Khemmakan

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนพิเศษ Please be my boyfriend? (1)

ชื่อตอน : ตอนพิเศษ Please be my boyfriend? (1)

คำค้น : พนักงานดูแลเตียง

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.4k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ส.ค. 2562 23:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนพิเศษ Please be my boyfriend? (1)
แบบอักษร

 

Bed Care Job #พนักงานดูแลเตียง 

ตอนพิเศษ Please be my boyfriend?  

 

      เมื่อถึงวันปิดภาคเรียนต้นอย่างเป็นทางการ คุณคีนก็บอกผมให้เตรียมตัวเดินทางไปอังกฤษในอีกสามวันข้างหน้า ถึงแม้จะเป็นการบอกอย่างกะทันหันแต่การดำเนินการมาก่อนหน้านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกะทันหันทั้งวีซ่าหรือพาสปอร์ตที่คุณเคนพาผมไปทำหลังจากที่คุณคีนตัดสินใจจะพาผมไปอังกฤษ

 

 

            “คุณคีนครับ ตอนนี้ข่าวลือเริ่มนิ่งแล้ว ผมว่าเราไม่จำเป็นต้องไปอังกฤษแล้วก็ได้” ผมบอกเขา ข้อแรกคือผมเกรงใจ ตั๋วเครื่องบินราคาแพง หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ  ที่เขาออกให้ผมอีก ยังไม่รวมถึงตอนนี้ที่ผมไม่ได้ไปทำงานร้านพี่ปุยฝ้ายอีกแล้ว ลางานนาน ๆ  ก็เกรงใจจึงตัดสินใจออกมาดีกว่า แล้วคุณคิดว่าผมไม่ได้ทำงานแล้วอยู่ด้วยเงินที่ผมกู้เรียนมา เงินนั่นเพียงพอสำหรับผมไหม

 

 

            คำตอบคือพอครับ ไม่ต้องเอาเงินไปใช้หนี้ ผมอยู่ได้สบาย ไม่มีปัญหาเลย แต่คนที่กลัวผมอยู่ไม่ได้กลับเป็นอีกคน ดังนั้นตอนนี้ผมจึงได้รับเงินเดือนด้วยนะครับ เป็นเงินจากคุณเคน เอ๊ย ไม่ใช่สิ จากคุณคีนโดยที่คุณเคนโอนมาให้ อย่าบอกเจ้าตัวให้ได้ยินนะครับ ไม่งั้นเขาต้องไม่พอใจผมแน่

 

            “ไม่ได้”

 

            “อ้าว ทำไมครับ”

 

            “เคนจองตั๋วไปแล้ว อีกอย่างปีนี้ผมยังไม่ได้กลับไปหาเคทเลย ต่อให้ไม่มีข่าวก็ต้องไปอยู่ดี”

 

            “งั้นคุณไปคนเดียวดีไหมครับ”

 

            “เคทอยากเจอคุณ”

 

            “อ่า..เหรอครับ” เอาชื่อแม่มาอ้างแล้วผมจะพูดอะไรได้

 

            “ตามนี้นะครับเปล”

 

            “ก็ได้ครับ”

 

            “เดือนนี้อากาศที่นั่นหนาวมาก อุณหภูมิน่าจะเหลือแค่เลขตัวเดียว ยังไงเดี๋ยวผมให้เคนมารับคุณพรุ่งนี้แล้วไปซื้อเสื้อกันหนาวด้วย”

 

 

            มหาวิทยาลัยผมปิดเทอมต้นกลางเดือนธันวาคมพอดี ผมลองเข้าอินเทอร์เน็ตไปเช็กสภาพอากาศค่อนข้างหนาวทีเดียวต่ำสุดประมาณสี่องศา สูงสุดไม่เกินแปดองศา ผมต้องหนาวจมกองผ้าห่มตายแน่นอน ออกไปข้างนอกก็ต้องใส่เสื้อผ้าหลายชั้นจนตัวหนาเป็นแหนม ถึงผมจะเป็นคนเหนือแต่ผมไม่ชอบอากาศหนาว หนาวมาก ๆ  มันทรมาน หายใจก็ลำบาก

 

 

            คุณเคนมารับผมไปซื้อเสื้อกันหนาวตามคำสั่งเจ้านายของเขา คุณเคนดูสนุกที่ได้เห็นผมลองสวมเสื้อกันหนาวตัวนั้นตัวนี้เป็นว่าเล่นกว่าจะซื้อเสร็จก็ใช้เวลาไปเกินชั่วโมงทีเดียว ทั้งผมและคุณเคนต่างช่วยกันถือถุงเสื้อผ้า พะรุงพะรังเต็มทั้งสองมือ เสื้อกันหนาวรวมถึงเสื้อผ้าที่ให้ความอบอุ่น ทั้งหมดนี่ของผมทั้งนั้น

กระทั่งถึงวันที่ต้องออกเดินทาง ผมตื่นตะลึงกับการแต่งตัวของคุณคีน ตั้งแต่รู้จักกันมาถ้าไม่ใช่ชุดนอนที่เขาใส่อยู่บ้านก็คงหนีไม่พ้นเสื้อเชิ้ตกับกางแกงแสล็ก บางครั้งก็มีสูทด้านนอกด้วย แต่ครั้งนี้แปลกออกไป เขาใส่เสื้อไหมพรมสีเข้มค่อนข้างหนาไม่เหมาะกับอากาศในประเทศไทยและกางเกงยีนสีซีดพอดีตัวเข้ารูป ผมลอบกลืนน้ำลายมองผู้ชายวัยสี่สิบสี่ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกว่าเขาดูดีเกินไปหรือเป็นผมเองที่รักเขาเกินไปจนมองว่าเขาดีไปหมดทุกส่วน

“เป็นอะไร”

“ปะ..เปล่าครับ ผมไม่เคยเห็นคุณแต่งตัวแบบนี้มาก่อนเลย”

“จะไปพักผ่อนทั้งทีก็ต้องแต่งตัวให้เข้ากันสิ จริงไหม”

