aiaeaaiaea

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

รักนี้ แค่นาย : ตอนพิเศษ จำฉันได้หรือเปล่า

ชื่อตอน : รักนี้ แค่นาย : ตอนพิเศษ จำฉันได้หรือเปล่า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.6k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ส.ค. 2562 23:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
รักนี้ แค่นาย : ตอนพิเศษ จำฉันได้หรือเปล่า
แบบอักษร

       

  ตอนพิเศษ จำฉันได้หรือเปล่า 

 

 

                  ปกติแล้ว งานบ้านก็มักจะเป็นหน้าที่ของผมเสมอ ซักผ้า กวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างจาน เพราะพ่อยุ่งจากการทำงาน นั่นผมก็เข้าใจ แต่ไอ้ที่ไม่เข้าใจคือ คนที่ไม่มีการ มีงานทำเหมือนพี่ขิง คนที่บอกจะมาพักผ่อนที่บ้านพ่อเพราะอยู่บ้านนั้นแล้วไม่มีอะไรทำ พอมาที่นี่มีงานให้ทำเยอะแยะกลับบอกไม่อยากทำ อะไรของเขาวะ

 

                พี่ขิงออกจากบ้านหลังใหญ่มาบ้านผมกับพ่อตอนดึก ขนเสื้อผ้า ข้าวของมาอย่างกับจะอยู่เป็นเดือน ผมว่าถ้าที่บ้านนี้ มีของสารพัดสิ่งที่มันสะดวกสบายละก็ อาจจะอยู่ยาว แต่พอได้ลองนอนไปคืนหนึ่งกับห้องพัดลม (เพราะผมไม่ให้เปิดแอร์) เตียงนอนแข็งๆ ที่ผมนอนจนตรงกลางเป็นหลุม ห้องน้ำแคบๆ ที่ไม่มีอ่างให้นอนแช่น้ำแร่ พี่แกก็บ่นสารพัดจนพ่อต้องรีบตื่นแล้วรีบออกจากบ้านไปทำงาน

 

                ส่วนผมน่ะเหรอ บ่นมา บ่นกลับไม่โกง

 

                “พี่ไม่เห็นเหรอ ว่าผมล้างจะเสร็จแล้ว” หน้าตึงเลยผม กำลังล้างฟองน้ำยาล้างจานออกจากชามข้าวต้มจวนจะเสร็จอยู่แล้ว พี่ขิงดันเอากาแฟที่เหลือก้นแก้วมาเทใส่ แถมยังวางแก้วลงในอ่างอีก

 

                “ก็ล้างใหม่สิ ไม่เห็นจะยาก” เสียงแข็งรีบเอ่ยขึ้น ใบหน้าที่เหมือนผมราวกับส่องกระจกสะบัดหน้าเดินเชิดออกไปด้านนอก  

 

                ถ้าไม่เห็นเป็นพี่ มีกระโดดถีบขาคู่ไปแล้ว!

 

                ผมบีบฟองน้ำจนแทบแหลกคามือ เพราะทำอะไรไม่ได้ ขืนทำมีหวังโดนพ่อบ่นหูชา คนนี้ก็เหมือนกัน ถูกพูดแขวะตั้งหลายเรื่องก็ไม่คิดโกรธ เป็นผมที่ทนไม่ได้ต้องด่ากลับแทนจนพ่อหนีกลับเข้าห้อง ผมรู้ว่าพ่อคงเสียใจมากกับสิ่งที่พี่ขิงว่า แต่พ่อกลับไม่ถือโทษอะไรเลย ซึ่งนั่นใช้ไม่ได้สำหรับผม เพราะวีรกรรมเก่าๆ แสนเลวของพี่ขิง ที่ทำให้ผมเกือบถูกเอาไปขาย ผมไม่มีทางบอกว่าช่างเขาเถอะแบบพ่อได้

 

                กลับมาเหตุการณ์ปัจจุบัน คือสรุปแล้ว ผมก็ต้องล้างทุกอย่างใหม่หมด รวมทั้งแก้วกาแฟที่เพิ่งถูกวางลงเมื่อกี้ด้วย ขัดๆ ถูๆ โดยไม่สนใจว่าแก้วมันจะราคาแพงขนาดไหน เจ้าของจะรักจนแทบอุ้มยังไง ในเมื่อมันไม่ใช่ของผม ไม่ใช่ของบ้านนี้ อยากให้ล้างดีนัก เอาสีเพ้นออกสักหน่อยก็คงไม่เป็นไร

 

