ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ ๖-๑ :: มหาธรกาฬ

ชื่อตอน : บทที่ ๖-๑ :: มหาธรกาฬ

คำค้น : นิยายจีน นิยายจีนโบราณ จีนโบราณ เทพเซียน เทพ เซียน สวรรค์ ปีศาจ จอมมาร

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ส.ค. 2562 13:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ ๖-๑ :: มหาธรกาฬ
แบบอักษร

 

เบื้องล่างใต้พิภพสวรรค์เป็นพิภพมนุษย์ ชายขอบเขตแดนพิภพมนุษย์แดนบูรพาคือหุบเหวหม่านถัง มืดมิดดำดิ่งสุดใต้พสุธาลึกล้ำสุดประมาณ ยังมิเคยผู้ใดล่วงรู้ว่าเบื้องล่างใต้พสุธานั้นเป็นสถานที่แบบใด มนุษย์หลายคนเคยพลัดหลงตกลงไป แต่ไม่เคยมีผู้ใดมีชีวิตรอดกลับขึ้นมาแถลงไขคำตอบนี้ได้เลยแม้นสักราย ทว่าเหล่าเทพเซียน ปีศาจ มารทั้งหลาย ต่างรู้ดีว่าดินแดนใต้ก้นหุบเหวหม่านถังนี้เป็นประตูสู่ดินแดนพิภพมาร 

เมื่อดำดิ่งสู่ใต้ก้นหุบเหวจะมีสภาวะมืดมิดแสงอาทิตย์ไม่สามารถสาดส่องลงมาถึง ไอหนาวเย็นพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นพสุธาเสียดแทงแก่นกระดูก เนื่องจากลึกใต้พื้นพิภพมารลงไปนั้นจะเป็นประตูสู่พิภพปรโลก  

เดินเรื่อยลึกถัดไปจะเห็นธาราดับวิญญาณ เป็นแม่น้ำสายใหญ่สีเขียวเรืองรองสะท้อนแสงกั้นกลางทอดยาวสุดสายตา ธาราดับวิญญาณสายนี้มีขนาดเล็กเป็นรองแม่น้ำลืมเลือนในแดนปรโลกเพียงเท่านั้น เหนือน่านฟ้าบนธาราดับวิญญาณจะปรากฏผนึกมาร ที่องค์ราชันเผ่ามารทุกรุ่นร่ายอาคมเอาไว้อย่างหนาแน่น และยังมีเหล่าแม่ทัพมารประจำการอยู่ที่ป้อมปราการริมธาราดับวิญญาณฝั่งตรงข้าม ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจฝ่าผนึกมารเข้าไปได้โดยง่าย หรือหากผ่านเข้าไปได้ เหล่าแม่ทัพมารฝีมือสูงล้ำจะเข้าโจมตีทันที 

หรือหากถึงขั้นแหวกว่ายธาราดับวิญญาณฝ่าเข้าไป ยิ่งเป็นหนทางของผู้ร้องขอความตายให้มาถึงเร็วยิ่งขึ้นก็เท่านั้น นับตั้งแต่ยุคบรรพกาลมา หามีผู้ใดรอดชีวิตจากการแหวกว่ายธาราดับวิญญาณ  

เมื่อข้ามธาราดับวิญญาณมาได้จึงเข้าสู่อาณาเขตพิภพมาร โดยรอบนอกนั้นเป็นเขตเหล่าบรรพตหินและป่ารกทึบน่าวังเวง เขตแดนที่สมบูรณ์ขึ้นมาสักหน่อยจะมีชาวเมืองมารจับกลุ่มพำนักอาศัยกันเป็นหมู่บ้าน มีการค้าขายทำการแลกเป็นสินค้าไม่ต่างจากตลาดของชาวเมืองมนุษย์ เพียงแค่สินค้าที่ชาวเผ่ามารนำมาแลกเปลี่ยนที่นิยมจะเป็นจำพวกสมุนไพรหายาก อาหารและผลไม้แปลกตาประหลาดลึกล้ำ หรือไม่ก็ของวิเศษจากพิภพต่างๆ  

