ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 107 น้ำชาสะใภ้

ชื่อตอน : บทที่ 107 น้ำชาสะใภ้

คำค้น : ซอฟท์วาย,ไป๋หลง,หลงไป๋,ไป๋อวี่,จูอี้หลง,เผิงหลง

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 311

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ส.ค. 2562 19:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 107 น้ำชาสะใภ้
แบบอักษร

  เสี่ยวหลานค่อยๆพันพลาสเตอร์ให้ไป๋อวี่ทีละนิ้ว  

  "แบบนี้เมื่อไหร่ปลายนิ้วมันจะด้านล่ะ" ไป๋อวี่บ่น ถังซันถลึงตาเข้าใส่ 

  "ต้องพันไว้ ช่วงนี้นายห้ามมีแผลอะไรที่มือเด็ดขาด" เขาเอ็ด 

  ไป๋อวี่เริ่มหัดเล่นกีต้าร์ตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้ว แต่เขาก็ไม่ได้จริงจังอะไรนัก แต่แล้วจู่ๆ ช่วงนี้ไป๋อวี่ก็เกิดคึกขึ้นมา นอกจากอยากจะหาครูมาสอนอย่างเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว ยังซ้อมตีคอร์ดแทบจะทุกคราวที่มีเวลา จนปลายนิ้วมีเลือดออกซิบๆ  

  "อวี่เกออยากจะเซอร์ไพรส์แฟนๆ... " เสี่ยวหลานว่า เธอตั้งใจพันปลายนิ้วมือมือซ้ายให้ไป๋อวี่ เว้นไว้ก็แต่นิ้วหัวแม่มือ 

  "ใช่ ใช่ อวี่เกอดีใช่ไหม" ไป๋อวี่รับคำ ยิ้มกว้างจนเห็นฟันทั้งปาก ช่วงนี้เขากำลังหัดเล่นเพลงช้าๆ จังหวะง่ายๆเพลงนึง เขาบอกครูสอนกีต้าร์ไปว่า อยากได้เพลงที่ใช้เป็นเพลงกล่อมนอนได้ แต่ก็ไม่อยากได้เพลงสำหรับกล่อมเด็ก  

  ไป๋อวี่ชอบเพลงจื้อจู๋ (知足)* ที่ครูเลือกให้นี้มาก ถึงแม้เนื้อเพลงจะฟังดูร้าวราน แต่ไป๋อวี่คิดว่าหลงเกอจะต้องชอบ จังหวะที่สม่ำเสมอของเพลงกับทำนองที่ฟังติดหูง่ายจะต้องช่วยให้หลงเกอหลับสนิทได้แน่ๆ 

 

  เสียงเรียกจากโทรศัพท์ทำให้ไป๋อวี่วางกีต้าร์ลง พอเห็นเป็นคุณนายไป๋ เขาก็รีบรับ 

  "แม่ แม่ ผมจะเล่นกีต้าร์ให้แม่ฟัง" 

  "ตอนนี้เลยเหรอ.... เดี๋ยว เดี๋ยวก่อน อาอวี่" 

  "ครับผม" 

  "ค่อยมาเล่นให้แม่ฟังที่บ้านนะ.... พาหลงเกอมาด้วย" 

  "หา?" 

  "ไม่คิดจะพาสะใภ้มากินข้าวกับพ่อกับแม่สักมื้อหรือยังไง" 

  "ฮะฮะฮะ" ไป๋อวี่หัวเราะชอบใจ 

  "ไม่รู้หลงเกอจะว่างมั้ย" 

  "มื้อไหนก็ได้.... ทางเราจะเคลียร์งานให้ตรงกับที่เขาว่าง แม่อยากให้เขารู้ว่าทุกคนที่บ้านยินดีต้อนรับเขา" 

  "ขอบคุณครับ แม่" 

  "เอ่อ แล้ว ทางบ้านนู้น...." 

