ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : SILVER BULLET [8]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 13.7k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ส.ค. 2562 19:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
SILVER BULLET [8]
แบบอักษร

-8- 

 

“เตรียมตัวรับให้ดีละ... ของขวัญของฉันชิ้นใหญ่มากทีเดียว” 

 

เพล้ง! 

อังเดรย์จ้องมองหน้าจอโทรทัศน์เครื่องใหญ่ที่ถูกเขาบันดาลโทสะเขวี้ยงแก้วไวน์ใส่จนสภาพดูไม่จืดด้วยดวงตาวาวโรจน์ เสี้ยววินาทีแรกที่เห็นมิคาเอลปรากฏบนจอตามที่ได้รับรายงาน เขารู้สึกใจหายวาบอย่างไร้สาเหตุ ทว่าเมื่อได้ยินมันพูดประโยคสุดท้าย ได้เห็นสีหน้าของมันเข้า ร่างกายก็สั่นสะท้านโดยไม่อาจห้าม ก่อนอารมณ์โมโหจะเข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็ว 

โมโหทั้งเรื่องที่มันพูดโอ้อวดและข่มขู่เขาผ่านสื่อ...รวมถึงโมโหตัวเองที่ยังไม่เลิกแสดงออกเหมือนหวาดกลัวมันเสียที 

“ไม่มีอะไรต้องกลัว... ฉันไม่ได้ด้อยกว่ามันหรือพ่อมันเลยสักนิด”  

ใช่...หากไม่นับเรื่องสายเลือด เขาก็ไม่เห็นจะด้อยกว่ามันที่ตรงไหน 

ที่ไม่อยากจะเชื่อก็คือการที่มันถูกเผาบ้านแล้วยังลอยหน้าลอยตาไปออกงานกลางแจ้งได้แบบไม่หวาดกลัว บางทีอาจเป็นเพราะมิคาเอลรู้ดีว่าเขาไม่กล้าเล่นงานตรงๆ เนื่องจากข่าวการเสียชีวิตของผู้นำชาลอฟยังไม่ได้แพร่กระจายออกไปให้คนนอกได้รับรู้ แต่การที่มันไม่มีท่าทีอะไรเลยนั่นมันไม่ประหลาดไปหน่อยหรือไง 

อังเดรย์รู้ดีว่าการที่มิคาเอลไปออกงานและพูดถึงเรื่องบ้านที่ไฟไหม้นั่นก็เพื่อสร้างความลำบากให้เขา มันคงต้องการดึงตำรวจเข้ามายุ่งเกี่ยว ทำให้เรื่องนั้นตกอยู่ในความสนใจ ต่อให้เขาจัดการได้อย่างไรก็คงต้องวุ่นวายไม่น้อย  

การมีสถานะเป็นบุคคลสาธารณะของมิคาเอลทำให้เขาหงุดหงิดมาแต่ไหนแต่ไร ทว่าจะให้เปิดเผยว่ามันมีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลใหญ่อย่างชาลอฟก็ไม่ใช่เรื่องดี เพราะไม่รู้ว่าชื่อเสียงด้านมืดของชาลอฟจะทำให้มันเสื่อมเสีย หรือจะทำให้มันยิ่งใหญ่กว่าเดิมกันแน่ 

ส่วนเรื่องของขวัญที่มันพูดถึงนั่น... บางทีอาจจะเป็นแค่การข่มขู่ 

“มันก็เจ้าเล่ห์เหมือนพ่อมันนั่นแหละ...” อังเดรย์พึมพำกับตัวเองแล้วยกยิ้มบิดเบี้ยว เริ่มมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ ว่ามิคาเอลคงไม่กล้าทำอะไร เพราะแต่ไหนแต่ไรมามันก็ไม่เคยสร้างผลงานอะไรออกมาให้เห็นอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าทำไมพี่ชายของเขาถึงได้ทุ่มเทกับมันนัก แม้แต่ช่วงเวลาก่อนตายยังเลือกยกทุกอย่างให้มัน 

“ท่านอังเดรย์!” 

แต่แล้วเสียงเรียกดังลั่นพร้อมการเปิดประตูเข้ามาด้านในโดยไม่ขออนุญาตก็ทำให้อังเดรย์หนาวเหน็บไปทั้งใจ เขาหันหน้าไปมองลูกน้องที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาในสภาพเหงื่อโทรมกาย สีหน้าตื่นตระหนกของอีกฝ่ายทำให้หัวใจของเขาเต้นรัวแรงตามไปด้วย 

“มีอะไร” 

“ทะ...ท่าเรือ” 

“ท่าเรือทำไม!” อังเดรย์ผุดลุกขึ้นยืนแล้วเบิกตากว้างมองลูกน้องที่ทำหน้าตาคล้ายจะร้องไห้อย่างกดดัน  

ไม่...ต้องไม่ใช่ท่าเรือ เป็นท่าเรือไม่ได้เด็ดขาด 

“ทะ...ท่าเรือใหญ่ของเราโดนเผาไม่เหลือเลยครับ!” 

 

 

“เมื่อเช้ามืดวันนี้ ตำรวจท้องถิ่นได้รับรายงานว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่ท่าเรือส่งสินค้า G ทางตอนเหนือของประเทศ ซึ่งถือเป็นท่าเรือส่งสินค้าขนาดใหญ่อันเป็นหนึ่งในธุรกิจของเครือตระกูลชาลอฟ ถูกดูแลโดยอังเดรย์ ชาลอฟมาเป็นเวลากว่าสิบปี นับจากช่วงเวลาเกิดเพลิงไหม้จนถึงตอนนี้ยังไม่อาจควบคุมเพลิงไว้ได้ คาดว่าสินค้าที่สูญเสียไปอาจนับเป็นมูลค่ามหาศาลหลายพันล้านรูเบิล ส่วนจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในตอนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด...” 

