อติญา / เก-ลิน / เราพิมพ์ / ผู้ซึ่งเข้ามาแทน / มะลิก้านแดง

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

วังวนอคิราห์ ตอนที่ 1 2/2

ชื่อตอน : วังวนอคิราห์ ตอนที่ 1 2/2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 93

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ส.ค. 2562 19:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
วังวนอคิราห์ ตอนที่ 1 2/2
แบบอักษร

สิ่งที่คุณย่าได้กลับมาจากวัดคือน้ำมนต์ที่ท่านเอามาหยดลงในน้ำเพื่อเช็ดตัวให้หลานชายกับคำบอกเล่าของหลวงพ่อท่านที่บอกมาว่าดวงเขาเป็นดวงนารีชอบของสวยของงามถ้าจะตัดผมสั้นหรือโกนหัวก็ให้ทำในเขตร่มพัทธสีมาเท่านั้นจึงจะปลอดภัยซึ่งตอนเด็กๆ มันไม่ได้มีปัญหาเนื่องจากอคิราห์เป็นเด็กหน้าตาจิ้มลิ้มไว้ผมยาวก็ไม่แปลกอะไรแถมยังน่ารักน่าชังเป็นที่น่าเอ็นดูของผู้คนที่ได้พบเห็น

แต่เมื่อตอนถึงคราวที่ต้องเข้าโรงเรียนพ่อสิงห์เกิดอยากให้ตัดผมเลยแอบหนีแม่จ๋าพาเขาไปตัดซึ่งพอตัดเสร็จก็ได้เรื่องทันทีคือรถที่พ่อสิงห์ขับไปเกิดถูกรถฝ่าไฟแดงข้ามเกาะกลางถนนมาชน แรงกระแทกทำให้เขาหัวแตกและกระดูกแขนร้าวต้องใส่เผือกอ่อนไปเป็นเดือน หลังจากนั้นคุณย่าก็สั่งห้ามไม่ให้อคิราห์ตัดผมหรือถ้าจะตัดก็ต้องจุดธูปไหว้บอกเจ้าที่เจ้าทางแล้วจากนั้นเขาก็ไม่เคยตัดผมสั้นกว่าบ่าอีกเลยเว้นแต่ตอนที่บวชทดแทนพระคุณของคุณพ่อคุณแม่ที่ตอนนั้นปลงผมกันหน้าโบสถ์เลยอยู่รอดปลอดภัยมาได้

กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง

“ครับพี่หมอไฟถึงบ้านแล้วครับกำลังแปรงผมอยู่” ระหว่างที่อคิราห์กำลังแปรงผมก็มีสายเข้าซึ่งแน่นอนว่ามันคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากนายแพทย์กันติทัต หงและพอมองสายเรียกเข้ามันก็เป็นเขาจริงๆ

“แล้วก็ไม่โทรมาบอกล่ะครับพี่เป็นห่วงนะ” ปลายสายบ่นด้วยน้ำเสียงแกมเอ็นดูมากกว่าจะดุหรือว่าโกรธเคืองอะไรจริงจัง

“ก็กะว่าอาบน้ำเสร็จแล้วถึงจะโทรหาไงครับ” คุณหมอเด็กให้เหตุผล

“ถ้าไฟอาบน้ำสระผมแล้วเช็ดผมให้แห้งด้วยนะครับเดี๋ยวไม่สบายไปจะยุ่งครั้งหน้าก็ไปสระที่ร้านดีจะกว่าไหมจะได้ไม่ต้องทำเอง” อาจารย์หมอของนักศึกษาแพทย์ผู้ปกติจะมีนิสัยเข้มงวดแต่จะมีกับอคิราห์นี่แหละที่เขาจะยอมลงให้

“ไฟว่าไฟทำเองดีกว่าครับที่ร้านเขาชอบใช้ความร้อนแรงๆ เป่าใส่ทำผมไฟเสียหมดพี่หมอไม่ต้องห่วงหรอกครับแล้วนี่กินอะไรบ้างหรือยัง?” ใช่ว่าจะยอมให้คนแก่กว่าแสดงความเป็นห่วงเขาฝ่ายเดียวอคิราห์เองก็เอาใจใส่ในตัวของกันติทัตไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