  "ผมยังนัดไม่ได้เลย" ไป๋อวี่เงียบไป คุณนายไป๋รู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่หนักอึ้ง 

  "พวกเขาไม่อยากพบหน้าผม" ไปอวี่ยอมรับ แต่น้ำเสียงกลับไม่แสดงความยอมจำนน 

  "ติดต่อไปทางไหนล่ะ" คุณนายไป๋ถาม 

  "จูเฟยหวู่ น้องชายหลงเกอ... " ไป๋อวี่ตอบ ถังซันหาเบอร์ของจูเฟยหวู่มาให้เขา ไป๋อวี่เองก็คิดว่าเข้าทางน้องชายของจูอี้หลงอาจจะง่ายกว่า แต่ที่ไหนได้ เขากลับได้ยินเสียงคำรามตอบมาทางโทรศัพท์ .... เอาสิ ถ้าอยากถูกสับเป็นชิ้นๆก็เชิญโผล่หัวมาที่นี่ได้เลย.... ทำเอาไป๋อวี่รีบวางหู ปวดกระเพาะกินอะไรไม่ได้จนข้ามไปอีกวัน 

  "เผิงเหล่าซือให้ลูกโทรไปหาน้องชายของหลงเกอเหรอจ๊ะ" คุณนายไป๋ถาม นึกสงสัยว่าทำไมไป๋อวี่ถึงได้เลือกติดต่อไปทางนั้น 

  "เปล่าครับ เผิงเกอแนะให้ติดต่อไปทางคุณพ่อ.... แต่ผม.... ไม่กล้าอ่ะ...ผมว่า คุยกับน้องชายน่าจะง่ายกว่า... "  

  "ทำไมเผิงเหล่าซือถึงจะให้คุยกับคุณพ่อหลงเกอเลยล่ะ.... " เธอนึกในใจ นายจูอิงสงนั่นยังกะกำแพงน้ำแข็งขั้วโลกเจ็ดชั้นซ้อนกัน .... ยังอุตส่าห์หาคนแต่งงานด้วยได้.... เธอนึกประหลาดใจกับรสนิยมของคุณนายจูขึ้นมา 

  "ผม... ไม่รู้... เผิงเกอคงจะรู้อะไรที่เราไม่รู้... แม่ว่าผมควรจะเชื่อเผิงเกอมั้ย" ไป๋อวี่ย้อนถาม 

  "อ้าว ถ้าลูกไม่เชื่อเขา แล้วลูกจะขอให้เขาช่วยทำไมเล่า ปล่อยให้เขาไปไต้หวันเสียตั้งแต่แรกไม่ดีกว่าหรือยังไง" คุณนายไป๋ค่อน 

  "ผมไม่ดีเอง... ผมไม่ดีเอง" ไป๋อวี่ยอมรับผิดที่เขายังไม่สามารถทำใจยอมรับเผิงกวนอิงได้ร้อยเปอร์เซนต์ 

  "แต่ผมกลัวคุณพ่อของหลงเกอนี่นา... " ไป๋อวี่โอดครวญต่อ 

  ไป๋อวี่ไม่เคยนึกกลัว ไม่กล้าเข้าพบหน้าใครมากเท่านี้มาก่อนเลย ที่เคยเจอกันที่โรงพยาบาลตอนจูอี้หลงบาดเจ็บ ไป๋อวี่ไม่เคยได้ยินเสียงจูอิงสงพูดแม้แต่คำเดียว ทางด้านคุณนายไป๋ ก็ไม่เคยมองเขาตรงๆ เธอจะเมินหน้าแสร้งว่ามีธุระแล้วเดินหนีเขาเสมอ จูเสียวหวู่เสียอีกที่ยังยิ้ม พูดคุยกับเขาบ้าง แต่ที่ไหนได้ พอโทรศัพท์ไปหา คนที่เคยยิ้มให้กลับคำรามขู่จะเอาชีวิตเขาเสียนี่ คนบ้านนี้ยากคาดเดาจริงๆ รับมือกับจูอี้หลงที่พูดน้อยไม่ค่อยแสดงความรู้สึกอะไรว่ายากแล้ว มาเจอคนสกุลจูรายอื่นเข้า ไป๋อวี่ก็ท้อจนแทบจะร้องไห้กลับบ้านไปฟ้องแม่แล้ว 

  "ลองคุยกับพ่อดู" คุณนายไป๋แนะ 

  "เรื่อง?" 