                ระหว่างที่ขัดๆ ถูๆ แก้วในครัว หูผมก็แว่วเหมือนได้ยินเสียงเครื่องยนต์หน้าบ้าน ไม่น่าใช่รถของพ่อที่จะกลับมาในเวลานี้ หรืออาจจะเป็นพี่ไฮท์ที่นัดผมไว้? ซวยล่ะ ลืมบอกพี่ไฮท์ด้วย ว่าพี่ขิงมานอนที่บ้านตั้งแต่เมื่อคืน พอคิดได้ผมก็รีบออกไป แต่ก้าวขาถึงแค่ประตูห้องครัว เสียงคุยเจื้อยแจ้วก็ดังจนผมต้องย่อตัวนั่งลง

 

                “พี่ไฮท์ซื้อขนมมาฝากขมิ้นเหรอ ดีจัง” เสียงใสเอ่ยถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

 

                “อืม เห็นมึงบ่นว่าอยากกิน” พี่ไฮท์ตอบ ก่อนจะหย่อนก้นบนโซฟาหนัง “แล้วนี่มึงทำอะไรอยู่”

 

                “ขมิ้นกำลัง...จะกวาดบ้าน” เซหน้าเกือบทิ่ม เมื่อเห็นพี่ขิงรีบเดินไปหยิบไม้กวาดที่เสียบในถังข้างๆ ประตูมาถือ “นี่ไง พ่อชอบทำบ้านรกอยู่เรื่อย”

 

                อันนี้ผมก็เห็นด้วย ว่าพ่อชอบทำให้บ้านรก แต่ที่ไม่เห็นด้วยคือ พี่ขิงจะเป็นผมอีกนานไหม โกหกจนติดเป็นนิสัย ไม่รู้ผิดชอบชั่วดีอะไรสักอย่าง ผมชะเง้อคอมองไปหน้าบ้านก็เห็นไม่ค่อยชัด เลยตัดสินใจหมอบคลานเหมือนทหารที่ฝึกในสนามรบไปหลบข้างตู้เย็น ซึ่งน่าจะเห็นและได้ยินชัดเจนกว่าหน้าห้องครัว

 

                “มึงไม่เอาตะโก้ไปแช่เย็นเหรอ เดี๋ยวมันก็ไม่อร่อยหรอก” พี่ไฮท์พูดจบก็ทำท่าจะลุก เอาซะผมตาเหลือกหันซ้ายหันขวาหาที่หลบ แล้วหัวดันไปโขกกับที่จับของตู้เย็น โคตรเจ็บจนน้ำตาเล็ด

 

                “ไม่เป็นไร ขมิ้นกินตอนนี้ก็ได้” พี่ขิงรีบทิ้งไม้กวาดในมือ แล้วกุลีกุจอแกะถุงขนมตะโก้ที่ผมชอบ แกะกินเองไม่พอ ยังป้อนพี่ไฮท์อีก ขานั้นก็ช่างไม่รู้เลย ว่านั่นไม่ใช่ผม

 

                ไหนทำเป็นคุยว่าแยกผมกับพี่ขิงออกไงวะ ขี้โม้นี่หว่า

 

                ผมมองพี่ไฮท์แล้วนึกค่อนขอดในใจ คนที่พูดว่าแยกผมออกกำลังอ้าปากรับตะโก้จากมือพี่ขิง แต่แล้วก็ชะงักพลางเบือนหน้าหนีเฉย พี่ขิงจากที่ยิ้มก็เริ่มหน้าเสียนิดๆ แต่ก็รีบปรับโหมดกลับมาสดใสตามเดิม ซึ่งไอ้การร่าเริง ยิ้มตลอดเวลาเนี่ย ผมว่ามันเหมือนคนบ้ามากกว่า ที่สำคัญ ผมไม่เคยเป็นแบบนั้นว่ะ

 

                “พี่ไฮท์ไม่ชอบกินเหรอ” หลังจากถูกปฏิเสธ พี่ขิงก็วางตะโก้ที่กัดไปแล้วลง ปากแดงยื่นเหมือนเป็ดราวกับเด็กน้อยงอน “หรือไม่พอใจอะไรขมิ้นหรือเปล่า”

 

                “เปล่า” เสียงนิ่งตอบกลับ ก่อนพี่ไฮท์จะลุกขึ้นไปเปิดทีวีตรงหน้า แล้วเดินกลับมานั่งใหม่ “จะกวาดบ้านไม่ใช่เหรอ ไปสิ”

 

                “เดี๋ยวค่อยกวาดก็ได้ ว่าแต่ พี่ไฮท์มีอะไรกับขมิ้นหรือเปล่า” พี่ขิงขยับไปนั่งซะชิด นี่ถ้านั่งตักได้คงทำไปแล้ว “มีอะไรพี่ไฮท์บอกมาได้เลยนะ ขมิ้นรับฟังได้ทุกอย่าง”

 

                “ทุกอย่างเหรอ” พอถูกถามย้ำ พี่ขิงก็พยักหน้าลง “แน่ใจ?”