“พี่กำลังจะกินอยู่โต้รุ่งนี่แหละเลยรู้ว่าไฟมากินข้าวไปแล้ว” ร้านอาหารในตลาดโต้รุ่งเป็นแหล่งพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสารชั้นดีระหว่างบรรดาแม่ค้ากับบุคลากรในโรงพยาบาลจึงไม่แปลกใจเลยที่พี่หมอจะรู้ว่าเขาแวะไปกินข้าวมาแล้วก่อนกลับบ้าน

“ซื้อข้าวเช้าของพรุ่งนี้มาแช่ตู้เย็นไว้แล้วด้วยครับกะว่าจะตื่นสายๆ หน่อยเพราะมีตรวจตอนสิบโมงกว่าๆ ไฟไม่อยากออกไปหาซื้อข้าวกินจะทำเองก็ขี้เกียจ” สำหรับคนเป็นหมอนั้นเวลานอนคือสิ่งที่มีค่าและหายากมากเมื่อมีโอกาสก็ต้องตักตวงอย่างเต็มที่แต่เรื่องที่บอกว่าจะตื่นสายนั้นอคิราห์ไม่เคยตื่นเกินเวลาเจ็ดโมงครึ่งเลยสักที

“กับข้าวที่ตลาดนี้อร่อยนะแต่ฝีมือไฟอร่อยกว่านานแล้วเหมือนกันนะที่พี่ไม่ได้กินอาหารฝีมือเราเลย” รสมือของ อคิราห์นั้นเรียกได้ว่าอร่อยถึงแม้เจ้าตัวจะมีเมนูเด็ดที่ทำได้ดีไม่กี่อย่างแต่ก็เรียกได้ว่าลงมือปรุงกี่ครั้งก็ไม่เคยทำให้คนรอชิมผิดหวังเลยสักที

พูดแล้วกันติทัตยังคิดถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสูตรเด็ดที่คนรักทำให้กินอยู่บ่อยๆ เมื่อครั้งที่เจ้าตัวยังเป็นนักศึกษาแพทย์แค่เอาบะหมี่รสเผ็ดมาต้มน้ำน้อยๆ เติมเนื้อสัตว์ ผักและไข่ไก่และรอครู่เดียวให้ไข่ที่ใส่ลงไปก็ต้มสุกเป็นยางมะตูมพอดีก็ตักใส่ชามสิ่งที่ลืมไม่ได้คือดอกหอมที่ซอยละเอียดใช่ต่างต้นหอมโรยหน้าได้กินกี่ครั้งก็ไม่เคยเบื่อเลยจริงๆ

ส่วนกับข้าวที่เด็ดจริงๆ ก็ต้องยกให้พะแนงหมูนมสดที่เจ้าตัวใช้นมแทนกะทิกินกับไข่ต้มนี่ถึงกับต้องขอข้าวเพิ่มเพราะแค่จานเดียวมันไม่เคยพอเลยสักที

“พะ พี่หมอก็พูดเกินไป” น้ำเสียงอ้อมแอ้มแบบนี้แสดงว่าคุณหมอไฟกำลังเขินอยู่แน่นอน

“ไม่เกินหรอกกับข้าวที่เราทำอร่อยจะตาย อ๊ะ ขอบคุณครับ” ยังไม่ทันจะป้อยออะไรต่อข้าวที่สั่งไว้ก็มาเสิร์ฟพอดี

“ข้าวมาแล้วถ้าอย่างนั้นพี่หมอกินข้าวเถอะครับ ไฟขอไปสระผมก่อนเดี๋ยวจะดึก” เพราะผมที่ทั้งยาวทั้งหนาของคุณหมอหนุ่มใช้เวลาค่อนข้างมากในการดูแลเขาเลยไม่อยากจะนอนดึกไปมากกว่านี้

“ฝันดีนะครับไฟ... พี่รักเรานะ” แม้คำพูดท้ายประโยคจะค่อนข้างเบาเพราะตัวคนพูดอยู่ในที่ที่คับคั่งไปด้วยผู้คนแต่คนฟังกลับได้ยินมันชัดเจนทุกถ้อยคำและใจเต้นทุกครั้งไม่ต่างจากตอนที่ได้ยินคำว่ารักครั้งแรกจากปากผู้ชายคนนี้

“ไฟก็รักพี่หมอครับกินข้าวให้อร่อยนะ”

หลังจากวางสายจากนายแพทย์กันติทัตคุณหมอเด็กก็หันมาจัดการตัวเองก่อนโดยเร่งมือแปรงผมต่อจากที่ค้างไว้แต่ก็รีบทำมากไม่ได้เพราะเส้นผมมันจะพันกันเสียเปล่าๆ อคิราห์เริ่มจากแบ่งผมเป็นสองส่วนซ้ายขวาแล้วแปรงจากปลายผมขึ้นมาถึงโคนทีละข้างจากนั้นก็ไปอาบน้ำสระผมตามปกติก่อนจะออกมาวุ่นวายอยู่กับการซับผมแล้วก็เป่าให้แห้งสนิทโดยใช้ไดร์เป่าลมเย็นไม่เช่นนั้นเชื้อราที่หนังศีรษะจะถามหาเอาได้

เวลาที่เป็นสุขที่สุดของอคิราห์คือช่วงเวลาที่ทิ้งตัวลงนอนบนที่นอนผืนนุ่มของตัวเองกลิ่นรอบๆ ตัวที่คุ้นเคยมันทำให้เขาทั้งรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยจนสามารถจมดิ่งสู่ห้วงนิทรารมณ์ได้ในเวลาไม่นานผิดกับอีกคนที่ยังต้องเคลียร์งานอยู่จนค่อนคืนแล้วก็ยังไม่สามารถที่จะหลับตานอนลงได้

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“จินหลงแม่เข้าไปนะลูก”

“ครับ... ทำไมยังไม่นอนอีกล่ะครับคุณแม่นี่ดึกแล้วนะ” ชายหนุ่มถามมารดาที่เดินเข้ามาหาถึงในห้องทำงานพร้อมกับถ้วยกระเบื้องเนื้อดีซึ่งถ้าเขาเดาไม่ผิดในนั้นต้องเป็นซุปบำรุงกำลังอะไรสักอย่างเป็นแน่

“แม่นอนไปแล้วแต่พอดีหิวน้ำเลยลุกลงมาหยิบเห็นไฟห้องทำงานยังเปิดอยู่เลยอุ่นซุปมาให้เลยบำรุงกำลังหน่อยจะได้ไม่ล้มเจ็บ” นางอาภาพรบอกกับบุตรชายคนเดียวด้วยความเป็นห่วง

“ไม่น่าลำบากเลยครับเดี๋ยวผมรอดื่มตอนเช้าก็ได้” เขายิ้มให้มารดาก่อนจะจับมือที่เหี่ยวย่นไปตามวัยของท่านขึ้นมาหอม มือเล็กๆ คู่นี้แหละที่ทั้งโอบประคองและทั้งผลักดันจนเขาประสบความสำเร็จได้ในทุกวันนี้

“ก็แม่รู้ว่าเรายังไม่นอนง่ายๆ ไงล่ะ นี่แม่ได้ข่าวพ่อดินพี่ชายน้องไฟว่าประสบอุบัติเหตุพรุ่งนี้แม่ฝากซุปไปเยี่ยมหน่อยได้ไหมลูกคนกันเองทั้งนั้น” มารดาเขาสนิทสนมกับครอบครัวกรคุณานนท์ดีในระดับหนึ่งซึ่งจะเรียกว่าสนิทสนมขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากๆ ก็ไม่ผิดนักเพราะตั้งแต่เตี่ยเสียไปคุณอาภาพรก็ได้ทำตามใจตัวเองมากขึ้นทั้งเรื่องการคบหาผู้คนทั้งเรื่องการออกไปไหนมาไหนเหมือนกับได้ทำตามใจตัวเองในสิ่งที่บิดาห้ามตอนท่านยังมีชีวิตอยู่

มารดาของกันติทัตเป็นคนไทยแท้ๆ ไม่ได้มีเชื้อสายจีนและไม่ได้เป็นคนเชียงใหม่โดยกำเนิดท่านแต่งงานกับเตี่ยตั้งแต่อายุน้อยๆ ทำให้ไม่ค่อยมีชีวิตวัยรุ่นเนื่องจากครอบครัวสามีเป็นครอบครัวคนจีนที่เข้มงวดอยู่กันแบบกงสี วันๆ ก็ต้องปรนนิบัติพัดวีสามีและครอบครัวเรียกได้ว่ากระดิกตัวไปไหนไม่ได้เลยแต่ท่านก็ยังทำหน้าที่ของภรรยาที่ดีจนวินาทีสุดท้ายของเตี่ย

