LeviRock

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

17 Daughter Doesn't Need To Be Brave

ชื่อตอน : 17 Daughter Doesn't Need To Be Brave

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 33

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ส.ค. 2562 16:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
17 Daughter Doesn't Need To Be Brave
แบบอักษร

      เสียงขอความช่วยเหลือผ่านทางวิทยุสื่อสาร แทบจะทำให้เจ้าของนัยน์ตาเบิกโพลงทรุด ด้วยความกลัวเดียวของเธอได้กลายเป็นจริง 

           “ฉันขอโทษ...” ฝ่ายเด็กชายที่บอกให้เธออย่ากังวลเมื่อครู่กล่าวด้วยคิดว่าเขาทำให้คิดมาก แต่เด็กหญิงก็ไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่คว้ากระเป๋าเงินและกล่องใส่ควิงเก้ของตัวเองแล้ววิ่งออกไปทันที โดยที่ไม่ฟังเด็กชายทั้ง 3คนที่ร้องห้ามแม้แต่น้อย 

           “แม่คะ...หนีไปเถอะนะคะ...” เจ้าของขายาวกว่าช่วงตัววิ่งไปที่ริมขอบทางเท้า เพื่อโบกแท็กซี่ เหมือนจะโชคดี เพราะเมื่อเธอมาถึงหน้าตึก รถแท็กซี่คันหนึ่งก็เข้าจอดเทียบราวกับเห็นท่าทางของเธอก็รู้ว่ากำลังต้องการพาหนะ 

           “ไปไหนครับ?” โซเฟอร์วัยกลางคนถามกับผู้โดยสารหน้าตาตื่น 

           “ไปที่นี่ค่ะ” เธอยื่นมือถือของตนให้เขา และชายคนนั้นก็พยักหน้า ซึ่งก็ทำให้เธอรีบกระโดดขึ้นรถแบบไม่มีรีรอ 

           พอเขาเหยียบคันเร่งออกรถ เขาก็ไม่ลืมจะแอบดูอาการของผู้โดยสารที่ดูตกอยู่ในความเครียด ความกลัว 

           “มีอะไรเกิดขึ้นเหรอครับ?” 

           “..ไม่มีอะไรค่ะ...” เธอปฏิเสธที่จะบอก ด้วยไม่อยากให้เขาตื่นกลัว ทางชายเจ้าของรถจึงไม่คาดคั้นต่อ 

. 

. 

. 

           การปะทะกันของเจ้าหน้าที่CCG และการ์ดของวิหารแห่งเทพธิดาได้ยากลำบากขึ้นไปอีก เมื่อNo faceได้เข้าช่วยฝ่ายของวิหาร 

           “เจอกันอีกแล้วนะ อาริมะ ได้ข่าวว่ามีลูกแล้วนี่” กูลหนุ่มเส้นผมสีดำประชิดชายสวมแว่นโดยไม่มีท่าทีเกรงกลัวใดๆ ก่อนที่จะโดนคมดาบของใครบางคนฟาดเข้าที่กลางหลัง 

           “อย่าไปกวนหัวหน้าหน่วยเลย” หญิงสาวหางตาตกจ้องไปที่ร่างสูงสวมหน้ากาก 

           “เอ๋? ใช่แม่ของเด็กผู้หญิงในข่าวลือหรือเปล่า?” มันถาม ก่อนจะเข้าโจมตีเธอ 

           หญิงสาวเส้นผมสีชมพูไม่ได้ให้คำตอบอะไร หากแต่ทำแค่หลบการเหวี่ยงขาของเขามันเท่านั้น 

           “นี่...เด็กคนนั้นน่ะดื้อหรือเปล่า?” เขายังคงยิงคำถามที่เธอไม่ได้ใส่ใจจะตอบระหว่างที่ไล่โจมตีกันไปมา 

           “เด็กคนนั้นชอบกินอะไรเหรอ? ของหวาน? ของทอด? การ์ตูนล่ะ? ชอบแบบไหนล่ะ? เด็กคนนั้นหน้าเหมือนเธอหรือเหมือนพ่อมากกว่าล่ะ?” 

           เจ้าของผิวขาวละเอียดไม่พูดอะไรทั้งนั้น ด้วยพยายามหลบหลีกการโจมตีของอีกฝ่ายที่ดูจะทั้งเร็วและแม่นยำ 

           นี่เป็นครั้งแรก ที่ไฮรุรู้สึกกลัวศัตรูตรงหน้า ไม่ใช่เพราะเขาเล่นสงครามประสาทกับเธอด้วยการถามถึงลูก แต่เป็นเพราะความสามารถในการต่อสู้ที่ร้ายกาจ 

           “ไม่ตอบจริงๆเหรอ? เฮ่อ...หรือเธอไม่รู้จักลูกตัวเองกันน้า” No Faceได้หยุดโจมตี ซึ่งดูเหมือนจะเป็นช่องให้เธอได้เป็นฝ่ายบุก 

           เจ้าของควิงเก้สายบิคาคุพุ่งตัวและปลายดาบไปหวังจะแทงทะลุอกของมัน แต่ทว่า ความรู้สึกเจ็บแสบคล้ายโดนตะไบหยาบๆเฉือนเข้าที่ต้นขาก็ได้ทำลายการทรงตัวของเธอ 

           “หลอกง่ายจัง เอาล่ะ...ตอบคำถามฉันหน่อยสิ...ว่าสรุปเธอรู้จักลูกสาวของตัวเองหรือเปล่า?” 