“เอ่อ..จริงด้วย” คุณคีนพินิจมองผมอยู่แล้วทำหน้าเหมือนคิดอะไรบางอย่าง “มีอะไรหรือเปล่าครับ”

“เสื้อมันบางไปหน่อย ไปเปลี่ยนให้หนาหน่อยดีกว่า เดี๋ยวอยู่บนเครื่องแล้วจะหนาวเอาได้”

“ได้ครับ” ผมไม่เถียง เขาว่าไงผมก็ว่าตามนั้น จังหวะที่ผมเดินผ่านเขาก็ถูกคุณคีนดึงตัวเข้าไปใกล้ เขากดจมูกลงบนหัวผมทีหนึ่ง ไม่มีคำบ่นใด ๆ  ก่อนจะตบก้นผมเบา ๆ  เป็นเชิงบอกว่าไปได้ผมจึงเข้าไปเปลี่ยนเสื้ออย่างรวดเร็ว

หึ! ผมเตรียมตัวมาดีครับ

คุณเคนและคุณลุงคนขับรถทำหน้าที่มาส่งคุณคีนและผมที่สนามบิน ผมคิดว่าคุณเคนจะไปพร้อมกับเราเสียอีกแต่ก็มารู้ความจริงเมื่อตอนที่คุณเคนบอกว่าเดินทางปลอดภัย ผมจึงรู้ว่าคุณเคนไม่ได้เดินทางไปกับเราครั้งนี้

ด้วยความที่ผมไม่เคยนั่งเครื่องบินมาก่อน ทุกอย่างรอบตัวช่างน่าสนใจ ดูแปลกตาไปหมด กระทั่งขึ้นมานั่งบนเครื่องแล้วผมก็ยังไม่เลิกตื่นเต้นเลย ผมได้ที่นั่งติดกับคุณคีนแต่มีไอ้สิ่งที่เรียกว่าแผงกั้นมาคั่นตรงตรงกลางระหว่างเรา คุณคีนบอกผมว่าเราปรับลดลงได้ แผงกั้นนี้ใช้สำหรับกรณีเดินทางคนเดียวแล้วไม่อยากสุงสิงกับคนนั่งข้างก็ดึงขึ้นมากั้นเอาไว้ได้

“กี่ชั่วโมงครับกว่าจะถึงอังกฤษ”

“สักสิบห้าสิบหกชั่วโมง” ผมมองเขาแล้วทำหน้าเครียด นั่งเฉย ๆ  สิบกว่าชั่วโมงเลยเนี่ยนะ

“เป็นอะไร”

“จะไม่เมื่อยแย่เหรอครับ นั่งนานขนาดนั้น”

“เครื่องจะไปแวะที่ดูไบก่อนประมาณสองชั่วโมงครึ่ง ก็ค่อยลงไปยืดเส้นยืดสาย สนามบินที่นั่นสวยมากแล้วถ้าอยากได้อะไรก็ซื้อมาเลย เพราะขากลับเราจะบินตรงไม่แวะพัก”

“ถ้าไม่แวะพักใช้เวลากี่ชั่วโมงเหรอครับ” ผมถามด้วยความอยากรู้

“ลองคำนวณคร่าว ๆ  คิดจากเวลาขาไปสิครับ ถ้าไม่แวะพักเราจะใช้เวลากี่ชั่วโมง”

“เอ่อ..ครับ” คุณคีนไม่ตอบคำถาม ปล่อยให้คำถามผมกลายเป็นปริศนาธรรมไป ผมจึงลองคิดตามอย่างที่เขาบอกอย่างเสียไม่ได้ ถ้าไม่คิดตามแล้วถ้าคุณคีนถามมาแล้วผมตอบไม่ได้ล่ะ ผมอาจจะถูกดุเอาได้

ตกลงว่าขากลับผมจะใช้เวลากี่ชั่วโมงครับ

“ง่วงหรือเปล่า”

“ยังครับ” ผมหันไปตอบเขาแล้วก็กดปุ่มนั้นปุ่มนี้เล่น

“แต่ผมอยากพักสักหน่อย”

“เอ่อ..ครับ คุณนอนเลย ผมจะทำตัวเงียบ ๆ ไม่กวนคุณนะครับ” ผมคงทำเสียงดังทำให้เขานอนไม่หลับ แต่ผมก็ว่าผมไม่ได้ส่งเสียงดังเลยนะ

“นอนพักสักหน่อย ตอนเครื่องแวะพักจะได้มีแรงไปเดินเล่น”

จังหวะที่ผมคิดว่าคุณคีนพูดนั้นหมายถึงใคร ผมหรือว่าตัวเขา พนักงานบนเครื่องก็เดินมาขออนุญาตจัดเตรียมที่นอน ทำให้ผมต้องลุกขึ้นตามคุณคีนไปยืนเก้ ๆ  กัง ๆ อยู่ข้าง ๆ  พนักงาน ผมกำลังเห็นสิ่งมหัศจรรย์เมื่อเก้าอี้ที่ผมนั่งอยู่เมื่อสักครู่นี้ถูกปรับเอนลงหนึ่งร้อยแปดสิบองศา

แล้วสิ่งที่กั้นกลางระหว่างผมกับคุณคีนก็ถูกพับเก็บออกไป เก้าอี้คุณคีนก็ถูกปรับให้มีลักษณะเดียวกับเก้าอี้ผม พนักงานจัดแจงปูผ้าปูที่นอน ผมเกือบลืมตัวอาสาเข้าไปช่วยทำตามนิสัย โชคดีที่เห็นคุณคีนมองมาที่ผมแล้วส่ายหน้าห้ามปรามเล็กน้อยเลยชะงักตัวได้ทัน ก็ครั้งหนึ่งผมเคยเป็นพนักงานดูแลเตียงมาก่อนนี่นา

ตอนนี้เก้าอี้ของเราทั้งคู่กลายเป็นที่นอนอยู่ข้างกัน ผมตื่นเต้นกับสิ่งที่เกิดขึ้นพอสมควร พยายามเก็บอาการไว้ให้มากที่สุดกลัวคนอื่นจะมองว่าผมตื่นเต้นอะไรไม่เข้าเรื่อง ไม่ใช่ว่าผมไม่รู้จักว่ามันคืออะไรแต่ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสได้มาเห็นและได้สัมผัสมันด้วยตัวเอง

