอพยพมาอยู่กันที่นี่ พวกเราไม่ลำบากขาดเหลืออะไรกันอีกแล้ว” 

ฉันประหลาดใจที่คุณลุงพูดเหมือนรู้ความคิดฉัน แต่พี่สรรค์พูดขึ้นมาซะก่อนว่า 

“ผมตามหาคุณลุงรอบเขาเลยครับ มีแต่คนบอกว่าเคยเห็นคุณลุงไม่บ่อยนักและไม่รู้จักชื่อ ตั้งแต่วันนั้นผมอยากขึ้นมาที่นี่หลายครั้งแล้ว แต่ไม่มีโอกาส วันนี้เลยถือโอกาสพาน้องมาเที่ยวด้วยเลย เขาจะได้เปลี่ยนบรรยากาศที่เคยเจอบ้าง” 

“ตามผมมากันเถอะครับ ผมจะพาไปที่ลานศาลาของหมู่บ้านเรากัน ชาวบ้านไปรอกันที่นั่นหมดแล้ว” 

เราสองคนเดินตามคุณลุงไปเรื่อย ๆ ตามแนวลำธาร ทางเริ่มลาดลงแต่ยังเดินได้สบาย ๆ ข้างหน้าคงเริ่มเข้าเขตหมู่บ้าน เพราะมีซุ้มไม้ปักขึ้นไปและมีคานยาวๆไปตลอดแนวสุดสายตาทั้งสองด้าน มีต้นไม้ห้อยลงมาจากคานไม้นั้นเสมือนกำแพงสีเขียวเข้ม แล้วเว้นตรงกลางเป็นช่องเหมือนประตูเข้าออก ต้นไม้ที่ห้อยมานั้นเป็นปล้องอวบกลมสีเขียวเกี่ยวพันกันไปมาแทบจะไม่มีช่องให้มองผ่านเข้าไปได้ และที่ลำต้นอวบกลมนั้นมีเกล็ดเป็นสีเขียวซ้อนมาตั้งแต่โคนต้นด้านบบนยาวตลอดลงมาตามปล้องที่ทิ้งตัวลงมาเกือบถึงพื้นดิน แต่ที่น่าแปลกคือ พอใกล้ถึงพื้นดินลำต้นกลับเลื้อยชูตั้งขึ้นและเกล็ดที่มีมาตลอดก็แยกออกมาเป็นใบเล็ก ๆ จนถึงใหญ่ขึ้น เหมือนส่วนหัวของพญานาคที่แผ่เศียรออก ถ้ามาตอนไม่มีแสงอาทิตย์สว่างจ้าแบบนี้คงจินตนาการไปเป็นอย่างอื่นแน่ ฉันกับพี่สรรค์เดินลอดซุ้มต้นไม้นั้นเข้ามา คุณลุงจึงหันมาบอกว่า 

“ต้นไม้นี้ชื่อต้นพญานาคราชครับ ตั้งแต่เราขึ้นมาอยู่บนนี้กัน ไม้นี้ก็ขึ้นล้อมหมู่บ้านเราไว้ ไม่เคยแห้งไม่เคยเฉา ชุ่มชื่นและแน่นหนา ตามองลอดเข้ามาไม่เห็นยกเว้นตรงช่องประตูที่เขาจะเปิดทางให้เท่านั้นล่ะครับ เราจึงใช้เป็นเขตแดนธรรมชาติกั้นจากป่าทุกด้านเข้าสู่เมืองของเรา” 

“ครั้งที่แล้วผมไม่เห็นแบบนี้เลยนี่ครับคุณลุง” พี่สรรค์ทำหน้าประหลาดใจและมองทุกด้านอย่างตื่นตาตื่นใจ 

“ครั้งที่แล้วเจ้านางไม่ได้มาด้วยนี่ครับ และต้นพญานาคราชก็ไม่ได้เปิดช่องทางให้เหมือนวันนี้”  

