vivace

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 50th Night …Morning... [END]

คำค้น : nightmare, vivace, yaoi, นิยายy

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.6k

ความคิดเห็น : 70

ปรับปรุงล่าสุด : 03 พ.ย. 2558 17:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
50th Night …Morning... [END]
แบบอักษร

 

 

 

 

50th Night

 

…Morning...

 

 

 

 

 

ดวงตากลมโตเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเบื่อหน่าย รพีในวัยสิบเอ็ด ย่างเข้าสิบสองเท้าคางลงกับโต๊ะพลางกวาดสายตาไปยังบรรดาเด็กนักเรียนที่ต่างพากันวิ่งเล่นอยู่ด้านล่างหลังจากที่ต้องทนอุดอู้อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆมาตลอดทั้งวัน

 

 

“พี! เป็นอะไรเหม่อเชียว”

 

 

ร่างของเด็กชายแนบชิดกับโต๊ะมากขึ้นเมื่อถูกแรงโถมจากด้านหลังอันมีต้นเหตุมาจากเพื่อนตัวน้อยอย่างข้าวที่ยังคงตัวเล็กจนมักโดนเพื่อนๆแกล้งเหมือนตอนอยู่อนุบาล ต่างกับรพีที่ตอนนี้สูงเป็นอันดับสองของห้องและนับวันใบหน้าของเขาก็ยิ่งละม้ายคล้ายกับบิดาแท้ๆมากขึ้นทุกที

 

 

“ป่าวแค่ง่วงๆน่ะ แล้วข้าวทำไมยังไม่กลับบ้าน พ่อยังไม่มารับหรอ”

 

 

“วันนี้เราขอป๊ากลับเองน่ะ แต่ว่าจะอยู่รอให้เย็นกว่านี้หน่อย กลับไปตอนนี้มีหวังโดนใช้ให้ทำงานบ้านแน่ๆ แล้วพีล่ะ ที่บ้านยังไม่มารับหรอ”

 

 

“ยัง วันนี้น้ารัณย์ติดธุระเลยจะมาช้าหน่อย”

 

 

รพีตอบยิ้มๆเมื่อพูดถึงน้าชายที่คอยดูแลเขามาตลอดช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ยาวนานเกือบหกปี เด็กชายนั่งฟังเพื่อนตัวน้อยเล่าเกี่ยวกับเกมใหม่ไปเรื่อยๆแต่ภายในหัวกลับคิดไปถึงเรื่องงานวันเกิดของตนที่น้าชายบอกว่าจะจัดให้

 

 

“ปีนี้พีอยากได้อะไรเป็นของขวัญ”

 

 

ทันทีที่รพีเข้ามานั่งในรถ อารัณย์ที่เพิ่งกลับจากที่ทำงานก็ถามขึ้นด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนเหมือนเช่นที่เคยเป็น แต่ทว่าเด็กชายกลับส่ายหน้าแล้วยื่นใบเกียรติบัตรที่ตนเองชนะเลิศการประกวดเรียงความให้แทน

 

 

“ไม่อยากได้อะไรครับ แค่ทานข้าวด้วยกันที่บ้านเฉยๆก็พอ”

 

 

“ขืนทำอย่างนั้นแม่เราวีนน้าตาย นี่เห็นว่าเตรียมจะมาพักที่บ้านล่วงหน้าสักอาทิตย์ เผื่อว่าพีอยากไปไหน”

 

 

“หรอครับ แล้วพี่พิมพ์มาด้วยรึเปล่า”

 

 

“ก็คงมาด้วยแหละ แต่ลุงกันต์มาไม่ได้นะ”

 

 

เด็กชายยิ้มรับแต่ก็อดเสียดายไม่ได้ที่จะไม่ได้อยู่กับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าอย่างที่หวัง รพีนึกแปลกใจตัวเองเล็กๆที่เวลาเพียงไม่กี่ปีจะทำให้เขาสามารถยอมรับความจริงอันซับซ้อนเหล่านี้ได้อย่างสนิทใจ แม้จะเลือนรางแต่เด็กชายจำได้ว่าตอนเด็กๆนั้นเขากลัวพะแพง ผู้เป็นมารดาแท้ๆแค่ไหน แต่พอเรื่องราววุ่นวายผ่านพ้นไป น้าอารัณย์ก็เป็นคนเข้ามาปลอบเขาพร้อมกับเล่าความจริงทั้งหมดให้ฟัง

 

 

มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำใจยอมรับ โดยเฉพาะความจริงที่ว่าตัวเขานั้นเป็นใคร รพียิ้มขัน ตัวเขาในวัยเพียงหกขวบเศษไม่อาจเข้าใจความหมายของคำว่าตายได้พอๆกับความหมายของคำว่าแม่ เด็กที่ถูกเลี้ยงมาโดยไม่เคยได้รับความอบอุ่นจากมารดาพยายามหลีกหนีความจริงข้อนั้นจนทำให้พะแพงร้องไห้เสียใจอยู่หลายครั้ง แต่ทุกๆครั้งเธอก็จะเดินเข้ามาหาเขาใหม่โดยไม่ย่อท้อเลยแม้แต่น้อย

 

 

ในขณะที่สิ่งหนึ่งขาดหายไปเขากลับได้สิ่งอื่นมาแทนที่...รอยยิ้มของเด็กชายหายไปเมื่อนึกถึงการลาจากที่ไม่มีแม้แต่คำบอกลา ไม่ว่าจะผ่านมานานเท่าไหร่รพียังคงจำใบหน้าของคนคนนั้นได้ ทั้งดวงตาเกรี้ยวกราด น้ำตา และรอยยิ้มนั้นชัดเจนเป็นภาพที่ไม่อาจลบไปจากใจ แต่กลับกัน ฝ่ายนั้นสามารถทิ้งเขาไปอย่างง่ายได้โดยไม่ให้แม้แต่เหตุผลหรือโอกาสที่จะหยุดยื้อ

 

 

“คิดอะไรอยู่”

 

 

อารัณย์พูดขึ้น เมื่อสังเกตเห็นดวงตาเคว้งคว้างของหลานชายที่เงียบไปผิดกับทุกครั้ง คนถูกเรียกหันหน้ามามองก่อนจะฝืนยิ้มน้อยๆให้

 

 

“คิดว่าน้ารัณย์จะเอาหนังสือเล่มใหม่มาให้ผมรึยัง รอจนเบื่อแล้ว”

 

 

“ฮ่าๆ นึกว่าเรื่องอะไร อยู่หลังรถน่ะ หยิบไปสิ”

 

 

ทันทีที่ได้ยินดังนั้นรพีก็รีบเอี้ยวตัวไปหยิบหนังสือเล่มใหม่ที่วางไว้ข้างหลังเบาะตามที่คนเป็นน้าบอก ดวงตาที่หม่นลงของเขาเป็นประกายขึ้น รพีค่อยๆลูบไปตามตัวอักษรที่นูนขึ้นจากปกอย่างหลงใหลจนคนมองอดที่จะยิ้มตามไม่ได้

 

 

“ชอบขนาดนั้นเลยหรอ เล่มเก่าเห็นป้าจันทร์บอกว่าอ่านจนเกือบขาดแล้ว”

 

 

“ชอบสิครับ แต่ที่หนังสือเกือบขาดน่ะฝีมือข้าวต่างหาก อ่านไม่ระวังเลย ที่หลังผมไม่ให้ยืมแล้ว”

 

 

อารัณย์หัวเราะร่าเมื่อนานๆครั้งจะเห็นคนข้างๆออกอาการหงุดหงิดออกมาบ้างเพราะปกตินอกจากทำหน้านิ่งๆแล้วยิ้มไปตามเรื่องแล้วรพีแทบจะไม่แสดงอารมณ์อะไรออกมาเลย นับตั้งแต่วันที่รัตติกาลตัดสินใจจากไปรักษาตัวทันทีที่พระอาทิตย์ขึ้นของวันนั้น เด็กชายที่ไม่ได้บอกลาและรับไม่ได้กับการสูญเสียคนที่รักที่สุดไปก็ค่อยๆเก็บตัวเงียบ จากเด็กที่เคยร่าเริงก็กลับกลายเป็นเงียบขรึม  แต่ยังดีที่มีแรงจากคนรอบข้างคอยพยุงทำให้รพียังคงเดินหน้าต่อไปได้แม้จะไม่ได้เจอรัตติกาลอีกเลยก็ตาม

