ชนาภัทร/โพล้เพล้

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

รักเล็กๆ ของผู้บริหาร (6)

ชื่อตอน : รักเล็กๆ ของผู้บริหาร (6)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 95

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ส.ค. 2562 16:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
รักเล็กๆ ของผู้บริหาร (6)
แบบอักษร

ทันทีที่ได้ยินก็กลายเป็นนวพลเสียเองที่ชวนเพื่อนไปนั่งดื่มกาแฟและพูดคุยเรื่องนี้ต่อ เขาคิดว่าเป็นความฝันในวัยเยาว์ที่อีกฝ่ายอยากเป็นแต่เป็นไม่ได้ 

ศรุตที่วันนี้ว่างทั้งวันเพราะกะว่าจะมาคุยกับผู้ชายของพี่สาวปิงปองแต่พลาดก็เลยตามเลย เมื่อเพื่อนชวนมาก็มา เพราะไม่สนทนาพบปะกันนานแล้วเหมือนกัน 

นวพลที่เป็นฝ่ายอยากรู้เริ่มต้นขึ้นหลังจากเอสเปรสโซร้อนของอีกฝ่ายถูกเสิร์ฟ และลาเต้เย็นของตัวเองถูกวางในตำแหน่งตรงหน้า 

“ว่าไงเพื่อน ที่ว่าอยากอยู่กับเด็ก เด็กประถมเนี่ย อยากเป็นครูประถมเหรอ” เขาดูดลาเต้ไปอึก แล้วก็ไม่ปล่อยให้เพื่อนได้ตอบ “ฉันว่าเป็นครูประถมก็ไม่เลวนะ อย่างแกน่ะเป็นได้อยู่แล้วล่ะ ฉันยังจำวันที่น้องๆ ปอหกมาเยี่ยมชมโรงเรียนเราได้เลย วันนั้นนะแกดูแลเทคแคร์อย่างดี จนฉันคิดว่าถ้าแกมีแฟน คนทั้งโลกต้องอิจฉาแฟนแกแน่เลยว่ะ” 

โรงเรียนที่พวกเขาเรียนตอนมัธยมนั้น เป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงและมีคุณภาพ พ่อแม่ของเด็กๆ หลายคนอยากให้ลูกๆ ตัวเองเข้า ทางโรงเรียนเลยจัดให้มีการทัศนศึกษาเยี่ยมชมสำหรับโรงเรียนประถมที่มีนักเรียนประสงค์จะมาเรียนต่อ 

วันนั้นมีนักเรียนชั้นปอหกจากโรงเรียนละแวกใกล้เคียงมา มาพร้อมกับผู้ปกครอง หัวหน้าห้องของนักเรียนชั้นมอห้าได้รับมอบหมายให้มาช่วยต้อนรับ 

นวพลที่เป็นหัวหน้าห้องของมอห้าทับหนึ่งก็ถูกเรียกตัวมา ส่วนศรุตจริงๆ แล้วไม่ใช่หน้าที่ แต่เป็นเพราะหัวหน้าห้องของเขาเป็นโรคเกลียดเด็กขั้นรุนแรง และรองหัวหน้าก็ป่วยกะทันหัน เพื่อนๆ ในห้องมอห้าทับหกเลยเลือกให้เขาไป 

ศรุตเป็นคนเดียวที่ไม่ได้เป็นหัวหน้าห้อง แต่ดูแลเด็กๆ ได้ดีกว่าหัวหน้าห้องทั้งหมดในระดับชั้น 

นวพลเจอเด็กจอมซนก็ทำเอาปวดหัว เสียงของเขาแทบจะใช้การไม่ได้เลยเพราะแหบสนิท เปล่งเสียงจนหมดแรง ถ้าให้เขาเป็นครูสอนเด็กประถม เขาต้องเป็นบ้าตายแน่ๆ โชคดีที่ได้มาสอนเด็กมหาวิทยาลัยที่โตเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ทำให้เบาใจ เบาแรง 

แต่นวพลก็ไม่รู้ว่าเด็กตัวเองนั่นแหละที่กำลังก่อปัญหาใหญ่ ทำให้ศรุตต้องมาเคลียร์ทั้งๆ ที่ไม่ใช่หน้าที่ 