ถัดเข้ามาด้านในอีกชั้นจะเข้าสู่เขตเมืองหลวงแดนมาร ซึ่งเต็มไปด้วยจวนของเหล่าขุนนางราชสำนักมารเรียงรายใหญ่เล็กลดหลั่นกันไปตามลำดับขั้นของยศตำแหน่ง เหล่าขุนนางเผ่ามารจะจัดลำดับความยิ่งใหญ่ยำเกรงตามความแข็งแกร่งของตบะปราณมารในกาย  

ดังนั้นเหล่าขุนนางมารที่มีตบะปราณมารขั้นสูงและพละกำลังที่แข็งแกร่งจะได้รับการอวยยศขั้นสูงตามไปด้วยเช่นกัน แต่เหล่าขุนนางทั้งหลายยังห่างชั้นกับองค์ราชันมารมู่หรงผู้มีสายเลือดจอมมารกิเลนเพลิงยุคบรรพกาลอยู่หลายร้อยขุม 

เขตพระราชวังหลวงมหาธารกาฬเมืองมารมีอาณาจักรยิ่งใหญ่ ตำหนักใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางวังหลวงมีนามฉีหลินเต้าฉือสูงเด่นตระหง่านลอยตัวเหนืออากาศ อันเป็นสถานที่ประทับและทรงงานขององค์ราชันมารมู่หรง โดยด้านหน้ามีบันไดกลุ่มไอหยินหนึ่งพันขั้นเรียงรายสูงขึ้นไปจรดทวารบานตำหนัก หากแต่ตอนนี้ตำหนักฉีหลินเต้าฉือถูกปิดผนึกไว้เป็นเวลาล่วงสามหมื่นปี เนื่องจากราชันมารมู่หรงเก็บองค์เข้าฌานบำเพ็ญเพียร มีเพียงทหารมารเฝ้ารักษาการณ์โดยรอบเท่านั้น 

ตำหนักข้างกันนั้นเป็นขนาดเล็กรองลงมานามหย่งเอวี่ยน เป็นที่ประทับของอดีตราชินีมาร ตำหนักแห่งนี้ก็ถูกลงอาคมปิดผนึกมานานถึงสามหมื่นสี่พันปี นับแต่อดีตราชินีซูเหอดับสิ้นสังขารไป ราชันมารมู่หรงมิประสงค์ให้ผู้ใดย่างกรายเข้าเขตตำหนักหย่งเอวี่ยนอีกเลย  

ตำหนักเล็กหลายร้อยตำหนักที่อยู่ห่างออกไปนั้นเป็นตำหนักของเหล่าพระชายาและพระสนมของราชันมาร นับนิ้วรวมแล้วได้ถึงหนึ่งร้อยสี่สิบเก้าคนมิขาดเกิน แต่จะมีเพียงพระชายาสามนางเท่านั้นที่หลังจากสิ้นอดีตราชินีมาร พระชายาทั้งสามก็ขึ้นมามีอำนาจสูงสุดในฝ่ายใน เนื่องจากพระชายาทั้งสามนางเป็นธิดาหัวหน้าเผ่ามาร จากสามเผ่าที่ทรงอิทธิพลสูงสุดของดินแดน ส่วนสตรีที่เหลือราชันมารเพียงรับไว้เป็นสนมข้างกายไม่มีอำนาจจากเผ่าต่างๆ หนุนหลัง 

ทุกตำหนักล้วนถูกสร้างและหล่อหลอมจากลาวาสีทองแดงใต้พิภพที่เย็นตัวจับเป็นก้อนโลหะแข็ง สร้างได้วิจิตรอลังการมิแพ้มิตำหนักแดนสวรรค์ ลานกว้างกลางวังหลวงมีสระน้ำสีดำสนิทน่าวังเวงกว้างใหญ่กินพื้นที่กว่าสิบลี้ สภาวการณ์โดยรอบมืดสลัวตลอดทั้งวัน และมีหมอกไอหยินเหยียบเย็นลอยกรุ่นจางอยู่ทุกอณูบริเวณ  