           “รู้จักดีเลยค่ะ” 

           เสียงที่ไฮรุคุ้นเคยได้ดังขึ้นพร้อมกับเสียงแขนของกูลหนุ่มที่ทำร้ายเธอขาดออก เลือดของมันโดนหน้าเธอเต็มๆ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่น่าตกใจ เพราะสิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือ ลาวีดาที่มาพร้อม ‘จอห์น เวย์น’ 

           “คือ...งี้นะคะ แม่กับหนูน่ะ เราซี้กัน เพราะฉะนั้นถ้าจะมาครหาว่าไม่รู้จักหนูล่ะก็ ช่วยเปลี่ยนความคิดนะคะ” 

           เด็กหญิงกับหางม้ายาวพร้อมควิงเก้สายโอคาคุที่สวมเสมือนเป็นปลอกแขนก้าวเข้ามาหาชายที่ทำให้แม่ของเธอเลือดออกอย่างมั่นใจว่าตนจะไล่กูลตนนี้ได้ 

           “เธอคงเป็น ‘ยมทูตน้อย’ ที่ลือกันอยู่ใช่ไหม?” เจ้าของแขนที่ขาดกระเด็นมองไปยังฝ่ายที่ใจกล้าลั่นไกใส่ตน 

           “ต้องขอโทษด้วยนะคะ...แต่แม่ไม่ให้คุยกับคนแปลกหน้า” เธอเตรียมยิงนัดต่อไป แต่สำหรับเขาแล้ว มันเหมือนกับสารท้ารบ 

           ร่างของกูลสายรินคาคุได้พุ่งตรงเข้ามาอย่างไม่ลังเล ราวกับจะหมายปลิดชีพของเจ้าหน้าที่ระดับ 2รุ่นเยาว์ตรงหน้าเสียให้ได้ 

           ลาวีดาที่รู้ว่าอีกฝ่ายจะต้องประเมินตัวเองที่ยังเด็กต่ำจนคิดว่าเธอคงยิงกระสุนระเบิดใส่ตรงๆ จึงรอให้ได้จังหวะแล้วเอียงตัวหลบไปข้างๆ เพื่อจะใช้มีดพกทำจากเหล็กควิงเก้ปาดเข้าที่ลำคอเต็มไปด้วยรอยสักเต็มๆ 

           “แม่คะ...เจ็บมากหรือเปล่า?” หลังจากจัดการให้กูลระดับSS ให้ลงไปนั่งกุมลำคอที่ฉีกออก คนที่ฝืนคำสั่งมาถึงนี่ก็รีบเข้าไปประคองหญิงสาวผู้บาดเจ็บ 

           “ไม่หรอก...แต่เราจะต้องรีบออกจากตรงนี้” เจ้าของเรียวขาที่บาดเจ็บค่อยๆลุกขึ้นช้าโดยที่ได้ทิ้งน้ำหนักส่วนหนึ่งลงบนบ่าของลูกสาวแท้ๆ 

           “อุตส่าห์...อยากจะลองสู้ด้วยมาตั้งนาน...ไม่คิดจะมาลองกันสักMatchซะหน่อยเหรอ?” 

           ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้เด็กหญิงเส้นผมสีน้ำเงินม่วงแทบช็อก เพราะเธอคิดว่าบาดแผลที่ตนได้สร้างให้กับศัตรูตรงหน้าก็ร้ายแรงไม่ใช่น้อยทีเดียว 

           “แม่คะ...หลบหลังหนูค่ะ” 

           “อย่านะลาวีดา!!!” 

           ไม่ทันขาดคำ ร่างที่สูงเพียง 5ฟุตก็ตรงเข้าปะทะกับกูลหนุ่มตัวอันตรายที่ขนาดเจ้าหน้าที่สืบสวนฯมากประสบการณ์หลายคนยังต้องขยาด 

           “กล้าหาญอย่างที่ได้ยินมาจริงๆ แบบนี้คุณแม่ไม่เป็นห่วงเหรอ? ปีนี้กี่ขวบแล้ว? ชอบกินอะไรเหรอ? อยากเป็นเจ้าหญิงหรือราชินีล่ะ?” 

           คำถามไร้สาระของเขาก็ไม่ได้ถูกเจ้าตัวตอบอยู่ดี ไม่ใช่เพราะเขิน แต่เป็นเพราะรำคาญ จนตอนนี้เริ่มอยากจะยิงแสกหน้าให้หัวหลุดเสียเลย 

           “เฮ่อ...ลาวีดาจังเนี่ยหยิ่งกว่าที่คิดแฮะ” ว่าแล้ว รยางค์จากบริเวณก้นกบของกูลสวมหน้ากากสีขาวก็เข้ารัดตัวเธอเบาๆเพื่อดึงเข้ามา “ชอบให้คุณพ่อหรือคุณแม่กอดไหม?” 