พนักงานบนเครื่องปิดประตูตรงข้างที่นั่งให้เราสองคนเพื่อความเป็นส่วนตัว ตอนนี้ผมกับคุณคีนนอนข้างกันเหมือนอยู่ในห้องที่มีขนาดเล็ก เขาคงเหนื่อยจริง ๆ  อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ เพียงไม่นานคุณคีนก็หลับสนิท ลมหายใจเข้าออกสลับกันเป็นจังหวะสม่ำเสมอเป็นสิ่งยืนยันได้ดี

ผมนอนเล่นไปสักพักคิดว่าคงนอนไม่หลับ รู้สึกตัวอีกทีคุณคีนปลุกผมให้ตื่นขึ้นพร้อมกับพนักงานที่เข้ามาช่วยจัดแจงปูโต๊ะแล้วเสิร์ฟอาหารให้เรา สิ่งตรงหน้าทำผมตื่นเต้นอีกครั้งอาหารหน้าตาแปลก ๆ  ถูกวางลงตรงหน้าทีละจาน ๆ  ทั้งคาวและหวาน ผมจัดการไม่รอช้าสุดท้ายจานตรงหน้ากลายเป็นจานเปล่า ผมลูบพุงเล็ก ๆ  ของตัวเองอย่างพึงพอใจ ผมเป็นเด็กดีไม่กินอาหารทิ้ง ๆ  ขว้าง ๆ

“อร่อยหรือเปล่า” คุณคีนถามขึ้นหลังจากที่พนักงานเก็บจานเปล่าไปแล้ว

“อร่อยมากครับ”

“อืม เกือบจะไม่ปลุกให้ลุกขึ้นมากินแล้วเชียว แต่เห็นว่าถ้าพลาดไปคุณคงเสียดายแน่”

“ถ้าพลาดไปต้องเสียดายอย่างที่คุณบอกแน่เลยครับ อาหารอร่อยมาก ผมไม่เคยกินอะไรอร่อย ๆ แบบนี้เลย”

“ไว้จะพาไปกินร้านที่อร่อยกว่านี้อีก”

“จริงนะครับ” ผมมองเขาด้วยสายตาเป็นประกาย ผมไม่ได้เห็นแก่กินแต่ผมแค่ปฏิเสธคุณคีนไม่ลงเท่านั้นเอง

“จริง”

“ขอบคุณครับ”

เรานั่งต่ออีกสักพักกัปตันก็ประกาศว่าเครื่องบินกำลังลดระดับเพื่อจอดที่ดูไบ ผมตื่นเต้นเช่นเคย หลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ค่อยได้แล้วว่าเจออะไรมาบ้างทุกอย่างในสนามบินที่นี่ละลานตาหรูหราไปหมด คิดว่าจะเดินไม่นานกลายเป็นว่าเกือบจะไปต่อเครื่องไม่ทัน

ผมนั่งอยู่บนเครื่องอีกหกถึงเจ็ดชั่วโมงก็สิ้นสุดการเดินทางเสียที มีคนมาคอยรับเราอยู่แล้ว เมื่อเดินออกมาจากนอกอาคาร ความเย็นและลมเข้าปะทะร่างกายทันที โชคดีที่คุณคีนให้ผมใส่เสื้อกันหนาวเตรียมไว้แล้วไม่งั้นผมคงจะยืนตัวแข็งทื่อแน่ ๆ คุณคีนพูดอะไรไม่รู้กับพี่คนขับด้วยภาษาอังกฤษก่อนที่เราขึ้นรถกัน รถเคลื่อนตัวมาหยุดที่บ้านเดี่ยวหลังหนึ่ง ข้างหน้าเป็นสนามหญ้า พื้นที่กว้างขวาง แต่ไม่มีรั้วมากั้นไว้เหมือนกับที่ประเทศไทย มองแล้วโล่งตาโล่งใจเป็นอย่างมาก

 

คุณคีนพาผมเดินตัวเปล่าปราศจากกระเป๋าสัมภาระลงจากรถไปด้วยกัน ประตูหน้าบ้านเปิดรอรับพวกเราอยู่แล้ว พอเข้ามาในบ้านก็รู้สึกอุ่นทันที ผมถอดเสื้อกันหนาวอันแสนเกะกะออกอย่างรวดเร็ว ให้ตายสิ ผมไม่ค่อยชอบอากาศหนาวเลย 

ใกล้ ๆ  กับประตูมีหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ เธอย้อมผมด้วยสีที่ผมไม่แน่ใจนักว่าสีอะไร มันดูเป็นสีเขียว ๆ  เทา ๆ  อายุน่าจะประมาณสี่สิบปลาย ๆ  ถึงห้าสิบต้น ๆ  อะเต็มที่ผมให้ไม่เกินห้าสิบห้า เชื่อผมสิ เธอคนนั้นยิ้มให้ผมและคุณคีน แววตาของเธอสุกใสถึงจะสีตาไม่เหมือนคุณคีนแต่รูปตาของเธอกับคุณคีนนั้นเหมือนกันอย่างกับพิมพ์เดียวกัน ผมสันนิษฐานคะเนด้วยอายุของเธอ ถ้าเธอเป็นคุณเคทแสดงว่าเธอต้องมีคุณคีนตั้งแต่สิบขวบ

ผมรีบสลัดความคิดนั้นออกไป‘ไม่ใช่ละไอ้เปล ไม่ใช่โว้ย’ 

“สวัสดีครับเคท” คุณคีนเดินเข้าไปกอดและจูบแก้มเจ้าของชื่อทั้งสองข้าง ชื่อที่ออกจากปากคุณคีนทำให้ผมตะลึงงัน

‘Seriously!???’ 