มิคาเอลยกมือโบกไปมาส่งสัญญาณให้ลูก้าปิดโทรทัศน์ บนใบหน้าราบเรียบไม่มีแม้แต่วี่แววของความสะใจหรืออารมณ์ใดๆ ทำราวกับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขาเลยแม้แต่น้อย กระทั่งยามลูก้าเอ่ยรายงานเรื่องที่สำนักข่าวยังไม่รู้ เขาก็ยังนั่งกอดอกอย่างเฉยชา ไม่ได้สนใจอะไรเช่นเคย 

“คลังสินค้าทั้งหมดเสียหาย จำนวนคนเจ็บมีเกือบยี่สิบคน ส่วนคนตายคือชายสองคนที่วางเพลิงครับ” 

“อืม”  

ชีวิตแลกชีวิต... นั่นเป็นกฎเกณฑ์ที่คนทำย่อมรู้อยู่แก่ใจ แต่แค่นี้ยังไม่พอหรอก 

คนของเขาตายไปสองคนแล้วยังมีพวกที่บาดเจ็บอีกมากมาย หากไม่ให้ไอ้ตัวหัวหน้ามันชดใช้แล้วจะเพียงพอได้ยังไง 

“ท่านจะทำอะไรต่อหรือครับ”  

“พาไคไปเที่ยว” 

“…” 

ลูก้าเผลอทำสีหน้าเหนื่อยหน่ายโดยไม่ได้ตั้งใจยามได้ยินคำตอบของเจ้านายที่พูดออกมาแบบไม่เสียเวลาคิด ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไรต่อ ด้วยรู้ได้จากคำพูดเมื่อครู่ว่าคนตรงหน้าไม่คิดใส่ใจอังเดรย์เลยด้วยซ้ำ แต่จะบอกว่าทำเหมือนเล่นเกมอยู่ก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะแต่ไหนแต่ไรมา คนคนนี้คิดอะไรก็ไม่เคยมีใครอ่านออกอยู่แล้ว 

หากเป็นอย่างที่เขาคาดเดา... บางทีคำสั่งเผาแหล่งกอบโกยเงินทองหลักของฝ่ายนั้นอาจเป็นเพียงการเอาคืนในเบื้องต้น ถึงขั้นทำให้คนในการปกครองตายไปสองคน ไม่มีทางเลยที่มิคาเอลจะไม่โกรธ คนคนนี้แม้จะเย็นชาเพียงใด ทว่าเมื่อใครมอบความภักดีให้ อีกฝ่ายก็จะถือว่าคนเหล่านั้นอยู่ในการดูแล ต่อให้ไม่ได้ลงไปคลุกคลีก็ยังรู้สึกเหมือนโดนเหยียดหยาม 

“ต่อจากนี้พวกมันคงวุ่นวายไปอีกสักพัก รีบสั่งให้คนที่ไว้ใจได้แฝงตัวเข้าไปจัดการเรื่องงานรับตำแหน่ง อย่าให้มีอะไรผิดพลาด” มิคาเอลก้มลงมองศีรษะของคนที่นอนอยู่บนตักอย่างอ่อนโยน แตกต่างจากคำพูดเย็นชาที่ใช้เอ่ยกับลูก้าราวกับเป็นคนละคน “ค่อยๆ จัดการคนของพวกมันทีละคนแบบไม่ให้รู้ตัว...” 

“ท่าน…” 

“ฉันจะกำจัดชาลอฟสายรองทิ้งให้หมด”  

ลูก้าเบิกตากว้าง ร่างกายสั่นสะท้านอย่างยากจะห้ามเมื่อได้ยินคำกล่าวของเจ้านายที่พูดออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนมันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร 

“ท่านครับ เรื่องนั้น...” 

“พวกเลี้ยงไม่เชื่องจะเก็บเอาไว้ทำไม” มิคาเอลเหลือบมองลูกน้องคนสนิทแล้วยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “ขนาดฉันไม่ได้สนใจชาลอฟมานานยังรู้ว่าอังเดรย์ควบคุมสายรองทั้งหมดเอาไว้แล้ว มีหรือที่นายจะไม่รู้ นี่นายกลัวอะไรกันแน่ลูก้า” 

“ผม…” 

“หรือคิดว่าฉันทำไม่ได้” 

“ไม่ครับ ผมไม่ได้คิดเช่นนั้น”  

คนอย่างมิคาเอลหากบอกว่าทำได้ก็คือทำได้ ต่อให้เรื่องเหล่านั้นมันยากเย็นเพียงใด เมื่อเอ่ยออกมาแสดงว่ามั่นใจแล้ว ลูก้าไม่เคยนึกสงสัยในความสามารถของเจ้านาย ไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบันก็ตาม 

“ก็ดี...” คนที่กำลังจะพูดอะไรต่อหยุดชะงักกะทันหันเมื่อพบว่าไคเริ่มขยับตัวไปมาเหมือนจะตื่น มิคาเอลโบกมือไล่คู่สนทนาโดยไม่เงยหน้ามอง กระทั่งลูก้าถอยหลังจากไปแล้วเขาจึงเผยรอยยิ้มออกมา 

“…หิว” 

“ถึงขั้นพูดออกมาแบบนี้แสดงว่าต้องหิวมากแน่ๆ” มิคาเอลลูบไล้ปลายคางของไค ก่อนจะโน้มตัวลงไปกดจูบบนหน้าผากขาวอย่างถือวิสาสะ “ไปกินข้าวกันเถอะ วันนี้ฉันจะทำให้ไคกินเอง เสร็จแล้วเราออกไปข้างนอกกัน” 

“ได้?” 