 

                “แน่ใจ”

 

                “งั้นมึงไปตามไอ้ขมิ้นมาหน่อย” ประโยคเดียวที่ทำเอาผมกับพี่ขิงนิ่งไปพร้อมกัน ก่อนพี่ขิงจะรีบซ่อนสีหน้าตกใจของตัวเองแล้วแสร้งทำเป็นไม่รู้ความหมาย

 

                “พี่ไฮท์พูดอะไร นี่ขมิ้นไง” ชี้เข้าตัวเองพร้อมรอยยิ้มกับท่าทางที่ดูประดักประเดิดเหลือเกิน

 

                “มึงคิดว่ากูโง่เหรอ ที่ไม่รู้ว่ามึงไม่ใช่แฟนกู” เป็นประโยคเรียบๆ แต่แอคแทคพี่ขิงสุดๆ ตอนนี้คนที่แกล้งทำเป็นผมรีบลุกขึ้นยืน ดวงตากลมนั่นจ้องพี่ไฮท์เขม็ง

 

                ต่างจากผมที่ยิ้มจนปวดแก้มไปหมด พี่ไฮท์แม่งของจริงนี่หว่า ไอ้ขมิ้นยกนิ้วโป้งให้เลย

 

                “รู้ได้ไง ว่ากูไม่ใช่ไอ้ขมิ้น” แล้วพี่ขิงก็เปลี่ยนโหมด จากออดอ้อนมาแข็งกระด้าง แขนสองข้างยกขึ้นกอดอก หน้าขาวเชิดขึ้นเล็กๆ ด้วยความหยิ่งอย่างทุกที

 

                “ไอ้ขมิ้นไม่มีทางใส่กางเกงสั้นเสมอก้นแบบมึง” พี่ไฮท์ชี้ไปที่กางเกงสีชมพูที่พี่ขิงสวม (ตอนนั่งเมื่อกี้เห็นกางเกงในด้วย ถ้าจะสั้นขนาดนั้น ใส่แทนกางเกงในไปเลยเถอะ) “ไอ้ขมิ้นไม่ใช่คนออเซาะเก่ง มันแทบไม่เคยป้อนขนมกู” ก็จริงของพี่ไฮท์ ยิ่งเป็นขนมที่ผมชอบ มีเท่าไหร่ ยัดใส่ปากอย่างเดียว กลัวคนอื่นแย่ง “ที่สำคัญ มันไม่เคยใช้น้ำหอมกลิ่นเหม็นๆ เหมือนมึง” พี่ขิงถึงกับยกเสื้อตัวเองขึ้นมาดม แต่พอเจอประโยคสุดท้าย ถึงกับสะบัดคอไปมองคนพูด “กูเป็นคนเลือกน้ำหอมที่กูชอบให้มันใช้เอง เวลากอด เวลาจูบ จะได้รู้ ว่ามันเป็นของกูแค่คนเดียว”

 

                ไม่รู้เลยว่าตอนนี้ปากของผมจะยิ้มกว้างขนาดไหน รู้แค่ว่าแก้มสองข้างปวดไปหมด นอกจากพี่ไฮท์จะทำผมเป็นโรคหัวใจแล้ว ยังจะเพิ่มตีนกาให้ผมอีก อันตรายจริงๆ ผู้ชายคนนี้

 

                “มึงมันโง่ รักไปได้ไงไอ้ขมิ้นน่ะ ห่ามก็เท่านั้น ตัวก็แข็ง มือก็ด้าน”

 

                “ถึงตัวมันจะแข็ง หน้ามันจะด้าน แต่มันก็เป็นคนดี ไม่เหมือนมึง..” พี่ไฮทหยุดพูด ก่อนปรายตาไล่มองพี่ขิงตั้งแต่หัวจรดเท้า ปากแดงคลี่ยิ้มเหยียดออกมา พร้อมกับประโยคปิดท้าย “..ที่ไม่มีอะไรดีเลย” เจ็บปวด ประโยคของพี่ไฮท์ช่างเจ็บปวด มันรวดร้าวจนแทบอยากกระอักแทน

 

                ว่าแต่ พี่ขิงบอกผมมือด้านไม่ใช่เหรอวะ แล้วหน้าด้านมาจากไหน แม่ง พี่ไฮท์แอบด่าผมว่ะ

 