           “อันที่จริง...ชอบค่ะ แต่ไม่ชอบให้คนแปลกหน้ากอด” 

           เด็กหญิงยอมให้เขาดึงเธอมาประชิดตัว เพื่อจะได้ใช้แท่งระเบิดเสียบลงไปที่ไหล่ของเขาได้ แล้วจึงถีบตัวออก แต่กระนั้นก็ได้แผลถลอกมานิดหน่อย 

. 

. 

. 

           ‘บึ้ม!!!!!’ 

           เหล่าเจ้าหน้าที่CCGที่กำลังมารวมพลกันที่โถงพิธีของวิหารใต้ดินสะดุ้งเฮือก เมื่อได้ยินเสียงระเบิดดังมาจากกรงใหญ่ของหมาป่า 

           “เดี๋ยวนะ...เจ้าหน้าที่ระดับสองลาวีดากับไฮรุอยู่ในนั้น...” 

           ชายหนุ่มพร้อมเส้นผมสีดำถูกตัดเป็นทรงบ๊อบจ้องไปที่เปลวเพลิงที่ลุกไหม้ด้วยแววตาตื่นกลัว ไม่ต่างจากชายหนุ่มสวมแว่นที่ทิ้งอาวุธในมือแล้วรีบวิ่งเข้าไปอย่างไม่กลัว แต่ก็ไม่ทันจะได้เข้าไปถึงตัวของทั้งคู่ ก็ต้องโล่งใจเมื่อเห็นว่า ลูกสาวแท้ๆของตนได้พยุงร่างของหญิงสาวผู้บาดเจ็บที่ต้นขาฝ่าควันไฟและเปลวเพลิงออกมาโดยที่ได้เอาเสื้อโค้ทยาวอันเป็นเครื่องแบบของหน่วยอาริมะคลุมหัวไว้ 

           “หน่วยแพทย์มาหรือยังคะ?” 

           คำถามแรกของเด็กหญิง แทบทำให้ชายหนุ่มผู้เป็นพ่อที่ใจแทบจะหลุดจากอกเมื่อครู่ได้หายใจทั่วท้องเสียที 

           “อื้อ...ว่าแต่ ไฮรุ” เขาเข้าไปดึงร่างของหญิงสาวเจ้าของเอวคอดสวยมาประคองเอง “เจ็บมากหรือเปล่า?” 

           “ไม่ค่ะ...” 

           ภาพที่ลาวีดาได้เห็นอยู่ มันทำให้เธอยิ้มแทบไม่หุบ ทั้งที่เมื่อไม่ถึงนาทีก่อนก็เกือบจะได้กลับบ้านเก่ากันทั้งคู่ 

           เด็กหญิงพร้อมหางม้าที่หย่อนลงและยุ่งเหยิงเดินตามหลังของพ่อและแม่ไปด้วยความอิ่มเอม จากการได้เห็นพ่อดูแลแม่เช่นนี้เป็นครั้งแรก 

           “ลาวีดา...” 

           แต่จู่ๆ เสียงที่แว่วมาจากข้างหลังก็ดึงเธอออกจากโลกแห่งความสุข มันเป็นเสียงของชายหนุ่มที่เธอไม่ค่อยได้คุยด้วย แม้จะเป็นคู่หูของไฮรุ แม่ของเจ้าหล่อนก็ตาม โคโอริ อุอิ 

           “คะ..?” 

           “ขอบใจนะ” เขาตบบ่าเธอเบาๆ ก่อนที่จะเอ่ยออกมา “เธอน่ะ..เป็นลูกสาวของคุณอาริมะแท้ๆเลยล่ะ” 

           คำชมที่ได้นำความสามารถของผู้เป็นพ่อมาเปรียบเทียบนั้น แม้จะเป็นเหมือนการยกความดีความชอบให้ผู้เป็นพ่อกลายๆ แต่คนถูกชมกลับยิ้มรับ 

           “ขอบคุณค่ะ”เด็กหญิงก้มหัวรับคำชม            “ขอบคุณคุณเหมือนกันค่ะที่ช่วยดูแลแม่ของหนู” 

           “เหอะๆ...เหนื่อยพอตัวเลยล่ะ แต่ก็...ไม่เป็นไร” 

           แม้ว่าในตอนแรก ลาวีดาจะกลัวชายหนุ่มหน้าหวานคนนี้ในครั้งแรก แต่พอได้ลองคุยกับเขาหลายๆเรื่องในตอนนี้ก็ทำให้เธอได้รู้ว่า แม่ของเธอเป็นคนที่โชคดีมาก ที่ได้มาจับคู่ปฏิบัติงานกับรุ่นพี่คนนี้ 

           “ก่อนหน้าจะเอาเธอมาดูแล ไฮรุน่ะรั่วอย่าบอกใคร” 