ผมขอใช้ภาษาอังกฤษหน่อยแล้วกัน บ้าน่า ไม่ใช่ เป็นไปไม่ได้ ไม่มีทาง เธออายุน้อยเกินกว่าจะมีลูกชายวัยนี้ได้ ถ้าเป็นจริงแสดงว่าพ่อคุณคีนพรากผู้เยาว์ขั้นสูงสุดเลยนะ

“Is everything all right?” คุณเคทเอ่ยถามลูกชายเธอ ประโยคนี้ผมฟังออกนะ ไม่ยาก ๆ 

“ครับ”

“Perfect!”เธอพูดเสร็จแล้วก็หันมาทางผมบ้าง “Ah you are น้องเปล, right ? Is everything ok?”

“เยส” ได้เวลาแสดงภาษาอังกฤษง่อนแง่นของผมที่ต่างประเทศแล้ว ผมตอบ Yes คำเดียว ให้คุณเคทไปเลือกเอาเองเลยว่าผมตอบคำถามไหน

“Nice to meet you. Oh my! how cute you are”

“ไนซ์ ทู มีท ยู”เอ่อ..ผมไม่เคยถูกชมว่าน่ารักมาก่อนเลยไม่รู้จะตอบว่าอะไรก็เลยพูดประโยคพื้นฐานที่ได้เรียนมานั้นกับเธอเพื่อเอาตัวรอด

“Well. Keen, I order @#$#%%^$#$ your room and @#DFDF)*)_+) …” พอเธอรัวอังกฤษออกมาแบบนี้ เอาละครับ ผมฟังไม่ออก ไปไม่เป็นท่าเลย

“เคท..ภาษาไทยได้ไหม” คุณคีนปรามมารดาด้วยเสียงที่ค่อนข้างเกรงใจ

“Oops! Sorry...คีนบอกว่าน้องไม่ค่อยได้ใช้ภาษาอังกฤษใช่มั้ย” คุณเคททวนความจำด้วยภาษาไทยสำเนียงแปร่งเหมือนเดิม

“ครับ”

“ขอโทษที่เสียมารยาทนะ” เธอบอกกับผมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนน่าฟัง

ถ้าเสียงของคุณคีนคือเสียงทุ้มนุ่มชวนฝัน ส่วนเสียงคุณเคนคือเสียงที่ฟังแล้วรู้สึกท้องฟ้าแจ่มจ้าสดใส เสียงของคุณเคทก็คงเหมือนกับเสียงที่ทำให้เย็นใจ ผ่อนคลาย จนอยากจะฟังเธอพูดทั้งวัน

“ไม่เป็นไรครับ” ผมบอกเธออย่างสุภาพ หายใจโล่งขึ้นมาอีกครั้ง

“ฉันกำลังบอกคีนว่าห้องเรียบร้อยแล้วเข้าไปพักให้หายเหนื่อยกันก่อน แล้วช่วงเย็นหรืออาจจะค่ำหน่อย เราค่อยไปหาอะไรกินกันดีไหมจ๊ะ”

“เอ่อ..ผมยังไงก็ได้ แล้วแต่คุณคีนเลยครับ”

“ว่าง่ายจริง” เธอยิ้มพลางบีบมือผมเบา ๆ  “เอาละ ไปพักก่อนแล้วกัน เดี๋ยวค่อยว่ากันอีกที” คุณเคทพูดจบคุณคีนก็เดินเลี่ยงไปอีกทางทันที

“ขอตัวนะครับ” ผมบอกคุณเคทแล้วเดินตามคุณคีนเข้าไปข้างในกระทั่งพวกเราเข้าไปในห้องนอนห้องหนึ่ง

“ห้องนี้เป็นห้องนอนผม” คุณคีนพูดทำลายความเงียบ

“ครับ ห้องคุณสวยจัง” ผมมองไปรอบ ๆ  ห้องนี้กลับตกแต่งเรียบง่ายมีเฟอร์นิเจอร์เท่าที่จำเป็น ผนังห้องถูกทาด้วยสีน้ำตาลเข้มพร้อมกับเครื่องเรือนที่เป็นสีเดียวกับผนังห้องและสีขาวสลับกันไป

“ห้องอาจจะแคบไปหน่อย มันเป็นห้องที่ผมอยู่มาตั้งแต่เด็ก ๆ”

“แคบที่ไหนกัน กว้างแล้วครับ” ผมนึกภาพคุณคีนในวัยเด็ก เขาคงเป็นเด็กแก่นเซี้ยวและต้องน่ารักมากแน่ ๆ  เด็กฝรั่งที่ผมเคยเห็นในวัยเด็กพวกเขาหน้าตาน่ารักกันทั้งนั้น

“นั่งเครื่องมาหลายชั่วโมง เหนื่อยไหม” คุณคีนถามขึ้นเมื่อเขาเดินไปปิดผ้าม่านทำให้ห้องเข้าสู่ความมืด 

“ผมนั่งเสียที่ไหนกันละครับ นอนมาตลอดทางเลย ไม่เหนื่อยเลยครับ คุณคีนล่ะเหนื่อยหรือเปล่า”

“นิดหน่อย ผมนอนไม่ค่อยหลับ”

“ทำไมครับ อ้อ..คุณคงนอนไม่สบายใช่ไหมครับ”

“เปล่า..ผมกลัวว่าถ้าหลับแล้วตื่นขึ้นมาอาจมีเด็กหายไประหว่างที่ผมหลับ” พูดแบบนี้เขากำลังแกล้งผมใช่ไหม คุณคีนดึงตัวผมให้ลงไปนอนบนเตียงด้วยกัน แต่ผมขืนตัวไว้ไม่นอนตามเขาไปด้วย

“ถึงเด็กคนนั้นจะไม่เคยขึ้นเครื่องบินมาก่อนแต่ไม่กล้าเดินเพ่นพ่านไปไหนหรอกครับ” ผมพูดไปพลางถอดเสื้อผ้าไปพลาง เสื้อผ้าหลายชั้นทำให้ผมอึดอัดพอประมาณ ผมจึงถอดเสื้อออกทีละชิ้นจนเหลือเสื้อยืดเพียงตัวเดียว เสร็จแล้วจึงเอนตัวลงนอนใกล้ ๆ  กับเขา

“กลัวหลง?”