  "ว่าพ่อเขาเอาชนะความกลัวคุณตาได้ยังไง" 

  "พ่อเคยกลัวคุณตาด้วยเหรอครับ" ไป๋อวี่หัวเราะ  

   

  คุณนายไป๋ยื่นโทรศัพท์ให้สามี ที่ตลอดเวลาเอนตัวอยู่บนเตียง ฟังเธอคุยกับลูกชายอยู่ ...เอ้า คุยกับลูกมันหน่อย...เธอบอก  

.......   

 

  "ลูกเขยรายไหนๆก็กลัวพ่อตากันทั้งนั้นแหละวะ" ไป๋เทียนจ้าวโวยมาทางโทรศัพท์ ....ผมก็กลัวอ่ะ...ไป๋อวี่รีบตอบคำ 

  "แกรักเขาไหมล่ะ หลงเกอน่ะ ... ถ้ารัก ก็ลุย ... มีแค่นี้แหละวิธีที่ทำให้หายกลัว" พูดจบ ไป๋เทียนจ้าวก็ยื่นโทรศัพท์ให้ภรรยา ไป๋อวี่น้ำตาไหลพราก.... ไม่ช่วยอะไรเลย ...มีพ่อดีจริงๆ ...ช่วยอะไรลูกไม่ได้เลย... ไอ้เรารึ อุตส่าห์ตั้งความหวัง... ไป๋อวี่ทำปากขมุบขมิบ ...คุณนายไป๋รับโทรศัพท์คืนจากสามี 

  "ลูกนัดหลงเกอมากินข้าวที่บ้านก่อนดีกว่า" คุณนายไป๋เปลี่ยนประเด็น ...ได้ครับ.... ไป๋อวี่รีบรับคำ.... 

 

  แต่จูอี้หลงก็มีตารางเต็มเหยียดจนเจียดเวลาได้เพียงแค่แวะมาทานของว่างที่บ้านสกุลไป๋ กว่าจะทำให้จูอี้หลงรับปากมาได้ ไป๋อวี่ก็ลงทุนลงแรงไปไม่น้อย  

  "เกออยากจะให้ผมทำอะไร ผมทำให้ทั้งนั้น ขอแค่แวะไปบ้านผมหน่อยนะ" ไป๋อวี่อ้อน  

  "ที่บ้านผมอยากเจอเกอจริงๆ" 

  "ที่บ้าน?" 

  "ผมหมายถึงทุกคนเลย ไม่ใช่แค่พ่อกับแม่ผม" 

  "อะ อะไรกัน....." จูอี้หลงมีท่าทางอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด 

  "ก็เกอเป็นคนสำคัญของผม.... เอ่อ... แบบ ...พวกเขาก็แค่อยากจะเจอ... เอ่อ ... สมาชิกครอบครัวคนใหม่... เอ่อ" ท่าทางไป๋อวี่อิหลักอิเหลือ จูอี้หลงตระหวัดสายตากร้าวมามอง 

  "ยะ อย่าเพิ่งโกรธ..." ไป๋อวี่ยกมือขึ้นกึ่งห้าม กึ่งข้อร้อง 

  "นายบอกอะไรพวกเขา" เสียงเย็นเยียบจนไป๋อวี่ต้องรีบเลื่อนตัวไปคุกเข่าที่พื้น สองมือเอื้อมมากุมมือจูอี้หลงที่นั่งหลังตรงอยู่บนโซฟาไว้ 

  "บอกว่าผมรักเกอ บอกว่าผมจะไม่มีใครอีกแล้วนอกจากเกอคนเดียว ขอแค่มีเกอ ผมก็ไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งนั้น..." ไป๋อวี่หลบตา... 