ศรุตแบกรับภาระหน้าที่ที่ไม่ใช่หน้าที่ของตัวเองมาตั้งแต่เด็ก นับตั้งแต่ครั้งที่สูญเสียพ่อแม่ไปจากภัยสึนามิ เขาก็ต้องช่วยคุณป้าดูแลน้องสาวซึ่งขณะนั้นเธออายุสามขวบ คุณป้าก็ไว้ใจให้เขาช่วยเลี้ยงน้อง​​​​​​​

เฉกเช่นเดียวกับตอนที่เขาอยู่มอห้า และถูกเพื่อนในห้องผลักดันให้ไปดูแล ไปต้อนรับนักเรียนชั้นปอหกที่มาทัศนศึกษาที่โรงเรียนนั่นแหละ 

ต้องยอมรับว่าตอนนั้นเขาไม่ค่อยเต็มใจ แต่เขาก็โตมากพอที่จะเก็บความไม่ค่อยเต็มใจเอาไว้ในอก เขาไม่บ่น ไม่ปริปากพูดว่าเหนื่อย ต่างจากนวพลที่พูดออกมาอย่างตรงๆ ก็เหมือนกับตอนนี้ที่หมอนั่นพูดตรงๆ ออกมา 

“โคตรเหนื่อย ฉันจำได้ว่าโคตรเหนื่อยเลยวันนั้น เด็กปอหกล้อมหน้าล้อมหลัง ฉันก็ได้แต่ยืนเป็นอนุสาวรีย์ แต่ถือปืนไม่ได้ ถ้าถือปืนได้ สงสัยคงได้มีโป้งป้างกันในโรงเรียน” 

“แกจะยิงเด็กในโรงเรียนเหรอวะ” 

“ฉันไม่โหดขนาดนั้น ฉันว่าฉันจะยิงปืนขึ้นฟ้า” นวพลมองหน้าศรุต หลังจากได้บ่นและดื่มลาเต้ไปอีกหนึ่งอึก 

“ถ้าไม่ไหว ทำไมไม่ให้คนอื่นมา” 

“แล้วฉันจะรู้ได้ยังไงว่าฉันไม่ไหว จริงๆ ฉันก็ไม่ได้เกลียดเด็กนะเว้ย แต่ไอ้เด็กนั่นโคตรวุ่นวายเลย มาคนเดียวยังไม่พอ ยังพาเพื่อนมาอีก ฉันว่าฉันเป็นคนที่โคตรซวยเลยในบรรดาหัวหน้าห้องทั้งหมด ฉันมองหัวหน้าห้องคนอื่นยังไม่เห็นมีเด็กมาล้อมหน้าล้อมหลังเท่าฉันเลย” 

“เออ เอาน่า แต่มันก็ผ่านมาแล้วไม่ใช่เหรอ ตอนนี้แกก็ได้อยู่กับเด็กโตแล้วนี่ไง” ศรุตพยายามดึงให้อีกฝ่ายกลับมาอยู่กับปัจจุบัน เพราะอดีตมันก็เป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว เราหวนย้อนนึกเพื่อทบทวนเท่านั้น “ป่านนี้ไอ้เด็กนั่นก็น่าจะทำงานอยู่ที่ไหนสักแห่ง อายุก็น่าจะยี่สิบห้าแล้ว แกไปคิดย้อนด่ามัน ถ้ามันรู้ มันคงหัวเราะเยาะตายห่า ยังเอาเรื่องเก่ากลับมาคิด กลับมาเครียดได้ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องไม่เป็นเรื่อง” 

“เออ นั่นสิ ตอนนี้มันก็คงจะโตจนเตะตูดฉันได้แล้วมั้ง หรือไม่ มันก็อาจจะตายไปแล้ว ตอนเด็กทำมันฉันปวดหัว ตอนโตมา ฉันว่ามันก็คงจะทำคนอื่นปวดหัวอยู่เหมือนกัน แล้วถ้าเขาทนไม่ไหว มันก็อาจจะโดนยิง” 

“แกนี่ ใจคอจะให้เขากินแต่ลูกปืนหรือไง ถ้าเขามาได้ยินนะ ฉันว่าแกนั่นแหละที่จะโดน” 

“ไม่มีทาง ไม่มีทางได้เจอกัน” นวพลค่อนข้างแน่ใจว่าคงไม่มีเหตุอะไรนำทั้งคู่ให้กลับมาพบกัน “ฉันไม่คู่แท้ คู่รักกับมัน ไม่มีทางจะมีพรหมลิขิตอะไรให้มาเจอกันหรอก” 