                พอสู้ไม่ได้ พี่ขิงก็สะบัดหน้าแล้วเดินกระทืบเท้าขึ้นไปชั้นบน ส่วนผมก็มองตามพี่ตัวเองไป คนอะไรเอาแต่ใจไม่พอ ยังนิสัยเสียแบบแก้ไม่หายอีก ไม่รู้ไอ้พี่นาวรักเข้าไปได้ยังไง รู้ว่ารักทำให้ตาบอด แต่ไม่คิดว่าจะบอดสนิทศิษย์หลุมดำขนาดนี้

 

                “มึงจะนอนที่พื้นอีกนานไหม”

 

                “หืม” มัวแต่มองพี่ขิง จนลืมดูว่าพี่ไฮท์มายืนอยู่หน้าตู้เย็น ในมือถือไม้กวาดมาด้วย “พี่ถือไม้กวาดมาทำไม จะช่วยกวาดบ้านเหรอ”

 

                “เปล่า กูเห็นเงาดำๆ คิดว่าตัวเหี้ยมานอนเล่นในบ้าน เลยจะเอาไม้กวาดมาไล่”

 

                “ผมต้องขอบคุณพี่สินะ แต่จะดีกว่านี้ ถ้าพี่เอาไม้กวาดออกจากหน้าผมเนี่ย” เพราะผมยังนอนหมอบอยู่ที่พื้น “แล้วนี่มาทำไม”

 

                “อ่าวไอ้นี่ เมื่อคืนกูบอกมึงว่าไง” ผมมองหน้าคนที่ยืนปั้นหน้าดุ ก่อนจะร้องอ๋อออกมาเมื่อนึกขึ้นได้ “จะนอนอีกนานไหม ลุกไปแต่งตัว”

 

                “แต่ผมยังล้างจานไม่เสร็จ” ว่าแล้วก็โชว์ฟองน้ำในมือ พี่ไฮท์มองนิ่งๆ ก่อนหลุดขำออกมา “หัวเราะอะไร”

 

                “มึงจะล้างจานหรือล้างตัวเอง” คำพูดของพี่ไฮท์ดูงงๆ ก่อนคนพูดจะดึงแขนผมให้ลุกขึ้น แล้วพาเข้าไปส่องกระจกในห้องน้ำ “ชัดเจนไหม”

 

                “มากถึงมากที่สุด” ตอบคนหัวเราะไป หัวผมตอนนี้เต็มไปด้วยฟองสีขาว นี่ถ้าหลอกว่ากำลังสระผมอยู่ละก็ น่าเชื่อสุดๆ ผมถลกชายเสื้อตัวเองจะเช็ด แต่โดนพี่ไฮท์ดึงออก

 

                “ไปสระผม มึงอย่ามาซกมก”

 

                “ผมไม่ถือ”

 

                “แต่กูถือ” ผมสะบัดหน้าทำเป็นไม่สนใจพลางเดินออกมาล้างจานต่อ “มึงก็รู้ว่ากูชอบกอดมึง จูบมึง พอหัวเหม็นแบบนี้กูทำไม่ลง”

 

                “ไม่ลงก็ไม่ต้องทำไง”

 

                “ไอ้ขมิ้นนับหนึ่ง”

 

                แม่งเอ้ย เป็นฮิตเลอร์กลับชาติมาเกิดหรือเปล่า

 

                “ก็ได้ๆ ฝากล้างจานให้ด้วย เอาให้สะอาดๆ เลยนะ ผมอาบน้ำแปบ”

 

                “เออ สระผมด้วย ถ้ากูดมแล้วไม่หอม กูจะไปสระให้เอง”

 

                “พี่สระให้คนอื่นเป็นด้วยเหรอ”

 

                “กูทำบ่อย”

 

                ทำไมรู้สึกใจแป้วแปลกๆ

 

                “สาวเยอะก็งี้แหละ”

 

                “ไอ้แจ็คกับอเล็กต่างหาก พูดมาก รีบๆ ไป”

 

                โล่งอกหน่อย เหรอวะ นี่พี่ไฮท์เปรียบผมกับหมาของตัวเองแบบนี้ก็ได้เหรอวะ แม่ง ผมยกนิ้วกลางส่งไปให้ ดีที่วิ่งหนีขายาวๆ นั่นทันก่อนที่จะหวดก้น พอเดินขึ้นมาชั้นบน เจอพี่ขิงลากกระเป๋าสารพัดสิ่งออกมาจากห้อง

 

                “จะไปไหน” ถามไปงั้นเพราะเห็นอยู่ตรงหน้า

 

                “กูจะกลับ อยู่บ้านนี้ไม่เห็นจะดี ร้อนก็ร้อน ไม่มีอะไรสักอย่าง” พี่ขิงลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ลงบันได แต่มันคงหนักไปหน่อย กระเป๋าทั้งใบเลยกลิ้งม้วนหน้า ม้วนหลังตีลังกาลงไปนอนแอ้งแม่งอยู่ชั้นล่าง เจ้าของร้องอย่างกับถูกเชือด คงเพราะราคาแพงนั่นล่ะ