 

 

“คราวนี้เขาไปที่ไหนครับ ใช่ที่ซูริครึเปล่า”

 

 

“ใช่ ว่าแต่เดาถูกได้ไงเนี่ย”

 

 

“ก็เห็นเขาเขียนถึงมาหลายรอบแล้วว่าอยากไปเห็นน้ำตกที่นั่น”

 

 

ร่างสูงได้ฟังแล้วก็เอื้อมมือไปขยี้กลุ่มผมของรพีด้วยความเอ็นดูโดยที่เด็กชายไม่คิดจะปัดมันออกแต่อย่างใด เขาเปิดไปยังหน้าคำนำจากผู้แต่งเจ้าของนามปากกาว่า ‘Luna’ หนึ่งในนักเขียนมือฉมังที่มีผู้ติดตามมากพอๆกับนิลที่ตอนนี้เข้ามาควบกรรมการบริหารของสำนักพิมพ์ ซึ่งมีอารัณย์เข้ามานั่งเก้าอี้ประธานแทนรัตติกาลซึ่งจากไป ภาษาสละสลวยที่ตรึงใจรพีตั้งแต่คราวแรกทำให้เด็กหนุ่มจมดิ่งเข้าไปในโลกที่ตัวเองไม่เคยพบเจอได้อย่างง่ายดาย เขาคลี่ยิ้มน้อยๆก่อนจะบอกขอบคุณออกมา

 

 

“ขอบคุณนะครับน้ารัณย์ ไว้วางขายจริงเมื่อไหร่ผมจะไปซื้ออีก”

 

 

“ถ้าอยากได้เผื่อไว้ก็เข้าไปเอาที่บริษัทก็ได้นิ”

 

 

“ได้ยังไงกันครับ แค่ได้อ่านก่อนคนอื่นก็ขี้โกงมากแล้ว”

 

 

“...ถ้า Luna รู้ว่ามีคนชอบผลงานตัวเองขนาดนี้คงดีใจนะ”

 

 

อารัณย์ว่ายิ้มๆก่อนจะหันมาให้ความสนใจกับทางตรงหน้าต่อ รพีลอบมองใบหน้าที่หมองลงเล็กๆของน้าชายแล้วได้แต่เก็บความสงสัยระคนเป็นห่วงเอาไว้ เด็กชายเลือกที่จะเงียบแล้วอ่านหนังสือในมือไปตลอดทางจนถึงบ้านที่มีทั้งยายจันทร์ พี่นิ่ม พี่ลูกศรและคนอื่นๆรอคอยเขากลับไปเหมือนกับทุกๆวัน

 

 

เด็กชายตรงเข้าไปกอดร่างท้วมของจันทร์ที่ทรุดโทรมขึ้นทุกวันด้วยความรัก โดยไม่ลืมที่จะอวดหนังสือให้หญิงแก่ดูราวกับมันเป็นของล้ำค่า จันทร์พูดเออออด้วยความดีใจโดยไม่ลืมหันไปขอบคุณอารัณย์ที่ขอตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นห้องรับแขกของบ้านก่อนที่จะลงมาทานอาหารเย็นด้วยกันอย่างเคย

 

 

“ยายครับ เห็นแม่บอกว่าจะลงมาที่บ้านสักอาทิตย์ก่อนหน้าวันเกิดผม ยังไงก็ช่วยเตรียมห้องไว้ให้หน่อยนะครับ ให้พี่พิมพ์นอนห้องผมก็ได้”

 

 

“เรื่องห้องน่ะไม่มีปัญหาค่ะ แต่กับคุณหนูพิมพ์ใจนี่ต้องแยกห้องกันนะคะ ถึงจะเป็นพี่น้องกันแต่ให้ผู้ชายผู้หญิงมานอนร่วมห้องมันไม่งามค่ะ”

 

 

“ไม่เห็นเป็นไรเลยครับ ทุกทีพี่พิมพ์ก็นอนห้องผมตลอด”

 

 

“นั่นมันตอนเด็กๆค่ะ แต่ตอนนี่จะขึ้นป.6กันแล้ว มันไม่ดีกับพี่สาวนะคะ”

 

 

รพีที่ได้ฟังเหตุผลก็ยอมพยักหน้าอย่างทำใจ ไม่ใช่ไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองโตขึ้นจากเดิมแค่ไหนแต่เพราะความเคยชินทำให้เขาไม่เคยคิดว่าการอยู่ร่วมห้องกับพิมพ์ใจจะเป็นเรื่องผิดแต่อย่างใด อารัณย์ที่กำลังตักข้าวเข้าปากมองหลานชายอย่างเข้าใจในความต้องการนั้นแต่ก็เป็นอย่างที่ป้าจันทร์ว่า เขาจึงได้แต่ตักของโปรดที่เจ้าตัวชอบใส่จานของรพีไปเป็นการปลอบใจเท่านั้น

 

 

“เอาน่า ไว้ไปลำปางเมื่อไหร่ลองนอนเต็นท์กันดูไหม เดี๋ยวน้ากับแม่จะนอนด้วย ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่น่าจะมีปัญหา”

 

 

“เต็นท์?”

 

 

เด็กชายทวนคำพร้อมกับขมวดคิ้วไปด้วย ก่อนที่อารัณย์จะยื่นโทรศัพท์ที่มีรูปของบ้านหลังหนึ่งโชว์อยู่ให้แทนคำตอบ

 

 

“เมื่อกี้น้าโทรคุยกับแม่เราแล้วว่าวันเกิดพีจะไปพักที่ลำปางกัน บ้านไม้ของพ่อนทีไง จำได้ไหมที่น้าเคยเล่าให้ฟัง”

 

 

รพีนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้าน้อยๆ เขาไม่ได้แสดงท่าทางดีใจอออกมาย่างที่ควรเป็นเพราะจากคำเล่าและความทรงจำอันน้อยนิดของรพีบ้านหลังนี้ไม่เป็นอะไรเลยนอกจากต้นเหตุความขัดแย้งทั้งหมดในสายตาเขา

 

 

“น้ารู้ว่าพีไม่อยากไป แต่เราไปกันเถอะนะ”

 

 

“...ผมถามได้ไหมว่าทำไม”

 

 

“อืม...เพราะปีนี้ครบ1รอบที่เกิดอุบัติเหตุนั่นพอดี น้ากับแม่พีเลยอยากทำบุญให้พ่อนทีกันน่ะ ขอโทษนะที่ตัดสินใจกันโดยไม่ถามพีก่อน”

 

 

“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ได้คิดมากอะไร”

 

 

รพีส่ายหน้าน้อยๆแต่ก็ยังคงแสดงความเป็นกังวลออกมา อารัณย์ที่เห็นดังนั้นก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไรอีก ชายหนุ่มพูดทิ้งท้ายไว้ก่อนจะกลับไปเคลียร์เอกสารใจห้องว่าถ้าหากรพีไม่สะดวกใจจริงๆพวกผู้ใหญ่ก็พร้อมจะเปลี่ยนแผน แต่นั่นกลับสร้างความวุ่นวายในใจให้เด็กหนุ่มยิ่งกว่าเดิมจนเขาอ่านหนังสือได้ช้ากว่าเก่า

 

 

ทว่าความหลงใหลในตัวอักษรนั้นก็ทำให้รพีค่อยๆถูกกลืนเข้าไปในโลกอีกใบที่สร้างความตื่นเต้นให้เขาได้เสมอ Luna พูดถึงการเดินทางตั้งแต่ซูริคไปจนถึงเมืองรองอย่างบาเซิล สิ่งที่เขาพบเจอระหว่างทาง และผู้คนซึ่งมีทั้งเป็นมิตรและไม่หวังดีถูกเล่าลงด้วยสำนวนเฉพาะตัวที่ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเดินเคียงข้างไปกับพระจันทร์ดวงนั้น เขาไล่สายตาไปเรื่อยๆอย่างไม่รู้เบื่อหน่ายจนกระทั่ง Luna เที่ยวเตร่ไปถึงสะพานข้ามแม่น้ำไรน์ไม้เก่าแก่ที่มีชื่อว่า Mittere Rhienbrucke

 

 

 

 

 

 

ก่อนจะเดินเลยผ่านไป ตาของผมเหลือบไปเห็นแม่กุญแจมากมายถูกแขวนไว้จนเต็มประตูเหล็กของป้อมกลางสะพาน ชื่อของคู่รักและผู้คนที่ไม่อยากพรากจากกันถูกเขียนลงบนนั้น มีทั้งที่ยังชัดเจนและเลือนรางไปตามสภาพ สิ่งที่ผมนึกเมื่อเห็นมันคือผู้คนเหล่านี้ยังจำความรู้สึกของตนตอนที่ยืนอยู่จุดๆนี้ได้ไหม พวกเขายังคงปรารถนาสิ่งเก่า หรือกำลังไขว่คว้าหาจุดหมายใหม่ๆโดยหลงลืมช่วงเวลาเหล่านี้ไปแล้วกันแน่ ผมล้วงเข้าไปในกระเป๋าที่ว่างเปล่าก่อนจะจับได้เพียงหัวใจและความทรงจำที่หนักอึ้งนอนนิ่งอยู่ในนั้น ก่อนที่ผมจะนึกถึงใครบางคน

 

เขากำลังปรารถนาสิ่งใดและกำลังเดินไปทางไหน...

