แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 51

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 239

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ส.ค. 2562 14:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 51
แบบอักษร

ท่าเรือเกาลูนยามดึกสงัดมีบรรยากาศเงียบเชียบราวเมืองร้าง ไม่มีผู้คนต่อแถวขึ้นเรือ ไม่มีพ่อค้าแม่ขาย ไม่มีเสียงพูดคุยต่อราคาหรือกิจกรรมทางการค้าเหมือนดังกลางวัน เรือข้ามฟากสตาร์เฟอร์รีสีเขียว-ขาวหลายลำจอดนิ่งสนิทอยู่ริมตลิ่ง ดูขัดแย้งกับเรือหาปลาของชาวเรือบางลำที่เริ่มล่องออกจากท่า เศษกระดาษปลิวเรี่ยพื้นทางเท้าที่ว่างเปล่า มีแต่รถลากจำนวนหนึ่งซึ่งจอดเรียงแถวรอรับลูกค้ายามแรกของวัน กับคนลากพวกมันที่พากันนอนเอกเขนกเฝ้ารอให้ลูกค้าเป็นฝ่ายมาเรียกใช้บริการ

“ถึงสักที” ไหว่เชิงพูดราวจะผ่อนคลายความอึดอัดระหว่างเขากับเธอลง ทว่าก็เป็นอีกครั้งที่เขาทำไม่สำเร็จ เมื่อเธอเอาแต่เบือนหน้าไปทางอื่น 

เด็กหนุ่มถอนหายใจยาว ก่อนมองไปยังเบื้องหน้าอย่างเจื่อนๆ 

ตั้งแต่คืนกุญแจห้องโรงแรมจิ้งหรีดนั่นไปจนถึงตลอดเวลาทุกนาทีบนเรือข้ามฟากรอบดึก เหล่ฟั้นปริปากพูดน้อยจนนับพยางค์ได้ ซ้ำร้ายไปกว่านั้น นอกจากจะไม่ยอมมีปฏิสัมพันธ์กับเขาตามปกติแล้ว เธอยังมีท่าทางหวงตัวกว่าที่เป็นมา ทุกครั้งที่เขาตั้งท่าจะจับมือถือแขนเธอ เธอก็ขยับตัวหนีเขาเรื่อยไป จนไหว่เชิงรู้สึกเหมือนว่าภาพจำที่สวยงามเมื่อช่วงหัวค่ำนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง 

เขาคิดว่าเขาเข้าใจหัวอกลูกผู้หญิงของเธอดี...จากความสัมพันธ์สดๆร้อนๆบนเตียงคู่นั่น มันเป็นเรื่องยากที่จะมองหน้ากันและกันได้เหมือนเดิมอีก แม้แต่เขาที่เป็นชายชาตรียังอดจะเก้อเขินไม่ได้ สำมะหาอะไรกับเธอซึ่งเป็นเพศแม่ 

“เดินเถอะ บ้านเราไม่ได้อยู่ไกลขนาดนั้น” ทายาทสกุลหมั่นชวนเป็นเชิงปรามไม่ให้สาวใช้ขึ้นรถลากซึ่งคนขับแลดูไม่น่าไว้ใจ 

“ตกลงค่ะ” เหล่ฟั้นพยักหน้ารับพลางย่างเท้าตามอีกฝ่าย  

เด็กหนุ่มสาวต่างฐานะเดินเอื่อยไปในตรอกเล็กๆด้วยท่วงท่าที่คล้ายกับใกล้ชิด แต่ก็แฝงไว้ด้วยความห่างเหินอยู่ในที ความเงียบของทั้งคู่ผสมด้วยความวังเวงของฝั่งเกาลูนกลางดึกให้ความรู้สึกน่าสะพรึงกลัวเพิ่มขึ้น สองคนไม่สนทนากันแม้แต่คำเดียวจวบจนกระทั่งพวกเขาเลี้ยวเข้าถนนใหญ่ที่ซึ่งเสียงทารกร้องแว่วมาแต่ไกล 

“เสียงเด็กหรือ” ไหว่เชิงฉงนใจ สองตากวาดหาต้นทางของเสียง  

“ตรงนั้นค่ะ” เหล่ฟั้นชี้มือไปที่ตะกร้าหวายซึ่งวางทิ้งไว้หน้าตึกอิฐแดงหลังเล็กซึ่งปรากฏเงาตะคุ่มรูปไม้กางเขนบนหลังคา เด็กอ่อนนอนดิ้นอยู่ในตะกร้าใบนั้น ก่อนที่จะมีบาทหลวงฝรั่งเครายาวรูปหนึ่งถอดสลักประตูออกมาดู 