           “แม่ของหนูออกจะเป็นผู้หญิงเรียบร้อย” 

           “อะแฮ่ม แม่ไม่ได้สลบนะจ๊ะ” 

           ทันที่คนถูกพูดถึงลุกขึ้นนั่งบนเตียงคนไข้ในรถตู้สำหรับเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บไปที่ศูนย์แพทย์ใหญ่ของเขต 4 ทั้งคู่หูและลูกสาวของเธอก็เงียบไป 

           “เอาน่าๆ ฉันยังจำตอนที่ต้องแบกเธอไปนั่งพักเพราะเวียนหัวหลังบ้าบอขึ้นไปเล่นรถไฟเหาะหลายรอบติดได้” ชายหนุ่มเจ้าของนัยน์ตาสีเทาประกายน้ำเงินจ้องไปที่ใบหน้าเขินอายด้วยไม่อยากให้เด็กหญิงผู้เป็นดังแก้วตาดวงใจได้รับรู้เรื่องน่าอายนี้ 

           “ร..รุ่นพี่คะ! ล..ลาวีดา..ม..ไม่ใช่แบบนั้นนะจ๊ะ” 

           “แม่จะอายทำไมล่ะคะ ฮะๆ..แบบนั้นน่ารักออก” 

           ทันทีที่เสียงหัวเราะของคนหน้าสวยคมได้ถูกปล่อยออกมา ก็ทำให้หญิงสาวนัยน์ตาสีชมพูสดใสหายเขินอายทันที 

           “แหม...เป็นแม่ที่แพ้ความน่ารักของลูกสินะ” พอเห็นอาการของเธอเป็นเช่นนั้น คู่หูรุ่นพี่ก็แซ็วทันที ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เธอกลับมาเขินได้อีกรอบ 

. 

. 

. 

           มือหนาสากที่ใหญ่เกือบเท่าศีรษะของหญิงสาวในอ้อมแขนของตนได้ไล้ไปตามโคนผมที่แห้งไม่มากนักอย่างเบามือ ระหว่างที่เล่าเรื่องของลูกสาวของเขาและหญิงสาวจากสวนแสงตะวัน 

           “วันนี้ลาวีดาบุกมาคนเดียวอีกแล้ว...ทั้งๆที่ก็มีคำสั่งชัดเจนให้อยู่ที่สำนักงานแท้ๆ” 

           “นายนี่ก็ให้ท้ายลูกพอตัวเลยนะ ถ้าลูกนายอยู่หน่วยคนอื่นป่านนี้โดนสั่งพักงานไปนานแล้ว...แถมนับวัน เธอยิ่งทำตัวอหังการเหมือนนายมากขึ้นทุกวัน เฮ่อ...เด็กคนนี้จะตายก่อนไหมเนี่ย” เจ้าของเส้นผมสีเขียวที่ถูกเขาสัมผัสว่าพลางจิ้มแผ่นอกกว้างของคนที่กอดตนอยู่ 

           “เอโตะ...เธอไม่เชื่อมั่นในลาวีดาหรือไง?” พอได้ยินคำพูดที่ไม่ดีนักถึงเด็กหญิงผู้ถูกทั้งคู่เลือกให้เป็นผู้สืบทอดชื่อ ‘ราชาตาเดียว’ เขาก็มองค้อนใส่ร่างเล็กกว่า 

           “อ๋า...? เชื่อสิยะ! หึ...ดูจากท่าทางแล้ว คงเป็นนายมากกว่ามั้งที่ไม่เชื่อมั่นใน...ไม่สิ นายก็แค่...ไม่อยากให้เด็กคนนั้นต้องเผชิญเรื่องโหดร้าย” แทนที่จะหงอไปกับสายตาของชายผมสีดอกเลา เธอกลับเอาเรื่องที่ดูเหมือนจะเป็นจริงมาแหย่เย้าเขาเสียอีก 

           “มันก็...อาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้นะ” 

           “โถ่...ถ้าไม่ใช่ลาวีดาแล้วมันจะมีใครอีกล่ะ...ฮึ?” 

. 

. 

. 

           “ลาวีดาเนี่ย...ไม่ได้โหดร้ายซะหน่อย เธอออกจะใจอ่อนด้วยซ้ำ โซตะคุงทำให้ฉันเข้าใจผิดไปนะ” คำพูดชวนขนลุกจากปากของชายหนุ่มที่กำลังขึ้นแบบหน้ากากบนโต๊ะทำงานทำให้เจ้าของริมฝีปากบางสะดุ้งเล็กน้อย 

           “โอ้โห..กะระเบิดคุณเนี่ยนะเรียกว่าอ่อนโยน เป็นมาโซเหรอครับเนี่ย” คนฟังทำท่าทางสะดีดสะดิ้งราวสาววัยแรกแย้มเจอผีจนกระทั่งชายเจ้าของร้านต้องเบือนยกมุมปากยิ้มนิดๆด้วยคิดว่ายังไงซะ เจ้าหน้าที่สืบสวนคดีกูลที่มีความเป็นกูลสูงคนนี้มีความน่าสนใจไม่เคยเปลี่ยน 