 

ผมไม่รู้เลยได้แต่ยืนนิ่งปล่อยให้ความผิดบาปโอบล้อมตัวเองอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งดวงอาทิตย์ลับลงแล้วดวงจันทร์ผลัดแสงขึ้นแทนอย่างโดดเดี่ยว

 

ผมกำลังปรารถนาสิ่งใดและกำลังเดินไปทางไหน...

 

แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

 

ผมอยากเจอเขา ผมอยากไปหาเขา…’

 

 

 

 

 

“อยากเจอ...งั้นหรอ”

 

 

 

เด็กหนุ่มอ่านซ้ำคำนั้นด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ผุดขึ้นมาในใจพร้อมกับใบหน้าของคนคนหนึ่งที่ทำให้เขาถามตัวเองด้วยสิ่งนั้นเช่นกัน

 

 

 

“แล้วพ่อ...ไม่อยากเจอผมบ้างรึไง

 

.

.

.

.

.

.

.

.

.

 

 

 

อากาศหนาวยามเช้าที่จังหวัดลำปางช่วงเดือนธันวาคมทำให้อารัณย์ต้องกระชับเสื้อแขนยาวเข้าหาตัวพลางมองไปยังต้นไม้ใหญ่ที่ปลูกอยู่รอบๆวัดป่าแห่งหนึ่งอย่างชอบใจ ต่างจากพวกเด็กๆที่เอาแต่บ่นกระปอดกระแปดเพราะโดนปลุกทั้งที่กำลังนอนฝันหวานอยู่บนรถ

 

 

“พิมพ์ พี มานี่เร็วลูก”

 

 

พะแพงร้องเลี้ยงลูกทั้งสองคนให้เดินตามเธอไปยังเจดีย์เล็กๆที่อดีตคนรักของเธอกำลังหลับใหลอยู่ในนั้น รพีหันไปมองหน้าอารัณย์ที่เดินถือพวงมาลัยตามมาน้อยๆก่อนจะโดนร่างสูงดันหลังให้เดินไปด้วยกันตามที่พะแพงว่า หญิงสาวยื่นผ้าขนหนูให้ลูกทั้งสองช่วยกันทำความสะอาดป้ายหินอ่อนที่เต็มไปด้วยคราบสกปรกต่างๆ อารัณย์มองภาพนั้นแล้วยิ้มออกมา ก่อนจะนำพวงมาลัยวางลงไปตรงหน้ารูปของนที

 

 

“ผมหน้าเหมือนพ่อมากเลยหรอน้ารัณย์”

 

 

รพีเอ่ยถามน้าชายที่ยืนหลบมุมอยู่ไม่ไกลหลังจากไหว้พ่อแท้ๆเสร็จ

 

 

“น้าไม่เคยเจอเขาตัวจริงซะด้วยสิ แต่ดูจากรูปก็พอเหมือนอยู่นะ ทำไมหรอ”

 

 

“...เพราะผมหน้าเหมือนพ่อ เขาเลยไม่กลับมารึเปล่า”

 

 

เสียงของเด็กชายเบาลงจนแทบไม่ได้ยินแต่ถึงอย่างนั้นมันกลับบาดลึกลงไปในหัวใจคนฟัง รอยยิ้มของรพีหายไปเช่นเดียวกับอารัณย์ ร่างสูงวางมือของตนลงบนหัวกลมของคนที่ลึกๆแล้วยังโทษตัวเองอยู่ในใจก่อนจะลูบมันเบาๆเหมือนกับที่เคยทำ

 

 

“ถึงจะชอบหนีปัญหา แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผลหรอกนะ...พ่ออีกคนของพีน่ะ”

 

 

“แล้วเหตุผลของเขาคืออะไรหรอครับ ในเมื่อน้าบอกว่าเขาทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เลี้ยงดูผม แต่ทำไม...ถึงทิ้งผมไว้แบบนี้”

 

 

อารัณย์ได้แต่ทำหน้าลำบากใจ แต่เพราะคำสัญญาเมื่อตอนนั้นทำให้ชายหนุ่มต้องปกปิดความลับสุดท้ายไว้ตามความปรารถนาของคนที่จากไป แม้จะรู้สึกสงสารแต่ก็เข้าใจว่าทำไมคนรักถึงเลือกที่จะทรมานหัวใจของตัวเองแบบนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

“อย่าบอกรพีนะว่าทำไมผมถึงต้องไป”

 

 

รัตติกาลพูดขึ้นหลังจากรับถุงมือที่อารัณย์ยื่นให้ไว้ ท่ามกลางความวุ่นวายของเหล่าผู้คนในสนามบิน ร่างสูงมองคนรักอย่างไม่เข้าใจแต่ยังไม่ทันที่จะถามต่อ รัตติกาลก็เป็นฝ่ายพูดอธิบายขึ้นมาเอง

 

 

“เด็กคนนั้นต้องโทษตัวเองแน่ๆถ้ารู้ว่าผมจากมาเพราะไม่กล้าเจอหน้าเขา”

 

 

“แต่ผมไม่คิดว่าการไปโดยไม่บอกอะไรรพีเลยจะทำให้เขาเข้าใจขึ้นหรอกนะ”

 

 

“อืม...รพีอาจจะยังคงโทษตัวเองเหมือนกัน แต่แบบนี้แหละดีแล้ว ผมไม่อยากให้เขายึดติดกับผมมากเกินไป ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมทำให้โลกของลูกมีแต่ผมอยู่ในนั้น หากไม่มีผมอยู่รพีก็ต้องอยู่คนเดียวตลอดไป ผมถึงตัดสินใจแล้วว่าจะทำลายโลกใบนั้นอารัณย์...โลกที่รพีรักผมมากที่สุด”

 

 

รัตติกาลพูดด้วยน้ำเสียงที่แน่วแน่แม้ในดวงตาจะมีน้ำเอ่อคลอ เขาปาดมันออกลวกๆก่อนจะหยิบเอากระเป๋าสะพายใบเล็กที่มีเพียงเสื้อผ้าเพียงเล็กน้อยและรูปของพ่อกับแม่ที่เขานำมันติดตัวไปด้วย

 

 

“ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมเป็นพ่อที่ไม่ได้เรื่อง...เห็นแก่ตัว ไม่เคยคิดถึงใจลูกจริงๆสักครั้ง จนสุดท้ายก็ลงเอ่ยด้วยการทำร้ายเขาจนได้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่แค่ผมที่ต้องเข้มแข็งขึ้น รพีเองก็เหมือนกัน...ผมจะไปจนกว่าจะสามารถเป็นพ่อที่ดีกว่านี้ได้ แล้วถ้าหากวันนั้นรพียังต้องการ ผมจะกลับมา”

 

 

ร่างโปร่งยิ้มออกมาก่อนจะโน้มร่างของอารัณย์มากอดไว้พร้อมกับสลักคำรักลงไปในใจของคนที่ไม่อาจลืมมันได้ลง

 

 

“ดูแลลูกให้ผมด้วย...สัญญานะ”

 

 

 

 

 

 

คำขอสุดท้ายยังก้องอยู่ในหัวใจของเขา ชายหนุ่มที่เคยอ่อนแอและไร้กำลังคว้าเด็กชายที่ตัวสูงเพียงแค่อกของตัวเองมากอดไว้ด้วยความรู้สึกที่ว่าจะปกป้องดูแลคนที่เขารักทั้งสองคนให้ดีที่สุด

 

 

“น้าคงบอกไม่ได้ว่าทำไมพ่อเราถึงต้องไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่น้าอยากให้พีมั่นใจ คือไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน พีจะยังคงเป็นครอบครัวคนสำคัญที่รัตติกาลจะกลับมาหาในสักวัน”

 

 

“น้ารัณย์...”

