ผู้บำเพ็ญเพียรภายในถ้ำ
email-icon

ฝากนิยายด้วยน้า

ตอนที่ 18 ฉันนี่แหละมาดาระ(1)

ชื่อตอน : ตอนที่ 18 ฉันนี่แหละมาดาระ(1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.3k

ความคิดเห็น : 86

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ส.ค. 2562 17:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 18 ฉันนี่แหละมาดาระ(1)
แบบอักษร

"ตกลงตามนั้น แต่ทางที่ดีเจ้าควรไปแจ้งเรื่องนี้แก่บิดาและมารดาของเจ้าไว้ อย่าทำให้พวกท่านเป็นห่วงในภายหลัง"ฮิวงะผู้อาวุโสกล่าวเตือนด้วยท่าทีจริงจัง

 

 

 

"เข้าใจแล้ว"

 

 

 

หลังพูดคุยวางแผนเกือบชั่วโมงคาซึยะก็หันไปพูดคุยกับฮินาโมริและจากไปอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้ผิดสังเกตุุมากเกินไป ตอนนี้เขาพอรู้ว่าบริเวณนี้ต้องเต็มไปด้วยคนของกลุ่มรากจึงต้องระมัดระวังเพื่อไม่ให้แผนที่วางไว้ล้มเหลว

 

 

 

คาซึยะเตร็ดเตร่ซื้อชุดปกปิดตัวตนและเขาก็รีบกลับบ้านทันทีเพื่อพูดคุยกับบิดาและมารดาในเรื่องนี้ ทว่าพอเล่าเรื่องนี้ไปก็โดนมารดาเอ็ดทันที แถมนเธอยังบ่นเรื่องที่เขาบังอาจขอจบการศึกษาโดยไม่บอกเธออีกด้วย

 

 

 

"ต่อให้เจ้ามีพลังมากมายแค่ไหน แต่เจ้าก็ยังเป็นเพียงแค่เด็กสี่ขวบการไปเสี่ยงอันตรายแบบนี้มันดีที่ไหน ถ้าเจ้าพลาดพลั้งขึ้นมา...!"

 

 

 

"ไม่ต้องกังวลท่านแม่ ในโลกนี้ถ้าไม่ใช่คาเงะจากอีกสี่หมู่บ้านก็ไม่มีใครทำร้ายลูกได้"

 

 

 

ว่าจบดวงตาของคาซึยะก็เริ่มหมุนกลายเป็นเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผานิรันดร์ในทันที พอท่านพ่อได้เห็นสิ่งนี้ก็รีบวิ่งย่อเข่ามาจับที่ไหล่ของเขาไว้ด้วจสีหน้าจริงจัง

 

 

 

"เจ้าเบิกเนตรนี้ได้เช่นไร!!"

 

 

 

'จะบอกดีไหมเนี่ย?'

 

 

 

เขาไม่แน่ใจว่าควรพูดมันไปดีหรือไม่เพราะมันราวกับสวรรค์เยาะเย้ยคนอื่นๆในตระกูล เขาเบิกได้ก็เพราะการปลูกถ่ายเนตรของใครสักคนที่น่าจะเป็นญาติพี่น้อง แถมดวงตานั้นยังแฝงไว้ด้วยความรู้สึกแสนเหลวร้ายมันมากพอที่จะเกิดเป็นความทุกข์ตรมของอุจิวะ

 

 

 

คนอื่นต้องเห็นคนที่รักตายถึงจะผ่านเข้าเงื่อนไขความทุกข์ตรมของอุจิวะ แต่เขาแค่ใช้ดวงตาของผู้อื่นที่ผ่านการทุกข์ตรมมาแล้วในการเบิกเนตร ไหนจะเนตรนิรันดร์อีก คนอื่นต้องควักดวงตาของครอบครัวและสังหารด้วยมือของตนเองและนำแก้วตามาทับซ้อนและปลุกความทุกข์ตรมที่แท้จริงของอุจิวะขึ้นมา

 

 

 