 

                ขอสมน้ำหน้าได้ไหม ในฐานะที่โดนมือโดนตีนแทนมานับเดือน

 

                พี่ไฮท์ที่ล้างจานอยู่รีบวิ่งออกมาดู แต่พอเห็นเป็นพี่ขิงก็เดินกลับเข้าห้องครัว ไม่ได้สนใจการร้องขอจากพี่ขิง ไม่แม้แต่จะใช้หางตาแล ผมผลุบเข้าห้องตัวเอง ใช้เวลาอาบน้ำสระผมแต่งตัวอยู่ไม่นานก็เดินลงไปชั้นล่าง ซึ่งพี่ไฮท์นอนเหยียดยาวดูทีวีอย่างสบายอารมณ์ บนโต๊ะตรงหน้ามีองุ่นที่ผมซื้อมาแช่ตู้เย็นไว้ด้วย กินเพลินเลยนะ

 

                “พี่ขิงล่ะ” ถามพลางยื่นหน้าไปดูด้านนอก “กลับยังไง”

 

                “ไอ้นาวมารับ เลิกถามเรื่องคนอื่นได้แล้ว บ่ายโมงแล้วเนี่ย”

 

                “บ่ายโมงแล้วทำไม”

 

                “กูหิว”

 

                กินองุ่นไปเกือบหมด ยังไม่อิ่มเหรอวะ

 

                “พี่ไม่หาอะไรรองท้องล่ะ ในตู้มีขนมปัง”

 

                “ไม่เอา เดี๋ยวอิ่ม”

 

                “งอแงจังวะ” แล้วตัวผมก็ถูกดึงไปนั่งบนตัก พี่ไฮท์วางคางแหลมบนบ่า เป่าลมร้อนๆ ใส่หูจนต้องย่นคอ “ทำไรเนี่ย”

 

                “ก็จะพิสูจน์ดู ว่าสระผมหรือเปล่า”

 

                “หัวเปียกขนาดนี้ก็ต้องสระสิ”

 

                “ใครจะไปรู้ เผื่อมึงแผนสูงเอาแค่น้ำราดทำไง”

 

                “พี่ไฮท์ บ้านติดกล้อง เดี๋ยวพ่อเห็น”

 

                พออ้างพ่อผมปุ๊บ แขนที่รัดเอวก็รีบคลายออก ใบหน้าเจ้าเล่ห์ค่อยๆ บูดบึ้งเอาซะผมต้องยกมือสองข้างไปประกบแก้มแล้วตบเบาๆ

 

                “อารมณ์เสีย”

 

                “แค่หกปีเอง ไหนพี่บอกทำได้ สบายๆ ไง”

 

                “คอยดูเถอะ มึงออกจากหอในเมื่อไหร่ โดนกูแน่”

 

                “เอาชีวิตตัวเองให้รอดจากการฝึกงานแล้วค่อยมาว่ากัน”

 

                พี่ไฮท์หลุดยิ้มออกก่อน มิวายยื่นหน้ามาฉกหอมแก้มผมไปฟอดใหญ่ ก่อนเราจะช่วยกันปิดบ้านลงกลอน แล้วมุ่งหน้าสู่ห้างสรรพสินค้า ผมต้องเลือกซื้อข้าวของสำหรับการใช้ชีวิตปีหนึ่งในหอพักนักศึกษา ลุ้นเหมือนกันว่าจะได้รูมเมทเป็นใคร เรียนคณะอะไร หน้าตาเป็นแบบไหน สำหรับผมยังไงก็ได้ ขอแค่นิสัยดีแล้วไม่ก้าวก่ายความเป็นส่วนตัว อย่าเป็นเสือที่ชอบใส่เกือกก็พอ

 

                ส่วนพี่ไฮท์นั้น ช่วงปิดเทอมรอขึ้นปีสี่ต้องไปฝึกงาน ผมได้แต่คอยให้กำลังใจ เพราะไม่รู้ว่างานที่ไปฝึกจะหนักหรือโหดแค่ไหน เลยได้แต่ส่งกำลังใจพร้อมมินิฮาร์ทให้ คนรับถึงกับรีบถ่ายรูปตั้งเป็นหน้าจอโทรศัพท์ตัวเอง พลางอวดว่าดูรูปผมแล้วกินอิ่ม นอนหลับ ฝันดีอีกต่างหาก

 

   นี่พี่ไฮท์เห็นหัวใจผมเป็นเซียมซีหรือไง เขย่าอยู่ได้ ปั๊ดโธ่!!