 

 

“แล้วอีกอย่างนะ สำหรับน้าพีเหมือนเขามากกว่าพ่อนทีอีก โดยเฉพาะนิสัยคิดมากแล้วก็ชอบหมกตัวอยู่กับหนังสือ ฮ่าๆ สงสัยถ้าวันไหนเขากลับมา ดูท่าน้าคงต้องให้สร้างห้องสมุดไว้ในบ้านซะแล้วล่ะมั้ง”

 

 

คำพูดติดตลกที่อารัณย์และรพีต่างก็อยากให้มันเป็นความจริงเหมือนประกายแห่งความหวังที่จุดรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้าของทั้งสอง ร่างสูงจับมือเด็กชายแล้วพากันเดินกลับไปยังรถที่มีพะแพงและพิมพ์ใจยืนโบกมือมาให้จากไกลๆ รพีโบกมือกลับให้ทั้งคู่ก่อนจะหันมาถามน้าชายถึงอีกสิ่งที่ยังค้างคาอยู่

 

 

“แล้วน้ารัณย์คิดว่าตอนนี้เขากำลังทำอะไรอยู่”

 

 

อารัณย์หยุดขาที่กำลังก้าวเดิน ก่อนจะหันมาตอบเด็กชายด้วยน้ำเสียงที่ทั้งหนักแน่นและจริงจังโดยที่รอยยิ้มนั้นระบายอยู่เต็มใบหน้า

 

 

“คงจะหาทางกลับบ้านอยู่ล่ะมั้ง”

 .

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

 

 

 

 

“บ้านพีหลังใหญ่จังเลย”

 

 

เด็กหญิงพิมพ์ใจที่มีศักดิ์เป็นพี่สาวพูดขึ้นพลางกวาดตามองไปทั่วตัวบ้านหลังใหญ่ที่ทำจากไม้เนื้อสีออกแดงๆสวยงามแบบที่เธอไม่เคยเห็น เธอคลายมือที่จับกับแม่ไว้ออกก่อนจะวิ่งไปสำรวจรอบๆอย่างตื่นเต้นผิดกับรพีที่ยืนนิ่งมองมันอยู่อย่างนั้นโดยที่ไม่นึกดีใจเลยสักนิด

 

 

“เป็นอะไรไปพี ไม่สบายหรอ”

 

 

พะแพงที่ยังคงยืนอยู่ข้างลูกชายพูดขึ้นพลางทาบมือไปบนหน้าผากเพื่อตรวจดูว่าลูกของเธอมีไข้ไหม แต่รพีก็กลับส่ายหน้าทั้งๆที่ยังคงออกอาการเซื่องซึมอยู่

 

 

“ป่าวครับ ผมแค่เหนื่อยนิดหน่อย”

 

 

“ถ้าอย่างนั้นเข้าไปนอนในบ้านก่อนไหม ส่วนเต็นท์ค่อยมากางนอนกันคืนนี้”

 

 

“ก็ได้ครับ”

 

 

“งั้นรอแปปเดียวนะ เดี๋ยวแม่ไปหยิบกุญแจบ้านมาก่อน”

 

 

หญิงสาวว่ายิ้มๆแล้วเดินไปหาน้องชายที่กำลังวุ่นอยู่กับการขนกระเป๋าเสื้อผ้าลงมาจากรถ เธอเอ่ยปากขอกุญแจที่อารัณย์เก็บไว้ ชายหนุ่มก็รีบควานหาให้โดยทันที แต่ดูเหมือนว่าของที่สมควรอยู่ในลิ้นชักหน้ารถจะไม่ได้อยู่ในที่ของมัน

 

 

“แน่ใจนะว่าหยิบมาด้วย ไม่ใช่ว่าลืมไว้ที่กรุงเทพนะ”

 

 

“ผมไม่ได้ลืม หยิบเอามาใส่ไว้ในรถตั้งแต่เมื่อคืนก่อนแล้ว ผมว่าน่าจะตกอยู่ในนี้นี่แหละ ตอนหยิบของอย่างอื่นคงไม่ได้ระวังกัน”

 

 

“งั้นรีบหาให้เจอเถอะ พี! เข้านั่งรอตรงระเบียงข้างบนก่อนก็ได้ลูก”

 

 

รพีพยักหน้ารับก่อนจะเดินเข้าไปรอด้านในตามที่คนเป็นแม่ว่า เขาเดินไปเรื่อยๆจนหยุดอยู่ตรงหน้าบันไดสูงยาวแบบบ้านเรือนไทยที่เคยเห็นแต่ในโทรทัศน์หรือตามหนังสือ มือเล็กสัมผัสเนื้อไม้เย็นเฉียบเบาๆด้วยความรู้สึกที่ไม่สบายใจมากนัก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ตัดสินใจเดินขึ้นไปข้างบน

 

 

บ้านไม้ที่มีรูปทรงแบบเดียวกับบ้านไม้จำลองที่ตั้งอยู่ในห้องนอนของรพี ถูกสร้างขึ้นอย่างสวยงามไม่ผิดเพี้ยน ทั้งประตูบานใหญ่ ระเบียงหรือแม้แต่ขอบหน้าต่างที่มีลวดลายสวยงามถูกขัดให้เป็นเงาบ่งบอกถึงความประณีตและราคาสูงลิ่วได้อย่างไม่ต้องสงสัย เด็กชายเดินสำรวจไปเรื่อยๆพลางสูดดมกลิ่นไม้เนื้อหอมที่ปลูกไว้โดยรอบอย่างชอบใจ เมื่อมาอยู่ในบรรยากาศที่ผ่อนคลายก็พลอยทำให้อคติที่มีต่อบ้านหลังนี้ค่อยๆจางหายไปด้วย

 

 

 

 

แกร๊ก..

 

 

 

 

ในระหว่างที่เขากำลังก้มลงดูรูปปั้นดินเผาที่วางอยู่บนพื้นนั้น ก็มีเสียงบางอย่างดังขึ้นมาจากในตัวบ้าน รพีรีบหันไปมองทางต้นกำเนินของเสียงแต่ก็ไม่เห็นอะไร เขานึกสงสัยขึ้นมาทันที ในเมื่อบ้านหลังนี้ไม่มีคนอยู่แล้วกุญแจที่อารัณย์เก็บไว้ก็ยังหาไม่เจอ ก็ไม่น่าจะมีเสียงอะไรดังขึ้นจากข้างในได้

 

 

“หรือว่าจะเป็นขโมย”

 

 

เด็กชายรีบวิ่งกลับไปยังที่บันไดเพื่อจะไปบอกเรื่องนี้กับผู้ใหญ่ แต่พอรพีมาถึงเขากลับไม่เห็นแม้แต่เงาของครอบครัวทั้งสามคนที่มาด้วยกัน

 

 

“แม่ พี่พิมพ์ น้ารัณย์!

 

 

รพีตะโกนเรียกแต่กลับไม่มีเสียงใดตอบกลับมา หนำซ้ำบ้านยังสร้างไว้ลึกพอสมควรทำให้สัญญาณโทรศัพท์ไม่มีเหมือนในเมือง ความกลัวเข้าโจมตีรพีเข้าอย่างจัง เรื่องราวเลวร้ายในอดีตที่เคยเกิดขึ้นเพราะบ้านหลังนี้ทำให้เด็กชายเริ่มคิดวิตกไปต่างๆนาๆ เขาวิ่งไปรอบๆบ้านอย่างร้อนใจ พยายามมองหาแต่ก็ไม่เห็น แล้วในจังหวะที่รพีกำลังจะวิ่งกลับไปที่รถเขาก็สะดุดเข้ากับก้อนหินก้อนใหญ่เข้า

 

 

“โอ้ย!

 

 

ร่างเล็กที่ล้มลงค่อยๆยันกายขึ้นพร้อมกับหัวเข่าที่เต็มไปด้วยรอยแผล เด็กชายมองดูเลือดที่ไหลซึมออกมาด้วยความกลัวที่เพิ่มทวีคูณ รพีพยายามกลืนก้อนสะอื้นกลับเข้าไปข้างใน ริมฝีปากบางถูกขบกัดจนแน่น แต่เด็กชายกลั้นน้ำตาของตัวเองไม่ไหวปลดปล่อยมันออกมาด้วยร่างกายที่สั่นเทา

 

 

“ฮึก แม่ พี่พิมพ์ น้ารัณย์...ทุกคนไปอยู่ไหน”

 

 

เขาควานเข้าไปในคอเสื้อคว้าเอาจี้ของสร้อยที่ตัวเองแขวนอยู่เสมอมากำไว้แน่นก่อนจะดึงมันออกมาแล้วมองดูพร้อมกับนึกถึงใบหน้าผู้ที่มอบของสำคัญชิ้นนี้ให้กับเขา...มันคือกุญแจสีเงินดอกใหญ่ของขวัญชิ้นสุดท้ายจากรัตติกาลที่เขาได้มาในวันเกิดปีที่หกของตัวเอง

 

 

“ช่วยด้วย ฮึก พ่อกาล...พีกลัว”

 

 

เด็กชายยกเข่าขึ้นมากอดและหลับตาลงเหมือนทุกครั้งที่รู้สึกหวาดกลัว ใบหน้าของเขาเปียกชุ่มแต่รพีกลับไม่สนใจมันอีกต่อไปแล้ว ในหัวของเด็กชายมีเพียงความทรงจำที่แสนหวงแหน ทั้งรอยยิ้ม ดวงตาแสนเย็นชา และฝ่ามืออุ่นๆของคนคนนั้น คือสิ่งที่สามารถปลอบประโลมจิตใจของเขาได้ แต่แล้วสติของเขากลับต้องแตกพล่านเมื่อมีเสียงฝีเท้าของคนบางคนกำลังเดินเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที

 

 

“ฮึก ช่วยด้วย ...พ่อ”

 

 

เสียงฝีเท้านั้นหยุดลงแล้ว พร้อมกับความรู้สึกว่ากำลังถูกใครบางคนจดจ้องอยู่ตรงหน้า รพีกำกุญแจในมือจนข้อขาว เขาอยากวิ่งหนีแต่ก็ไม่กล้า ภายในใจได้แต่ภาวนาให้ใครสักคนโผล่มาช่วยตนเอง

 

 

 

 

“พี”

 

 

 

 

มือที่กำลังสั่นของรพีหยุดนิ่ง เมื่อเสียงที่กำลังเรียกชื่อของเขานั้นคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เงยหน้าขึ้นไปมอง กลุ่มผมสีน้ำตาลเข้มก็กำลังถูกลูบเบาๆด้วยฝ่ามือเย็นของใครบางคน

 

 

 

 

“ลืมตาขึ้นสิรพี ไม่มีอะไรต้องกลัวแล้ว”

 

 

 

 

เด็กชายลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่ความรู้สึกบางอย่างกลับสั่งให้เขาทำตามคำพูดนั้นอย่างง่ายดาย รพีค่อยๆลืมตาที่พร่าเลือนขึ้น แสงตะวันที่ฉายทอดมาตรงหน้าทำให้เขาต้องหรี่ตาลงก่อนที่จะได้เห็นใบหน้าของคนที่กำลังลูบหัวเขาอยู่อย่างชัดเจน

 

 

ผมยาวสีดำสนิทถูกรวบไว้ทางด้านหลัง ดวงตาที่ยังคงดูเย็นชาขัดกับรอยยิ้มที่มอบมาให้ด้วยความคิดถึง ลำคอของรพีแห้งผาก แม้แต่คำพูดสั้นๆอย่างสวัสดี หรือคิดถึงยังไม่สามารถถูกกลั่นกรองออกไปได้ น้ำตาที่หยุดไปแล้วเริ่มไหลรินอีกครั้ง พร้อมกับแรงสะอื้นจนตัวโยนที่ทำให้รัตติกาลที่กำลังมองดูอยู่ขำออกมาน้อยๆ

 

 

“ยังไม่ทันไรก็ร้องไห้ซะแล้ว”

 

 

“ฮือ พ่อ!!!

 

 

รพีกระโจนเข้าสู่อ้อมกอดของคนตรงหน้าแล้วปล่อยโฮออกมาสุดเสียง เด็กชายไม่ได้ยินอะไรอีกแล้วนอกจากคำว่าคิดถึงที่เขาอยากฟังมาหลายปีที่รัตติกาลกำลังเอ่ยให้ลูกชายฟังด้วยน้ำเสียงติดจะสะอื้นเล็กๆ ความกลัวที่เคยมีหายไป มีแต่ความดีใจเข้ามาแทนที่ รพีเอาแต่เรียกชื่อบิดาซ้ำๆด้วยใบหน้าที่เปื้อนทั้งน้ำตาและรอยยิ้มจนแยกไม่ออก

 

 

“พ่อหายไปไหนมา ทำไม ฮึก ทำไมทิ้งพีไว้คนเดียว”

 

 

“พ่อขอโทษ”

 

 

“ห้ามทำอีกนะ ห้ามทิ้งพีไปอย่างนี้อีก ไม่เอาแล้ว...”

 

 

“อืม...ไม่ทำแล้วครับ พ่อไม่ไปไหนแล้ว”

 

 

รัตติกาลผละออกมาก่อนจะยิ้มให้ลูกชายด้วยความคิดถึง เขาใช้แขนเสื้อของตัวเองเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าของรพีที่ยังคงไม่ยอมห่างจากเขาไปจนกระทั่งเงาของคนกลุ่มหนึ่งจะเดินเข้ามาจากด้านหลัง รัตติกาลหันไปมองภาพของพะแพงที่เดินจูงมือพิมพ์ใจเข้ามาหาพร้อมกับ นิลและฤทธิชาติที่เดินเถียงกันมาอย่างเคย

 

 

“มึงแม่งเล่นอะไรบ้าๆ หลานเจ็บตัวเลยเห็นไหม!

 

 

“อ้าว นิลเป็นตัวต้นคิดว่าอยากทำเซอร์ไพรส์น้องพีไม่ใช่หรอครับ จะมาโทษผมคนเดียวได้ยังไง"

 

 

“แต่มึงเป็นคนบอกให้ทุกคนซ่อนตัวไว้ เพราะงั้นมึงผิด!

 

 

“ครับๆ ผิดก็ผิดครับ”

 

 

นิลส่ายหน้าน้อยๆก่อนจะชะงักเมื่อรัตติกาลเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าพร้อมกับจูงรพีที่ยังคงสะอื้นอยู่ให้เดินมาด้วยกัน

 

 

“ไม่ต้องเถียงกัน เดี๋ยวจะจัดให้ทั้งสองคนนั่นแหละ”

 

 

“โห้ย ทำมาเป็นขู่ มึงนั่นแหละตัวดีเลยไอ้กาล”

 

 

รัตติกาลส่ายหน้าก่อนจะเขกหัวเพื่อนรักเบาๆจนอีกฝ่ายร้องโอดโอยไม่หยุด ร่างโปร่งละความสนใจจากนิลมาหาหญิงสาวที่ยืนยิ้มอยู่ใกล้ๆกันพร้อมกับยกมือไหว้

 

 

 “ในที่สุดก็ยอมกลับมาสักทีนะ”

 

 

“ครับ...ผมกลับมาแล้ว”

 

 

ทั้งคู่มองหน้ากันอยู่อย่างนั้นโดยมีสายตาทุกคู่จ้องมอง โดยเฉพาะรพีที่เริ่มดึงสติกลับมาได้บ้างแล้ว เด็กชายเริ่มยิ้มออกเมื่อเห็นว่าพ่อบุญธรรมและแม่แท้ๆของตนไม่มีทางท่าเกลียดชังกันอย่างที่เคยกลัว

 

 

“พี่แพงครับ...ผม...”

 

 

“พี่รู้ว่ากาลอยากพูดอะไร แต่ช่างมันเถอะ...แค่พี่ได้เห็นรพีกลับมายิ้มและร้องไห้เหมือนที่เด็กคนอื่นเป็น แค่นี้พี่ก็พอใจแล้ว”

 

 

รัตติกาลยกมือไหว้พะแพงอีกครั้งแล้วกล่าวทักทายพิมพ์ใจที่ยังคงจำชายผู้มอบลูกอมให้กับเธอได้เป็นอย่างดี รพีมองภาพตรงหน้าที่ไม่ต่างจากความฝันด้วยความปลาบปลื้มใจ จนกระทั่งรัตติกาลสังเกตว่ามือที่ตัวเองกำลังจับไว้เริ่มสั่นขึ้นมาอีกครั้ง ใบหน้าที่คมคายขึ้นกว่าเก่าหันมามองรพีด้วยความรักและคิดถึงไม่ต่างกัน

 

 

“รพี...สุขสันต์วันเกิดนะลูก”

 

.

.

.

.

.

.

.

.

.

 

 

 

 

“กูมาทำอะไรอยู่ตรงนี้เนี่ย”

 

 

อารัณย์พูดกับตัวเองเบาๆพลางยกกาแฟขึ้นจิบอยู่ในคาเฟ่เล็กๆริมทางด่วนที่มีลูกค้ากำลังเข้ามาใช้บริการกันอย่างมากมาย ชายหนุ่มถอนหายใจกับเวลาที่ผ่านไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าเขารำคาญหรืออะไร แต่แค่ไม่เข้าใจว่าทำไมนิลกับฤทธิชาติที่จู่ๆก็โผล่มาบอกให้เขาขับรถของพวกมันออกมารับเค้กที่สั่งไว้ตั้งแต่ก่อนเที่ยงทั้งๆที่ใบนัดบอกว่าให้มารับตั้งบ่ายสองโมง และเขาก็ดันบ้าจี้ทำตามคำบอกของไอ้คู่รักหลุดโลกพวกนั้นโดยที่ไม่สงสัยอะไรสักนิด

 

 

“ขอโทษนะคะที่ให้รอนาน”

 

 

หญิงสาวเจ้าของร้านในชุดกันเปื้อนก้าวยาวๆเข้ามาหาพร้อมกับเค้กกล่องโตที่ถูกห่อขึ้นอย่างสวยงาม อารัณย์เห็นดังนั้นก็รีบลุกขึ้นมารับไว้แทนแต่เพราะส่วนสูงที่ต่างกันมากและใบหน้าคมเข้มที่ดูอ่อนโยนกลับทำให้สาวเจ้าเกือบทำเค้กหลุดมือซะได้

 

 

“ขะ ขอโทษค่ะ!

 

 

“ไม่เป็นไรครับ ผมต่างหากที่ต้องขอโทษที่ดันมาก่อนเวลา”

 

 

“ไม่เป็นไรค่ะ ยินดีให้บริการอยู่แล้ว”

 

 

“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ แล้วก็ขอบคุณนะครับ กาแฟอร่อยมาก”

 

 

อารัณย์ส่งยิ้มพิมพ์ใจให้อีกฝ่ายก่อนจะหันหลังเพื่อเดินออกจากร้านไป แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ก้าวพ้นประตูชายเสื้อโปโลของร่างสูงก็ถูกหญิงสาวที่ยืนหน้าแดงเป็นลูกตำลึงจับไว้ด้วยอาการขวยเขิน

 

 

“คะ คือ...”

 

 

“ครับ?”

 

 

“เค้กนี่...เป็นของใครหรอคะ...ลูกของคุณรึเปล่า”

 

 

ร่างเล็กกลั้นใจถามเรื่องส่วนตัวของลูกค้าแม้ว่ามันคือสิ่งที่เธอไม่สมควรทำ อารัณย์เลิ่กคิ้วขึ้นน้อยๆอย่างไม่เข้าใจในจุดประสงค์นั้นแต่ก็ยอมตอบกลับมาตรงๆ

 

 

“ไม่ใช่หรอกครับ”

 

 

“จริงหรอคะ! งั้นก็...”

 

 

“แต่เป็นลูกชายของแฟนผมเอง ขอตัวก่อนนะครับ”

 

 

ชายหนุ่มว่ายิ้มๆก่อนจะเดินออกไปจากร้านโดนทิ้งให้เจ้าของร้านสาวงสวยยืนใจสลายอยู่ตรงนั้น เขาวางกล่องเค้กลงบนที่นั่งข้างคนขับแล้วรีบออกตัวรถเพื่อกลับไปยังบ้านไม้หลังนั้นอย่างไม่เร่งรีบ เมื่อขับมาได้ครู่หนึ่งอารัณย์ก็ใช้มือเพียงข้างเดียวประคองพวงมาลัยรถ แล้วหยิบเอาโทรศัพท์มือถือของตนมากดโทรออกไปยังเบอร์โทรศัพท์ที่จุดหมายปลายทางอยู่ต่างประเทศแต่กลับไม่มีใครรับสาย

 

 

“สงสัยลืมชาร์จมือถืออีกแล้ว ให้ตายสิ”

 

 

อารัณย์บ่นก่อนจะยอมตัดใจวางโทรศัพท์ในมือลงเคียงข้างกับเค้กกล่องนั้น ในขณะที่ในใจกำลังนึกถึงคนรักในแดนไกลที่เขาติดต่อไม่ได้มาสามวันแล้ว

 

 

ตั้งแต่รัตติกาลเดินทางไปรักษาตัวที่อิตาลีเมื่อเกือบหกปีก่อน อารัณย์เหมือนกับถูกสถานการณ์บังคับให้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ ตัวเขาที่ลึกๆไม่อยากปล่อยคนรักให้อยู่ไกลหูไกลตา ต้องฝืนทนข่มความเศร้าของตัวเองไว้และใช้กำลังทั้งหมดดูแลและปกป้องรพีให้ได้อย่างที่รับปาก

 

 

มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมเดิมๆที่เคยมีกันและกันแต่เพียงลำพัง แต่ถึงอย่างนั้นอารัณย์ก็บอกตัวเองเสมอว่าเขาจะผ่านเรื่องราวเหล่านี้ไปให้ได้เช่นเดียวกับรัตติกาลที่กำลังพยายามอยู่ในอีกฝั่งหนึ่งของโลก แม้จะไม่ถึงกับตัดขาด แต่อารัณย์ก็ไม่สามารถไปหารัตติกาลทุกครั้งตามที่ใจต้องการ มีบ้างอยู่เหมือนกันที่เขาได้มีโอกาสได้พบคนรักในระหว่างที่ต้องเดินทางไปติดต่อธุรกิจแต่เมื่อเทียบกับเวลาที่ผ่านเลยไปแล้ว มันเหมือนกับการรินน้ำหยดเล็กๆลงบนพื้นทะเลทรายเท่านั้น

 

 

เวลาที่เดินผ่านไปโดยที่ไม่มีรัตติกาล มันทั้งเจ็บปวดและสวยงามในคราวเดียวกัน ความห่างไกลนั้นสอนให้อารัณย์รู้จักความหมายของความรักในอีกแง่มุมหนึ่งที่เขาไม่เคยสัมผัส ยิ่งได้เห็นว่าคนรักของเขากำลังมีความสุขแค่ไหนที่ได้ไล่ตามความฝันอีกครั้ง อารัณย์ก็บอกตัวเองว่าเขาจะเป็นคนที่เข้มแข็งพอที่จะปกป้องทั้งหมดของคนรักไว้ ทั้งครอบครัว ความฝัน และหัวใจ เขาจะรักษามันไว้จนกว่ารัตติกาลจะกลับมา

 

 

ร่างสูงเลี้ยวรถเข้าไปจอดในมุมหนึ่งของบ้าน ข้างกับรถของตนที่จอดพักเอาไว้ เขาหยิบเอากล่องเค้กมาไว้ในมือก่อนจะเดินขึ้นไปบนบ้านที่ล็อคข้างหน้าถูกปลดออก โดยมีทั้งเสียงหัวเราะและพูดคุยดังลอดมาให้ได้ยิน

 

 

“อ้าวไง กลับมาแล้วหรอมึง”

 

 

“ขอบคุณนะครับ ที่เป็นธุระให้”

 

 

นิลกับฤทธิชาติที่หันหน้ามาทางประตูเป็นคนที่เห็นเขาเดินเข้ามาก่อนจึงร้องทักด้วยท่าทางที่กวนประสาทเบื้องล่าง โดยเฉพาะเพื่อนสมัยเด็กอย่างฤทธิชาติที่อารัณย์ที่โดนเขาลากให้มาเกี่ยวข้องกับเรื่องทั้งหมดแอบสังเกตเห็นอีกฝ่ายหลุดขำเล็กๆ จนร่างสูงอดใจไม่ไหว เดินไปตบหัวนายตำรวจหนุ่มเข้าอย่างจัง

 

 

“กวนตีนเขานัดบ่ายสองเสือกให้กูไปเอาซะสิบเอ็ดโมง แล้วเสือกเลือกร้านซะไกลเลยนะมึง ที่หลังขับรถไปเอาเองเถอะ”

 

 

“รัณย์ อย่าพูดไม่เพราะต่อหน้าหลาน”

 

 

พะแพงที่กำลังนำเนื้อไก่มาเสียบไม้บาร์บิคิวอยู่เอ็ดน้องชายเสียงเขียว จนคนตัวโตต้องหยุดปากของตัวเองโดยพลัน

 

 

“น่าๆ ถือซะว่าเป็นของขวัญให้พีไง เนอะ”

 

 

“ครับ ขอบคุณมากนะครับน้ารัณย์”

 

 

รพีรับคำของนิลก่อนจะหันมายิ้มให้อารัณย์ด้วยใบหน้าอิ่มสุขจนร่างสูงแปลกใจ ร่างเล็กเอียงคอน้อยๆเมื่อเห็นน้าชายจ้องตัวเองไม่วางตา โดยไม่รู้ตัวเลยว่าท่าทางแบบนั้นทำให้อารัณย์คิดถึงรัตติกาลมากแค่ไหน

 

 

“แล้วตกลงกุญแจไปตกอยู่ที่ไหน ถึงเข้ามาในบ้านได้”

 

 

“กุญแจดอกนั้นยังหาไม่เจอครับ แต่พีใช้ดอกนี้ไขเข้ามาแทน”

 

 

เด็กชายยกลูกกุญแจที่ครั้งหนึ่งเคยใช้แขวนคอขึ้นให้น้าชายดู อารัณย์เมื่อเห็นสิ่งนั้นก็จำได้ทันทีว่ารพีได้มาจากไหน ชายหนุ่มคลี่ยิ้มออกมาเมื่อเข้าใจถึงความหมายที่รัตติกาลสื่อไว้ในนั้น รวมถึงความตั้งใจที่จะนำบ้านหลังนี้กลับมาเป็นของรพีแม้ว่าเรื่องที่นทีทิ้งพินัยกรรมเอาไว้ให้จะไม่เกิดขึ้นก็ตาม

 

 

“กาลคงคิดไว้แล้ว ว่าอยากให้รพีได้กลับมาที่นี่เลยให้มันเป็นของขวัญ”

 

 

“ฮ่าๆ เป็นคนดันทุรังเหมือนกันนะหมอนั่น”

 

 

“นั่นสินะ แถมชอบทำอะไรตามใจตัวเองอีกด้วย”

 

 

หญิงสาวยิ้มกรุ่มกริ่มให้น้องชายแล้วหันไปให้ความสนใจกับงานตรงหน้าต่อ โดยมีพิมพ์ใจคอยหัวเราะคิกคักเป็นลูกคู่อยู่ข้างหลัง

 

 

 “งั้นเดี๋ยวผมขอเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะครับ เหนียวตัวจะแย่”

 

 

“จ๊ะ รัณย์นอนห้องใหญ่ที่อยู่ทางซ้ายมือนะ พี่ขนของเข้าไปให้แล้ว”

 

 

“ห้องใหญ่? นั่นมันห้องเจ้าของบ้านไม่ใช่หรอพี่ ผมนอนห้องเล็กข้างๆกันก็ได้”

 

 

“เอาน่า ห้องก็มีเหลือตั้งเยอะไม่ต้องห่วงไปหรอก”

 

 

ร่างสูงพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ เขาวางกล่องเค้กลงบนโต๊ะที่มีของกินตั้งอยู่เรียงรายก่อนจะเดินตรงไปยังห้องนอนที่ว่า แต่ก็เป็นอีกครั้งที่ชายหนุ่มถูกหยุดด้วยคำพูดชวนสงสัยของเพื่อนทั้งสอง

 

 

“ทำเบาๆนะเว้ย หึ กูหมายถึงเดินน่ะ”

 

 

“อย่าลืมนะครับว่านี่เป็นบ้านไม้ ยังไงก็ระวังๆด้วย”

 

 

“อะไรของพวกมึงวะ”

 

 

นิลและฤทธิชาติทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ก่อนจะหันไปช่วยพะแพงจัดเตรียมอาหารสำหรับงานเลี้ยงของรพีกันต่อ อารัณย์เมื่อไม่ได้รับคำตอบก็ได้แต่จำใจเดินเข้าไปในห้องที่มีสัมภาระทั้งหมดถูกวางกองไว้อย่างที่พี่สาวว่า ชายหนุ่มทิ้งตัวลงบนเตียงก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยล้า เขาหลับตาลง พยายามซึมซับกลิ่นของธรรมชาติที่ไม่มีในเมืองกรุงด้วยความเหงาใจ

 

 

 

 

 

“ถ้าวันนี้คุณอยู่ด้วยคงดี”

 

 

 

 

 

 

“คุณนี่...หมายถึงผมรึเปล่า”

 

 

 

 

 

อย่างกับโดนสายฟ้าฟาด ริมฝีปากของอารัณย์ถูกช่วงชิงไปอย่างง่ายดายโดยชายที่ยืนแอบอยู่ข้างประตูโดยที่ร่างสูงไม่ทันสังเกตเห็น ข้อมือของอารัณย์ถูกกดล็อคลงกับเตียงพร้อมๆกับเรียวลิ้นที่แทรกเข้าไปข้างในโพลงปากโดยที่เจ้าของมันไม่ทันได้ตั้งตัว คนที่ถูกทักทายด้วยภาษากายรีบเบิกตาขึ้นดูพร้อมกับเวลาที่หยุดนิ่งไปอีกครั้ง

 

 

จังหวะที่นุ่มนวลและเร้าร้อนในคราวเดียวเหมือนห่าฝนที่โปรยปรายลงบนพื้นทรายแล้งน้ำ ความสุขใจตีตื้นขึ้นเต็มอก เช่นเดียวความคิดถึงที่สะท้อนผ่านทางแววตา อารัณย์เอ่ยทักรัตติกาลกลับไปด้วยความรัก เขาขืนข้อมือของตัวเองออกก่อนจะกอดรัดร่างที่สมส่วนของคนรักไว้แน่นแม้ยามที่ริมฝีปากผละออกจากกัน

 

 

“นี่มัน...ความฝันใช่ไหม”

 

 

“ตัวผมในความฝันของคุณ จูบเก่งได้เท่านี้รึเปล่าล่ะ”

 

 

รัตติกาลว่ายิ้มๆก่อนจะก้มลงมอบจุมพิตให้ชายที่ตัวเองรักอีกครั้ง น้ำตาของร่างโปร่งไหล เช่นเดียวกับคนที่นอนอยู่ใต้ร่าง เขาทิ้งตัวลงบนร่างกำยำของอีกฝ่ายปล่อยให้ท่อนแขนที่แข็งแรงกว่าปราการใดๆกอดกักเขาไว้ด้วยทุกอย่างที่มี

 

 

“จูบเก่งพอกัน แต่กาลในฝันไม่ได้ตัวหอมขนาดนี้”

 

 

“ฮ่าๆ งั้นนี้ก็คือความจริง เพราะอารัณย์ในฝันของผมไม่ได้หื่นกามขนาดที่น้องชายแข็งปั๋งเพียงเพราะโดนจูบแน่ๆ”

 

 

อารัณย์หัวเราะในลำคอแล้วพลิกให้รัตติกาลเป็นฝ่ายจมอยู่ใต้ร่างของตน เขาฝังจมูกลงบนพวงแก้มไล่ไปยังไรหนวดน้อยๆและลำคอที่เขาแสนคิดถึง

 

 

“ทำไมไม่บอกว่าจะกลับมา ถ้าผมหัวใจวายตายไปจะว่ายังไง”

 

 

“ฮ่าๆ แค่อยากมาดูว่าคุณแอบมีคนอื่นระหว่างที่ผมไม่อยู่บ้างรึเปล่า”

 

 

“จะไปมีได้ยังไง แค่กาลคนเดียวผมก็ไม่เหลือหัวใจไว้ให้รักใครแล้ว”

 

 

รัตติกาลคลี่ยิ้มออกมาเมื่อได้ยินคำนั้น มันเป็นรอยยิ้มที่สวยงามอย่างที่เคยสามารถสั่นไหวหัวใจของอารัณย์ได้ จากคนที่ชิงชังกัน กลายมาเป็นคนที่ครอบครองหัวใจของเขาไว้ได้ทั้งหมด ความรักที่ค่อยๆเบ่งบานขึ้นโดยมีขวากหนาวล้อมรอบ ทั้งเรื่องราวในอดีต และความขัดแย้ง แม้จะต้องปล่อยมือกันไป แต่สุดท้ายความรักนั้นก็นำพาพวกเขากลับมายืนเคียงข้างกันอีกครั้ง

 

 

“จะไม่ปล่อยไปอีกแล้วนะ จะไม่อยู่ห่างกาลอีกแล้ว”

 

 

“อืม ผมก็ไม่อยากร่อนเร่ไปที่อื่นแล้วเหมือนกัน”

 

 

“...ขอบคุณนะที่กลับมา ขอบคุณที่รักษาสัญญา”

 

 

พวกเขามองตากันก่อนจะประสานมือที่กอบกุมกันไว้ให้แน่นขึ้นอีก กลิ่นไม้หอมที่ลอยมาตามลม โอบอุ้มทั้งตัวพวกเขาและความรักที่ทั้งสองร่วมสร้างกันมาไว้ราวกับแสดงความยินดี สมุดโน้ตเล่มหนึ่งที่เต็มไปด้วยรอยขีดเขียนซึ่งวางอยู่บนโต๊ะริมหน้าต่างถูกสายลมนั้นพัดทำให้หน้ากระดาษพลิกเปิดไปเรื่อยๆจนถึงหน้าสุดท้าย

 

 

 

 

 

 

 

ผมมักถามตัวเองเสมอ ว่าสิ่งที่ผมกำลังตามหาคืออะไร ดินแดนแห่งความฝัน เมืองที่เต็มไปด้วยความสุข หรือที่ที่ผู้คนไม่ต้องร้องไห้ หลังจากการเดินทางอันยาวนาน ผมได้พบเจอกับสถานที่เหล่านั้น ดินแดนที่ทำให้ผมอิ่มเอม เมืองที่ทำให้ผมยิ้ม ที่ที่ผมไม่ต้องเห็นคนร้องไห้ แต่สุดท้ายการเดินทางของผมกลับไม่เคยจบลง

 

 

ผมเดินไปเรื่อยๆจนไม่มีที่ใดในโลกนี้ที่ผมไม่รู้จัก เดินต่อไป...ต่อไป...ต่อไปเรื่อยๆจนเหลือเพียงสถานที่สุดท้ายที่ผมไม่เคยคิดว่าจะเดินทางมาถึง นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทาง สถานที่ที่เรียกว่า บ้านซึ่งมีคำตอบที่หารอคอยอยู่ที่นี่

 

 

สิ่งที่ผมกำลังตามหาคืออะไร

 

 

สิ่งที่ผมตามหา...คือคนที่พร้อมจะเดินไปกับผมในทุกๆที่

 

 

ทั้งความฝัน ความสุข หรือน้ำตา

 

 

ต่อจากนี้ผมจะไม่ต้องเผชิญมันแต่เพียงลำพัง

 

 

………………………………………………………  Luna

 

 

 

 

 

“ผมรักคุณ...รัตติกาล”

 

 

“ผมก็รักคุณ...อารัณย์”

 

 

 

 

 

 

 

 

…Never Ending…

 

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

คุยกับเช่!! ส่งท้าย

 

จบแล้วนะ จบแล้วแหละ TT^TT ปวงยังตอนสุดท้ายจริงๆด้วย (ขอโอกาสหน้ารีไรท์ใหม่นะคับ) time skip ไปไกลมาก ไกลยิ่งกว่าตอนintro ซะอีก ตอนแรกคิดว่าจะให้พี่กาลไปสองปี แต่สั้นไปเนอะ ยาวๆกันเลยแล้วกัน น้องพีโตแล้ว ขรึมตามคุณพ่อมาเลย ชอบมากกกก >///////< อาจจะปรับอารมณ์ไม่ถูกกันบ้าง แต่คิดว่าแบบนี้ดีที่สุดแล้วคับ คือผ่านเรื่องร้ายๆมาขนาดนั้นจะให้บาดแผลทุกอย่างหายในเวลาสั้นๆมันไม่มีทางเป็นไปได้หรอก เวลาเกือบหกปี รพีก็โตขึ้น กาลก็ได้รักษาตัว ได้รีเซ็ตตัวเอง อารัณย์ก็ได้ปกป้องคนอื่น ได้ทำในสิ่งที่ทำไม่ได้คือปกป้องคนที่ตัวเองรัก พะแพงที่ใจพังไปก็ค่อยๆกลับมา ต่างคนต่างเยียวยากันและกัน จนสุดท้ายก็กลับมาอยู่ด้วยกันได้ เช่ว่าดีที่สุดแล้ว

 

ในตอนพิเศษของรัณย์กาลที่จะลงให้ จะเป็นตอนที่รัณย์ไปหาพี่กาลที่เมืองนอก นะคับ อาจจะเสริมพัฒนาการตัวละครที่ข้ามๆไปจะได้เห็นชัดกันยิ่งขึ้น แล้วก็ตอนพิเศษของนทีอีกคนอย่างที่บอกไว้ เจอกันหลังเช่ส่งหนังสือไปหมดก่อนนะคับ^^

 

และเหมือนทุกๆครั้ง เช่ขอบคุณทุกคนมากๆที่อยู่กับเช่มานานขนาดนี้ เช่ไม่เคยคิดว่าจะทำมันได้ ท้อหลายครั้งมาก ทั้งจากตัวเองและอะไรหลายอย่าง แต่ในเมื่อมีคนอ่านเช่ก็เขียนต่อ จากโนเนม จนได้ติดอันดับที่ธันวลัยบ้าง ถือว่าเป็นความสุขเล็กๆที่ทุกคนตอบแทนให้เช่ ขอบคุณนะคับ รวมถึงคอมเม้นต์จากทุกๆที่ที่เช่ไปลง อาจจะไม่ได้ตอบทั้งหมดแต่อ่านหมดทุกเม้นต์แน่นอน ทั้งคำติและคำชม เช่ยินดีรับมันมาทั้งหมดอย่างที่เคยบอกไว้ และนิยายเรื่องต่อไปอย่าง Broken Man 'ใจแตก' เช่ก็หวังว่าทุกคนจะติดตามเช่ต่ออีกนะ ไม่ม่าแล้ว พักตับกันบ้าง ไม่งั้นจะสตรองเกินไป >//////< ไปมิ้งๆกับน้องปูนสุดที่รักกันดีกว่า

 

สุดท้ายนี้ ใครอยากครอบครองหนังสือยังจองและโอนกันเข้ามาได้ อย่างที่บอกไปคับ เรื่องนี้คงไม่มีรีปริ้นจริงๆ เพราะจำนวนถือว่าไม่เยอะ อันนี้ไม่ได้โปรโมท แต่ประสบการณ์เดิมตอนรวมฟิคแล้วคนมาถามหาหนังสือตอนที่ไม่มีเหลือแล้วมันเซ็งมาก 5555555 เพราะฉะนั้นใครอยากได้ก็จองกันเข้ามานะคับ ใครมีปัญหาเรื่องเงินแต่อยากได้จริงๆอาจจะโอนช้าหรืออะไรก็ลองมาคุยกับเช่ก่อนได้ทางแฟนเพจ ขอแค่อย่ากดเล่น ถ้าเปลี่ยนใจก็เมล์บอกกันสักนิดก็พอ

 

ขอบคุณนะคับ แล้วเจอกันใหม่ในอนาคตอันใกล้ :)

 

(บ่น : อยากอ่านเม้นจังเลย555555)

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น