  "..... รวมทั้งพ่อกับแม่ด้วย..." นัยน์ตาที่หรุบลง จู่ๆก็ช้อนขึ้นมอง อมยิ้มน้อยๆ 

  "แบบนี้ ถ้าเกอไม่ยอมรับคนทางบ้านผม ก็เท่ากับว่าผมกลายเป็นเด็กกำพร้าแล้ว เกอต้องรับเลี้ยงดูแลผมไปตลอดชีวิตนะ" ยังไม่ทันพูดจบ จูอี้หลงก็ใช้นิ้วชี้จิ้มหน้าผาก ผลักไป๋อวี่หงายออกมา 

  "แค่แวะไปทักทายก็พอใช่ไหม" เขาถาม ผุดลุกขึ้นยืน 

  "ใช่ ใช่ ใช่" ไป๋อวี่รีบรับคำ เด้งตัวขึ้นยืนเหมือนมีสปริงอยู่ใต้เท้า 

 

  จูอี้หลงรับปากมาทานของว่างมื้อบ่ายที่บ้าน พอมาถึงเขาก็ค่อนข้างช็อคที่เข้าบ้านมาเจอสมาชิกของบ้านทุกคน ไม่เว้นแม้แต่หลานชายวัยเพิ่งครบขวบของไป๋อวี่ ทุกคนยืนเรียงเป็นหน้ากระดานรอต้อนรับเขาก่อนเชื้อเชิญให้เข้าไปในห้องห้องโถงที่ด้านข้าง ห้องที่จัดแบบจีนดูขลังและหนักอึ้งจนจูอี้หลงอยากจะถอยออกมาตั้งแต่ยังไม่ก้าวเข้าไป 

  ไป๋อวี่รีบกระซิบบอกเขาอีกครั้งหนึ่งว่าคนสกุลไป๋ยินดีต้อนรับเขาจริงๆ  

  "พวกเราแค่อยากจะบอกเกอว่า พวกเรายินดีที่เกอจะมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเรา..." ไป๋อวี่ยิ้มให้คนท่าทางเคอะเขินที่ยืนอยู่ข้างๆ ก่อนพาเขามานั่งที่เก้าอี้ไม้ตัวที่อยู่ริมสุด จูอี้หลงคุ้นเคยกับธรรมเนียมในการจัดลำดับความสำคัญของที่นั่งดี เพราะที่บ้านเขาทั้งในอู๋ฮั่นและปักกิ่งก็ต้อนรับแขกในลักษณะนี้บ่อยๆ เขาจึงรอให้ผู้ที่อาวุโสกว่าทุกๆคนนั่งลงก่อนแล้วเขาจึงจะนั่ง แต่กลับถูกคนที่เพิ่งเดินเข้ามาแตะข้อศอกเบาๆ เขาจึงชะงักแล้วหันมาดู 

  คุณแม่บ้านของสกุลไป๋รับถาดน้ำชามาจากเด็กสาวที่เดินตามมาแล้วค่อยๆประคองมันส่งให้จูอี้หลง รอยยิ้มและสายตาที่ส่งมาบอกเป็นนัยให้เขาเข้าใจว่า เขาต้องยกน้ำชาให้แก่คุณพ่อและคุณแม่ของไป๋อวี่ จูอี้หลงหยิบน้ำชาในถาดมาถ้วยหนึ่ง เขาหย่อนก้นลงนั่งพร้อมวางถ้วยชาลงบนโต๊ะข้างตัว นัยน์ตาหรุบลงต่ำมองดูชาถ้วยนั้น ริมฝีปากปิดสนิทเหยียดเป็นเส้นตรง ทั้งห้องเงียบเหมือนเวลาหยุดเดิน .... 