ปกติเนตรกระจกเงาหมื่นบุปผาที่อาจารย์โอโรจิมารุนั้นให้มานั้นไม่มีพลังมากพอจะผ่านเงื่อนไขที่จะทำให้คาซึยะปลุกเนตรนิรันดร์ ทว่าด้วยสายเลือดเซ็นจูกับอุซึมากิและพลังวิญญาณที่มากกว่าเดิมทำให้ดวงตาคู่นั้นกลับมามีชีวิตอีกครั้ง มันกลายเป็นดวงตาคู่ที่สองของเขา จึงผ่านตรงตามเงื่อนไขแบบบังเอิญ

 

 

 

'ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนเป็นเรื่องบังเอิญจากความอยากรู้อยากลองของเราเอง'

 

 

 

สุดท้ายเขาก็เล่าเรื่องดวงตาให้พ่อและแม่ฟังแบบไม่มีปิดบัง ถึงเขาจะไม่อยากให้พ่อและแม่เป็นห่วง แต่ว่าถ้าไม่บอกอะไรพวกเขาเลยมันเป็นสิ่งที่ดีจริงๆหรือ ? เกิดเราเป็นอะไรขึ้นมาพ่อแม่เราไม่ได้รับรู้อะไรสักอย่างมันเป็นเรื่องดีจริงๆหรอ ?

 

 

 

"เจ้านี่ช่างโชคดี แสดงว่าหลังจากนี้ยามเจ้าใช้พลังเนตรแสงของดวงตาก็จะไม่บอดอีกต่อไปแล้วใช่ไหม ? แล้วจักระเพิ่มขึ้นมากแค่ไหน 5 เท่า หรือ 6เท่า ?"

 

 

 

"เพิ่มขึ้นประมาณ สิบห้าเท่าหลังจากเบิกเนตรกระจกเงาหมื่นบุปผา"

 

 

 

พ่อของเขาเบิกตากว้างโตอย่างช่วยไม่ได้ แต่เขาก็แสดงอาการอะไรมากมายนัก ส่วนท่านแม่หลังจากได้ฟังคำพูดของลูกตัวแสบก็ได้แต่ส่ายหัว เธอลุกขึ้นยืนกอดอกกระดิกนิ้วชี้จักระสีฟ้าครอบคลุมทั่วร่างกาย คลื่นลมพร้อมแรงกดแผ่สยายเข้าชนร่างของคาซึยะ

 

 

 

ร่างเด็กของเขาทรุดตัวราวกับถูกบางสิ่งกดขี่ เหงือเริ่มผุดออกมาทั่วทั้งร่าง แม้ตอนนี้เขาจะมีพลังระดับคาเงะก็ไม่สามารถต้านทานสิ่งนี้ได้เลยแม้แต่นิดเดียว แต่เขาก็ไม่ได้ล้มหรือคุกเข่าลงเขายังยืนอยู่แม้จะไม่ค่อยมั่นคงก็เถอะ

 

 

 

แกร็กๆ ตู้มมมมมมมมม!!

 

 

 

แรงกดดันอีกระรอกซัดมาอีกหน คราวนี้ความรุนแรงต่างจากเดิมราวฟ้ากับเหวร่างของเขานอนหมอบลงที่พื้นไร้ทางต่อต้านคราวนี้เขาเข้าใจในสิ่งที่อาจารย์เคยพูดแล้ว นี่คือระดับครึ่งเทพหรือคาเงะระดับสิบขั้นสูงสุด พลังระดับนี้ไม่ใช่สิ่งที่ตัวเขาในปัจจุบันจะต้านทานได้เลย พลังระดับนี้มันเทียบเท่ากับพวกสัตว์หาง

 

 

 

'แตกต่างเกินไป นี่คือพลังของท่านแม่'

 

 

 

"เขาใจถึงความอ่อนแอของตัวเองแล้วหรือยังคาซึยะ"

 

 

 

"ขะ ข้าเข้าใจแล้วท่านแม่ ตัวข้ายังอ่อนด้อย"

 

 

 

"ดี ข้าอนุญาติให้เจ้าเดินทางไปกับตระกูลฮิวงะได้"พูดจบฮิเมโกะก็สลายแรงกดดันออก ทำให้คาซุกิผู้เป็นสามีได้แต่ถอนหายใจโล่งอก เพราะเขากลัวบ้านจะพังลงเสียก่อน