“ออกได้สิ ไม่ต้องห่วง ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ฉันจะปกป้องไคเอง” 

ชั่ววินาทีหนึ่งในดวงตาเฉยชาของคนไม่ค่อยแสดงอารมณ์เผยความดื้อรั้นออกมาเหมือนอยากเถียงอะไรสักอย่าง ทว่าเพียงครู่เดียวมันก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ กันกับที่เจ้าตัวผุดลุกขึ้นนั่งดีๆ 

มิคาเอลจูงมือไคเดินไปที่ครัว บรรยากาศเดิมๆ เหมือนช่วงที่พวกเขาอยู่ไทยด้วยกันย้อนกลับคืนมาอีกครั้งเมื่อต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตัวเอง ฝั่งผู้เป็นเจ้าของบ้านเดินไปทำอาหารหน้าเตา ส่วนผู้อาศัยมีหน้าที่เพียงนั่งรอนิ่งๆ แล้วคอยขยับกายให้เกิดที่ว่างหากพ่อครัวส่วนตัวเดินมาหาแล้วทำท่าอยากนั่งตัก... แต่ส่วนใหญ่เวลาเห็นเขาหิวมากๆ มิคาเอลจะแค่ยืนพิงโต๊ะมองดูจนเห็นว่าเขาอิ่มจึงจะเข้ามาเกาะแกะ 

ครั้งนี้ก็เช่นกัน... 

ไคไม่ได้รู้สึกประหลาดอะไรเมื่อถูกจ้องมองตลอดเวลาที่เขากินข้าว จะบอกว่าชินแล้วก็ไม่ผิดนัก แต่อันที่จริงตอนช่วงแรกๆ ที่ถูกจ้อง นอกจากชะงักไปจังหวะหนึ่งเขาก็ไม่ได้รู้สึกอะไรอยู่ดี ความเก้อกระดากอายใดๆ ไม่มีอยู่ในหัวสมองแต่แรกแล้ว เพราะถ้ามีเขาคงไม่ยอมไปอยู่คอนโดของคนที่ไม่ได้เป็นอะไรกันง่ายๆ แน่ 

แต่ถึงเขาจะเป็นคนแบบนี้...ก็ไม่ได้หมายความว่าจะแสดงออกกับทุกคนเหมือนกัน 

จำไม่ได้แล้วว่ากับคนคนนี้มันเริ่มแตกต่างตั้งแต่ตอนไหน 

“ไค คิดอะไรอยู่”  

ไคกะพริบตาอย่างเชื่องช้าก่อนจะค่อยๆ เงยหน้ามองคนที่แสดงสีหน้าเป็นห่วงเป็นใยออกมาเพียงเพราะเห็นเขาเหม่อลอย แล้วเบนสายตาไปมองมือขาวๆ ที่ยื่นมาหยุดอยู่ตรงหน้าแต่ยังไม่ได้สัมผัสโดนนิ่งๆ กระทั่งรู้สึกได้ว่ามือนั่นกำลังจะถูกดึงกลับไป เขาจึงคว้าจับมันเอาไว้และดึงมาวางแนบลงบนแก้มตามความเคยชิน 

มิคาเอลแสดงสีหน้าตกใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด ทว่าผ่านไปเพียงไม่กี่วินาทีความดีใจก็เข้ามาแทนที่ ครั้งนี้ไม่เพียงมีรอยยิ้ม ทว่าแววตาที่ปกติเย็นชาน่ากลัวก็นุ่มนวลลงอย่างผิดวิสัย ถ้าลูก้าหรือคนอื่นๆ มาเห็นคงตกใจสุดขีด แต่กับไคที่เคยชินกับความอ่อนโยนของคนตรงหน้าแล้ว นอกจากจะไม่ตกใจ เขายังหลับตาลงปล่อยให้มิคาเอลลูบแก้มอย่างสบายใจด้วย 

“ไปกันเลยดีไหม กลับมาจะได้ไม่เย็นมาก”  

“อืม”  

สถานที่ที่มิคาเอลต้องการพาไคไปเที่ยวไม่ได้อยู่ห่างไกลจากที่ที่พวกเขาอยู่มากนัก แล้วก็ไม่มีความจำเป็นต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยเท่าไหร่ เนื่องจากมันเป็นสถานที่ในเขตป่าซึ่งไม่ได้มีผู้คนสัญจรไปมามากมาย หากจะบอกว่าไม่ค่อยมีคนรู้จักก็คงไม่ผิดนัก 

ทว่าสำหรับพวกเขามันเต็มไปด้วยความทรงจำ... 