“แกกับเขาอาจจะมีสายสัมพันธ์ทางอื่นก็ได้ แกอาจจะเป็นพี่เขาในอดีตชาติ” ศรุตเริ่มออกอ่าว ทั้งที่ตอนแรกพยายามจะดึงเพื่อนให้กลับมาอยู่ปัจจุบันแท้ๆ 

“ถ้าฉันเป็นพี่มัน มันไม่มีทางได้วุ่นวายหรอก เพราะฉันจะจับมันขัง” นวพลบทจะดีก็ดี บทจะโหดก็โหด เขาเป็นคนที่เข้มงวดกับทุกๆ เรื่อง เขาถึงได้รับเลือกเป็นหัวหน้าห้อง และเพราะความเข้มงวด ความโหด เขาก็เลยมีคนที่ไม่ชอบอยู่พอสมควร แต่นวพลก็ไม่เคยใส่ใจ เพราะถ้าใส่ใจมาก ก็จะปกครองกันไม่อยู่ 

 

“เออ อย่าพูดเรื่องของฉันให้มันมากความอยู่เลย เอาเรื่องของแกดีกว่า” คนเข้มงวดกลับมาเอาใจจดจ่อเรื่องที่ศรุตถ่อมาถึงที่นี่ เพราะเป็นเรื่องที่ควรใส่ใจมากกว่าเรื่องเด็กปอหกในความทรงจำอันแสนวุ่นวาย “เรื่องนายจอม จะเอายังไงต่อ” 

“จอม คือ ชื่อของเด็กนั่นเหรอ” คนที่เห็นแต่รูป แต่ไม่รู้จักชื่อ ได้รู้จักก็คราวนี้ 

“อืม นี่แกไม่รู้จักชื่อศัตรูหัวใจเลยเหรอ ผู้หญิงเขาไม่ได้พูดถึงบ้างเลยเหรอ” นวพลก็ยังคงเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเรื่องรักสามเส้า ส่วนศรุตก็ไม่ได้แก้ตัวแก้ต่างอะไร เพราะกลัวว่าถ้าบอกความจริงไป อีกฝ่ายจะช็อก 

“ไม่เลย เธอไม่พูดเลย เธอคงอยากเก็บเป็นความลับน่ะ” 

“แล้ว... นายรู้สึกดีกับเธอมากไหม เอ่อ ฉันหมายถึงนายรักเธอมากไหม” 

ศรุตอยากจะบอกออกไปว่าไม่ได้รู้สึกรักในแบบนั้น แต่ก็พูดไม่ได้ “ก็รักนะ” นั่นจึงเป็นคำตอบ แต่นวพลก็ยังไม่หยุด 

“แล้วมากไหมอะ” 

“เฮ้อ ฉันว่ามันไม่ใช่เวลาที่ฉันจะต้องมาตอบคำถามแกนะ แกน่ะมีงานต้องทำไม่ใช่เหรอ” คนเริ่มเบื่อจะตอบคำถามยกแขนขึ้นดูนาฬิกาข้อมือ 

สัญญาณอย่างนี้เหมือนบ่งบอกว่าอยากจะลุกเต็มที เพราะการสนทนาไม่ค่อยจะรื่นรมย์แล้ว ฝ่ายคนที่ชอบซักถามเลยชะงัก 

เขารู้ตัว เลยขอโทษขอโพยที่ละลาบละล้วงไปหน่อย “ขอโทษนะแกที่ฉันถามเยอะเกิน แต่ที่ฉันถามเยอะก็เพราะเป็นห่วงนะ” ก่อนจะอธิบายขยายความความเป็นห่วง “ก็ถ้าแกรักเขามาก แกก็คงจะเจ็บมากใช่ไหมล่ะ ฉันเลยคิดว่าฉันจะชวนแกไปดูหนังเพื่อผ่อนคลายช่วงเย็นๆ” 

“โธ่ ที่แท้ก็อยากชวนดูหนัง ทำไมไม่บอกมาตรงๆ ล่ะ แกอยากดูหนังกับฉันใช่ไหม” 