               เราสองคนมาถึงห้างก็พุ่งเข้าร้านอาหารก่อน เลือกเป็นร้านฟาดฟู้ดง่ายๆ เน้นแป้งให้อิ่ม ผมไม่ใช่พี่ขิงที่เลือกกินนู้น กินนี่เพราะกลัวอ้วน จะกลัวไปทำไมกัน ชีวิตคนเรามันสั้น จะตายวันไหนก็ไม่รู้ กินๆ ไป จะได้ไม่นึกเสียดายทีหลัง (ตรรกะของผมเอง)

 

                “พี่ไม่ได้อยู่ช่วยขนของเข้าหอนะ” พี่ไฮท์พูดขึ้น ผมถึงชะงักมือที่ยัดพิซซ่าเข้าปาก “รู้สึกไม่ดีว่ะ”

 

                “เอาน่า ของๆ ผมก็ไม่ได้มีเยอะ ให้พ่อช่วยแป๊บเดียวก็เสร็จ” ปากอวดเก่ง แต่ใจนี่แป้วไปแล้ว

 

                “เดี๋ยวพี่ให้พ่อไปช่วย”

 

                “ไม่ต้องๆ เกรงใจคุณอาหมอตายเลย เดี๋ยวให้เจมส์มาช่วยก็ได้”

 

                “เจมส์มันต้องเตรียมตัวไปออกค่ายรับน้อง ไม่ว่างหรอกช่วงนั้นน่ะ” เศร้าไปอีก ผมก็ลืมนึกไปว่าช่วงที่เข้าหอพัก เป็นช่วงที่เจมส์ต้องประชุมแผนการรับน้องปีหนึ่ง “แค่พ่อคนเดียวก็พอแล้ว”

 

                พี่ไฮท์ไม่ตอบโต้อะไร แต่ยื่นมือมาดึงมือผม แล้วงับพิซซ่าที่ผมถืออยู่เข้าปากไปหมด ช่วงที่มีขอบแป้งด้วยพี่แกก็ไม่ทำ พอผมกัดขอบหมดกลับเอาแต่หน้าล้วนๆ ไปกิน แอบเจ็บใจเล็กน้อยค่อนปานกลาง กว่าของกินบนโต๊ะจะหมดก็ใช้เวลาเกือบชั่วโมง เราสองคนไม่ได้กินนานหรอกนะครับ แต่รวมช่วงเวลารออาหารไปนั่นเอง ออกมาจากร้านก็มุ่งหน้าหาซื้อของใช้สอย เข้าร้านขายของน่ารักๆ พี่ไฮท์ก็เดินตรงดิ่งไปมุมตุ๊กตาขนนุ่มแล้วไม่ยอมขยับไปไหน  

 

                ถึงตัวจะใหญ่แต่ใจยังคงเป็นเด็กสินะ

 

                “หมอนนี้เหมาะกับมึง” ไม่ว่าเปล่า ยังดึงตุ๊กตาที่ว่า มาเทียบหน้าผม ทำเสร็จก็หัวเราะเป็นบ้า เป็นหลังอยู่คนเดียว ไม่มองอารมณ์ของผมสักนิด “โคตรได้”

 

                “ตัวนี้ก็เหมือนพี่ไฮท์ว่ะ” ว่าแล้วผมก็หยิบมาเทียบบ้าง คนอารมณ์ดีถึงกับอ้าปากค้าง

 

                “มึงด่ากูแรดเหรอ”

 

                “ทีพี่ยังหาว่าผมหน้าเหมือนควายเลย”

 

                “ควายมันน่ารัก มึงก็เห็น”

 

                “แล้วแรดไม่น่ารักตรงไหน ขนนุ่มเหมือนกันเป๊ะ”

 

                เถียงแบบไม่ยอมความ เลยโดนตุ๊กตาควายฟาดเข้าหัวจนผมปลิว แต่พอผมจะตีคืนบ้าง กลับถูกถลึงตาดุใส่พลางชี้นิ้วใส่หน้า แล้วคิดว่าผมจะกลัวเหรอ...

 

                “ไอ้ขมิ้น” ชื่อหลุดรอดมาจากฟันที่ขบกันจนกรามนูน หลังจากผมฟาดตุ๊กตาเข้าแขนพี่ไฮท์

 

                “ทำไม?” ยื่นหน้าไปหาด้วยความไม่ยอมคน ผมผิดตรงไหน ในเมื่อถูกกระทำก่อน ดีแค่ไหนแล้วที่ไม่ฟาดเข้าหัวเหมือนที่ผมโดน “จะหาเรื่องหรือจะหาของ”

 

                “หาของ”

 

                “ก็แค่นี้”

 

                ผมหัวเราะออกมาเมื่อพี่ไฮท์เดินหนีไปทางอื่น มีงอนเว้ยคนเรา และถึงแม้เราทั้งคู่จะเลือกของคนละมุม แต่หลายครั้งที่ผมจะชะเง้อมองหาอีกคน ไม่ต่างจากอีกคนที่คอยมองหาผมเช่นกัน ตะกร้าของที่ผมถือเริ่มล้นจนต้องไปจ่ายเงิน พอวางของบนเคาน์เตอร์ปุ๊บ ตะกร้าอีกใบก็วางลงข้างๆ หันไปดูก็เจอหน้าบึ้งๆ ของคนขี้งอน

 

                “จ่ายรวมหรือครับ” พนักงานแคชเชียร์ทำหน้าเหลอหลาไม่กล้าจับของ คงเพราะหน้าตาของพี่ไฮท์ไม่รับแขกนั่นเอง พอผมพยักหน้าให้ เขาก็รีบคิดเงินทันที

 

                ช่วงยืนรอของ ผมเลือกที่จะเงียบ ไม่ต่างจากคนข้างๆ ที่เงียบเช่นกัน ในมือขาวนั่นถือกระเป๋าเงินเพื่อรอจ่ายค่าของ แม้ผมบอกว่าจะจ่ายเองก็ตาม จ่ายเงินเสร็จ ถุงของๆ ผมก็ถูกแย่งไปถือ โดยที่คนแย่งเดินฉับๆ ไปก่อน ไม่ใช่ว่าผมจะไม่ง้อนะครับ แต่นี่คือการง้อของผม ปล่อยให้พี่ไฮท์งอนให้เต็มที่ เดี๋ยวก็หายเอง เพราะผมเคยลองง้อแล้ว คนงอนก็ยิ่งออกอาการมากขึ้น ดังนั้น เชิญคุณพี่ท่านงอนให้เต็มที่

 

 

 

                ภายในรถที่เย็นเฉียบ ผมหยิบขนมปังที่ซื้อออกมาแกะกิน และลองยื่นไปจ่อปากคนงอนดู สรุปก็งับกินปกติ แต่ยังไม่ยอมคุยกับผมแค่นั้น พอผมถามก็ตอบ ไม่ถามก็เงียบ นี่แฟนผมเป็นเด็กอนุบาลหรือเปล่าเนี่ย และก็มีอาการอย่างนั้นจนถึงบ้าน

 

                “หายงอนหรือยัง” ลองถามดูหลังจากพี่ไฮท์คว้าถุงของๆ ผมเดินนำเข้าบ้าน

 

                “กูไม่ได้งอน” แนะ! นี่ขนาดไม่ได้งอนนะพ่อ

 

                “อ่าว จะกลับแล้วเหรอ” พอวางของบนโต๊ะได้ พี่ไฮท์ก็เดินออกจากบ้านเลย เอาซะผมตามอารมณ์ไม่ทัน แต่ถ้าปล่อยให้กลับทั้งที่ยังมีอาการแบบนั้น ผมคงนอนไม่หลับ เลยต้องรีบวิ่งหน้าตั้งไปขวาง “โกรธจริงๆ เหรอ” ถามไป ขาก็ขยับขวางไป พี่ไฮท์ไม่ยอมตอบ แถมยังพยายามเดินหนีอีก “ถ้าไม่ยอมคุยกันแบบนี้ ผมก็จะไม่พูดด้วยแล้วนะ”  

 

                “มึงไม่เคยคิดจะง้อกูเลย” อยู่ๆ คนตรงหน้าก็พูดออกมา

 

                “ก็ง้อแล้วนี่ไง” รีบบอก แต่พี่ไฮท์กลับเสหน้าหนี “พี่ก็รู้ ว่าผมง้อไม่เก่ง ผมเก่งแค่กวนตีนชาวบ้านกับปากหมาไปวันๆ”

 

                “เออ กูรู้ แต่มึงก็น่าจะพยายามทำเพื่อกูบ้าง” ทำไมมันเริ่มดราม่าหนักขึ้นวะ “มึงทำเหมือนกูไม่ใช่แฟน ไม่สนใจกูเลย”

 

                “ก็ผมไม่เคยมีแฟน ไม่รู้ว่าเขาต้องทำยังไง ไม่เหมือนพี่นี่ โชกโชนเชี่ยวชาญ เชี่ย” ถูกนิ้วยาวดีดหน้าผากจนนิ่วหน้า โคตรเจ็บอะ “เจ็บ”

 

                “สมน้ำหน้า หลีก กูจะกลับแล้ว”

 

                ยังงอนไม่เลิกเว้ย

 

                ผมเม้มปากมองหน้าพี่ไฮท์ พลางตัดสินใจทำในสิ่งที่กลั่นออกมาจากสมองเรียบร้อย ผมยกมือสองข้างจับแขนพี่ไฮท์ไว้กันถูกเดินหนี ก่อนเขย่งขาไปจุ๊บปากแดงตรงหน้า แม้จะแค่เสี้ยววินาที แต่มันก็ทำให้ผมใจเต้นโคตรแรง พี่ไฮท์ยืนนิ่งตาค้าง กว่าจะกระพริบตาก็ตอนผมขยับถอยหลัง

 

                “มึง...”

 

                “เลิกงอนได้ไหม” พยายามทำเสียงอ้อนเท่าที่จะไม่ทำให้ขนแขนลุก แต่ก็ทำให้พี่ไฮท์หลุดยิ้มออกมา “นะ”

 

                “เออ ก็ได้” รู้หรอกว่าคนตรงหน้าพยายามเก๊กหน้าหล่อกลั้นยิ้ม “กูกลับได้หรือยัง”

 

   “อืม” ผมตอบ ก่อนพี่ไฮท์จะเดินหนี ผมก็รีบพูดบางอย่างออกมา “ขอบคุณที่พาผมไปซื้อของ แล้วก็ ขอบคุณที่พี่จำผมได้” หมายถึงเรื่องเมื่อตอนเช้าที่พี่ขิงแกล้งเป็นผม

                “ต่อให้พี่มึงเล่นละครได้เนียนแค่ไหน แต่ถ้าไม่ใช่มึง หัวใจกูก็ไม่เต้นแรง จำไว้” ประโยคธรรมดา ที่ฟังแล้วโคตรไม่ธรรมดา “อีกอย่าง อย่าทำเหมือนเมื่อกี้อีก เพราะกูอาจจะทนไม่ไหวแล้วฉุดมึงกลับบ้าน แค่นี้กูก็ทรมานจะตายอยู่แล้ว” จบประโยคผมก็หัวเราะออกมาจนตัวงอ “ขำไปเถอะ รอถึงเวลาเมื่อไหร่ มึงจะขำไม่ออก ของกูเด็ดสัด”

 

                “อีกตั้งหกปี ผมไม่กลัวหรอก เด็ดแค่ไหนก็ไม่กลัว”

 

                “กูจะรอดูน้ำหน้าคนไม่กลัว ว่าจะร้องขอชีวิตจากกูไหม อีกไม่นานหรอก” พี่ไฮท์แม่งพูดโคตรกำกวม ร้องขอชีวิตอะไร ปั๊ดโธ่

 

                “รีบๆ กลับบ้านไปเก็บของเลยไป” แม้จะไล่ แต่ปากก็ยังยิ้มส่งให้พี่เขา คิดแล้วก็ใจหาย อีกไม่กี่วันพี่ไฮท์ก็จะเดินทางไปฝึกงานต่างจังหวัดแล้ว พอถึงเวลานั้นจริงๆ ผมคงเหงาน่าดู เคยเจอกันแทบทุกวัน

 

                “แฟนใครวะ น่ารักโคตร” ก่อนไปยังมาฉกหอมแก้มผมฟอดใหญ่อีก นี่ถ้าพ่ออยู่ละก็ โดนด่าแน่ “มึงทำให้กูคิดจะจีบมึงอีกละ”

 

                “อ่าว แล้วนี่เรายังไม่ได้คบกันอีกเหรอ”

 

                “ก็คบ แต่มึงทำให้กูหลงรักแม่งทุกวัน ไม่เจอหลายเดือน กูต้องเป็นบ้าแน่นอน”

 

                “ปกติพี่ก็บ้าอยู่แล้วนะ”

 

                “ไอ้ขมิ้น”

 

                “ล้อเล่น ถึงบ้ายังไง พี่ก็สุดยอดเสมอ”

 

                “อะไรสุดยอด”

 

                “ตัวเงินตัวทองได้สุดยอด”

 

                พี่ไฮท์นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนถลึงตาใส่ ขายาวๆ ฟาดเข้าก้นผมไปที แต่สุดท้ายก็หัวเราะออกมาไม่ต่างจากผม ที่จริง ไม่ใช่แค่พี่ไฮท์หรอกที่หลงรักผม เพราะผม ก็หลงรักที่ไฮท์ทุกวันเหมือนกัน

 

                รักมา รักกลับ ไม่โกงเนอะ

 

...

 

ไม่ได้เจอกันนานมากๆๆๆๆๆๆๆๆ คิดถึงที่สุดค่าาาาาา หวังว่าจะยังจำกันได้ 

ยังคิดถึงทุกคนเสมอนะคะ 

รักกกกกกก <3 <3

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น