และเป็นเขาเองที่คืนชีวิตที่เหลือให้มารดาโดยอย่างแรกที่ทำคือพาท่านออกมาจากบ้านของเตี่ยที่เป็นกงสีที่นั่นอยู่ร่วมกันกับพี่ๆ น้องๆ ของเตี่ย และสิ่งแรกที่แม่ทำตอนอายุห้าสิบกว่าคือการเรียนขับรถเพื่อที่จะได้ออกไปไหนมาไหนด้วยตัวเองโดยตอนนี้ครอบครัวเล็กๆ ของเขาอยู่ด้วยกันตามประสาแม่ลูกพร้อมกับหลานชายอีกหนึ่งหน่ออันเป็นผลิตผลจากความเผด็จการของเตี่ยเขาเช่นเดียวกัน

“ได้ครับแม่พรุ่งนี้บ่ายๆ คุณดินน่าจะฟื้นไม่รู้ว่าหมอให้ยาไปด้วยหรือเปล่าถ้าอย่างนั้นก็อาจจะฟื้นตอนเย็นๆ เลยแล้ววันนี้เทียนหลงเป็นยังไงบ้างครับ” เมื่อได้คุยกับมารดาก็ถือโอกาสถามหาลูกชายด้วยเลยส่วนเรื่องซุปยังไงวันพรุ่งนี้เขาก็ต้องเข้าไปดูอาการแผ่นภพอยู่แล้วก็ถือของเยี่ยมของมารดาไปฝากด้วยเลยก็ไม่ใช่ปัญหา

“หนุ่มน้อยของย่าก็น่ารักเหมือนทุกวันแต่วันนี้คุณครูชมนะว่าแกมีน้ำใจช่วยเหลือเพื่อนอยู่บ่อยๆ เอ้อ... ซุปไก่ดำนี่กินได้ทั้งคนป่วยแล้วก็คนปกติถ้าพ่อดินยังไม่ตื่นคนเฝ้าก็กินได้แม่ตุ๋นไว้ตั้งแต่ตอนที่รู้ข่าวจากโทรทัศน์เลยนะส่วนเราก็อย่านอนดึกมากหน้าแก่กว่าอายุไปเยอะแล้ว แม่ไปนอนแล้วรักลูกนะ” มารดาแกล้งแหย่บุตรชายที่ชอบนั่งทำหน้าดำคร่ำเคร่งจนหน้าแก่เกินอายุไปตั้งเยอะแล้วแค่อายุสามสิบแปดแต่หน้าแก่นำไปเป็นสี่สิบแปดแล้วยังไม่รู้ตัว

“รักแม่เหมือนกันครับ” กันติทัตพูดแล้วรอให้คุณอาภาพรออกจากห้องทำงานไปก่อนถึงได้ก้มหน้ามาอ่านเอกสารที่ต้องเคลียร์วันนี้ให้เสร็จอันที่จริงเขาก็อยากขายหุ้นในส่วนของพ่อให้ลุงๆ อาๆ เขาไปสานต่อแต่ติดที่ไม่มีใครอยากซื้อเขาเลยต้องมาทำงานควบตำแหน่งให้มันปวดหัวเล่นๆ

เวลาปกติเป็นหมอส่วนเวลาไม่ปกติคือเป็นผู้บริหารบริษัทผลิตเครื่องจักรทางการเกษตรจำพวกเครื่องสีข้าว รถไถอะไรพวกนั้นเรียกได้ว่าสองบทบาทที่ต้องรับมันช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงจริงๆ

กันติทัตนั่งอ่านเอกสารการเบิกจ่ายสั่งซื้อเครื่องจักรตัวใหม่อย่างละเอียดพลางเปรียบเทียบข้อมูลเก่าๆ ไปด้วยเพื่อตรวจสอบเรื่องราคากว่าจะทำเสร็จตาก็ล้าจนต้องถอดแว่นตาออกแล้วใช้ปลายนิ้วคลึงเบาๆ ที่สันจมูกของตัวเองถึงตาจะหยุดอ่านข้อมูลแต่ในหัวสมองของคุณหมอกับไม่เคยหยุดคิดถึงเขาจะรับตำแหน่งแทนเตี่ยอย่างไม่เต็มใจเลยสักนิดแต่ก็ใช่ว่าจะหันหลังให้กิจการของครับครัวได้

ความคิดเห็น