“เปล่าครับ กลัวว่าผู้ใหญ่ที่พามาด้วยจะทิ้งผมไปต่างหาก ผมเลยต้องนอนเฝ้าเขาไว้”

“ใครเฝ้าใครกันแน่ครับ หลับไม่รู้เรื่องเชียว” คุณคีนบีบจมูกผมทีหนึ่ง เอาละ ผมไม่ว่าอะไรหรอก ดีกว่าเขามันเขี้ยวแล้วกัดปากผมก็พอ “มีเวลาอีกหลายชั่วโมงก่อนจะไปกินข้าวกับเคท ยังไงพักก่อนเถอะ เวลานี้ที่ไทยคงทุ่มสองทุ่ม ตอนอยู่บนเครื่องถึงจะหลับแต่ก็คงไม่สบายเท่าไหร่” เวลาที่ประเทศอังกฤษจะช้ากว่าไทยหกชั่วโมงครับ

“คุณคีนครับ คนเมื่อครู่คือคุณเคทใช่ไหมครับ”

“อืม ผมก็ว่าเรียกชื่อเคทชัดนะ”

“ไม่ใช่อย่างนั้นเสียหน่อย คุณเคทเธอดูอายุยังไม่มากเลย” คุณคีนมองผมอย่างไม่ไว้ใจ

“กำลังคิดอะไรแปลก ๆ  อยู่แน่ ๆ” 

“เปล่าสักหน่อยครับ เอ่อ..อายุคุณเคท..คือ..ผมถามได้ไหม”

“เคทอายุน้อยกว่าพ่อผมสามปี พวกเขาสองคนเรียนที่มหา’ลัยเดียวกัน ผมเคยบอกคุณไปแล้วจำได้ไหมครับ” คุณคีนอธิบายเพิ่มเติม เขาต้องเดาได้แน่ ๆ ว่าผมคิดอะไร

“แต่เธอยังสาวมากนะครับ”

“สมัยนี้การแพทย์ก้าวหน้าไปมาก มันมีสิ่งที่ช่วยย้อนอายุให้เราได้ หน้าเหี่ยวเกินไปก็ให้หมอช่วยฉีดให้ตึง อะไรที่มันเกิน ๆ  ขาด ๆ  อยากเสริมอยากแต่งอะไรก็ได้ทั้งนั้น แม่ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น”

“เหรอครับ น่าอัศจรรย์มาก ไม่น่าเชื่อจริง ๆ”

“อืม คิดว่าเคทน่าจะอายุเท่าไหร่ล่ะ”

“ตอนที่ผมเจอเธอแวบแรกผมคิดว่าไม่เกินห้าสิบห้าแน่นอน” พอผมพูดจบก็ถูกดีดหน้าผากจนเกิดเสียงดัง ผมรีบยกมือมาลูบหน้าผากพร้อมส่งเสียงโอดครวญบรรเทาความเจ็บ

“เรื่องคิดเกินจริงนี่ไม่มีใครเกิน คิดได้ยังไง”

“ก็..ผมบอกคุณไปแล้วว่าเธอยังดูสาวมากไงครับ” ผมโวยวายเล็กน้อย ไม่ใช่ว่าผมคิดไปเองแต่ใบหน้าของเธอมันทำให้ผมต้องคิดไปแบบนั้น

“อย่าไปเล่าให้เคทฟังเชียว”

“ทำไมครับ”

“อยากถูกเคทดุหรือที่คิดไปเองว่าเขาอายุเท่าไหร่ตอนมีผมน่ะ”

“จริงด้วย ขอโทษนะครับ” ผมหัวเราะแหะ ๆ  หน้าเจื่อนไปเลย ผมถูกคุณคีนดุบ่อยแล้วไม่อยากถูกแม่เขาดุเพิ่มด้วยอีกคนหรอก

คุณคีนรั้งตัวผมให้สูงขึ้น เมื่ออยู่ในแนวราบ ดวงตาของเราทั้งสองคนจึงอยู่ในระนาบเดียวกัน ผมมองดวงตาสีน้ำตาลอ่อนด้วยความหลงใหล รู้สึกเหมือนกำลังถูกดวงตาคู่นั้นดึงดูดให้เข้าไปใกล้จนสัมผัสกัน 

ริมฝีปากล่างของผมถูกแตะต้องเป็นอย่างแรก ฟันคมคุณคีนขบเม้มเบา ๆ  ลงตรงนั้นก่อนจะเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ด้วยการสอดลิ้นเข้ามาสำรวจในปากผม ตอนนี้ผมเริ่มมีพัฒนาการมากขึ้น ไม่ได้ตัวนิ่งแข็งทื่อปล่อยให้เขาเป็นฝ่ายจูบผมเพียงลำพังแล้ว

ผมจูบตอบกลับเขาบ้าง แม้จะไม่ได้เป็นจูบที่ช่ำชอง ซ้ำยังขาดประสบการณ์แต่ก็เต็มไปด้วยความรักและความจริงใจจากผมที่ต้องการมอบให้คุณคีนเสมอ

เขาจูบผมย้ำ ๆ อีกสองสามครั้งก่อนจะยอมปล่อยผมให้เป็นอิสระ และไม่ว่าจะเป็นครั้งไหนคุณคีนไม่เคยลืมที่จะจูบหน้าผากผมเป็นการปิดท้ายเสมอ ผมชอบความรู้สึกนี้ ความรู้สึกที่ได้ถูกใครสักคนรัก ความรู้สึกที่ยังมีใครสักคนที่ต้องการผมเสมอ

       

 

 

     

            ผมตื่นมาอีกครั้ง หยิบโทรศัพท์มือถือมาดูเวลาจึงพบว่าผมหลับไปได้สองชั่วโมงเท่านั้น คนข้างกายผมยังหลับสนิท เขาคงอ่อนเพลียในการเดินทางครั้งนี้ ก็อายุไม่น้อยแล้วล่ะนะ เดินทางไกลย่อมเหนื่อยเป็นธรรมดา พักผ่อนเยอะ ๆ  นะครับคุณคีน 

 