ทั่วทั้งวังมหาธรกาฬมีดอกไม้เพียงชนิดเดียวปลูกประดับตกแต่งนั้นคือต้นสือซว่านหรือต้นพลับพลึงแดง ถึงแม้นจะเป็นดอกไม้สีแดงสดงดงาม ทว่ากลับเป็นดอกไม้อัปมงคล หลายคนจึงเรียกว่าดอกไม้แห่งความตายเนื่องจากแหล่งต้นกำเนิดของมันมาจากริมแม่น้ำลืมเลือนในพิภพปรโลก อีกทั้งรากเหง้าใต้ดินยังเต็มไปด้วยพิษร้ายแรง มองแล้วให้จิตใจพลันหดหู่ ส่งให้บรรยากาศโดยรอบน่าพรั่นพรึงจริงแท้  

แม้นพิภพมารจะมืดสลัว แต่กระนั้นพอมีแสงสว่างให้สามารถดำรงชีวิตได้ แสงสว่างเดียวของพิภพมารมาจากดวงจันทราสีโลหิตสีแดงฉาบฉานลอยอยู่เหนือนภากาศชั่วกัปชั่วกัลป์ ลอยนิ่งอยู่เช่นนั้นไม่มีวันลาลับเลือน แบ่งแยกกลางวันและกลางคืนโดยสังเกตจากดวงจันทรา หากเป็นเสี้ยวแหว่งเว้าจะยึดถือเป็นยามราตรี มารทุกตนจะเข้าสู่ห้วงพักผ่อนหลับใหล จันทราเต็มดวงสุกสว่างเมื่อใดจึงถือเป็นยามทิวา 

 

หอพิมานเพลิงอยู่ในส่วนกลางเขตวังหลวง กาลก่อนใช้เป็นสถานที่ให้เหล่าพระชายาและพระสนมของจอมมารมู่หรงนั่งเล่นพักผ่อนคลายอารมณ์ แต่กาลปัจจุบันหลังจากที่ท่านจอมมารมอบหน้าที่ให้พระชายาทั้งสามดูแลพิภพมารก่อนเข้ากักตนบำเพ็ญเพียร จึงใช้เป็นสถานที่ให้พระชายาทั้งสามสำเร็จราชการแทน เนื่องจากตำหนักฉีหลินเต้าฉือที่ท่านจอมมารเคยใช้ออกว่าราชการถูกปิดผนึก หากจะให้ใช้ตำหนักส่วนตัวของพระชายาในการว่าราชการแทนนั้นก็มิเหมาะควรนัก ด้วยเหล่าขุนนางบุรุษทั้งหลายที่ต้องการปรึกษาข้อราชการมิอาจเข้าเขตวังหลังตำหนักในได้ 

พระชายาเอกมีนามว่าฟางซิน เป็นธิดาของอัครเสนาบดีลุ่ยกงประจำราชสำนักอีกทั้งยังหัวหน้าเผ่าอสรพิษ ร่างเดิมของนางเป็นงูขาวขนาดใหญ่ ถือเป็นชายาที่มาจากเผ่ามารที่ทรงอิทธิพลเผ่าหนึ่งของราชสำนัก ฟางซินจึงถูกแต่งตั้งให้เป็นถึงพระชายาเอก และได้รับมอบหมายให้ว่าราชการแทนในส่วนการเมืองของราชสำนักทั้งหมด ได้รับความไว้วางใจจากท่านจอมมารอย่างยิ่ง 

พระชายารองมีนามว่าหลี่หง ธิดาของท่านหย่งชิงหัวหน้าเผ่ามารวิหค ร่างเดิมของนางนั้นคือหงส์มาร ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลตรวจตราบัญชีวัง อีกทั้งยังถือกุญแจกองคลังหลวง ดูแลทรัพย์สมบัติอันมากมายของราชสำนัก 

พระชายาสามมีนามว่าเหยาจี ธิดาของท่านเหลียงเว่ยหัวหน้าเผ่ามารบุปผา ร่างเดิมเป็นบุปผาพิษ นางได้รับมอบหมายให้ดูแลความเรียบร้อยของวังหลังทั้งหมด ดังนั้นเหล่าพระสนมของท่านจอมมารอีกหนึ่งร้อยสี่สิบหกนางนั้นล้วนอยู่ในความดูแลของพระชายาสามทั้งสิ้น 