           “ลองคิดดูสิ เธอจะบอกให้พ่อของตัวเองตามมาฆ่าฉันก็ได้ แต่ไม่ทำ แถมรายงานไปอีกว่าฉันหายตัวไป...เป็นเด็กผู้หญิงที่นิสัยน่าเอ็นดูซะจริง” ดวงตาเขาได้เบิกโพลงขึ้นเมื่อพูดถึงเธอคนนั้น มือก็พลางลากแท่งไม้ที่ใช้ปั้นรูปหน้าของหน้ากากนั้นอย่างบรรจง จนเกิดเป็นรูปร่างคล้ายใบหน้าผู้หญิงขึ้นมา 

           “อ้าว...งั้นก็แปลว่า คุณอุตะมีร่างกายเป็นฉนวนไฟก็จริงน่ะสิ! คุณซ่อนตัวอยู่ในเปลวเพลิงสินะครับ!!” 

           ท่าทางตื่นเต้นที่ต่อให้เอาเด็กอนุบาลมาดูก็ดูออกว่าเสแสร้งของโซตะไม่ได้ทำให้เขาเสียสมาธิแม้แต่น้อย 

           “อาสะแอบฟังมาให้น่ะ ฉันเองก็มีเลือดเนื้อนะโซตะคุง” 

           ชายหนุ่มเจ้าของรอยสักและผลงานชิ้นใหม่ได้วางอุปกรณ์ลงแล้วลุกไปที่โต๊ะสำหรับวางของเพื่อจะรินกาแฟจากหม้อต้มไฟฟ้าใส่แก้วแล้วดื่มมันช้าๆ 

           “คุณอุตะคลั่งไคล้แม่ยมทูตน้อยถึงขั้นปั้นหน้าเธอเลยเหรอครับ?” คำถามกวนประสาทได้ถูกพ่นออกมาจากปากชายหนุ่มผู้มีขี้แมลงวันใต้ตาถามพร้อมแอบดูงานขึ้นแบบของอีกฝ่าย 

           “ไม่น่ะ...แค่รู้สึกได้ว่า สักวันหนึ่งฉันจะได้ทำหน้ากากให้กับเธอคนนั้นเท่านั้นเอง” 

           “ตั้งแต่คุณไปวิหารใต้ดินนั่นมา...ก็ชักเข้าสู่สายไสยศาสตร์ใหญ่แล้วนะครับ” 

           “โซตะคุงนี่พูดจาตลกดีเนาะ” 

. 

. 

. 

           หนังสือนิยายบนชั้นวางของร้านได้ถูกหยิบลงมาโดยมือข้างถนัดของเด็กหนุ่มผู้เป็นลูกค้าประจำ 

           ผลงานเล่มล่าสุดของนักเขียนผู้โด่งดังได้ถูกพลิกอ่านเรื่องย่อด้านหลังอย่างละเอียดเพื่อพิจารณาว่ามันควรค่าแก่การครอบครองหรือไม่ 

           ‘บุตรีแห่งเทพมรณะ’ คือชื่อเรื่องของเรื่องราวที่ได้ถูกแต่งขึ้นโดยนักเขียนนามปากกาทาคัตสึกิ เซน โดยมีเนื้อหาคร่าวๆที่กล่าวถึงเด็กสาวที่เกิดในตระกูลของแม่ทัพแห่งจักรวรรดิที่ไม่ต้องการจะก่อสงครามกับใครอีก จึงได้เลือกจะอุทิศวิญญาณของตนให้ปีศาจเพื่อแลกพลังที่จะนำมาสู่ความสงบสุข 

           “พี่ชายคะ..” เด็กสาวตัวน้อยพร้อมผมสั้นเข้ารูปหน้าที่เสริมให้ดูน่ารักมากขึ้นเอ่ยเรียกเขาเบาๆ 

           “หืม? เบื่อเหรอ?” เจ้าของมือที่ถือหนังสือเล่มค่อนข้างบางไว้หันไปตามเสียงเรียกนั้นแล้วลูบหัวอีกฝ่ายเบาๆ 

           “เปล่าค่ะ หนูแค่อยากให้พี่ชายช่วยหน่อยน่ะค่ะ” ว่าแล้ว เธอก็ยื่นหนังสือที่น่าจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการวิวัฒนาการของมนุษย์ แต่ มันเป็นภาษาอังกฤษล้วน 

           “อื้อ พี่จะลองดูนะ” 

           “จริงเหรอ! ขอบคุณนะคะ!” 