            ผมค่อย ๆ  ย่องออกมาจากห้องนอนเขา ระวังให้เงียบเสียงที่สุดเพราะกลัวจะเป็นการปลุกให้เขาตื่นขึ้นมาโดยใช่เหตุ ผมออกมาข้างนอกเห็นเคทกำลังนั่งจิบชายามบ่ายจวนเย็นอยู่ที่โซฟารับแขก เธอยิ้มกว้างทันทีที่เห็นผมเดินเข้ามาในสายตาของเธอ

 

            “อ้าว น้องตื่นแล้วเหรอ มาดื่มชาด้วยกันก่อนจ้ะ” เธอตบที่นั่งข้างตัวให้ผมเข้าไปนั่งข้าง ๆ  ผมไม่กล้าปฏิเสธจึงทำตามที่เธอบอกอย่างว่าง่าย

 

            “ขอบคุณครับ” 

 

            “คีนล่ะ? หลับอยู่หรือ”

 

            “ใช่ครับ”

 

            “คงเหนื่อยล่ะนะ ช่วงที่คีนได้หยุดพักจริง ๆ คือช่วงที่มาหาฉันที่นี่”

 

            “ตอนอยู่ที่ไทย คุณคีนทำงานทุกวันเลยครับ”

 

            “จ้ะ คีนไม่อยากมีปัญหากับพ่อเขา อะไรพอทำตามได้ก็ทำไป”

 

            “เอ่อ..ครับ” ผมรับคำสั้น ๆ  เลือกไม่เสนอความคิดเห็น

 

            “ไม่ต้องทำหน้าลำบากใจหรอกจ้ะ เรื่องที่คีนเขาทำตามใจพ่อ ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง อาจจะฟังแปลกไปสักหน่อยแต่เขาก็เต็มใจทำด้วย ไม่ได้โดนบังคับไปเสียทั้งหมดหรอก”

 

            “ครับ?”

 

            “ตอนสมัยเด็ก ๆ  คีนเป็นเด็กดื้อมาก พอถึงเวลาอยากไถ่โทษเลยลงทุนทำเสียเยอะแยะเลย”

 

            “ยังไงครับ”

 

            “งงหรือเปล่าจ๊ะ ฉันอาจจะพูดงง ๆ  ไปหน่อยนะไม่ค่อยได้ใช้ภาษาไทยเสียนาน” เธอถามผมอย่างเป็นกังวล 

 

            “ไม่เป็นไรครับ คุณคีนไถ่โทษอะไรหรือครับ”

 

            “ช่วงไฮสกูล อืม เกรด สิบ สิบเอ็ด เอ..ที่ไทยเรียกอะไรนะจ๊ะ ฉันไม่แน่ใจ”

 

            “ม.ปลายครับ”

 

            “ใช่จ้ะ ใช่ ม.ปลายนั่นแหละ ช่วงนั้นคีนเขาติดเพื่อนแล้วก็เกเรมากจ้ะ คีนเคยเล่าให้ฟังบ้างหรือเปล่าจ๊ะ”

 

            “คุณคีนเคยเล่าให้ผมฟังครับ แต่ไม่ได้เล่าละเอียด เขาบอกว่าเขารู้สึกผิดที่ทำไม่ดีต่อคุณ”

 

            “เรียกฉันว่าเคทตามคีนเถอะจ้ะ”

 

            “อ่า..ครับเคท” ผมพูดตามเธอทันที

 

            “ฉันเป็นแม่ที่ไม่เอาไหน ไม่ค่อยได้ความ ฉันกับพ่อเขามีคีนตั้งแต่อายุยังน้อย บ้านเควิน เอ่อ..กวินทร์น่ะจ้ะ บ้านเขาก็ไม่อยากได้เมียฝรั่งอีก ถึงฉันจะได้แต่งงานกับเควินก็เถอะนะ พอหลังจากที่ฉันคลอดเขาออกมาก็ได้พ่อกับแม่ฉันช่วยเลี้ยง ส่วนฉันก็กลับไปเรียนต่อให้จบ”

 

            “คีนโตมาโดยที่ไม่สนิทกับฉัน คำว่าพ่อ คำว่าแม่ก็ไม่เคยได้เรียก พอพ่อกับแม่ฉันเสียก็เลยต้องเอาคีนมาอยู่ด้วยนั่นแหละจ้ะ คีนกำลังอยู่ในวัยต่อต้านพอดี เขาไม่อยากยอมรับฉันเป็นแม่ รวมถึงพ่อเขาด้วย ก็เลยทำทุกอย่างสร้างทุกเรื่องให้ฉันปวดหัวมากที่สุด น้องต้องนึกภาพไม่ออกแน่” เป็นอย่างที่คุณเคทพูด ผมนึกภาพคุณคีนตอนร้ายกาจไม่ออกเลย

 

            “ร้ายมากเลยเหรอครับ”

 

            “จ้ะ เราไม่เคยพูดกันดีเลยสักครั้ง ฉันแรงไปคีนแรงกลับ ไม่เคยฟังที่ฉันพูด ฉันสอนอะไรเขาไม่ได้เลย เขาไปเรียนทุกวันแต่ไม่เคยถึงโรงเรียน ฉันเคยไปเจอเขาอยู่กับเพื่อนครั้งหนึ่งแทบจะหัวใจวาย”

 

            “ทำไมครับ”

 

            “คีนกลายเป็นคนที่ฉันไม่รู้จัก ฉันทั้งตกใจและนึกสงสัยว่าเขาเกลียดฉันมากขนาดนี้เลยหรือถึงต้องทำแบบนี้ เรื่องที่ฉันจะพูดฉันอยากให้น้องคิดว่ามันคือสิ่งที่คีนทำในวัยนั้นนะจ๊ะ”

 

            “อ่าครับ ผมเข้าใจ”

 

            “ฉันเห็นคีนอยู่กับเพื่อนผู้ชาย ก็ดูปกติทั่วไปใช่ไหมจ๊ะ แต่วันนั้นฉันถึงได้รู้ว่าเขาไม่ชอบผู้หญิงและเสพยาด้วยจ้ะ”

 