ความต้องการของนวพลทำให้ศรุตหวนคิดถึงอดีตอีกครั้ง นวพลเป็นคนที่ชอบดูหนังมาก แต่ที่บ้านก็เข้มงวดมาก เขาต้องกลับถึงบ้านก่อนหกโมงเย็นเสมอตอนเรียนมัธยม นวพลไม่รู้จะหาข้ออ้างอย่างไรเลยใช้เขาเป็นข้ออ้าง อ้างว่าศรุตอยากดูเลยชวนไปดู และศรุตก็ต้องมาส่งนวพลถึงบ้านทุกครั้ง ก่อนจะกลับบ้านตัวเอง เพราะเดี๋ยวพ่อแม่นวพลจะไม่เชื่อ คิดว่าอ้างไปลมๆ แล้งๆ 

“จะว่าไปก็ไม่อยากเชื่อ ฉันกับแกเรียนอยู่กันคนละห้องแท้ๆ แต่กลับมาสนิทกันได้” ศรุตรู้สึกดีใจและรู้สึกแปลกใจในเวลาเดียวกัน เพราะความผูกพันนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น 

เชื่อว่าน้อยคนนักที่ได้เพื่อนสนิทที่เป็นเพื่อนต่างห้องจากการเรียนลูกเสือ 

ถ้าไม่มีกิจกรรมนี้ เขาสองคนคงไม่ได้รู้จักกัน 

“นั่นสินะ สนิทกันได้ยังไง ฉันก็ยังรู้สึกแปลกๆ อยู่” จริงๆ ประโยคนี้ นวพลอยากจะใช้คำว่า “... รักกันได้ยังไง ฉันก็ยังรู้สึกแปลกๆ อยู่” แต่เพราะกลัวจะเป็นการเปิดเผยตัวตนมากเกินไป เลยเก็บไว้ 

“ถ้าเป็นความรัก เป็นคนรักกันคงต้องเรียกว่าพรหมลิขิต แต่นี่เราสองคนไม่ใช่เนอะ ถ้าไม่ใช่ก็น่าจะเป็นกรรมลิขิต ชาติก่อนเราสองคนอาจจะเคยทำอะไรกันไว้ก็ได้” ถึงจะพูดออกมาอย่างนี้ แต่คนอย่างศรุตก็ไม่ค่อยเชื่อเรื่องชาติก่อนอะไรหรอกนะ เขาคิดว่ามีแต่ชาติปัจจุบันนี่แหละ เพราะงั้นคิดจะทำอะไรก็ต้องทำให้ดี ถ้าทำไม่ดี ผลกรรมก็จะส่งผลในชาตินี้

เหมือนอย่างที่จอมทำไว้ไง จอมคงคิดว่าตัวเองจะหนีรอดไปได้ แต่เวรกรรมมันมีจริง ทำอะไรไว้ก็ต้องรับกรรมไป

กรรมคือการกระทำ ทำผู้หญิงท้อง ก็ต้องดูแลเขาให้ได้ ถ้าจะต้องพักการเรียนไปก็ต้องพัก เพื่อไปทำงานหาเงินมาเลี้ยงดูแลลูกที่เป็นอีกหนึ่งชีวิตที่กำลังจะเกิดมา

หวังว่าจอมคงจะมีความรับผิดชอบมากพอ ถ้าไม่รับผิดชอบอะไรเลย เรื่องนี้คงไปคณบดี และคนที่จะช่วยส่งเรื่องนี้ให้ได้คือนวพล จอมจะมีแต่เสียกับเสีย ถ้าเรื่องถึงคณบดี มันจะเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องที่จอมทำ เพื่อนๆ ก็อาจจะรู้ จอมอาจจะกลับมาเรียนที่นี่ไม่ได้อีกเลย เพราะโดนสังคม (ในรั้วมหาวิทยาลัย) ประณาม

“เป็นกรรมลิขิต อาจจะใช่นะ เพราะแทนที่เราจะได้มาเจอกันอย่างสุขสดใส กลับต้องมาเจอกันด้วยเรื่องเครียด เรื่องของแก”

คิ้วเข้มของนวพลขมวดเป็นปม ลาเต้เย็นที่เหลือครึ่งแก้วถูกดื่มรวดเดียวจนหมด นัยน์ตาคมจ้องมองไปที่ดวงตาลึกลับของเพื่อน “แล้วนี่ จะเอายังไงต่อ จะเอาเบอร์จอมไหม ถ้าอยากได้ ฉันพอจะขอเพื่อนเขาได้นะ”