 “ท่านองครักษ์จ้าวหลิว ท่านช่วยข้าดูหน่อยเถิด ท่านพ่อข้านำรายชื่อเหล่าขุนนางที่ต้องสงสัยในคดีทุจริตการลักลอบค้าโอสถวิเศษกับพ่อค้าเผ่าปีศาจ ข้าพยายามศึกษาอย่างเต็มที่แล้วทว่าไม่เข้าใจสักนิด”  

พระชายาเอกฟางซินขมวดคิ้วเรียวสวยกล่าวกับท่านองครักษ์จ้าวหลิว ผู้เป็นองครักษ์คนสนิทของจอมมารมู่หรง ท่านจอมมารมีคำสั่งให้องครักษ์ผู้นี้ช่วยเป็นที่ปรึกษาให้แก่ชายาทั้งสาม พระชายาฟางซินอ่านม้วนฎีการายชื่ออยู่เป็นนานแต่หาได้เข้าใจความจึงยื่นส่งให้แก่องครักษ์หนุ่ม 

“พ่ะย่ะค่ะพระชายา กระหม่อมจะช่วยดูให้” 

“เช่นนั้นท่านจ้าวหลิวก็ช่วยดูบัญชีรายจ่ายตรงนี้หน่อยเถิด ดูเหมือนจะผิดปกติ รายจ่ายนี้มันมากมายเกินไปแล้ว” 

“ท่านจ้าวหลิว เช่นนั้นท่านก็ต้องช่วยข้าด้วยเหมือนกัน เมื่อวานพระสนมยี่สิบสามตบตีกับพระสนมเจ็บสิบสอง ข้าตัดสินโทษกักบริเวณให้พวกนางอยู่แต่ในตำหนักของตนหนึ่งเดือน แต่พวกนางกลับว่าข้าตัดสินไม่ยุติธรรม ท่านก็ช่วยตัดสินแทนข้าหน่อยเถิด” 

คราวนี้ทั้งพระชายารองและพระชายาสามต่างก็หันมารบเร้าองครักษ์ที่ปรึกษาให้ช่วยตรวจตรากันยกใหญ่ 

“พ่ะย่ะค่ะ ประเดี๋ยวกระหม่อมจะช่วยพระชายาทั้งสาม” 

จ้าวหลิวตอบพลางลอบถอนหายใจ สามหมื่นปีที่ท่านจอมมารเข้าฌานบำเพ็ญเพียร เขาต้องปวดเศียรเวียนเกล้าเช่นนี้ทุกวัน แม้นท่านจอมมารจะมีคำสั่งแบ่งแยกหน้าที่ให้พระชายาทั้งสามรับผิดชอบโดยถ้วนทั่วแล้ว แต่สุดท้ายก็มีอันต้องตกถึงมือเขาเสียทุกครั้ง เขาพยายามบอกสอนหน้าที่ในส่วนต่างๆ แก่พระชายาแล้ว ซึ่งพระนางทั้งสามก็พยายามเรียนรู้ เขาเองก็เห็นเช่นนั้น ทว่าทั้งสามก็ยังมิแตกฉานอยู่ดี 

องครักษ์จ้าวหลิวถอดถอนใจไปอย่างนั้น แต่ก็ยินดีช่วยเหลือให้คำปรึกษาแก่พระชายาอย่างเต็มที่ เพราะรู้ดีว่าพระชายาทั้งสามทำเพื่อท่านจอมมารอย่างเต็มที่แล้ว แม้นจะออกมาไม่ค่อยดีนักก็ตาม อีกทั้งความที่พระชายาทั้งสามอ่อนหวานและจิตใจดี เขาจึงมิอาจหักใจว่ากล่าวตำหนิติเตียนได้  