            “คุณตกใจมากไหมครับ”

 

            “พอสมควรเลย ตอนแรกฉันคิดว่าเขาประชดฉันเลยทะเลาะกันใหญ่โตอีกครั้ง แต่ภายหลังเลยรู้ว่าเขาชอบแบบนั้นจริง ๆ”

 

            “คุณคงเหนื่อยน่าดูเลยนะครับ” ผมเห็นใจคุณเคทเหมือนกันนะ ตอนนั้นเธอคงเครียดมากแน่ ๆ

 

            “ไม่เท่าพ่อเขาหรอก สุดท้ายเควินพาคีนกลับไปที่กรุงเทพฯ ตอนนั้นฉันก็ไม่ห้ามหรอกเพราะฉันเองก็เริ่มจะไม่ไหวเหมือนกัน คีนหนักข้อกับฉันจริง ๆ  เขาไม่ยอมไปเรียน เล่นยาเสพติด ติดเพื่อนอีก ฉันห้ามยังไงก็ไม่ฟัง ฉันอ้อนวอนเขาถึงขนาดที่ว่ายอมทุกอย่างขอให้เขาตั้งใจเรียนก็พอ แต่คีนก็ไม่สนใจคำพูดฉันเลย ฉันได้แต่ร้องไห้แล้วคิดว่าทุกอย่างเป็นเพราะฉันเองที่ทำให้เขากลายเป็นเด็กก้าวร้าวแบบนี้ แต่พอคีนไปอยู่ที่ไทยจริง ๆ ฉันก็คิดถึงเขานะแล้วก็เริ่มมาคิดได้ว่าฉันไม่เคยทำหน้าที่แม่ที่ดีให้กับเขาเลยสักครั้ง เป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่องเลย”

 

            “ไม่เป็นไรแล้วนะครับ อดีตผ่านไปแล้ว ตอนนี้เคทรักคุณคีน และคุณคีนก็รักเคทมาก ไม่โทษตัวเองแล้วนะครับ”

 

            “จ้ะ ตอนนี้ฉันก็ไม่คิดอะไรแล้ว พอแก่ตัวแล้วก็พอจะปล่อยวางได้บ้าง ที่ฉันเล่าให้น้องฟังก็เพราะคีนเขารู้สึกผิดก็เลยทำงานช่วยพ่อและไม่อยากให้ฉันไม่สบายใจ พอได้ยินเขาว่าเขาลาออกจากพรรคแล้วฉันก็โล่งใจที่อย่างน้อยเขาปล่อยวางลงได้บ้าง”

 

            “ไม่ต้องกังวลแล้วนะครับ อีกหน่อยคุณคีนก็จะกลับมาอยู่กับเคทที่นี่แล้ว”

“จ้ะ ฉันก็ดีใจตั้งแต่ที่เขาบอกว่าอยากกลับมาอยู่กับฉัน น้องก็จะมาอยู่กับฉันด้วยใช่ไหม”

“ผมแล้วแต่คุณคีนครับ”

“ถ้าคีนมา เขาก็ต้องพาน้องมาด้วยอยู่แล้ว” คุณเคทพูดอย่างมั่นใจในตัวลูกชายเธอ

“เอ่อ..ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ”

“ว่ามาเลยจ้ะ”

“ทำไมคุณถึงเรียกผมว่าน้องครับ” ผมสะดุดหูตั้งแต่ตอนที่เธอเรียกผมครั้งแรกแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสได้ถามเธอจริงจังเสียที

“ฉันพูดอะไรผิดหรือเปล่าจ๊ะ” เธอดูมีสีหน้าตกใจ ผมจึงรีบละล่ำละลักบอกเธออย่างรวดเร็ว

“ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ผมแค่อยากรู้เฉย ๆ  ครับ”

“อ๋อจ้ะ ฉันก็นึกว่าพูดอะไรผิดไปเสียอีก ฉันได้ยินคีนเรียกน้องว่าน้อง ฉันก็แค่เรียกตามเขา”

“น้องเหรอครับ?”

“ใช่จ้ะ มีอะไรหรือเปล่า”

“เปล่าครับ” คุณคีนไม่เคยเรียกผมว่า“น้อง”ตรง ๆ  สักครั้งเลย แต่เวลาพูดกับคนอื่นทีไร เรียกผมว่าน้องตลอด 

“งั้นอยากให้ฉันเรียกน้องด้วยคำอื่นไหม”

“ไม่ครับ เรียกผมว่าน้องดีแล้วครับ เมื่อก่อนเวลาที่แม่ผมอารมณ์ดีเธอก็เรียกผมว่าน้องเหมือนกัน” เคทไม่พูดอะไรหรือทำท่าจะถามอะไรเพิ่ม เธอทำเพียงแค่วางมือของเธอบนมือผมแล้วตบที่หลังมือเบา ๆ  คอยปลอบใจผมเงียบ ๆ 

“ไม่เป็นไรแล้วนะจ๊ะ”

“ขอบคุณครับเคท”

“ไปปลุกคีนดีไหมจ๊ะ เดี๋ยวจะพลาดมื้อเย็นเสียก่อน”

“ได้ครับ”

 

 

 

 

            ผมเคาะประตูห้องคุณคีนแล้วเปิดเข้าไปโดยไม่รอเขาอนุญาต ไม่รู้ว่าคุณคีนตื่นหรือยัง เมื่อเข้ามาแล้วผมเห็นเจ้าของห้องยังหลับสนิทอยู่บนเตียง ผมเดินเข้าไปใกล้เขาพลางคิดว่าคนที่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่อย่างดีไม่ขาดตกบกพร่อง พูดจาสุภาพ เอาใจใส่ ทำไมตอนนั้นถึงเป็นเด็กที่เกเรได้ถึงขนาดนี้

 

            ทว่าผมก็พอเข้าใจ ความฝังใจในอดีตมักจะกัดกินใจเราได้ดีเสมอ ทุกอย่างต้องใช้เวลาบรรเทาให้มันจางลงไปแต่ยังไงก็จะไม่มีวันหายไปจากเราอยู่ดี ที่เหลือคือสิ่งที่เราต้องทำใจยอมรับและอยู่กับมันให้ได้ 