เชิงผากลางป่าใหญ่ที่มองเห็นวิวทิวทัศน์ของท้องฟ้ากว้างขวางตัดกับลำธารเป็นทางยาวออกไปไกลสุดสายตา ครั้งหนึ่งมิคาเอลเคยมาเจอที่นี่โดยบังเอิญ และความบังเอิญนั้นก็ทำให้เขาได้พบกับชายผู้หนึ่งซึ่งกำลังนั่งวาดภาพอยู่เพียงลำพัง 

“ไคจำที่นี่ได้ไหม” 

มิคาเอลจูงมือพาคนสำคัญเดินออกห่างจากกลุ่มการ์ดที่กระจายตัวล้อมพื้นที่เอาไว้อย่างรู้หน้าที่ ผ่านต้นไม้ใหญ่เป็นทางตรงไปหยุดอยู่ที่ริมหน้าผา พอเงยหน้ามองแล้วพบว่าท้องฟ้าในยามนี้ไม่สดใส แต่กลับขมุกขมัวคล้ายฝนจะตก เขาก็เผลอยิ้มออกมา  

บรรยากาศเหมือนวันนั้นมาก... 

“จำได้” ไคกวาดสายตามองไปรอบบริเวณ จากนั้นจึงทรุดตัวลงนั่งบนพื้นตามแรงดึงของคนข้างกาย 

“ตอนนั้นไคมานั่งวาดรูปที่นี่ ส่วนฉันเป็นแขกไม่ได้รับเชิญ” มิคาเอลหัวเราะเบาๆ ในลำคอเมื่อนึกถึงเหตุผลที่ทำให้เขาในตอนนั้นต้องมาโผล่กลางป่า “สภาพฉันในสายตาไคเป็นยังไงเหรอ”  

“…หลง” 

“หลง?” 

“หลงทาง” 

“เหมือนคนหลงทางสินะ”  

ช่างเป็นการเปรียบเทียบที่เหมาะสมจริงๆ  

อันที่จริงตัวเขาในเวลานั้น ใช้คำว่าหลงทางยังดูจะน้อยเกินไป มิคาเอลคนที่ยังไม่ได้เจอไค...หากจะพูดให้ถูกแล้วควรจะใช้คำว่า ‘ไม่ใช่มนุษย์’ มาบรรยายจึงจะเหมาะสมที่สุด 

แรงกระตุกที่แขนทำให้คนที่ตกอยู่ในภวังค์รู้สึกตัวอีกครั้ง มิคาเอลหันไปมองไคก็พบว่าอีกฝ่ายจ้องมองกันอยู่ก่อนแล้ว บนสีหน้าราบเรียบไร้ซึ่งวี่แววของอารมณ์ใดๆ ทำให้ใครต่อใครมองไม่ออกว่าเจ้าตัวกำลังคิดอะไร ทว่าคนที่อยู่ด้วยกันมานานกลับสังเกตเห็นการกระทำอันแตกต่างจากปกติได้อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องเพ่งหา 

อย่างเช่นการเอียงหัวน้อยๆ เหมือนอยากถามอะไรบางอย่างนั่น 

“สำหรับฉันไคในตอนนั้นเหมือนอะไรน่ะเหรอ...” 

“อืม” 

 มิคาเอลเอียงหัวครุ่นคิดถึงเรื่องราวในเวลานั้น แน่นอนเขาย่อมจำทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับไคได้อย่างละเอียด แต่กับความรู้สึกบางทีอาจต้องนึกหน่อย เพราะตอนนั้นกับตอนนี้มันไม่เหมือนกัน มิคาเอลไม่ได้หลงรักไคตั้งแต่แรกพบ ดังนั้นหากใช้ความรู้สึกในเวลานี้ตอบ มันคงไม่ตรงกับความเป็นจริงนัก 

“คงเหมือนกับ...คนบาดเจ็บมั้ง” 

พูดไปแล้วก็ตลกดีเหมือนกัน... 

ไคในเวลานั้นนั่งวาดรูปอยู่เพียงลำพัง ร่างกายไม่มีส่วนไหนบุบสลายนอกจากแววตาว่างเปล่าไร้ชีวิต ส่วนตัวเขากลับมีแต่บาดแผล เลือดท่วมตัวไปหมด น่าแปลกเหมือนกันที่ตอนได้สบตา ไคไม่แม้แต่จะกะพริบตาหรือแสดงอาการตกใจใดๆ ออกมาเลยสักนิด  

คนหลงทางกับคนบาดเจ็บ... คงต้องใช้คำว่าเข้ากันได้ดีอย่างน่าประหลาดมาอธิบาย 

มิคาเอลวางมือลงบนแผ่นหลังกว้าง ค่อยๆ ลูบไล้เบาๆ ราวกับต้องการส่งผ่านความอ่อนโยนไปยังสัญลักษณ์แห่งความเจ็บปวดที่ไม่อาจเลือนหายไปตามกาลเวลา ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่เขาได้เห็นแผ่นหลังเปลือยเปล่าของไค หลังจากนั้นมาอีกฝ่ายก็คอยเลี่ยงไม่ให้เห็นมาโดยตลอด ไม่เว้นแม้แต่ตอนอาบน้ำที่ถึงจะยอมอาบด้วยกันแต่ก็ยังหลบหนีแบบเนียนๆ อยู่เสมอ  

จริงสิ วันนั้นที่อาบน้ำด้วยกันแล้วคอยหลบหลีกคงไม่ใช่แค่กลัวถูกลวนลามด้วยสายตา แต่น่าจะอยากปิดบังไม่ให้เขาโกรธแค้นยามเห็นแผ่นหลังของตัวเองมากกว่า มิคาเอลยังจดจำได้ดีว่าครั้งแรกที่ได้เห็นเขาโมโหมากขนาดไหน กว่าจะควบคุมสติได้ก็ต้องใช้เวลาอยู่นานสองนาน 