“อะไรกันเนี่ย” คุณชายน้อยอุทาน “เอาเด็กมาทิ้งงั้นเหรอ” 

สายตาของเด็กหนุ่มเบนมองเด็กสาวเหมือนจะขอคำตอบ ซึ่งเธอก็ได้แต่พยักหน้าอย่างเห็นเป็นเรื่องธรรมดา พลางนึกย้อนถึงอดีตของตนที่แต่ละวันต้องคอยลุ้นว่าจะมีเด็กผู้หญิงหน้าใหม่ถูกมารดาบังเกิดเกล้านำมาทิ้งที่คอนแวนต์อีกหรือไม่ 

“พ่อแม่ใจร้ายที่ไหนช่างทำกับลูกอายุแค่นี้ได้ลงคอ” เขาก่นด่าด้วยความเจ็บแค้นแทนทารกน้อยที่ถูกผลักไสให้เป็นภาระขององค์กรการกุศล 

เหล่ฟั้นจุกสะเทือน ตาค่อยๆเหลือบมองเด็กหนุ่ม หลังจากที่บาทหลวงรูปนั้นอุ้มเด็กเข้าไปในโบสถ์ด้วยความทะนุถนอม 

“จริงอย่างที่คุณพ่อเคยสอน” เด็กหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ “สวรรค์ไม่เคยยุติธรรมกับชีวิตใดทั้งนั้น เด็กบางคนมีชาติกำเนิดที่ดี มีพร้อมทุกอย่าง ขณะที่เด็กอีกหลายๆคนบนโลกต้องถูกทิ้งขว้าง กลายเป็นลูกกำพร้าไร้บุพการี”  

ความรู้สึกสลดใจกับความภูมิใจปนเปกันอยู่ในน้ำเสียงของเขา “ฉันโชคดีเหลือเกินที่เป็นเด็กจำพวกแรก เกิดมามีพร้อมทุกอย่างทั้งพ่อที่น่าเคารพนับถือ แม่ที่รักใคร่เอาใจใส่ฉัน บ้านช่องที่ใหญ่โต ไหนจะเงินทองที่มีให้ใช้ผลาญได้ไม่อั้นอีก...เพิ่งจะมีวันนี้เองที่ฉันได้ตระหนักว่าชีวิตฉันโชคดีกว่าคนอื่นๆแค่ไหน” 

หมุ่ยไจ๋นิ่งฟังด้วยจิตใจที่สั่นสะท้าน เธอหลับตาเพื่อระงับความสะเทือนอารมณ์ที่ฉีดพล่านไปทั่วร่างกายในชั่วพริบตาที่ได้ยินประโยคเหล่านั้น สรรพสำเนียงรอบกายทั้งปวงเหมือนจะเลือนหายไปกับสายลม แทนที่ด้วยเสียงแหลมของคุณนายในคืนงานศพของคุณท่านที่ดังลอดเข้ามายังห้วงนึก 

“คงถึงเวลาแล้วที่ฉันต้องบอกความจริงให้คุณรู้ว่าอาเชิงไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของช่งจีอย่างที่คุณเข้าใจมาตลอด”  

“ฉันก็ไม่ใช่แม่ของเขาด้วย”  

“ไหว่เชิงคะ” เธอโพล่งด้วยอารมณ์ชั่ววูบ “ฉันมีเรื่องต้องบอกคุณ” 

“เรื่องอะไรหรือ” เขาหันขวับมาถาม 

“คุณฟังฉันนะคะ” เธอเกาะแขนเขาแน่น “ฉันรู้ความจริงที่คุณไม่เคยรู้เกี่ยวกับชาติตระกูลที่แท้จริงของคุณ” 

“เธอพูดบ้าอะไรของเธอน่ะ” ไหว่เชิงอ้าปากค้าง ความตกใจเมื่อครู่ชักแปรเปลี่ยนเป็นความโมโห 

“ฉันพูดเรื่องจริงค่ะ” คนแซ่กวานระเบิดเสียง “คุณไม่ใช่ลูกหลานตระกูลหมั่น ทั้งยังไม่ใช่ลูกของคุณนายด้วย” 

“สามหาว” เขาขึ้นเสียงสู้ “หุบปากพล่อยๆของเธอเดี๋ยวนี้นะ” 

“ฉันไม่เคยปั้นน้ำเป็นตัวให้คุณฟังเสียหน่อย” เธอน้ำตาปริ่มด้วยความหม่นหมอง “ฉันได้ยินคุณนายเล่าให้อีตาฝรั่งชื่อสแตนลีย์ฟังกับหูตัวเองว่า คุณนายอาศัยช่วงเวลาที่คุณท่านไปอังกฤษ ไปรับคุณมาจากสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้ามาสวมรอยเป็นลูกเพื่อจะได้ส่งเสริมสถานะตัวท่านเองให้มั่นคง ส่วนพ่อแม่ตัวจริงของคุณเป็นใคร คุณนายก็ไม่รู้...” เหล่ฟั้นสาธยายต่อไปด้วยความคิดว่าเธอไม่มีอะไรจะเสียมากไปกว่านี้ “...และฉันก็ได้ยินอีกด้วยว่าคุณนายอยู่เบื้องหลังมือปืนที่ลอบยิงคุณท่าน” 

“โกหกทั้งเพ” ไหว่เชิงตะคอกใส่หน้าเธอ ความโกรธครอบงำจนเขาหน้ามืดตามัว “เธอกล้าดียังไงถึงได้พูดเรื่องตอหลดตอแหลถึงคุณแม่แบบนี้” 

“คุณ...” เด็กสาวอ้ำอึ้ง น้ำตาไหลแรงขึ้น “...คุณไม่เคยว่าฉันแรงขนาดนี้เลยนะคะ แล้วที่ฉันพูดมาก็มีแต่ความจริงทั้งนั้น” 

“ไปให้พ้นหน้าฉันเดี๋ยวนี้ เก็บคำพูดเพ้อเจ้อพวกนั้นไปด้วย” เขาต่อว่าอย่างดุเดือด ไล่เลี่ยกับจังหวะที่รถลากคันหนึ่งแล่นเฉียดใกล้เข้ามา “รถลาก!” เด็กหนุ่มตะโกนสั่ง “พาผู้หญิงคนนี้ไปส่งที่บ้านตระกูลหมั่น” 

“คุณจะทำอะไรน่ะ” เหล่ฟั้นเค้นเสียง 

“ไม่ต้องมาสาระแนเรื่องของฉัน” ไหว่เชิงตะคอกกลับพร้อมทั้งส่งเงินจำนวนมหาศาลให้สารถีที่กำลังงงงวย “ฉันจะทำอะไรมันก็เรื่องของฉัน จากนี้ไปเราไม่มีเรื่องอะไรต้องพูดกันอีกแล้ว” 

“ถ้าคุณต้องการอย่างนั้นก็ตามใจ...” เธอปาดน้ำตาทิ้ง ก่อนจะโดดขึ้นไปนั่งบนรถโดยไม่ลืมหันมาตวัดหางตาโกรธแค้นใส่เขา  

“...ตอนหลังคุณอย่ามาเสียใจก็แล้วกัน” เหล่ฟั้นตะโกนไล่หลังทันทีที่รถลากเคลื่อนตัวออกไป และไหว่เชิงผลุนผลันหนีไปอีกทางหนึ่ง 

 

“กุ้งแชบ๊วยหนึ่งกิโลที่สั่งไว้ได้แล้วจ้ะ” เถ้าแก่อ้วนร้องบอกอย่างมีไมตรีจิต แต่ก็ต้องความแปลกใจที่ลูกค้าสาวขาประจำไม่กระตือรือร้นรับของจากมือแก

“เธอเป็นอะไรรึเปล่า สามวันนี้เอาแต่เหม่อดูถนนเส้นนู้น ยังกับว่ามันมีอะไรฝังใจเธอยังงั้นแหละ” คนร่างใหญ่ซักด้วยความเป็นห่วง 

“เปล่าเลยค่ะ” เธอฝืนยิ้มตอบ “ไม่มีอะไรทั้งนั้นล่ะค่ะ” 

“ค่อยยังชั่ว เจอกันครั้งหน้าอย่าทำอย่างนี้อีกล่ะ ฉันเห็นแล้วกังวลแทน” 

เหล่ฟั้นยิ้มเนือย ในใจบังเกิดความปลื้มปริ่มที่อย่างน้อยก็ยังมีคนหวังดีกับเธอ ในวันที่คนสำคัญที่สุดของเธอไม่เห็นค่าเธอในสายตาของเขาอีกแล้ว 

ป่านนี้เขาจะเป็นอย่างไรบ้าง จะยังเหลือเยื่อใยให้เธออยู่ไหม หรือว่าจะตัดขาดจากเธออย่างสิ้นเชิงเหมือนอย่างปากว่าไปแล้ว...เธอพร่ำถามตัวเองในใจ ตลอดทางที่เซซังกลับบ้าน หัวใจบีบหน่วงปานจะแหลกละเอียดด้วยความร้าวราน 

“ทำไมกลับมาช้านักล่ะ” คุณนายหันมาทักอย่างอารมณ์ดีผิดวิสัย หลังจากหารือทางโทรศัพท์กับทนายความเรื่องเงินมรดกมานานเนิ่น  

เด็กสาวส่งยิ้มให้ด้วยแววตาที่เลื่อนลอย ก่อนเดินผ่านหน้าสาวใหญ่ไปเก็บกับข้าวในครัวโดยไม่เจรจาโต้ตอบตามมารยาท 

“นังเด็กจองหอง แกไม่ได้ยินที่ฉันถามหรือยะ” ผู้เป็นนายแหวใส่ แต่สาวใช้กลับไม่สะทกสะท้านกับผรุสวาทเหล่านั้นอย่างที่ควรจะเป็น 

เหล่ฟั้นทิ้งตัวลงนั่งในห้องส่วนตัวของเธออย่างโรยแรง และก้มหน้าลงกอดเข่าแน่น ก่อนสะอื้นในอกที่แห้งผาก โดยหาได้ตระหนักว่าเสียงกระซิกแผ่วเครือได้ลอดผ่านไปนอกประตูซึ่งคุณนายกำลังลักฟังอยู่ด้วยความสนเท่ห์ 

 

ชายแก่หัวล้านหยุดโกยขยะหน้าห้องแถวซอมซ่อของตนทันทีที่ประสาทสัมผัสจับได้ว่าสายตาของใครบางคนที่กำลังจ้องมองแกอยู่ ผู้ชราชี้นิ้วผอมบางมายังรถสองล้อลากที่จอดเก็บไว้หน้าประตูบานเฟี้ยมผุๆ พลางเอ็ดตะโรเสียงลั่นโดยไม่มองหน้า

“วันนี้ไม่รับลูกค้า ไปใช้บริการคันอื่น ไป๊!” ลุงตั๊งขยับไม้กวาดในมือเตรียมตัวกวาดต่อ ทว่าเงาดำที่ทาบทาร่างผอมเกร็งของแกยังนิ่งอยู่ที่เดิม 

“เฮ้ย พูดไม่รู้เรื่องรึไงวะ ไอ้...” สารถีเฒ่ากลืนคำด่าที่ติดอยู่ปลายลิ้นลงคอโดยพลัน “...คุณชายน้อยไหว่เชิง” 

“ใช่ ผมเอง” เด็กหนุ่มผู้มีสภาพร่างกายอิดโรยบอก นัยน์ตาช้ำแดงซึ่งจ้องจับบนใบหน้าชายชราเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความปวดร้าว 

“คุณชายน้อยรู้จักที่นี่ได้ยังไง มีธุระอะไรกับลุงหรือครับ”  

“ผมไม่ได้มีธุระกับลุง” ไหว่เชิงตะโกนเสียงอ้อแอ้คล้ายคนดื่มเหล้ามาอย่างหนัก เสียงเอะอะของทั้งคู่ราวกับเรียกให้หญิงชราที่ง่วนอยู่กับการนึ่งบ๊ะจ่างหลังบ้านต้องพรวดออกมาตามหาเสียงที่ได้ยิน “หรือถ้าลุงรู้เรื่องนี้ จะถือว่ามีธุระก็ได้” 

“หมายความว่ายังไงครับ” ลุงตั๊งเลิ่กลั่ก 

“มีอะไรหรือ อาตั๊ง” สิ้นเสียงถาม ป้าเซาก็ชะงักงัน ถาดใส่บ๊ะจ่างที่ถืออยู่ในมือหล่นตุบ “คุณชายน้อยมาที่นี่ทำไมเจ้าคะ” 

“ผมมีเรื่องข้องใจอยากถามป้า”  

“เรื่องอะไรหรือเจ้าคะ” 

คนอ่อนวัยกดสายตามองประหนึ่งเน้นย้ำถึงความคาดหวังที่เขาตั้งไว้ ก่อนหลุดปากอย่างหนักแน่นในทุกน้ำคำ “เรื่องชาติกำเนิดของผม” 

ผัวเมียชราสบตากันอย่างสองจิตสองใจ ก่อนที่ฝ่ายหญิงจะเริ่มเล่าความจริงซึ่งตนปกปิดไม่ให้ใครรู้มานานถึงสิบแปดปีเต็ม… 

 

หมั่น ไหว่เชิง หัวเราะเฝื่อนเหมือนคนวิกลจริตหลังจากได้รับคำยืนยันเรื่องภูมิหลังของตนเอง รวมไปถึงสาเหตุที่ป้าเซาต้องระเห็จมาอาศัยบ้านเดิมและขายบ๊ะจ่างหาเลี้ยงชีพ เสียงหัวเราะของเด็กหนุ่มดังแข่งกับเสียงฝนที่พร่างพรมลงมากะทันหัน ดูราวกับว่าหมู่เมฆดำทะมึนที่แผ่คลุมผืนฟ้าในเวลานั้นยังมืดมัวได้ไม่เท่าเสี้ยวหนึ่งของความรู้สึกนึกคิดภายในจิตใจเขา

“ป้าเซาไม่เป็นไรแน่นะลุง” ไหว่เชิงถามเมื่อได้สติ ในระหว่างที่ลุงตั๊งพาตัวเขาออกมาหลบฝนใต้กันสาดหน้าบ้าน 

“ปล่อยยายแก่มันอยู่คนเดียวสักพัก ประเดี๋ยวมันก็หายดีเองล่ะครับ” ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่ชายชราก็อดหันกลับไปสังเกตดูเมียที่นั่งปิดหน้าร้องไห้ไม่ได้อยู่ดี “มันคงเสียใจที่อุตส่าห์เก็บความลับนี้มาได้เป็นสิบๆปี แต่ที่สุดแล้วก็ต้องมาปริปากบอกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความลับนี้เสียเอง” 

ไหว่เชิงผงกศีรษะเบาๆ ตาเหม่อมองลูกฝนที่เต้นระริกอยู่บนพื้น 

“คุณแม่หรือ...หึ” เด็กหนุ่มกำพร้าพ่อแม่ทำท่าจะหัวเราะอีก “ผมไม่อาจมองผู้หญิงคนนั้นด้วยสายตาเดิมได้อีกแล้ว บ้านตระกูลหมั่นก็เช่นเดียวกัน แต่ยังไงเสีย ใจผมก็ยังอยากกลับไปที่นั่นเพียงเพราะคนคนหนึ่ง” 

“คุณชายน้อยหมายถึงอาฟั้นหรือครับ” ลุงตั๊งคาดเดา 

“อือ บอกลุงอย่างไม่อาย ผมคิดถึงเธอตลอดเวลา และมัวพะวงกับเรื่องที่เกิดขึ้นจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ต้องหันหน้าเข้าหาเหล้าโรงก็เพราะแบบนี้” 

“นี่คุณชายน้อยรู้สึกยังไงกับนางหนูกันแน่” 

“ไว้ผมค่อยเล่าอย่างละเอียดให้ลุงฟังตอนที่ป้าเซาอยู่ด้วยแล้วกัน” เขาบ่ายเบี่ยงพลางเหลือบแลรถลากที่จอดพิงประตูไม้ผุพัง “...ลุงอายุเยอะแล้ว คงไม่อยากตะลอนลากรถตอนกลางวันร้อนๆใช่มั้ยครับ” 

“ก็ใช่” แกยิงคำถามกลับ “คุณชายน้อยถามทำไมหรือครับ” 

“ผมขอเหมารถลุงทั้งเดือนเลย” ไหว่เชิงทำท่าขยุ้มเงินในกระเป๋า “ต่อจากนี้ลุงไม่ต้องตระเวนหาผู้โดยสารที่ไหนแล้ว แค่รอรับผมที่ท่าเรือคนเดียวก็พอ” 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น