  ไป๋อวี่ได้สติ รีบเอื้อมมือมาหยิบชาอีกถ้วยในถาด อีกมือเปิดฝาพร้อมยกถ้วยขึ้นมาสูดกลิ่นชา  

  "เยี่ยม" เขาว่า จ่อมก้นลงนั่งแล้วซดชาเสียงดังโฮก 

  คุณแม่บ้านที่ชำนาญในการรับมือแทบทุกสถานการณ์รีบโบกมือให้เด็กสาวที่ยืนเรียงกันอยู่ทางด้านหลังเสิรฟน้ำชาและของว่าง 

  พี่สาวคนรองของไป๋อวี่หน้างอง้ำ เธอส่งลูกชายในอ้อมแขนให้กับพี่เลี้ยงที่ยืนอยู่ทางด้านหลัง แล้วหันมายกชาขึ้นซดเสียงโฮกดังไม่แพ้เสียงของไป๋อวี่ ทำเอาสามีของเธอต้องรีบยกน้ำชาขึ้นมาซดตาม หูอวี้หัวเราะ ยกชาขึ้นมาสูดกลิ่น 

  "เยี่ยมจริงๆ" เขาว่า  

  "วันนี้วันมงคลจริงๆ ไม่งั้นคุณแม่คงไม่ยอมให้ใช้ใบชานี้แน่" เขาพยักเพยิดกับทุกคนก่อนจะจิบชาแล้วทำท่าเหมือนมันรสเลิศปานใดเปรียบ 

  ไป๋เทียนจ้าวสบตากับภรรยา ในใจนึกถาม ... นึกยังไงถึงเกิดอยากจะให้ลูกสะใภ้ยกน้ำชาให้ล่ะเนี่ย... โถ ขนาดผมยังไม่ทันตั้งตัว แล้วจูเหล่าซือเขาจะทันตั้งตัวเรอะ....  

 

   คุณนายไป๋ไม่ใส่ใจสายตาของสามี เธอยกชาขึ้นจิบ สายตาจับอยู่ที่ใบหน้าของจูอี้หลง 

 

  "ช่วงก่อนเห็นว่าคุณไม่สบายมาก" คุณนายไป๋ชวนคุย แต่กลับเลือกเปิดบทสนทนาด้วยประเด็นละเอียดอ่อน จูอี้หลงค้อมหัวยอมรับกลายๆ 

  "ทำไมเหรอ คบหากับอาอวี่ของฉัน ทำให้คุณทุกข์ใจอะไรมากมาย...?" เธอโจมตีอย่างไม่เกรงใจ ลมหายใจของไป๋อวี่สะดุดเฮือก รีบส่งสายตาอ้อนวอนมารดา 

  จูอี้หลงไม่ตอบคำ คุณนายไป๋เลยถอนใจเฮือก มุมปากยกยิ้ม 

  "คุณยังคิดว่าคุณกับอาอวี่จะไปไม่รอดใช่ไหม? คุณยังไม่เปลี่ยนความคิดที่ว่าคุณจะต้องแบกอาอวี่ไว้?" เธอถามทั้งๆที่ริมฝีปากยังประรอยยิ้ม จูอี้หลงยังคงเงียบ ใบหน้าเรียบเฉยไม่มีทั้งรอยยิ้มหรืออาการไม่พอใจ สมาชิกสกุลไป๋ต่างตัวแข็ง จ้องมองคุณนายไป๋ตาค้างอยู่ 

  "ทำไมคุณถึงคิดว่าอาอวี่จะแบกคุณไว้ไม่ไหว" เธอถาม วางถ้วยชาลง 

  "คุณยังไม่เคยให้โอกาศเขาเลยด้วยซ้ำ คุณรู้ไหม ความรักเป็นพลังที่ทำให้คนเราทำอะไรได้มากมาย ความกล้าหาญที่จะก้าวออกมาบอกว่าเขารักคุณ ในสังคมแบบของเรานี่ คุณยังคิดว่าอาอวี่จะแบกคุณไว้ไม่ไหวอย่างนั้นหรือ" เธอพูดรัวๆ นัยน์ตาประสานกับนัยน์ตาของจูอี้หลงตรงๆ ไป๋อวี่พยายามจะส่งยิ้มให้จูอี้หลง แต่ในปากแห้งผากจนแทบจะเผยอริมฝีปากไม่ได้ ทั้งๆที่เขาเพิ่งซดน้ำชาเข้าไป คุณนายไป๋ยังไม่ยอมหยุดพูด..... 