ไคเป็นคนธรรมดา... ถึงจะเป็นอัลฟ่าก็เป็นอัลฟ่าธรรมดาที่ไม่ได้เก่งกาจไปหมดทุกด้านเหมือนเขา ไม่แปลกเลยที่จะมีบาดแผลติดตัวมาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชีวิตในวัยเด็กของไคไม่ได้สวยงามเหมือนที่ควรเป็น  

สิ่งแวดล้อมหล่อหลอมให้คนแต่ละคนมีนิสัยแตกต่างกัน และประสบการณ์ก็ทำให้คนแต่ละคนอดทนได้ไม่เท่ากัน 

แล้วก็เพราะแบบนั้น... 

เพราะแบบนั้นเราถึงเข้าใจกันมากกว่าใคร  

“คิดๆ ดูแล้วเหมือนว่าไคจะเป็น ‘โชคดี’ เพียงอย่างเดียวในชีวิตของฉันเลยนะ” 

ลองคิดว่าถ้าวันนั้นไม่ได้เจอไค ถ้าการได้เจอไคไม่นำพาเขาไปสู่การตัดสินใจละทิ้งชีวิตเก่า ในเวลานี้บางทีมิคาเอลอาจจะกลายเป็นผู้นำชาลอฟที่มีทุกอย่างเช่นที่คนธรรมดาต้องการมีไปแล้ว แต่ว่า...ก็คงเป็นได้แค่หุ่นไร้ชีวิตที่มีชีวิตอยู่ไปวันๆ เพื่อฆ่าฟันศัตรู และสุดท้ายก็ต้องตายไปอย่างโดดเดี่ยว 

“…เหรอ” 

“อื้อ” ประกายอ่อนโยนวาบผ่านดวงตางดงาม ทำให้ใบหน้าที่ดูเย็นชามาโดยตลอดนุ่มนวลลงอย่างเห็นได้ชัด “ไคคือโชคดีของฉันจริงๆ นั่นแหละ” 

“…” 

ไคจ้องมองใบหน้าที่ดูมีชีวิตชีวาของคนข้างกายนิ่งงัน แม้สีหน้าจะยังเฉยชาไม่เปลี่ยน ทว่าตัวเขาย่อมรู้ดีว่าถูกดวงตาคู่นั้นสะกดเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย รู้ตัวอีกทีก็เผลอใช้ปลายนิ้วเกี่ยวเส้นผมสีขาวเงินที่ถูกลมพัดจนเลื่อนมาบดบังดวงตาสีเขียวคู่นั้นเอาไว้ แล้วค่อยๆ ดันมันออกให้พ้นทาง เพื่อให้สบตากับอีกคนได้โดยไม่มีอะไรมาขวางกั้น 

ครั้งนี้มิคาเอลไม่ได้มีท่าทีตกใจ เขาเพียงยกยิ้มเรื่อยเปื่อย ยิ้มอยู่อย่างนั้นเหมือนเป็นคนยิ้มง่ายทั้งที่มันตรงกันข้ามกับความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง รอจนไคตั้งท่าจะเอามือลงแล้ว เขาที่รอจังหวะมาโดยตลอดจึงคว้าจับมือใหญ่นั่นไว้ ดึงมาแนบแก้มเหมือนที่ไคเคยทำ ต่างเพียงไม่ได้แนบเฉยๆ แต่ยังถูไปมาอย่างออดอ้อนเท่านั้น 

ชั่ววินาทีหนึ่งในดวงตาว่างเปล่าปรากฏวี่แววของความอ่อนโยนพาดผ่านไปอย่างรวดเร็วจนแทบมองไม่เห็น แต่หนนี้มิคาเอลไม่พลาด เขามองเห็นความเปลี่ยนแปลงของไคได้ทันเวลาพอดี ทว่าฉลาดพอจะไม่ยอมพูดมันออกมา เพราะกลัวว่าไคจะรู้ตัวแล้วเผลอระมัดระวังตัวเองโดยไม่ได้ตั้งใจ 

ถ้าการไม่พูด ไม่แสดงอารมณ์คือการปกป้องตัวเองของไค เขาก็จะไม่พยายามเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งนั้น ด้วยรู้ดีอยู่แล้วว่าคนคนนี้พบเจออะไรมาบ้าง  

อีกอย่าง... ในเมื่อการได้เป็นคนเดียวที่เข้าใจไคมันเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งกว่าอะไร แล้วทำไมเขาต้องพยายามเปลี่ยนแปลงทุกอย่างด้วย จะบอกว่าเห็นแก่ตัวก็พูดไปเถอะ เพราะถึงอย่างไรในสายตาของมิคาเอลก็มีเพียงไคอยู่แล้ว คนอื่นจะคิดหรือรู้สึกอะไรล้วนไม่สำคัญสำหรับเขาทั้งสิ้น 

“ไคอยากวาดรูปไหม” คำถามที่ไม่คาดคิดทำให้คนฟังเผลอเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างประหลาดใจ เห็นแบบนั้นมิคาเอลก็หัวเราะออกมา ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดอะไรบางอย่างแล้วจึงอธิบายต่อ “ตอนนั้นไคใช้เวลานั่งวาดรูปอยู่ที่นี่นานหลายวันกว่าจะเสร็จ ฉันคิดว่าไคน่าจะชอบที่นี่มากก็เลยให้คนเตรียมอุปกรณ์มาให้” 