           เคน คาเนกิ อดีตนักศึกษาธรรมดาคนหนึ่ง เขาเคยใช้ชีวิตอันแสนสงบสุขตามแบบฉบับมนุษย์ แต่แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็พลิกผันไป เมื่อเขาได้พบกับ ริเสะ ผู้หญิงที่เป็นดั่งสาวงามในฝันของเขา 

           จะให้กล่าวตรงๆก็คือ เขาถูกกูลสาวจอมตะกละล่อลวงไปหวังจะจับเขากิน แต่ทว่า คงเป็นเพราะอะไรสักอย่างทำให้ท่อเหล็กในบริเวณหล่นลงมาทับพวกเขาทั้งคู่ เด็กหนุ่มจึงรอดชีวิตจากการเป็นมื้อค่ำของเจ้าหล่อนมาได้ ทั้งยังกลายเป็นครึ่งกูลจากการถูกหมอเจ้าของไข้ปลูกถ่ายอวัยวะภายในของเธอมาให้เขา โดยกล่าวอ้างว่าเป็นการรักษาชีวิตของคนในฐานะแพทย์คนหนึ่งเท่านั้น 

           แม้ว่าจะลำบากมากในช่วงแรก แต่จากการปรับตัวที่มีกูลใน ‘อันเทคุ’ คอยช่วยเหลือและสอนหลายๆอย่าง ก็ทำให้เขาผ่านหลายๆอย่างมาได้ 

           ในตอนนี้ ถึงเขาจะไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว แต่เขาก็ยังคิดขอบคุณและเป็นห่วงทุกคนในสถานที่แห่งนั้นอยู่เสมอ 

           เคนและพรรคพวกคนอื่นๆที่แยกตัวออกมาจากองค์กรเดิมของพวกเขาได้เดินทางย้ายแหล่งกบดานไปเรื่อยๆ เพื่อความปลอดภัยนั่นเอง แต่ด้วยแรงสนับสนุนด้านกำลังทรัพย์จากชูว์ กูลหนุ่มผู้มีฐานะคอยดูแลเรื่องนี้เสมอ ภาระของเคนและคนอื่นๆจึงลดลงมากทีเดียว 

           “โห...ศัพท์ยากน่าดูเลยนะเนี่ย....” 

           เมื่อกลับมาถึงที่พัก เด็กหนุ่มเส้นผมสีขาวผู้สวมผ้าปิดตาถึงกับเหงื่อตกเมื่อเห็นรูปประโยคและศัพท์ยากจำนวนมากในหนังสือเล่มที่ตนได้บอกว่าจะช่วยกูลสาววัย 14 ย่าง15ปีแปล 

           “งั้น...หนูจะลองให้คุณสึกิยามะช่วยก็ได้ค่ะ” พอเห็นท่าทางลำบากของเขา เด็กสาวเจ้าของนัยน์ตาสีน้ำตาลก็ได้ปฏิเสธอย่างสุภาพเพราะรู้ดีว่าทางคนที่เธอมองเป็นเหมือนพี่ชายเองก็มีภาระหน้าที่หนักพอแล้ว จึงไม่ต้องการจะทำให้เวลาพักผ่อนที่มีน้อยของเขาน้อยลงไปอีก 

           “เอางั้นเหรอ? แน่ใจนะ พี่ว่า...ถ้าให้เวลาพี่หน่อย ก็น่าจะแปลให้ไหวนะ” 

           “ไม่เป็นไรจริงๆค่ะ ขอบคุณมากเลยนะคะ” 

...ถึงแม้สุดท้าย หนังสือเล่มนั้น...จะไม่เคยถูกนำมาอ่านอีกเลย... 

. 

. 

. 

           อาหารกลางวันสำหรับผู้ป่วยได้ถูกนำมาให้โดยพยาบาลผู้ดูแล ขณะที่ยังมีญาติมาเยี่ยมไข้อยู่ เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะว่าหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงกำลังจะได้ออกจากโรงพยาบาลภายในวันพรุ่งนี้แล้ว 

           “ยังรู้สึกตึงๆไหมคะ?” คนที่กำลังปอกแอปเปิลสีเขียวของโปรดของตนและหญิงสาวได้เอ่ยถามด้วยยังคงห่วงเรื่องอาการของอีกฝ่าย 

           “ไม่แล้วล่ะจ้ะ ก็เพราะได้ลูกมาดูแลนี่แหละ” คำพูดหวานของเธอทำให้เด็กหญิงเบ้ปากนิดๆด้วยรู้สึกเอียนนิดๆ 

           “หนูเป็นนางฟ้าหรือไงคะ ที่จะได้ทำให้แม่หายป่วยได้” 

           “ใช่จ้ะ หนูเป็นนางฟ้าของแม่ ฮึๆๆๆ” 

           มือบางที่ยังคงมีผ้าพันแผลช่วยพยุงให้กระดูกเข้าที่ดันศีรษะที่เล็กกว่าของเด็กหญิงเจ้าของใบหน้าสวยคมดูคล้ายสาวแขกให้เข้ามาใกล้ๆแล้วถูปลายจมูกกับเธอ 

           ทั้งคู่หัวเราะด้วยกันอย่างมีความสุขเช่นที่เป็นทุกวัน แม้ว่าจะมีบางทีที่ทะเลาะกัน มีความคิดไม่ตรงกันไปบ้าง แต่ด้วยสายสัมพันที่แข็งแกร่งของความเป็นแม่ลูกนั้นไม่เคยถูกสิ่งใดตัดขาดลงได้ 