“ฉันอยากได้เบอร์แกว่ะ” ประโยคนี้ของศรุตทำให้นวพลถึงกับอุทาน

“ฮะ?! อยากได้เบอร์ฉัน” เป็นความรู้สึกตื่นเต้นที่ผุดขึ้นมา แม้จะรู้อยู่ว่าเขาไม่ได้มาจีบ “กะ กะ ก็ ก็เอาดิ” ความรู้สึกดีใจอย่างนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมานานแล้ว เจ้าตัวเลยรีบจดเบอร์ลงกระดาษทิชชู แล้วไถสองนิ้วส่งไปด้านหน้า

ฝ่ายนั้นรับไปแล้วส่งรอยยิ้มตอบกลับ “ขอบคุณนะ เดี๋ยวฉันจะเมมเบอร์ แล้วฉันจะยิงเข้าเครื่องแก แต่แกไม่ต้องรับนะ”

นวพลอยากจะบอกใจจะขาดว่า “ฉันอยากรับ” แต่ก็ได้แต่ “อืม รับทราบ” เก็บความต้องการของตัวเอง 

บางครั้งการอยู่เป็นโสดนานเกินไป มันก็รู้สึกเปลี่ยวๆ เหงาๆ อยากมีใครสักคนมานอนกอด แต่อย่างไร ‘เพื่อนก็คือเพื่อนเนอะ’ ถ้าเพื่อนมานอนกอดจริง จะให้เพื่อนคิดทำมากกว่านั้น มันก็คงไม่ได้ ดีไม่ดีอาจโกรธกันจนวันตาย 

Sex เป็นสิ่งที่นวพลนั้นอยากได้ แต่เขาจะไม่ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนด้วยสิ่งนี้เด็ดขาด ยิ่งตอนนี้เพื่อนกำลังมีปัญหา เขาก็ควรจะต้องช่วยแก้ปัญหา ไม่ใช่นึกจะเอาตัวเองเข้าไปพัวพัน จนกลายเป็นรักสี่เส้าให้มันอีรุงตุงนังกันไปใหญ่

“อืม ขอบใจสำหรับเบอร์ แต่ฉันคงไม่รบกวนแกหรอกนะ”

“เฮ้ย ถ้ามีปัญหา ไม่ต้องเกรงใจ โทรมาได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง” ศรุตเป็นคนใจกว้าง ยิ่งกับเพื่อนกับฝูงแล้ว เขามีเวลาให้เสมอ งานเขาค่อนข้างอิสระ แถมยังเป็นผู้บริหารเองด้วย ย่อมบริหารเวลาได้

“ฉันโตขนาดนี้ ฉันแก้ปัญหาเองได้เว้ยเพื่อน ไม่เหมือนแกหรอก มารบกวนเวลาฉันเนี่ย” อาจารย์พิเศษคณะศิลปกรรมแอบหยอก ไม่ได้คิดจะว่า หรือว่าไม่เอื้อเฟื้อ ซึ่งคนเป็นเพื่อนย่อมรู้กันดี

“ฉันรู้หรอกน่า แกไม่เคืองฉันหรอก แกดีใจด้วยซ้ำที่ฉันมา ใช่ไหมล่ะ”

“มันก็แน่อยู่แล้ว ฉันดีใจ และโคตรดีใจที่ได้เจอแก ศรุต”

นวพลมองหน้าเพื่อนที่หน้าตาไม่มีเค้าความแก่เลย ต่างจากตัวเองที่เริ่มมีริ้วรอยบ้างแล้วเพราะไม่ค่อยได้ใส่ใจดูแลผิวพรรณ บวกกับความเครียดที่บางครั้งก็รับหลายงาน เลยไม่ค่อยได้ดูแลสุขภาพ

นอกจากจะเป็นอาจารย์พิเศษสอนกลองในมหาวิทยาลัยแล้ว นวพลยังรับงานดนตรีข้างนอกด้วย รับงานตามผับ ตามร้านเหล้าในตอนกลางคืน ซึ่งบางครั้งปฏิเสธยากที่จะไม่ดื่มเหล้าเมื่อแฟนคลับชงส่งมาให้