 

 

 

ส่วนคาซึยะสับสนแต่เพียงไม่นานเขาก็ยกยิ้มก่อนจะลุกขึ้นและวิ่งไปกอดมารดาของเขา ตอนนี้เขาเข้าใจในสิ่งที่ท่านแม่จะสื่อแล้ว โลกนี้นั้นกว้างใหญ่และเต็มไปด้วยอันตราย มากมาย เธออยากจะตักเตือนเขาว่าไม่ควรหลงระเริงไปกับพลังของตนเอง เพราะเหนือฟ้ายังมีฟ้า

 

 

 

"ข้ารักท่านแม่ที่สุดเลย"

 

 

 

"ข้าก็รักเจ้าเช่นกัน เอาละถ้าเจ้าอยากทำอะไรที่ไม่เป็นอันตรายต่อหมู่บ้านข้าจะสนับสนุนเจ้าเอง นี่รวมถึงถ้าเจ้าอยากเป็นโฮคาเงะด้วย"

 

 

 

ฮิเมโกะกว่าด้วยรอยยิ้มในขณะที่มือลูบผมของเด็กชายอย่างอ่อนโยน เด็กคนนี้แม้อายุจะยังเยาว์วัย แต่ความคิดอ่านเขาไม่แตกต่างจากผู้ใหญ่ แม้จะมีผิดเพี้ยนไปบ้าง แต่ถ้าเธอคอยแนะนำเขาต้องได้ดีตามที่เธอหวัง

 

 

 

"เรื่องโฮคาเงะลูกไม่สนใจ แต่ลูกคิดว่าจะสนับสนุนและผลักดันเจ้าโอบิโตะเป็นโฮคาเงะรุ่นที่ห้า"

 

 

 

"อืมรุ่นที่สี่มินาโตะ คงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด"

 

 

 

แม่และพ่อพยักหน้าเห็นด้วยเพราะมินาโตะค่อนข้างมีหัวและแนวคิดที่ดีในการพัฒนาหมู่บ้าน ถ้าได้มินาโตะที่เป็นสามัญชนวางรากฐานประชาชนและตระกูลต่างๆ ชนชั้นในหมู่บ้านจะเลิกถืออำนาจและขัดแย้งกันเสียที และพอโอบิโตะได้เป็นโอคาเงะต่อเขาก็สามารถทำงานพัฒนาหมู่บ้านต่อได้ทันที

 

 

 

"พ่อท่านเรื่องนี้ข้าว่าท่านควรแจ้งท่านอาจารย์ปู่ให้จับตาดูฟูคาเสะและกลุ่มของเขาไว้ ดูเหมือนเจ้านั่นจะมีเนตรกระจกเงาหมื่นบุปผาเช่นกัน ซึ่งดันโซหวังจะแย่งชิงเนตรของมันในอนาคตเพื่อตัดกำลังกลุ่มอุจิวะหัวรุนแรง"

 

 

 

"เฮ้อเจ้านี่เป็นคนที่พึ่งพาได้ตั้งแต่เล็กๆ ตระกูลอุจิวะหลังจากนี้คงเจริญรุ่งเรืองมากขึ้นถ้าได้เจ้าเป็นผู้นำ"

 

 

 

คาซึยะพยักหน้าเพราะเขาก็คิดว่าจะเข้าสู่การควบคุมตระกูลอยู่เช่นกัน และปัญหาหลังจากนี้ก็น่าจะจบลง เด็กรุ่นใหม่ที่ใกล้จะเกิดขึ้นมาจะได้ไม่ต้องมาแบกรับภาระหน้าที่ที่หนักหน่วง

 

 

 

ถ้าเป็นปกติเขาคงปล่อยไปเลยตามเลย แต่หลังจากรู้ว่ามิโกโตะเป็นน้าสาวแท้ๆของเขา คาซึยะก็ตัดสินใจที่จะช่วยครอบครัวของเธอในอนาคต ไม่ว่าจะอิทาจิหรือซาสึเกะ เขาก็หวังจะช่วยให้ว่าที่ลูกพี่ลูกน้องได้ใช้ชีวตแบบนินจาตามฝันของพวกเขา