หากแต่วันนี้หลังจากองครักษ์จ้าวหลิวถอดถอนหายใจเสร็จ เขากลับช่วยตรวจข้อราชการไปด้วยจิตใจเบิกบานยิ่ง ด้วยเขาเป็นผู้เดียวที่รู้กำหนดเวลาการละออกจากฌานของราชันมารมู่หรง วันนี้เป็นเวลาครบสามหมื่นปีที่ท่านจอมมารบำเพ็ญตบะปราณ เมื่อเสร็จจากกองงานตรงหน้านี้แล้ว เขาจะได้รีบรุดเดินทางออกจากวังมหาธรกาฬไปยังมหาบรรพตจันทราโลหิต 

 

มหาบรรพตจันทราโลหิตมียอดเขาถือเป็นจุดที่สูงที่สุดในพิภพมาร หากขึ้นไปเหยียบยืนอยู่บนยอดแล้วจะเป็นตำแหน่งที่ใกล้ดวงจันทราโลหิตมากที่สุด  

นอกจากดวงจันทราโลหิตจะให้แสงสว่างแก่ดินแดนแล้ว ยังแผ่ไอมารเข้มข้นออกมา หากมารตนใดได้อาบไอมารแรงกล้านี้ก็จะทำให้ตบะมารในกายแข็งแกร่งทบทวี กาลก่อนในทุกปีจะมีชาวเผ่ามารบุกตะลุยเข้ามาอาบไอมารจากดวงจันทราโลหิตนี้จนแน่นขนัดหุบเขา ทว่าให้หลังสามหมื่นปีมานี้ ไม่มีผู้ใดสามารถเดินทางเข้าเขตมหาบรรพตจันทราโลหิตนี้ได้ เนื่องจากองค์ราชันมารมู่หรงปิดเขาเข้ากักตนบำเพ็ญเพียร สามหมื่นปีที่ผ่านมาไม่เคยย่างกรายออกจากถ้ำบนยอดเขา ไม่แม้กระทั่งลืมตาละออกจากการบำเพ็ญเพียรเสียด้วยซ้ำ 

สามหมื่นปีที่ผ่านมา องครักษ์จ้าวหลิวไม่เคยย่างกรายมายังยอดเขาจันทราโลหิตเลยสักครั้ง ด้วยรู้ดีว่าจะเป็นการรบกวนการบำเพ็ญเพียรของท่านจอมมาร ทว่าวันนี้เป็นวันครบตามกำหนดเวลาที่ท่านจอมมารสั่งการเอาไว้ เขาจึงรีบรุดมาที่นี่เสียตั้งแต่ช่วงเย็น ทั้งที่เวลาในการละออกจากฌานของท่านจอมมารเป็นเวลาเที่ยงคืนตรง 

องครักษ์จ้าวหลิวเดินเข้าสู่ภายในโถงถ้ำบนยอดเขา เมื่อเดินฝ่าหมอกไอมารเข้มข้นเข้าไปจนสุดทาง สายตาพลันเห็นร่างองค์ราชันมารที่คุ้นเคยกำลังนั่งเข้าฌานสงบนิ่งอยู่บนผาหิน ทั้งร่างกายและใบหน้าของท่านจอมมารมู่หรงยังคงดูราวอายุเท่าเดิม ทั้งที่บัดนี้ท่านจอมมารเชื้อสายบรรพกาลมีอายุสามแสนปี เรือนผมสีแดงเข้มยาวรุงรังเช่นเดิม อีกทั้งยังสวมเสื้อคลุมสีดำมอซอเช่นเดิมมิเปลี่ยนแปลง  

แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือตบะปราณมารล้อมรอบกายสีแดงเพลิงเปล่งประกายรัศมีรุนแรงยิ่งกว่าเดิมหลายทบเท่า จนสภาวะโดยรอบรู้สึกกดดันอย่างน่าพรั่นพรึงจนหัวใจของเขาเต้นถี่รัวด้วยความยำเกรง มองไปที่เล็บมือที่ก่อนเคยเป็นเล็บมือปกติดังมนุษย์ทั่วไป ยามนี้กลายเป็นกรงเล็บดำยาวแหลมคม เพียงเท่านั้นก็เรียกรอยยิ้มสุดแสนปีติแก่องครักษ์หนุ่ม  

ท่านจอมมารบำเพ็ญเพียรสำเร็จบรรลุขั้นเทวะมารแล้ว! 

“จ้าวหลิว มาแล้วรึ”  

จอมมารมู่หรงค่อยๆ ลืมตาละออกจากฌาน ความจริงแล้วเขามีกำหนดละออกจากฌานตอนเที่ยงคืน แต่เขาบำเพ็ญเพียรสำเร็จวิชาก่อนกำหนดทำให้เขาละออกจากฌานตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว ที่ยังนั่งนิ่งหลับตาอยู่นั้น ก็เพื่อปรับสมดุลปราณในร่างกายและรอองครักษ์คนสนิท 

คราวนี้องครักษ์หนุ่มต้องเป็นอันเบิกตาตะลึงค้างยิ่งกว่าเดิม นอกจากท่านจอมมารของเขาจะบรรลุขั้นเทวะมารแล้ว ชั่วขณะที่ท่านจอมมารลืมตาอันดุดันสีแดงโลหิตที่เข้มขึ้นกว่าเดิมจ้องมองเขา บนกลางหน้าผากของท่านจอมมารปรากฏดวงตาที่สามค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาเขาเช่นกัน ดวงตาที่สามบนหน้าผากของท่านจอมมารนั้นฉาบด้วยเปลวเพลิงสีแดง...ตรีเนตรเพลิง! 

“ฝ่าบาทบรรลุขั้นเทวะมาร! และสำเร็จวิชาตรีเนตรเพลิง!”  

องครักษ์จ้าวหลิวลอบกลืนน้ำลายเฮือกให้กับความสะพรึงกลัวของวิชาอันขั้นสูงสุดที่ร้ายกาจ ในประวัติศาสตร์เผ่ามารยังไม่มีราชันองค์ใดสำเร็จวิชาตรีเนตรเพลิง แต่ท่านจอมมารมู่หรงสำเร็จวิชาตรีเนตรเพลิงเรียบร้อยแล้ว ทำให้องครักษ์หนุ่มดีใจยิ่งนัก 

“ใช่แล้ว ต่อจากนี้พิภพมารจะแข็งแกร่งมิเป็นรองพิภพใด” 

จอมมารมู่หรงเปล่งวาจาประกาศิต พลางหลับเนตรที่สามลง วิชาตรีเนตรเพลิงควรถูกใช้เมื่อคราวจำเป็นเป็นเท่านั้น ดังนั้นเมื่อยามดวงตาที่สามบนหน้าผากหลับลง จะเห็นเป็นรอยขีดตรงกลางหน้าผากเท่านั้น 

“กระหม่อมยินดีกับฝ่าบาทอย่างยิ่งพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์จ้าวหลิวค้อมกายแสดงความยินดีเต็มพิธีการ ขนาดร่างมนุษย์ของท่านจอมมารยังทรงพลังยิ่งถึงเพียงนี้ ดังนั้นร่างมารกิเลนเพลิงของท่านจอมมารจะต้องแข็งแกร่งทรงพลังยิ่งกว่าเดิมหลายเท่าตัว 

“สามหมื่นปีที่ข้าบำเพ็ญเพียรอยู่ที่นี่ ที่วังมหาธรกาฬเป็นเช่นไรบ้าง มีพิภพอื่นใดรุกรานหรือไม่”  

“สงบเรียบร้อยดีพ่ะย่ะค่ะ ราชกิจต่างๆ ในราชสำนักที่ทรงแบ่งให้พระชายาทั้งสามเป็นผู้สำเร็จราชการแทน พระชายาทั้งสามแม้จะไม่ชำนาญนักแต่ก็ทำเต็มความสามารถพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์หนุ่มรายงานตามความจริง 

“ดี ดีมาก...แล้วนางเล่าเป็นเช่นไรบ้าง” 

หลังจากที่สอบถามเรื่องราวเกี่ยวกับพิภพมารจบ จอมมารมู่หรงก็รีบเอ่ยถามถึงสตรีอีกนางหนึ่ง 

“นาง? อ้อ ฝ่าบาทหมายถึงแม่ทัพหญิงซิ่นหนี่ว์หรือพ่ะย่ะค่ะ”  

คำถามอย่างไม่ฉลาดนั้นเรียกสายตาดุดันสีแดงโลหิตให้ตวัดจ้องมองอย่างตำหนิ จนองครักษ์จ้าวหลิวต้องรีบก้มหน้าหลบสายตาลนลาน  

“กระหม่อมขออภัยพ่ะย่ะค่ะ ท่านแม่ทัพหญิงซิ่นหนี่ว์เกษมสำราญดีพ่ะย่ะค่ะ”  

เขาเองก็ไม่น่าย้อนถามคำถามโง่เขลาเช่นนั้นออกไป เพราะนอกจากเมืองมารที่ฝ่าบาทฝากฝังให้ช่วยดูแล ก็มีเรื่องของท่านแม่ทัพหญิงซิ่นหนี่ว์แห่งแดนสวรรค์เท่านั้น ที่ท่านจอมมารให้เขาคอยแอบติดตามดูความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด ซึ่งเขาก็แอบสืบข่าวของนางตั้งแต่เป็นธิดาตัวน้อยขององค์มหาเทวะสงคราม กระทั่งตอนนี้นางเติบใหญ่เป็นสตรีโฉมสะคราญล่มพิภพ 

“เจ้าว่าอย่างไรนะ ซิ่นหนี่ว์นางเป็นแม่ทัพหญิงอย่างนั้นหรือ!”  

จอมมารมู่หรงถามอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ครั้งสุดท้ายที่เขาเห็นนาง นางยังเป็นเซียนจิ้งจอกน้อยวัยเพียงสามร้อยปีเท่านั้น เขาเข้าฌานบำเพ็ญเพียรไปสามหมื่นปี นางกลายเป็นแม่ทัพหญิงไปแล้วหรือ 

“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้นางได้รับแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพหญิงบัญชาการกองทัพสวรรค์”  

หลังจากที่ได้ฟังลูกน้องรายงาน จอมมารมู่หรงก็ขบกรามแน่น ความรู้สึกแรกหลังฟังจบเขาก็ตกตะลึงในความสามารถของนางไม่น้อย คิดไม่ถึงว่าจากจิ้งจอกน้อยน่าเอ็นดูตัวนั้น บัดนี้จะเป็นแม่ทัพหญิงแห่งกองทัพสวรรค์ไปเสียแล้ว หากทว่าความรู้สึกถัดมาก็ให้โกรธเกรี้ยวบิดาของนางเป็นอย่างมาก มหาเทวะสงครามนั่นก็ช่างกระไร มีธิดาน่ารักน่าทะนุถนอมถึงเพียงนั้น ปล่อยให้ออกรบทำสงครามเยี่ยงบุรุษได้อย่างไรกัน ช่างน่าหวาดหวั่นอันตรายจริงแท้ 

“ตั้งแต่ข้าเข้าฌานบำเพ็ญเพียรเมื่อสามหมื่นปีก่อน ซิ่นหนี่ว์นางเติบโตมาเช่นไร จงเล่าให้ข้าฟัง” 

องครักษ์จ้าวหลิวสูดลมหายใจเข้าลึกเพียงนิด ก่อนจะเริ่มต้นเล่าเรื่องที่ฝ่าบาทของเขาอยากรู้ออกมา 

“หลังจากที่ฝ่าบาทบาดเจ็บหนักกลับมาจากพิภพสวรรค์และเร่งเข้าฌานบำเพ็ญเพียรในครานั้น กระหม่อมก็แอบสืบข่าวความเคลื่อนไหวของท่านแม่ทัพหญิงซิ่นหนี่ว์ทุกระยะ นางเป็นที่รักยิ่งของเทียนตี้และเทียนโฮ่ว นางเติบโตเจริญวัยขึ้นเป็นเซียนสตรีผู้มีโฉมสะคราญเป็นหนึ่งของพิภพสวรรค์ อีกทั้งโปรดปรานด้านการต่อสู้และได้รับการถ่ายทอดวิชาการรบการทำสงครามจากบิดาจนเก่งกาจ มีผลงานอันเกรียงไกรเป็นที่ยอมรับมากมาย กระทั่งเทียนตี้แต่งตั้งนางขึ้นเป็นแม่ทัพหญิง หนึ่งในสามแม่ทัพคนสำคัญของกองทัพสวรรค์...ทั้งรูปโฉมอันพิลาสล้ำล่มพิภพ ทั้งความสามารถอันเกรียงไกร ทั้งสองสิ่งนี้จึงเป็นเหตุให้...”  

องครักษ์หนุ่มชะงักวาจา ลอบสังเกตสีหน้าของท่านจอมมารก่อน กำลังลังเลว่าจะเอ่ยเล่าประโยคต่อไปดีหรือไม่ 

“เป็นเหตุให้อะไร! เล่ามา!” ดวงตาสีโลหิตถลึงวาวโรจน์ 

“เล่าเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ...จึงเป็นเหตุให้แม่ทัพหญิงซิ่นหนี่ว์มีเหล่าเทพเซียนบุรุษมากมายติดตามเกี้ยวพา ปรารถนาจะเป็นเขยขวัญขององค์มหาเทวะสงครามและเทวีหลิงเหลียนกันทั้งสิ้น แต่เห็นจะมีเพียงหนึ่งเท่านั้นที่มีสิทธิ์มากกว่าผู้ใด เพราะแม่ทัพหญิงซิ่นหนี่ว์ให้ความสนิทสนมเป็นพิเศษ ซ้ำทั้งสองยังไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดเวลา” 

“มันเป็นผู้ใด!” มือที่เต็มไปด้วยกรงเล็บกำเกร็งแน่น หัวใจพลันดิ่งวูบอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานานมากแล้ว องครักษ์หนุ่มถึงกับลอบกลืนน้ำลายอย่างหวาดหวั่นอีกอึกใหญ่ ก่อนจะรีบเอ่ยเล่าต่อ 

“อสุนีเทพเยี่ยหลางพ่ะย่ะค่ะ แม่ทัพหญิงซิ่นหนี่ว์สนิทสนมกับอสุนีเทพเยี่ยหลางเป็นอย่างมาก อีกทั้งอสุนีเทพผู้นี้เป็นหลานชายคนโปรดของเทียนโฮ่ว ทั้งเทียนตี้และเทียนโฮ่วต่างส่งเสริมอสุนีเทพผู้นี้อย่างเต็มกำลัง จนเหล่าเทพเซียนบนสวรรค์เล่าลือกันว่าอีกไม่นานแม่ทัพหญิงซิ่นหนี่ว์กับอสุนีเทพจะเข้าพิธีแต่งงานกันแล้ว ตอนนี้ทั้งคู่ลงมาฝ่าวิบากกรรมในแดนมนุษย์พร้อมกัน เห็นว่าหลังจากฝ่าวิบากกรรมด้วยกันสำเร็จ เทียนตี้จะจัดพิธีแต่งงานอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดให้แก่ทั้งคู่พ่ะย่ะค่ะ”  

องครักษ์จ้าวหลินเล่าความตามที่สืบรู้มาได้ถวาย 

“ไม่มีวัน!” จอมมารมู่หรงสบถลั่น รอบกายแผ่ไอสังหารเข้มข้นรุนแรงจนโถงถ้ำสั่นสะเทือน กระทั่งเศษดินเศษหินบนผนังถ้ำร่วงกราวลงมาบนพื้น 

“ขอฝ่าบาททรงระงับโทสะด้วยพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์รีบโขกศีรษะร้องห้าม กลัวเหลือเกินว่าไอสังหารแห่งเทวะมารจะทำให้ถ้ำถล่มลงมา 

“จ้าวหลิว เจ้ากลับไปรอข้าที่วังก่อน อีกไม่เกินเจ็ดวันข้าจะกลับไป” 

ความคิดเห็น