  "แล้วคุณล่ะ คุณเองก็แค่คิดว่าคุณคงแบกไป๋อวี่ไว้ไม่ไหว คุณก็เลยถอดใจ แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรที่เราจะต้องมานั่งคุยกันอีก ถือเสียว่าเรื่องของคุณกับอาอวี่ไม่เคยเกิดขึ้นจะไม่ดีกว่าหรือ"  

  "แม่!" ไป๋อวี่ตะโกนลั่น เขาลุกพรวดขึ้นยืน หันกลับไปมาระหว่างมารดากับคนที่เขารัก 

  จูอี้หลงยังคงเงียบ เขาเงียบจนดูเหมือนจะไม่ได้หายใจ... 

 

  "คนรักกันก็ต้องพร้อมที่จะเสียสละให้กันและกันได้ แต่คุณมันคิดเอาแต่ได้ คุณเห็นความรักของอาอวี่เป็นเหมือนภาระที่คุณต้องแบก ที่อาอวี่ต้องแบก .... ถ้าไม่อยากแบก ถ้าคิดว่าแบกไม่ไหว ก็ไม่ต้องรักก็หมดเรื่องไม่ใช่หรือ..." คุณนายไป๋พูดอย่างเร็ว ใบหน้าเธอแดงก่ำเพราะอารมณ์โกรธ มือทั้งสองกำแน่น แต่ยังเห็นว่ามันสั่นระริก 

 

  จูอี้หลงก้มหน้าลง หัวไหล่ทั้งสองสั่นสะท้าน เขาเริ่มเปิดปากพูดด้วยเสียงที่เบากว่าสียงของคุณนายไป๋กว่าครึ่ง แต่ทุกคนกลับได้ยินเขาชัดเจน   

  "ผมเคยอยากจะให้ไป๋อวี่หยุด ผมเองก็เคยอยากจะหยุด แต่ทุกครั้งที่คิด ว่าเราหยุดมันเสียดีไหม ก็รู้สึกเหมือนหัวใจจะหยุดเต้นไปด้วย ผมกลัวที่จะหยุด แล้วผมก็ไม่กล้าพอที่จะยืดอกบอกว่าจะแบกรับมันไว้ .... ผมมันก็แค่คนขี้ขลาดคนหนึ่งเทานั้น" 

  "ถ้าอย่างนั้นคุณก็ไม่ต้องแบก อาอวี่จะเป็นคนแบกทุกอย่างไว้เอง" 

  ".........." 

  "แล้วก็ไม่ต้องคิดว่าอาอวี่จะแบกคุณไม่ไหว.... มีฉันอยู่นี่ ฉันไม่ยอมให้ลูกฉันล้มแน่" 

  จูหลงหัวเราะ เสียงหัวเราะเบาๆที่ลากยาวไม่หยุด ฟังดูเหมือนเขาเริ่มวิกลจริตแล้ว 

  "คุณจะแบกพวกเราไปจนถึงเมื่อไหร่ .... ถึงคุณอยากจะทำ ถึงคุณจะคิดว่าคุณทำได้ แต่ผมไม่คิดจะให้พ่อแม่คนไหนมาแบกผมไว้ตลอดไปหรอกครับ" จูอี้หลงลุกขึ้นยืน ท่วงท่าเนิบนาบสง่างาม.... แต่... 