           สำหรับลาวีดาแล้ว ไฮรุก็เหมือนกับคนที่ได้ฉุดเธอขึ้นมาจากกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวนับครั้งไม่ถ้วน 

           ตั้งแต่ที่เธอเสียพ่อแม่บุญธรรมไป หญิงสาวผู้ให้กำเนิดคนนี้นี่แหละ ก็เป็นคนเดียวที่คอยปลอบ คอยกอด และไม่ว่ากี่ครั้งที่ความเศร้าได้ฉุดให้เธอล้มลง คนที่คอยพยุง ก็ยังเป็นหญิงสาวผู้เป็นแม่แท้ๆที่แสนอ่อนโยนคนนี้เสมอ 

           นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เจ้าหน้าที่CCGรุ่นเยาว์คนนี้ยอมขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาเพื่อไปช่วยเธอจากNo Face 

           “เอาล่ะค่ะแม่...หนูต้องไปแล้วนะคะ” 

           ผ่านไปครู่หนึ่ง ข้อความแจ้งเตือนที่ได้ตั้งไว้ในโทรศัพท์มือถือของลาวีดาก็ดังขึ้น อันเป็นการแจ้งเตือนว่าในขณะนี้เธอควรเดินทางไปเยี่ยมผู้เคราะห์ร้ายจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาในเขต 4ได้แล้ว เนื่องด้วยเธอต้องการทำมันและเป็นนโยบายของCCGเช่นกัน 

           “ระวังด้วยนะ แล้ว...พ่อพาไปเหรอ?” 

           “...ค่ะ” 

           หลังจากที่ร่างเล็กกว่าในเสื้อเชิร์ตตัวหลวมพอประมาณและกางเกงขายาวสีเข้ากันได้กล่าวลาเจ้าหน้าที่สืบสวนระดับสองที่ยังคงต้องพักฟื้นก็ได้แต่รู้สึกเป็นห่วงลูกสาวคนเดียวปนความน้อยใจเล็กน้อย 

           เธอไม่ได้น้อยใจลูก แต่หากน้อยใจพ่อของลูกต่างหาก ด้วยเขาไม่เคยมาเยี่ยมเธอเลย อย่างมากที่สุด ก็ฝากให้ลาวีดาเอาดอกไม้มาให้ 

           เรื่องนั้นเธอเข้าใจดี ก็เขาไม่เคยมองเธอเป็นเหมือนภรรยา คู่ชีวิต หรือแฟนเลยด้วยซ้ำ จะไปหวังให้เขามาใส่ใจดูแลมากถึงขนาดนั้นมันก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว 

           “...ยังใจร้ายเหมือนเดิมเลยนะคะ...คุณอาริมะ” 

           ยิ่งนึกถึงแววตาอ่อนโยนของชายหนุ่มสวมแว่นตาพร้อมใบหน้าที่คล้ายคลึงกับเด็กหญิงเส้นผมสีน้ำเงินม่วงผู้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของทั้งคู่ตอนที่ช่วยเอาไหล่ของเขาให้เธอพิง มันก็ยิ่งเจ็บปวด 

           แม้มันจะอ่อนโยนและอบอุ่น แต่ว่าสายตาแบบนั้นของเขา ไม่ได้มองมาที่เธอแบบที่ใช้มองผู้หญิงคนหนึ่งที่เขารัก หากแต่ใช้มองเด็กหญิงตัวน้อยพร้อมนัยน์ตาสีชมพูแสนใสซื่อคนนั้นมาตั้งแต่เมื่อก่อน 

           แต่ไม่ว่าอย่างไร ต่อให้เขาจะทำร้ายเธอมานับกี่ร้อยกี่พันครั้ง หัวใจของเธอ ก็ยังคงเป็นของเขาคนเดียว 

....ไม่มีวันเลย...ไม่มีวันที่ไฮรุจะเกลียดเขาได้ลง 

. 

. 

. 

           หญิงสาวพร้อมตาทั้ง 2ข้างที่ไม่เท่ากันนักใช้มันมองไปยังหน้ากระดาษอันมีเนื้อหาเกี่ยวกับควิงเก้ที่ตนได้เป็นคนออกแบบเองกับมือเพื่อพิจารณาว่ามันมีจุดบกพร่องตรงไหนอีก ก่อนที่จะส่งไปให้ศูนย์วิจัยในเขต 1 

           ขณะที่เธอเตรียมเก็บมันลงหลังจากที่อาหารที่ได้สั่งถูกนำมาวางบนโต๊ะ เธอก็ได้เหลือบไปเห็นคนที่ตนคุ้นเคย 

           เส้นผมสีน้ำเงินม่วงถูกมัดเป็นหางม้าสูงพร้อมหน้าม้าปัดดูเหมาะกับทุกโอกาส ดวงตากลมโตที่หางตาชี้ขึ้นจึงดูเฉี่ยวคม 

           ฝ่ายที่ถูกสังเกตเห็น ก็ดูเหมือนจะกำลังเข้ามาหาหญิงสาวเหมือนกัน เด็กหญิงในเสื้อเชิร์ตสีน้ำตาลยิ้มให้เธออย่างเป็นมิตรเช่นเคย 

           “รุ่นพี่ สบายดีไหมคะ?” ร่างเล็กกว่ากล่าวทักไปก่อน 

           “อื้อ แล้วเธอล่ะ? ได้ข่าวว่า...ฉายเดี่ยวอีกแล้วนี่” 

           “โห...นี่เรื่องหนูดังขนาดนั้นเลยเหรอคะ” 

           ทั้งคู่คุยกันเล่นกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่อากิระจะชวนให้ลาวีดานั่งด้วยกันเพื่อจะได้มีบทสนทนากันโดยไม่รบกวนคนอื่นๆในร้าน 

           “คุณอาริมะนี่ก็ไว้ใจเธอมากเลยนะเนี่ย ตัวเองไปเข้าห้องน้ำแล้วเธอมารอที่นี่คนเดียวเนี่ย” เจ้าของเส้นผมสีบลอนด์กล่าวถึงชายหนุ่มที่พาเด็กหญิงมาทานมื้อเที่ยงแต่ก็ปล่อยให้รอเสียอย่างนั้น 

           “ก็คุณพ่อไม่ได้เห็นหนูเป็นเด็กน้อยเหมือนที่รุ่นพี่กับคุณแม่เห็นไงคะ” เด็กหญิงนัยน์ตาสีเทายิ้มด้วยภูมิใจที่พ่อของตนเองวางใจในความรับผิดชอบในเรื่องต่างๆ 

           “ก็จะไม่ให้มองเป็นเด็กน้อยได้ยังไง ขี้อ้อนซะขนาดนั้น ตอนที่อยากให้ฉันไม่จับจั๊กจี้ เธอก็ทำหน้าแบบ...อย่าหนูเลยนะคะ อะไรประมาณนี้” 

           คำพูดหยอกล้อที่ทำให้นึกถึงเหตุการณ์อันแสนน่าอายที่ได้เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้ใบหน้าคมของรุ่นน้องตรงหน้าขึ้นสีระเรื่อนิดๆ 

           “...รุ่นพี่ร้ายกาจ” 

           เจ้าหน้าที่CCGรุ่นเยาว์และหญิงสาวที่เธอเคารพต่างก็หยอกล้อเล่นกันและถามถึงเรื่องราวในชีวิตต่างๆกันไปพักหนึ่ง ก่อนที่ชายหนุ่มคนที่พาเธอมาได้ปรากฏตัวขึ้นหลังจากไปทำธุระส่วนตัวมา 

           “ลาวีดา รอนานไหม?” เขาเอ่ยถามด้วยแอบรู้สึกผิดที่เผลอใช้เวลาในการเดินทอดน่องนานไปมาก 

           “ไม่ค่ะ” 

           “อื้อ..ขอบใจนะอากิระที่ช่วยคุยเป็นเพื่อนเธอ” ชายสวมแว่นร่างสูงพยักหน้าแล้วหันไปกล่าวขอบคุณกับหญิงสาวผู้เป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่สืบสวนใต้บังคับบัญชาของตน 

           “ยินดีค่ะ ฉันชอบคุยกับลาวีดาจะตายไปค่ะ..ถ้าไม่รังเกียจก็อยากให้เราได้ร่วมโต๊ะกัน” 

           หากเป็นบุคคลภายนอกมองเข้ามา ทั้ง 3คนดูเหมือนครอบครัวที่มีความสนิทสนมกันครอบครัวหนึ่งเลยทีเดียว 

. 

. 

. 

           บนหน้าจอโทรศัพท์ที่ปรากฏเป็นรูปภาพร้านอาหารที่ถูกตกแต่งด้วยสีขาวเป็นหลักของเจ้าของบัญชีอินสตราแกรมที่ทำเป็นรูปตัว Vถูกจ้องมองโดยผู้เป็นแม่ของเจ้าของภาพนั้น 

 

 

           มันจะไม่น่าน้อยใจเลย ถ้าหากในภาพไม่ได้มีการแท็กชื่อของคิโช ชายที่เธอรัก และรุ่นพี่สาวสวยที่เด็กหญิงคนนั้นสนิทสนม เธอปิดหน้าจอของมันแล้ววางลง ด้วยรู้ดีว่าหากมองมันนานกว่านี้ ความเจ็บปวดในใจคงก่อตัวมากขึ้นกว่านี้เป็นแน่ 

           “ใครมันจะรักผู้หญิงง่ายๆแบบฉันลง...” 

 

Note:กลับมาแล้วจ้าาาาาาา มาพร้อมดราม่าอีกแล้ว โอ้ย ตอนพิเศษฉลองวันแม่ก็ไม่รู้ว่าสนุกกันไหม แต่ขอบคุณนะคะสำหรับกำลังใจ ติดตามกันต่อไปนะคะ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น