ส่วนศรุตเป็นคนที่ไม่ดื่มเหล้าเลย แอลกอฮอล์จะไม่มีทางไหลผ่านลงลำคอเด็ดขาด เขาดูแลสุขภาพตัวเองอย่างดี ไม่กลับบ้านค่ำมืด ออกกำลังกายสม่ำเสมอที่ฟิตเนส คอนโดฯ รวมไปถึงสระว่ายน้ำ

ถ้าใครได้บังเอิญเปิดม่านเห็นเขาตอนถอดเสื้อคลุมอาบน้ำ เหลือแต่กางเกงว่ายน้ำและพร้อมจะกระโดดลงสระละก็ เขาคนนั้นคงตาลุกวาวแน่นอน เพราะคนที่ออกกำลังกายมาดีย่อมมีมัดกล้ามเป็นลูกเป็นลอนและชัดเจน

ถ้าผู้ชายเห็นก็คงจะแอบอิจฉาอยากมีหุ่นอย่างนั้น

ถ้าเป็นผู้หญิงก็คงจะอ่อนระทวย หรือไม่ก็อาจจะปิดม่านแล้วบิดตัวเขินอายอยู่เพียงลำพัง

เพราะหุ่นอย่างนั้น ถ้าถอดเสื้อออกมาแล้ว มันน่าจินตนาการเสียจริง

 

นวพลเองยังจินตนาการ ยิ่งอยู่ใกล้ๆ ยิ่งอดใจไม่ค่อยอยู่ สายตาที่มองเรือนร่างของศรุต อยากจะมองทะลุผ้าได้ ถ้าไม่ติดว่าเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ต้องสำรวม กาย วาจา ใจแล้วละก็ ศรุตอาจจะโดนจู่โจมเข้ากลางร้าน

“เย็นไว้ๆ” นวพลต้องคอยบอกตัวเองในใจ และรีบเลื่อนสายตากลับไปมองหน้าเพื่อน 

คนที่ยืนเต็มความสูงร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรก็มอง “มีอะไรหรือ”

“เปล่าๆ ไม่มีอะไรหรอก แค่มองดูหุ่นแก หุ่นดีนะ ไม่เจอกันตั้งนาน หุ่นดี๊ดี”

“ก็ต้องรักษาสุขภาพดิวะ จะให้ฉันอายุมากขึ้นแล้วร่างกายเจ็บออดๆ แอดๆ หรือไง แกเองก็เหมือนกันนะ ดูแลสุขภาพด้วย”

“อืม” นวพลรับคำ ก่อนที่จะเดินเคียงกันออกจากร้าน “เออ เรื่องจอมน่ะ เดี๋ยวฉันจะช่วยให้อีกแรงนะ ถ้าวันไหนจอมมาเรียน ฉันจะรีบโทรหาแกเลย”

“ขอบใจมาก” มือหนาของศรุตตบลงที่บ่าอีกฝ่ายหนึ่ง จากนั้นก็กล่าวคำอำลาถึงเวลาที่ต้องแยกจากกัน “ฉันไปก่อนนะ หมดเวลาพักของแกละ ฉันไม่อยากรบกวนเวลาของแก”

“อืม แล้วเจอกันอีกที ดูแลตัวเองด้วยนะเพื่อน”

“บอกตัวเองดีกว่ามั้ง” ศรุตย้อนทิ้งท้าย

“นั่นสินะ ควรจะต้องดูแลตัวเองมากกว่า” น้ำเสียงของนวพลเจือความเศร้าอยู่นิดหน่อย เพราะหลังจากนี้เขาก็ต้องกลับมาอยู่คนเดียวอีกเหมือนเดิม เขาต้องดูแลสุขภาพกายและใจให้ดี ไม่ให้คิดฟุ้งซ่านด้วย

นวพลเดินไปส่งเพื่อนถึงลานจอดรถ และโบกมือลา ก่อนหมุนตัวกลับเข้าคณะตัวเอง ทั้งที่จริงเขาสามารถยืดการสนทนาออกไปได้ เพราะมีสอนอีกทีก็บ่ายสามโมง แต่เขาไม่อยากจะทำให้เพื่อนต้องเสียเวลา การได้มาเจอกันครั้งนี้ก็นับเป็นบุญวาสนามากแล้ว เลยหยุดการสนทนาไว้เพียงเท่านั้น

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น