  "นั่งลง!" ...เขากลับโดนคุณนายไป๋ตวาด 

  "ไอ้เด็กโง่! ไม่มีพ่อแม่คนไหนที่ไม่ได้แบกลูกไว้จนลมหายใจเฮือกสุดท้ายหรอก แม้ตายเป็นผีก็ยังหยุดแบกไม่ได้ด้วยซ้ำ ถ้าคุณคิดว่าที่พ่อคุณปล่อยให้คุณเป็นอิสระ คิดตัดสินใจอะไรเองได้อย่างเสรี โดยไม่เคยเข้ามายุ่ง นั่นคือการแสดงว่าคุณไม่ได้เป็นภาระของเขา คุณก็คิดผิดแล้ว คนหนุ่มที่ยังไม่มีลูกอย่างคุณจะไปเข้าใจอะไร ยิ่งคุณบินได้เอง ยิ่งคุณถลาร่อนลมออกไปไกล พ่อแม่คุณก็ยิ่งต้องแบกน้ำหนักไม่รู้ว่าจะหนักอึ้งสักแค่ไหน... ในหัวใจนี่" คุณนายไป๋ตบรัวๆบนอก  

  "มันคงพองจนแทบจะปริเมื่อเห็นคุณบินได้สูง แล้วมันยังพร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อถ้ามันเห็นคุณสะดุด .... " เธอหยุด หอบหายใจจนตัวโยน ไป๋เทียนจ้าวรีบเอื้อมมือมากุมแขนเธอ เขาออกแรงบีบเบาๆเพื่อเตือนสติไม่ให้เธอโกรธมากไปกว่านี้ 

   "คงไม่ได้มีแต่ฉันหรอกที่แบกลูกของฉันไว้... ถ้าคุณกลัวว่าคุณจะเป็นภาระให้ใคร คุณก็หยุดหายใจไปซะ" เธอว่าใส่หน้าจูอี้หลงห้วนๆ ใบหน้าแดงก่ำ สองตารื้นไปด้วยน้ำ 

  "อ้อ แล้วคุณคิดอะไรอยู่ ที่ไม่ยอมจะให้พ่อแม่ของอาอวี่เข้ามาค้ำจุนลูก แต่คุณกลับคิดจะให้เผิงกวนอิงเป็นคนแบกคุณเอาไว้ จะให้ฉันเรียกหลิวเหมิงเหมิงมาช่วยแบกอาอวี่อีกคนดีไหม" คุณนายไป๋กระแทกเสียง แล้วลุกขึ้นยืน เธอกรีดนิ้วจัดชุดของเธอให้เรียบร้อยก่อนสะบัดหน้าเดินออกจากห้องไป พอพ้นห้องออกมาได้เพียงไม่กี่ก้าวเธอก็หยุด หายใจหนักๆพยายามอดกลั้นไม่ปล่อยให้น้ำตาไหลลงมา จนเห็นหน้าอกขยายขึ้นและยุบลงสลับกันอย่างชัดเจน คุณนายไป๋หมุนตัวกลับ เดินพรวดกลับไปที่หน้าห้อง 

  "...คุณว่าอาอวี่ไม่ยอมโต คุณว่าเขาไม่เป็นผู้ใหญ่ แล้วคุณล่ะ คุณมันก็ไอ้เด็กติดพี่เลี้ยง ยังต้องอมหัวนมยางอยู่เลย" พูดจบเธอก็หันไปตวาดเรียกชื่อสามี... ไป๋เทียนจ้าว!  

  "ขะ ขะ ขอโทษนะ" ไป๋เทียนจ้าวรีบเอ่ยปากขอโทษแขกแล้วก้าวยาวๆตามคุณนายไป๋ออกไป 

 

  ไป๋อวี่ยืนสั่นไปทั้งตัว สองมือกำแน่น นึกอยากจะยกมือขึ้นมาทึ้งผมแต่ทำได้เพียงแค่ทุบกำปั้นลงบนต้นขาครั้งแล้วครั้งเล่า 

... 

 

*จื้อจู๋ (知足) เป็นเพลงที่ไป๋อวี่เล่นกีตาร์พร้อมร้องเพลงให้แฟนคลับฟัง 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว