khontualeklek

ถ้าชอบก็กด Like ให้กำลังใจ หรือ comment คุยกันได้นะคะ

ตอนที่ 6 เซอร์ไพรส์

ชื่อตอน : ตอนที่ 6 เซอร์ไพรส์

คำค้น : นิยายยูริ เลสเบี้ยน ยูริ yuri Blackpink snsd

หมวดหมู่ : นิยาย Yuri

คนเข้าชมทั้งหมด : 64

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ส.ค. 2562 17:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6 เซอร์ไพรส์
แบบอักษร

 ตอนที่ 6 เซอร์ไพรส์ 

 

ดวงตาของฉันเบิกกว้างด้วยความแปลกใจ ความสงสัยใคร่รู้ผุดขึ้นมาทันที

“เขามาจ้างให้พ่อสืบเรื่องอะไรเหรอคะ เรื่องชู้สาวรึเปล่า” ฉันเอ่ยถามอย่างอยากรู้อยากเห็น

ป้าอิ่มส่ายหน้า “ป้าไม่รู้เหมือนกัน จำได้ว่าวันนั้นพ่อของเธอโทรมาสั่งกาแฟให้ลูกค้า แล้วบอกว่าให้ขึ้นไปส่งบนสำนักงาน เจินเจินลาป่วยพอดี ป้าเลยต้องเดินขึ้นไปส่งกาแฟเอง แล้วก็เห็นผู้หญิงคนนั้นนั่งคุยกับพ่อเธออยู่ แต่พอสองคนนั้นเห็นป้าเข้ามาในห้องก็ทำเป็นเงียบกริบเชียว คงกลัวว่าป้าจะหูผึ่งแอบฟังเรื่องที่คุยกันอยู่ ป้าเลยไม่รู้ว่าทั้งคู่กำลังคุยอะไรกัน แล้วที่จำได้เพราะนางทาลิปสติกสีแดงแป๊ดเหมือนวันนี้ที่เจอเด๊ะ และก็ไฝเม็ดเบ้งตรงจมูก ป้าก็เลยคุ้นๆหน้า คิดว่าน่าจะใช่คนเดียวกันนะ”

 

           เรื่องที่ป้าเล่ามาทำให้ฉันจมดิ่งอยู่ในห้วงความคิด แม่ของพี่ดรีมจะมาจ้างให้พ่อสืบเรื่องอะไรกันนะ หรือจะเป็นเรื่องชู้สาวเหมือนกัน ฉันวาดเครื่องหมายคำถามอยู่ในใจ แต่ก็ไม่อาจหาคำตอบให้กับตัวเองได้ เลยต้องเก็บพับความสงสัยนี้ไว้ก่อน

 

 

 

 

           ฉันเหลือบมองหน้าปัดนาฬิกาข้อมือ ตอนนี้เป็นเวลาห้าโมงเย็นแล้ว ฉันสวมหมวกล่องหนแล้วตรงดิ่งไปที่ออฟฟิศนั้นก่อนเวลาเลิกงาน พอไปถึงฉันก็กวาดสายตามองหาผู้หญิงที่คุณเหมือนฝันชี้เป้าไว้ก่อนหน้านี้เป็นอันดับแรก สอดส่องดูว่าเธอนั่งทำงานอยู่ตรงไหน ออฟฟิศที่นี่ไม่ได้กว้างใหญ่มาก เท่าที่ประเมินจากสายตาน่าจะมีพนักงานไม่เกินสามสิบคน ฉันเดินหาจนทั่วก็ไม่เจอ ในระหว่างที่เดินลัดเลาะไปทั่วออฟฟิศ ไม่มีใครมองเห็นฉันสักคน ราวกับตัวเองกลายเป็นร่างไร้วิญญาณ เลยรู้สึกสนุกและก็ใจกล้ามากขึ้น เพราะไม่ต้องคอยหวาดระแวงหรือระวังตัวใดๆว่าใครจะมาเห็น ฉันจึงกล้าเดินหาทุกซอกทุกมุมได้อย่างปลอดภัยไร้กังวล

 

           ทันใดนั้นเองผู้ต้องสงสัยที่ตามหาอยู่ก็เดินออกมาจากห้องทำงานส่วนตัวของใครบางคน เธอเดินสวนฉันไปราวกับฉันเป็นธาตุอากาศ ฉันสาวเท้าตรงไปยังห้องนั้นแล้วเดินทะลุผ่านประตูเข้าไปก็เห็นคุณปราการนั่งอ่านเอกสารบางอย่างอยู่ที่โต๊ะทำงานด้วยสีหน้าจริงจัง

 

           ‘น่าสงสัยแฮะ ออกมาจากห้องทำงานคุณปราการด้วย’ ฉันคิดในใจ แล้วเดินอ้อมไปยืนอยู่ด้านหลังคนที่นั่งอยู่ จากนั้นก็ชะโงกหน้าไปดูเอกสารที่คุณปราการกำลังอ่านอยู่ ฉันอ่านคร่าวๆพอจับใจความได้ว่าข้อมูลบนหน้ากระดาษนั้นเป็นแผนการตลาด หรือว่าผู้หญิงคนนั้นแค่เข้ามาที่ห้องนี้เพื่อส่งแผนงาน อาจจะไม่มีอะไรก็ได้มั้ง แต่ยังไงซะก็ต้องตามไปเฝ้าสังเกตเธออยู่ดี ฉันเดินทะลุออกจากห้องเพื่อจะตามผู้หญิงคนนั้นไป แต่ทว่าในจังหวะนั้นเอง ผู้หญิงสูงวัยที่ฉันเดาเอาว่าน่าจะเป็นแม่คุณเหมือนฝันก็เดินโฉบหน้าฉันไป เธอดึงประตูแล้วก้าวเข้าไปในห้องข้างๆ ฉันแอบสงสัยเล็กน้อยว่าเธอเข้าไปหาใคร เลยเดินทะลุประตูตามเข้าไปและเจ้าของห้องทำงานนั้นคือคุณเหมือนฝันนั่นเอง

 

           คนตรงหน้ากำลังตวัดปากกาเซ็นเอกสารอย่างรวดเร็ว ผู้หญิงที่ดูเคล้าว่าน่าจะเป็นเลขาส่วนตัวยืนขนาบอยู่ด้านข้าง คุณเหมือนฝันยื่นแฟ้มเอกสารสีดำที่พึ่งเซ็นเสร็จให้กับหล่อนพร้อมกับสั่งงานอยู่ครู่หนึ่ง

           “ได้ค่ะ คุณเหมือนฝัน แล้วดิฉันจะจัดการให้นะคะ” ผู้หญิงในชุดสูทสีดำกระโปรงทรงเอ เกล้าผมเรียบร้อย ใบหน้าที่ฉันคาดเดาเอาว่าน่าจะอายุประมาณห้าสิบกว่าๆโค้งศีรษะเล็กน้อยตอบรับคำสั่งของเจ้านาย

           บอสคนสวยยิ้มบางๆก่อนจะกล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “ขอบคุณมากค่ะ เลขามิน”

           เลขาโน้มตัวเล็กน้อยระหว่างเดินผ่านคุณแม่ของเหมือนฝันที่กำลังนั่งรออยู่ที่โซฟารับแขก พอหล่อนออกจากห้องไป คนเป็นแม่ก็โพล่งขึ้นมา   

           “ลูกจะเสร็จงานกี่โมงจ๊ะ เลิกงานแล้วสามแม่ลูกไปทานข้าวด้วยกันมั้ย เมื่อกี๊แม่พึ่งเดินไปชวนเดย์ที่โต๊ะทำงานมา ดูท่าน้องเราจะงานยุ่งนะ อย่าโยนงานให้เดย์ทำเยอะสิ จ้างคนอื่นมาก็โยนงานให้พวกเขาทำ จะได้คุ้มกับค่าจ้าง”

           คนหน้าหวานทำหน้าละเหี่ยใจเล็กน้อย “มัมคะ หนูบอกหลายครั้งแล้วนะ ว่าอย่าเดินไปหาเดย์ที่โต๊ะทำงานแบบนั้น มันจะทำให้น้องอึดอัดเปล่าๆ คราวก่อนมัมก็ไปพูดกับพนักงานในแผนกว่าฝากดูแลน้องด้วย แล้วยังไปบอกกับหัวหน้าแผนกอีกว่าอย่าสั่งงานเดย์เยอะ มัมทำแบบนั้นรู้มั้ยว่าน้องจะลำบากใจแค่ไหน”

           คนเป็นแม่ชักสีหน้าไม่พอใจ “ทำไมน้องมาฟ้องเราเหรอ”

           “เปล่าค่ะ หนูรู้ก็แล้วกัน” ในระหว่างที่พูดกับคนเป็นแม่ สายตาจริงจังของบอสสาวก็เพ่งมองอยู่ที่หน้าจอโน๊ตบุ๊ค นิ้วเรียวสวยที่วางอยู่บนแป้นพิมพ์เคลื่อนไหวไปมาอย่างคล่องแคล่ว

 

           ฉันเฝ้ามองบอสคนสวยที่กำลังจริงจังกับการทำงานด้วยความรู้สึกปลาบปลื้ม และเผลอคลี่ยิ้มอย่างไม่รู้ตัว คนอะไรเวลาจริงจังแล้วดูเซ็กซี่มีเสน่ห์ซะเหลือเกิน

           คนหน้าหวานเบนสายตาจากหน้าจอโน็ตบุ๊คไปมองผู้เป็นแม่ “ดรีมขอร้องนะคะแม่ อย่าเดินไปหาน้องตอนที่ทำงานอีก คนเป็นแม่คงไม่อยากเห็นลูกตัวเองโดนคนในออฟฟิศซุบซิบนินทาหรอก ใช่มั้ยคะ?”

           “ใครกล้านินทาลูกฉัน เดี๋ยวจะไล่ออกให้หมด!” อีกฝ่ายขึ้นเสียงด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว

            “มัมมมม...” คุณลูกลากเสียงเรียกแม่อย่างเหนื่อยใจก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความเอือมระอา “ไล่ออกหมดบริษัทก็แย่สิคะ พลีสสส ได้โปรดเถอะนะคะคุณแม่ ทำตามที่ลูกบอกเถอะนะ นะ นะ” คุณเหมือนฝันขอร้องคุณแม่ด้วยสุ้มเสียงออดอ้อน จากนั้นก็ลุกจากโต๊ะทำงาน แล้วเดินไปโอบกอดออดอ้อนอีกฝ่าย

           ท่าทีของผู้หญิงสูงวัยดูอ่อนลงเมื่อเจอลูกอ้อนเข้าไป “ก็ได้ๆ ว่าแต่เราเหอะหัดทำตามที่แม่ขอบ้าง แต่งงานมาเกือบปีแล้วทำไมยังไม่มีหลานให้แม่อีก”

           หัวใจของฉันเจ็บแปลบนิดๆที่ได้ยินแบบนั้น คุณเหมือนฝันปล่อยแขนทั้งสองข้างที่โอบกอดคุณแม่อยู่ออกแล้วยืดตัวตรง สีหน้าออดอ้อนเมื่อครู่นี้แปรเปลี่ยนเป็นเบื่อหน่ายเล็กน้อย “หนูไม่อยากมีลูกหนิคะ”

           “แต่งงานแล้วก็ต้องมีลูกสิ”

           “หนูบอกแม่กี่รอบแล้ว ว่าหนูไม่ได้รักเขา ดรีมโดนบังคับให้แต่งงานแล้ว แต่อย่ามาบังคับให้หนูมีลูกเลยค่ะ เด็กที่เกิดมาจะมีปัญหาเปล่าๆ”

           “อยู่ๆไปก็รักกันเองนั่นแหละ เหมือนพ่อกับแม่ไง”

           “มัมแน่ใจเหรอคะ ว่าแด๊ดกับมัมรักกันจริงๆ”

           คนเป็นแม่จิ๊ปากอย่างไม่สบอารมณ์ “เรานี่เถียงคำไม่ตกฟากเลยนะ”

           “ดรีมมีงานที่จะต้องเคลียร์ให้เสร็จภายในวันนี้ค่ะ หนูขอตัวทำงานต่อนะคะ” คนหน้าหวานเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง

“สรุปจะไปทานข้าวด้วยกันมั้ย?”

“คุณแม่ไปกับเดย์เถอค่ะ หนูยังทำงานไม่เสร็จเลย”

“เห็นงานสำคัญกว่าแม่ตลอดเลยนะลูกคนนี้” คนเป็นแม่จิกตามองลูกสาวตัวเองอย่างไม่ค่อยพอใจก่อนจะเดินฟึดฟัดออกจากห้องทำงานไป

           พอได้ยินว่าพี่สาวคนสวยถูกบังคับให้แต่งงานแถมยังมีคุณแม่เอาแต่ใจ ไม่ยอมฟังเหตุผล เป็นผู้ใหญ่แต่นิสัยเด็กแบบนี้ เลยรู้สึกสงสารพี่เขาขึ้นมานิดหน่อย ฉันสังเกตโต๊ะทำงานของคนหน้าหวานที่เต็มไปด้วยเอกสารที่วางกระจัดกระจายอยู่ทั่วโต๊ะอย่างไร้ระเบียบแล้วเกิดอาการคันไม้คันมือ อยากจะเข้าไปจัดของบนโต๊ะให้เหลือเกิน เวลาเห็นอะไรรกหูรกตาแล้วรู้สึกคันยิกๆไปทั้งตัว มิน่าเมื่อวานถึงได้บอกว่า ถ้าฉันมาเห็นโต๊ะทำงานแล้วจะต้องส่ายหัว ระหว่างที่ฉันกำลังมองข้าวของบนโต๊ะที่รกสุดๆด้วยความหงุดหงิดใจเล็กน้อยเพราะทำอะไรกับมันไม่ได้ บอสคนสวยก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาใครบางคน

           เสียงเรียกเข้าอันคุ้นหูดังขึ้นมา สายตาของคนที่กำลังโทรหาเลิกลั่กไปมาอย่างแปลกใจ คนหน้าหวานกวาดสายตามองหาต้นเสียงด้วยสีหน้างุนงง

           ‘ตายละ ลืมปิดเสียงโทรศัพท์’ ฉันพูดในใจแล้วรีบวิ่งทะลุออกจากห้อง จากนั้นก็หยิบมือถือขึ้นมาปิดเสียง พี่ดรีมดันโทรหาฉันพอดีแล้วเมื่อกี๊เสียงเรียกเข้าก็ดังขึ้นมาเต็มๆ แตมเอ๊ยทำไมสะเพร่าแบบนี้ ลืมปิดเสียงได้ยังไงเนี่ย ฉันด่าทอตัวเองพลางมองหาที่ๆจะหลบไปคุยโทรศัพท์ได้โดยไม่ได้ยินเสียงตัวเอง ฉันเดินผ่านห้องประชุม แล้วมองลอดเข้าไปด้านใน ภายในห้องปลอดผู้คนพอดี ฉันเลยเดินทะลุเข้าไปด้านใน จากนั้นก็ยกมือถือขึ้นมากดรับสาย

           “สวัสดีค่ะ”

           [ทำไมรับสายช้าจัง]

           “พอดีแตมเข้าห้องน้ำอยู่อ่ะค่ะ กำลังส่งแฟกซ์อยู่” ฉันโกหกอีกฝ่ายไป

           [ฮึ...ส่งแฟกซ์? ส่งในห้องน้ำเนี่ยนะ] น้ำเสียงของปลายสายแสดงความแปลกใจ

           ฉันลืมไปว่ากำลังคุยกับเด็กนอกอยู่ คงจะไม่เข้าใจความหมายของคำว่า ‘ส่งแฟกซ์’

           “แตมกำลังอึ๊อยู่ค่ะ”

           [หมายถึงขี้อ่ะเหรอ]

           “ค่ะ”

           [แล้วส่งแฟกซ์ล่ะแปลว่าอะไร พี่ไม่เข้าใจ]

           ฉันหลุดขำออกมาเล็กน้อย ทำไมฉันต้องมาแจกแจงคำๆนี้ให้อีกฝ่ายหายข้องใจด้วยนะ

           “ส่งแฟกซ์เป็นคำสุภาพ ใช้แทนหรือใช้บอกเวลาเราทำกิจธุระในห้องน้ำอ่ะค่ะ”

           [ใช้แทนคำว่าขี้อยู่อ่ะเหรอ]

           ฉันเริ่มถอนหายใจ “ค่า ประมาณนั้นแหละ เราจะคุยเรื่องนี้กันอีกนานไหมคะ”

           ปลายสายหัวเราะเสียงหวาน [แตมก็พูดว่าขี้อยู่สิ พี่จะได้ไม่ต้องถามซะยาวยืด]

           “ก็มันไม่สุภาพหนิคะ ที่จะพูดกับพี่แบบนั้น”

           คนหน้าหวานหัวเราะอีกครั้ง [น่ารักจังนะเรา]

           หัวใจของฉันกระตุกวาบ เมื่อได้ยินคำชมของอีกฝ่าย

           “เอ่อ...พี่ดรีมโทรมามีอะไรรึเปล่าคะ” น้ำเสียงของฉันเคอะเขินเล็กน้อย

           [ลืมแล้วเหรอ คุณนักสืบว่าวันนี้ต้องทำอะไร]

           “ไม่ลืมหรอกค่ะ กำลังเตรียมตัวออกไปที่ออฟฟิศพี่ดรีมแล้ว”

           ฉันไม่อาจบอกความจริงได้ว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ออฟฟิศคนหน้าหวานแล้ว แถมอยู่ในสภาพล่องหนอีกด้วย

           [ทิมจะมีที่จอดรถประจำอยู่ชั้น 5 นะ แตมขับรถไปจอดรอที่ชั้นนั้นเลย มีที่ว่างให้จอดอยู่แล้ว พอเขาขับรถออกไป แตมจะได้ตามเขาไปติดๆเลย]

           ปลายสายบอกรายละเอียดรถของคุณปราการทั้ง ยี่ห้อรถ สี และเลขทะเบียนกับฉัน

           “ถ้ามีความคืบหน้าอะไร เดี๋ยวแตมจะโทรบอกอีกทีนะคะ”

           [ได้จ้ะ เออ...เมื่อกี๊ตอนโทรหาเราอยู่ดีๆก็มีเสียงเรียกเข้าจากไหนไม่รู้ดังขึ้นมาในห้องทำงานพี่ ตกใจหมดเลย ไม่รู้เสียงนั้นมาจากไหน]

           ใจของฉันหวิววูบราวกับโดนจับผิดได้ “หูฝาดรึเปล่าคะ”

           [อะไรคือหูฝาด]

           “หมายถึงได้ยินไปเองอ่ะค่ะ”

           [ไม่นะ พี่ได้ยินจริงๆ]

           “ไว้ค่อยคุยกันนะคะพี่ดรีม แตมต้องเตรียมกล้องถ่ายรูปอีก” ฉันรีบหาเรื่องวางสาย

           [อ๋อจ้ะ ไว้คุยกัน ได้เรื่องยังไงก็โทรมาหาด้วยนะคะ]

           “ได้ค่ะ”

           ฉันกดวางสายและเปลี่ยนเป้าหมายจากผู้หญิงคนนั้นเป็นติดตามคุณปราการแทน ตอนนี้ใกล้จะหกโมงเย็นแล้ว ระหว่างที่ฉันจะเดินเข้าไปในห้องทำงานของเขา คนหน้าตี๋ก็เดินออกมาจากห้องพอดี จากนั้นก็ก้าวเท้าตรงไปยังห้องทำงานพี่ดรีม ฉันรีบเดินตามหลังเขาไปติดๆ

           “ผมเคลียร์งานเสร็จแล้ว ขอออกก่อนเวลานะ”

           “รีบจังนะคะ ว่าแต่…ทิมไปเตะบอลกับเพื่อนๆแถวไหนเหรอ วันไหนดรีมไปนั่งดูที่สนามด้วยได้ไหมคะ” สายตาของคนหน้าหวานมองอีกฝ่ายอย่างจับผิด

           “เอ่อ...คือ...” คุณปราการเก็บสีหน้าไม่อยู่ เจ้าตัวออกอาการเลิ่กลั่กอย่างเห็นได้ชัด “อย่าไปเลยดรีมจะเบื่อเปล่าๆ อีกอย่างคุณไม่เคยสนใจผมด้วยซ้ำ แล้วทำไมถึงอยากมานั่งดูผมเตะบอลล่ะ” คุณทิมทำเป็นบ่ายเบี่ยงประเด็น

           คุณดรีมยิ้มบางๆและไม่ยอมตอบคำถาม แต่เป็นฝ่ายถามอีกคนอย่างบ่ายเบี่ยงเช่นกัน “ทิมรีบไม่ใช่เหรอคะ?”

           “งั้นผมไปก่อนนะ”

           “เตะบอลให้สนุกนะคะ”

           คนหน้าหวานจ้องมองสามีตัวเองอย่างรู้ทัน อีกคนก็มองคุณเหมือนฝันด้วยความแคลงใจ ส่วนฉันก็มองสองคนนี้สลับกันไปมา บรรยากาศอึมครึมที่ปกคลุมอยู่รอบตัวทั้งคู่ เต็มไปด้วยความลับและความสงสัย ต่างฝ่ายต่างโกหกและเสแสร้งต่อกัน เท่าที่ฟังคู่นี้คุยโต้ตอบกันแม้จะเป็นเพียงการพูดคุยสั้นๆ ฉันก็สัมผัสได้ว่าสามีภรรยาคู่นี้ไม่ได้รักกันอย่างแน่นอน

 

           ฉันเดินตามเป้าหมายไปจนถึงลานจอดรถ คุณปราการยกมือถือขึ้นมาโทรหาใครบางคน

           “ผมฝากซื้อถุงยางที่ร้านสะดวกซื้อข้างล่างตึกด้วยนะครับ...ไปที่คอนโดคุณเลยหรือจะไปกินข้าวกันก่อนดี...โอเค งั้นผมรอที่รถนะครับ”

           ฉันตกใจเล็กน้อยพอได้ยินคำว่าถุงยาง สรุปที่บอกว่าจะไปเตะบอลคงโกหกสินะ ว่าแต่เขาใช้ผู้หญิงไปซื้อถุงยางให้เนี่ยนะ? คุณปราการยิงกุญแจไปที่รถจนเกิดเสียงปิ๊บ แล้วเปิดประตูเข้าไปนั่งรอในรถ ฉันเดินมายืนอยู่ด้านหน้ารถเพื่อรอถ่ายภาพ ยืนรออยู่สักพักก็มีผู้ชายร่างสูงคนหนึ่งเดินมาที่รถคันตรงหน้าแล้วเอื้อมมือเปิดประตูรถก่อนจะขึ้นไปนั่งที่นั่งข้างคนขับ ฉันแปลกใจเล็กน้อยที่ไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้นแต่กลับเป็นผู้ชาย และยิ่งเซอร์ไพรส์หนักเข้าไปใหญ่เมื่อสองคนนั้นโน้มหน้าเข้าหากันเพื่อประกบริมฝีปาก ฉันอ้าปากเหวอด้วยความตกใจและรีบถ่ายภาพสองคนนั้นที่กำลังจูบกันอยู่ทันที ฉันละสายตาจากกล้องแล้วเพ่งมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของผู้ชายที่พึ่งขึ้นรถมา แล้วก็จำเสี้ยวหน้านั้นได้แม่นว่า คนที่กำลังจูบกับคุณปราการคือคนเดียวกันกับที่เจอกันวันก่อนที่ร้านอาหาร

           คุณปราการเป็นเกย์งั้นเหรอ ฉันรู้สึกเซอร์ไพรส์และตื่นตาตื่นใจสุดๆเพราะเป็นครั้งแรกที่เคยเห็นผู้ชายสองคนจูบกันต่อหน้าต่อตาแบบนี้

 

           โปรดติดตามตอนต่อไปจ้า 

 

เอาแล้วไงคดีพลิกจ้า งานนี้จะเกิดเหตุการณ์อะไรต่อน้า ติดตามอ่านกันต่อในตอนหน้านะคะ มันส์แน่นอนจ้า

 

 

 

           

           

       

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น