 

            ‘คุณเก่งมาก ๆ  เลยครับ’ 

 

            ผมก้มหน้าเข้าไปใกล้เขาแล้วจูบแก้มคนหลับเป็นรางวัลหนึ่งที ก่อนที่จะต้องตกใจเมื่อถูกดึงขึ้นไปบนเตียงอย่างรวดเร็วจนไม่ทันตั้งตัว

 

            “เฮ้ย” ผมร้องเสียงหลงเมื่อตอนนี้ตัวผมอยู่บนตัวคุณคีน 

 

            “เฮ้ยอะไร”

“ตกใจนี่ครับ จู่ ๆ  ก็ถูกดึงลงไป นึกว่าจะล้มแล้วเสียอีก”

“คนที่ตกใจควรจะเป็นผมที่โดนลักหลับมากกว่านะครับ”

“ไม่ได้ลักหลับคุณเสียหน่อย”

“ถ้าไม่ได้ลักหลับแล้วเมื่อกี้เรียกอะไร” คุณคีนว่าพร้อมกับเอาคืนผมด้วยเช่นกัน เขาจูบแก้มผมทั้งซ้ายและขวา นี่เรียกว่าเอาคืนแบบดอกเบี้ยทบต้นเลยใช่ไหม

“หอมแก้มคุณไงครับ ไม่ได้เหรอ” ผมทำใจกล้าย้อนถามเขา

“แปลก ๆ  นะ น่าจะต้องออกไปฟังอะไรมาแน่ ๆ” ผมกลั้นหายใจทันทีที่เขาพูดจบ ตอนที่ผมคุยกับคุณเคทนั้นคุณคีนหลับจริงหรือเปล่าเนี่ย ทำไมถึงพูดออกมาได้ถูกต้องอย่างกับตาเห็น

“ปะ..เปล่า”

“โกหกไม่เก่งแล้วยังจะโกหกอีก” คุณคีนเม้มปากผมเบา ๆ  เป็นการทำโทษ

“ลุกเถอะครับ เคทให้ผมมาตามคุณ ได้เวลามื้อเย็นแล้ว”

“อืม” คุณคีนครางรับเพราะวุ่นวายอยู่กับคางและคอผมอยู่ครู่หนึ่งจึงพูดต่อ “บอกเคทว่าเดี๋ยวผมตามออกไป”

 

            “ครับ”

 

 

            มื้อเย็นในคืนนั้นเรียบง่ายตามแบบคุณคีนแต่ไม่ใช่แบบที่คุณเคททำประจำ คุณคีนเล่าให้ฟังว่าคุณเคทชอบความหรูหราฟู่ฟ่าใหญ่โตเกินจริงพอสมควร มื้อเย็นของเธอไม่เคยเรียบง่ายแม้จะกินคนเดียวก็ตามที ร้านที่เราออกไปกินข้าวด้วยกันจึงไม่ใช่ร้านประจำคุณเคทแต่เป็นร้านประจำของลูกชายเธอ

 

            ผมได้ลองอาหารที่ไม่ใช่ข้าวเป็นมื้อแรกเมื่อมาเยือนประเทศอังกฤษ ทุกอย่างดูน่าสนใจและน่ากินไปหมด ผมเพลิดเพลินในการกินมาก จานนี้ก็ดี จานนั้นก็อร่อย คุณเคทหัวเราะไปกับท่าทางการกินที่ดูมีความสุขของผมมาก เธอบอกว่าเธอดีใจที่เห็นผมเจริญอาหาร

 

            “กินเยอะ ๆ  นะจ๊ะ” เธอบอกผมพลางตักสลัดไก่อบมาให้ผมอีก

 

            “ครับ” ผมพยักหน้าแล้วตักอาหารเข้าปากไปอีกคำ

 

            “คีนล่ะ อิ่มแล้วเหรอ” คุณเคทหันไปถามลูกชายของเธอบ้าง

 

            “ครับ” คุณคีนตอบสั้น ๆ  ก่อนที่เขาจะวางช้อนส้อมเป็นการยืนยันว่าอิ่มแล้ว

ผมมองคุณคีนอยู่จึงเห็นว่าเขาไม่ได้มองผมหรือมองใครในโต๊ะเลย เขากำลังมองออกไปที่ไหนสักแห่ง ผมมองตามสายตาเขา เห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามาใกล้โต๊ะที่เรานั่งอยู่ ผู้ชายคนนั้นมีหน้าตาที่หล่อเหลา ถ้าบอกว่าเขาเป็นนักแสดงผมก็คงเชื่อ เขาดูดีมากในเสื้อสเวตเตอร์คอเต่าสีน้ำเงินเข้มกับกางเกงยีนสีดำสนิท

โชคชะตากำลังเล่นตลกกับผมหรือเปล่า ผมไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้า ตอนนี้รู้แค่เพียงว่าถึงผมจะไม่เคยเห็นเขามาก่อน แต่ผมก็พอจะเดาได้ว่าเขาคือใคร

 

 

 

 

 

============================================= 

 

มาครึ่งแรกก่อนค่ะ ขออภัยถ้ามันจะเนือยไปหน่อยนะคะ ไร้ข้อแก้ตัวค่ะ 

 

ตอนนี้เขมเปิดจองหนังสือ Bed Care Job #พนักงานดูแลเตียง

เปิดจองตั้งแต่ 4 กรกฎาคม - 15 สิงหาคม 2562

ราคา 420 บาท

เข้าไปที่เพจหรือทวิตได้เลยค่า เขมปักหมุดไว้ อีกชั่วโมงเดียวหมดเวลาจองแย้ว ><

ปล มาจองกันเยอะๆ น้า อยากให้มีคุณคีนเป็นของตัวเองค่ะ เขมตั้งใจทำมากๆ ไม่แน่ใจจะได้รีปรินต์มั้ย

 

ใครเล่นทวิตไปทวง บ่น หรือชมก็ได้น้า ที่แทกนี้เลย #พนักงานดูแลเตียง

ความคิดเห็น