“…” 

“น่าเสียดายที่ภาพเก่าถูกเผาทำลายไปแล้ว” เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ดวงตาคู่สวยก็ทอประกายคุกรุ่น จนถึงตอนนี้การเผาทำลายแหล่งรายได้หลักของอังเดรย์ก็ยังไม่เพียงพอต่อความแค้นของเขา  

เชื่อเถอะว่ามันต้องชดใช้อย่างสาสมแน่นอน... ทั้งต่อชีวิตที่สูญเสียไป และของสำคัญจำนวนนับไม่ถ้วนของเขา 

“อย่า...” เจ้าของเสียงทุ้มต่ำแตะมือที่กำแน่นของมิคาเอลเป็นเชิงเตือนให้หยุดคิดถึงอะไรไม่ดี เมื่ออีกคนเงยหน้ามองแล้วจึงเปลี่ยนเป็นเอามือวางบนกลุ่มผมนุ่มแล้วลูบไปมาเบาๆ อย่างแข็งทื่อแทน 

แต่ถึงท่าทางเหล่านั้นจะดูไม่ชินหรืออย่างไร มันก็ยังทำให้มิคาเอลยิ้มได้อยู่ดี 

“ฉันรู้ว่าไคชอบวาดภาพเวลาอยู่กับธรรมชาติ ไม่ต้องห่วงนะ ถ้าเหนื่อยหรือเมื่อยก็หยุดได้ตลอด วันไหนอยากมาอีกฉันจะพามา ไคอยากวาดอะไรก็วาดได้เลย”  

ไม่พูดเปล่า หลังจากคนของเขาเอาอุปกรณ์มาวางให้หมดแล้ว มิคาเอลยังขยับถอยออกไปสามก้าวแล้วทรุดตัวลงนั่ง สายตาจ้องมองไปยังไคเหมือนเช่นในช่วงเวลาที่ได้เจอกันเป็นครั้งแรก แต่คราวนี้ไม่เหมือนตรงที่... 

คนที่วางแผนทุกอย่างเอาไว้เสร็จสรรพถึงขั้นเผลอทำหน้างงเมื่อจู่ๆ ไคก็หมุนตำแหน่งกระดานวาดภาพและตัวเองให้หันมาหาเขาแทนที่จะเป็นวิวด้านหน้า แต่เมื่อเห็นสีหน้าสงบนิ่งของคนที่เริ่มลงมือร่างภาพอย่างรวดเร็ว เขาก็นั่งนิ่งๆ โดยไม่ได้พูดอะไรอีก  

ผ่านไปพักหนึ่งมิคาเอลจึงพบว่าตัวเองกำลังยิ้มกว้างขนาดไหน 

ไควาดภาพเขา 

พอรู้ตัวแล้วจากที่แทบไม่ขยับอยู่แล้วก็กลายเป็นนิ่งเหมือนหุ่นขี้ผึ้ง ไม่กระดุกกระดิกไปไหนเลยแม้แต่นิดเดียว นี่ถ้าไม่ใช่ว่าจำเป็นต้องกะพริบตา มิคาเอลคงกลายเป็นหุ่นไปแล้วจริงๆ 

การแสดงออกน่ารักๆ ที่ไม่ได้มีให้เห็นบ่อยๆ ทำให้คนที่หลบซ่อนใบหน้าอยู่หลังภาพวาดบังเกิดความเอ็นดูขึ้นมา แม้จะไม่ได้แสดงออกทางสีหน้า ทว่าในใจกลับอบอุ่นขึ้นเรื่อยๆ จนรับรู้ถึงมันได้โดยไม่ต้องให้ใครมาบอก พอประกอบกับบรรยากาศอันแสนเป็นใจ ระหว่างพวกเขาทั้งคู่ในยามนี้จึงดูราวกับเป็นเพียงคู่รักธรรมดาคู่หนึ่งที่มานั่งกินลมชมวิวเล่นฆ่าเวลา 

ถ้าเป็นแบบน้ันได้จริงๆ ก็คงดี... 

ไคไม่ได้ใช้เวลาไปกับการก้มๆ เงยๆ เพื่อวาดภาพเหมือนของมิคาเอลนานนัก เขาเงยหน้ามองเพียงสองสามครั้งแล้วก็ตั้งสมาธิไปกับการลากเส้นดินสอบนกระดาษแผ่นใหญ่ ส่วนรายละเอียดต่างๆ บนใบหน้านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือดวงตาดูดวิญญาณนั่นมันสลักลึกอยู่ในใจเขามานานมากแล้ว ต่อให้ไม่มองก็ยังจดจำทุกอย่างได้อย่างชัดเจนราวกับเจ้าตัวมานั่งอยู่ตรงหน้า 

“เสร็จแล้วเหรอ” 

ตอนที่ไคหยุดมือคือช่วงเวลาเดียวกันกับที่ฟ้าเริ่มมืดครึ้มเพราะเมฆฝน มิคาเอลขยับกายลุกขึ้นยืนพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปหา เอียงหน้ามองภาพวาดบนแผ่นกระดาษอย่างครุ่นคิดทั้งที่ในใจเปี่ยมไปด้วยความสุข 

ไคมีฝีมือมากไม่ว่าเขาจะจับดินสอหรือพู่กัน ไม่ว่าจะวาดภาพเหมือนคนหรือธรรมชาติ เพียงแค่มองผ่านๆ ยังรับรู้ได้ว่าภาพที่วาดออกมาจากเส้นดินสอเป็นภาพของใคร และรายละเอียดต่างๆ บนนั้นก็ชัดมากจนไม่อาจมองผิดไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับดวงตาที่มีการลงแสงเงาและเป็นจุดเดียวที่ถูกแต่งแต้มสีสันลงไป 

ดวงตาสีเขียวเย็นชาสูงส่งที่เหมือนกันกับดวงตาของมิคาเอลแทบทุกประการ 

“เหมือนฉันมาก” มิคาเอลคลี่ยิ้มพร้อมยื่นมือข้างหนึ่งไปหยิบรูปมาถือ ส่วนมืออีกข้างคว้าแขนไคให้ลุกขึ้นยืน “เรากลับกันก่อนเถอะ เดี๋ยวฝนตกแล้วรูปจะเปียก” 

หลังจากมิคาเอลพาไคเดินกลับไปขึ้นรถ หยาดฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมาพอดี ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรมาทำลายสมาธิของมิคาเอลที่เอาแต่จับจ้องภาพซึ่งถือติดมือมาด้วยได้ พอไม่มีอะไรต้องห่วงแล้วก็ได้เวลาชื่นชมผลงานของไคอย่างสบายใจ เขายิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างมีความสุข รอจนฝนที่ตกปรอยๆ เปลี่ยนเป็นเทกระหน่ำอย่างหนักหน่วงแล้วก็ยังมองไม่เลิก 

“ไคจะลงสีต่อไหม ถ้าไม่ฉันจะได้เอาไปเข้ากรอบ” 

“ชอบ?” 

“ชอบสิ จะลงสีหรือไม่ลงก็ชอบทั้งนั้น” หรือถ้าจะให้พูดต้องบอกว่าชอบทุกอย่างที่ไคทำมากกว่า 

“…ไม่ลง” 

“ฉันก็คิดอยู่แล้วว่าไคคงชอบแบบนี้มากกว่า” มิคาเอลยิ้มน้อยๆ แล้ววางภาพวาดลงตรงที่ว่าง จากนั้นจึงขยับกายเข้าไปหาและเอนศีรษะพิงไหล่ไคอย่างอารมณ์ดี “ขอบคุณนะ” 

คนฟังไม่ได้ตอบอะไรออกมาเป็นคำพูด แต่ตอบด้วยการกระทำโดยการใช้ปลายนิ้วโป้งลูบไล้หลังมือที่เกาะกุมกันไว้มาโดยตลอดเบาๆ ซึ่งเพียงเท่านั้นก็มากพอจะทำให้มิคาเอลอบอุ่นไปทั้งใจแล้ว  

ดวงตาคู่คมเบนออกไปมองนอกหน้าต่างช้าๆ แล้วใช้เวลาที่เหลือไปกับการจ้องมองท้องฟ้ามืดครึ้มกับสายฝนที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตกอย่างเหม่อลอย ครุ่นคิดว่าในตอนนั้นเขาใช้ชีวิตโดยไม่มีไคได้ยังไงกัน ในเมื่อทุกวันนี้ใครอีกคนดูจะกลายเป็นทั้งชีวิตของตัวเองไปแล้ว 

“วันนั้น...ฝนก็ตกแบบนี้นี่นะ”  

มิคาเอลพึมพำกับตัวเองเงียบๆ ภาพความทรงจำมากมายทั้งที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวข้องกับไคไหลวนเข้ามาในหัวเป็นฉากๆ ทำให้ความรู้สึกทั้งขื่นขมและอ่อนหวานหวนกลับคืนมาอีกครั้ง และมันก็ยิ่งตอกย้ำให้มั่นใจว่าเขาโชคดีขนาดไหนที่ได้เจอไค  

ไคที่ทำให้เขากลายเป็นมิคาเอลคนนี้... 

มิคาเอลที่มีความรู้สึก 

ไม่ใช่ ‘เครื่องจักร’ ที่เกิดมาเพื่อทำตามคำสั่ง  

“เพราะฝนจะตกไคถึงได้เก็บของแล้วกลับไป” 

“…” 

“รู้ไหมว่าไม่เคยมีใครหันหลังเดินหนีฉันมาก่อน ไคกล้ามากเลยนะ” มิคาเอลหัวเราะในลำคอ ดวงตาทอประกายอ่อนโยนเมื่อนึกถึงช่วงเวลานั้น แล้วก็หลุดขำออกมายามจำได้ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร “ตอนนั้นฉันทำอะไรไม่ถูกเลยรู้หรือเปล่า แต่ที่น่าแปลกยิ่งกว่าก็คือการที่ฉันยอมปล่อยให้ไคจากไปง่ายๆ นี่แหละ” 

“ทำไม” 

“นั่นสิ... ทำไมกันนะ” เรื่องนั้นเขาเองก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน “บางทีอาจเป็นเพราะตั้งแต่ได้สบตา ฉันก็รู้สึกเหมือนเรามีอะไรบางอย่างที่สื่อถึงกันได้มั้ง” 

“…” 

“ฟังดูน้ำเน่าไหม”  

“…ไม่” ไคตอบเสียงเบา ดวงตาเบนออกไปด้านข้างจนมิคาเอลที่แอบเงยหน้ามองไม่ทันเห็นอารมณ์ที่ปรากฏขึ้นมาชั่วครู่ ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเดาได้อยู่ดี 

“เราคิดเหมือนกันสินะ” 

“…” 

“หึหึ” คนที่เดาความคิดไคได้แม่นยิ่งกว่าอะไรหัวเราะออกมาอีกครั้งอย่างอารมณ์ดี ถึงแม้ประโยคถัดไปจะไม่ได้ชวนยิ้มเลยสักนิดก็ตาม “บางอย่างที่ว่านั่นคงเป็นความเจ็บปวด ไคว่าไหม” 

“…” 

“ตอนนั้นฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร แต่พอได้มาอยู่กับไค ได้มองย้อนกลับไปแล้วคิดว่าถ้าต่อจากนี้ต้องใช้ชีวิตแบบนั้นอีกจะเป็นยังไง ฉันถึงได้รู้ว่าตัวเองเจ็บปวดมานานขนาดไหน” 

ตั้งแต่จำความได้มิคาเอลก็เป็นเครื่องจักรมาโดยตลอด เขาจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองเคยร้องไห้งอแงใส่พ่อแม่หรือไม่ ความรู้สึกเจ็บปวดอะไรพวกนั้นแทบไม่เคยอยู่ในหัวสมองเลยด้วยซ้ำ มันไม่ใช่ ‘เคยชินจนไม่รู้สึกอะไร’ เหมือนที่ไคเป็น แต่มันคือการที่เขาไม่รู้จักมันตั้งแต่แรกต่างหาก  

ตอนที่มิคาเอลเริ่มรู้จักคำว่าเจ็บปวดก็คือตอนที่เขาได้รักไคแล้ว มันคือตอนที่เขานอนมองหน้าไคแล้วนึกถึงช่วงเวลาเก่าๆ มองเห็นตัวเองถือปืนจ่อหัวใครต่อใครมากมายที่จำชื่อแทบไม่ได้ มองดูมือเปื้อนเลือดทำเรื่องที่คิดว่าต้องทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า พอลองคิดว่าถ้าตอนนี้ต้องกลับไปเป็นมิคาเอลคนนั้นที่ฆ่าคนได้โดยไม่คิดอะไรแล้วจะเป็นยังไง เขาถึงเข้าใจว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นทำให้เขาเจ็บปวดกับมันมาโดยตลอด  

เขาคือคนหลงทางแบบที่ไคเคยพูดไว้... 

ตอนนั้นมิคาเอลไม่มีความรู้สึก เขาจึงไม่รู้จักความเจ็บปวด แต่ตอนนี้ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว เขามีความรู้สึกขึ้นมาจากการได้มอบทุกอย่างให้ใครคนหนึ่ง ต่อให้คนคนนั้นไม่อาจกลับมามีความรู้สึกได้อีกก็ไม่เป็นไร เขาเข้าใจทุกอย่าง ขอเพียงให้ได้อยู่ด้วยกันแบบนี้ก็เพียงพอแล้ว 

อา...แต่หมายความว่าไคต้องไม่มีใครนะ เขาไม่ใช่คนดีขนาดนั้น เรื่องจะให้ยอมถอยหากไคเจอคนที่ดีกว่าหรือไอ้ ‘คู่แห่งโชคชะตา’ อะไรนั่น ลืมไปได้เลย 

แล้วอีกอย่าง ถึงจะยังไม่ชัดเจนนักแต่มิคาเอลเชื่อว่าไคต้องรู้สึกอะไรกับเขาบ้างแน่นอน เพราะจากครั้งแรกที่ได้เจอกันจนถึงทุกวันนี้ แม้จะทีละน้อยแต่ไคก็เปลี่ยนไปเหมือนกัน ทั้งพูดกับเขา เชื่อฟังเขา ยอมเขาแทบทุกอย่าง ทั้งที่กับคนอื่นไม่ใช่แบบนี้เลยสักนิด  

ไม่แน่ว่าบางที...ไคอาจจะรู้สึกไปแล้วก็ได้ 

ยิ่งคิดแบบนั้นเขาก็ยิ่งมีความสุข สองมือกอดแขนคนข้างกายไว้แน่นขณะขยับหัวถูไถบ่ากว้างอย่างออดอ้อนตามความต้องการของร่างกายและหัวใจ อากาศเย็นๆ ทั้งจากแอร์รถและฝนด้านนอกทำให้มิคาเอลง่วงงุนขึ้นมากะทันหัน บางทีคงเป็นเพราะเมื่อคืนเขาใช้เวลาไปกับการมองหน้าไคหลับนานไปหน่อยจึงรู้สึกเหมือนนอนได้ไม่เต็มที่นัก 

แล้วก็อาจเป็นเพราะวันนี้คิดถึงเรื่องราวในอดีตมากมายหลายอย่าง ทั้งเรื่องของตัวเองและเรื่องของไค เมื่อหลับไปแล้ว คนที่ไม่ค่อยได้ฝันเท่าไหร่นักจึงมองเห็นภาพฝัน...หรือบางทีอาจต้องเรียกว่าภาพในอดีตปรากฏขึ้นตรงหน้า 

ดูราวกับตัวเขาได้ย้อนกลับไปยังช่วงเวลานั้น 

ได้กลายเป็นมิคาเอลคนเดิมที่เป็นเพียงเครื่องจักรไร้ความรู้สึก 

ได้กลายเป็นมิคาเอลคนเดิมที่ยังไม่รู้จักไค 

และได้กลับไป...เจ็บปวดอีกครั้ง 

ความคิดเห็น