คุณลุงพูดเหมือนกับว่าต้นพญานาคราชสามารถเลือกที่จะเปิดช่องทางตรงไหนก็ได้ตามความพอใจ พูดจบแกก็หันไปพูดกับผู้หญิงสาวที่มานั่งคุกเข่าตรงนั้นตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ แต่งกายงามประหลาดเหมือนในฉากละครย้อนยุค คือมีผ้าแถบสีชมพูเหมือนดอกบัวหลวง ไม่ใช่แค่สีที่เหมือนนะ ลายที่ผ้ายังเหมือนลายที่กลีบบัวหลวงดอกใหญ่ๆ ด้วย บัวหลวงเป็นดอกไม้ที่ฉันชอบมากที่สุด ฉันจำกลีบดอกใหญ่ ๆ ตอนที่กำลังจะบานออกได้ดี ชายของผ้าแถบตระหวัดขึ้นพาดไหล่ทางด้านซ้ายอ้อมมาทิ้งชายยาวถึงหน้าอกทางด้านขวา มีสร้อยที่ห้อยเอาแผ่นสีทองทรงกลมแบน ๆ มาทับที่หน้าอก ต่างหูทั้งสองข้างก็มีลักษณะเป็นแผ่นทองกลมๆแบนๆ ชนิดและแบบเดียวกันแต่ขนาดเล็กกว่ามาก ที่ต้นแขนเหมือนใส่กำไลรัดไว้  แม่เจ้า !! กำไลนั้นทำจากลูกปัด เป็นลูกปัดที่ทำจากหินหลากสีทั้งสองแขน   ผมถักเปียขึ้นไปเป็นจอมสูงเหนือศรีษะรัดตรงกลางให้ตอนบนสยายออก นุ่งผ้าผืนเดียวแต่คงจะผืนใหญ่น่าดูเพราะทับซ้อนกับไปมาแล้วทบกันข้างหน้าแล้วทิ้งชายแนบลำตัว และแน่นอนว่าผ้าผืนนี้เป็นสีเขียวเดียวกับก้านบัวหลวง ไม่มีลวดลายอะไร ยืนเคียงข้างกับผู้ชายที่ไม่ได้ใส่เสื้อแต่มีผ้าเหมือนใยบัวบาง ๆ สีเขียวพ้นรอบตัวแล้วตวัดข้ามไหล่ซ้ายไป นุ่งผ้าสีเขียวเข้มกว่า พันทบกันแล้วรวบมาผูกเอวที่ด้านหน้า ใส่สร้อยคอยาวที่ทำด้วยลูกปัดจากดินเผาหรือกระดูกสัตว์ ใบหน้าของชายหญิงทั้งสองมองมาที่ฉันยิ้มกว้างอย่างดีใจแล้วหันไปหยิบพวงมาลัยจากพานดินที่ผู้ชายถือ เป็นพวงมาลัยดอกพุดพวงใหญ่ที่มีขนาดเหมาะสมกับอุบะที่ทำจากดอกบัวหลวงพับกลีบห้อยอยู่ ยื่นให้ฉันอย่างนอบน้อม ฉันรีบเอื้อมมือไปรับด้วยสีหน้าและแววตาที่ยินดีมีความสุขเช่นกัน เพราะเป็นพวงมาลัยที่ถูกตาต้องใจฉันมาก ฉันพยายามจะร้อยมาลัยแบบนี้แต่ไม่เคยสำเร็จ และไม่เคยเห็นพวงมาลัยแบบนี้ที่ไหนมาก่อน นอกจากพวงมาลัยที่ทำจากบัวหลวงพับกลีบร้อยเป็นพวงที่ขายอยู่ที่วัดแขก สีลม ซึ่งก็เป็นบัวมาลัยที่ฉันชอบมากอยู่แล้ว แต่พวงนี้คือพวงมาลัยในฝันของฉันเลย ฉันหยิบขึ้นมาลูบคลำอย่างดีใจ ปลื้มใจ น้ำตาซึม 

“เจ้านางยังชอบเหมือนเดิมสิเจ้าคะ” 

หนักไปกว่าเดิมอีก มีลงท้ายด้วยคำว่าเจ้าคะ จนฉันรู้สึกอาย ๆ บ้างแล้ว กำลังจะหันไปถามว่า ไม่มีของพี่สรรค์เหรอ ทั้งสามคนก็ผายมือให้ฉันเดินไปข้างหน้า ตั้งแต่รอดซุ้มไม้พญานาคราชเข้ามาพี่สรรค์ไม่เดินขึ้นมาเสมอฉันเลย ฉันจึงมองไม่เห็นสีหน้าหรือท่าทางของเขา แต่ห่วงความรู้สึกกลัวพี่สรรค์จะรู้สึกไม่ดีที่ได้รับการต้อนรับไม่เหมือนกัน 

เราเดินผ่านบ้านที่ปลูกสร้างด้วยเรือนไม้เป็นแผ่นและหลังคาที่เหมือนจะมุงด้วยแผ่นดินเผาบ้าง แต่เป็นแผ่นดินเผาด้าน ๆ ไม่เคลือบให้เป็นเงา บ้านไม้ที่ปลูกด้วยสำต้นไผ่สานและหลังคามุงด้วยไบไม้ขนาดใหญ่หนาและแห้งซ้อนเรียงกันไปมา บางบ้านปลูกสร้างด้วยไม้หลังใหญ่ แต่หลังคาแปลก ๆ คือมุงโค้งด้วยใบจากที่เป็นตับจากด้านบนไล่ลงมาด้านหน้าบ้านจนเกือบจะคลุมตัวบ้าน ลักษณะบ้านเรือนแตกต่างกับไปหลายรูปแบบ จากที่ค่อย ๆ พบทีละหลังห่าง ๆ กัน จนกระทั่งค่อย ๆ ถี่ขึ้นเป็นชุมชน และเลยชุมชนนี้ไปฉันก็ต้องอ้าปากค้างจนพวงมาลัยที่รักนั้นหลุดจากมือ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น