 

 

 

หลังจากพูดคุยทานอาหารเย็นเสร็จคาซึยะก็รีบกลับไปที่ห้องเริ่มเตรียมข้าวของทั้งเสบียง อาวุธ และชุดปิดบังตัวตน ชุดที่เขาใช้คือผ้าคุมสีดำยาวตัวใหญ่ที่เหมาะแก่เด็กที่โตเต็มวัยเขาลองใช้คาถาแปลงร่าง และไปส่องกระจกดูร่างกายในอนาคตของตัวเอง

 

 

 

"ถึงไม่อยากจะพูดก็เถอะแต่หน้าเรานี่ได้พ่อมาเยอะจริงๆ"

 

 

 

หน้าตาของเขาในตอนโตนี่ไม่แตกต่างจากซาสึเกะตอนโตที่ได้ใบหน้าของมิโกโตะผู้เป็นน้าของเขามาเต็มๆ กลัวว่าเมื่อซาสึเกะโตขึ้นอาจจะถูกเปรียบเทียบกับเขา ยังดีที่ลายเนตรของพวกเขาแตกต่างกัน และเขาก็หล่อกว่าและนิสัยก็ดีกว่าเจ้าซาสึเกะเยอะ

 

 

 

"เอาละพรุ่งนี้เตรียมตัวรับการขัดขวางของเราได้เลย ดันโซ"

 

 

 

คาซึยะล้มตัวลงนอนบนเตียง พอหัวถึงหมอนเจ้าตัวก็หลับเป็นตาย การกระทำของเด็กชายถูกบิดาและมารดาที่แอบดูอยู่หลังประตูได้แต่ส่ายหัวและยิ้ม

 

 

 

"ถึงจะมีความคิดอ่านเกินไว้แต่เด็กก็ยังเป็นเด็กอยู่วันยันค่ำ"

 

 

 

ทั้งสองยิ้มแย้นก่อนจะรีบเข้าห้อง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงร้องที่ไร้ศีลธรรม จนกระทั่งรุ่งสางคาซึยะตื่นนอนรีบอาบน้ำอาบท่า แต่ไม่รอทานข้าวเพราะเกรงว่าท่านพ่อและท่านแม่จะยังไม่ตื่น

 

 

 

เขาเริ่มใช้คาถาแปลงร่างเป็นชายหนุ่ม ชุดภายในเขายืมของพ่อก่อนจะสวมทับด้วยชุดคลุมสีดำ หยิบหน้ากากจิ้งจอกมาสวมใส่และเริ่มเคลื่อนไปออกจากบ้านไปรอกลุ่มตระกูลฮิวงะที่หน้าหมู่บ้าน

 

 

 

"การป้องกันของโคโนฮะค่อนข้างหละหลวม ไม่น่าแปลกใจถ้าจะมีคนลอบเข้ามา"

 

 

 

คาซึยะค่อนข้างปวดใจดูเหมือนรุ่นสามจะทำงานได้ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ จึงเอาแต่คอยพึ่งพาแต่ชิมูระ ดันโซ พึ่งไปพึ่งมาเจ้าดันโซเริ่มมีอำนาจเหนือตัวเอง จะคัดค้านอะไรก็ไม่ไหว ไร้ความเด็ดขาด

 

 

 

เขาก็ได้แต่บ่นจนกระทั่งรถม้าของตระกูลฮิวงะก็โผล่ออกมาจากหน้าประตู คาซึยะคลี่แผนที่ออกและดูจุดมาร์คต่างๆ ที่เขาและตระกูลฮิวงะได้คิดคำนวนจุดลอบโจมตีที่เป็นไปได้

 

 

 

"เริ่มต้นแผน เราต้องเริ่มสำรวจตามจุดมาร์คต่างๆ ถ้าเจอกลุ่มรากก็สังหารให้เรียบอย่าๆให้เหลือ แผล่บ~"

 

 

ถือว่าแถมนะเล่นสาปแช่งกันมาสองวันแล้ว

ดังนั้นจงบูชาไรท์เสีย!!!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น