K.det

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : แอบ 9

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 39

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ส.ค. 2562 12:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
แอบ 9
แบบอักษร

เรย์:Part 

วันนี้หลังจากเลิกเรียน ผมก็ออกมานั่งรอรถเพื่อกลับบ้านซึ่งอยู่ในค่ายทหาร และก็เป็นเรื่องปกติที่คุณมอสขับรถพาซ้อนนั่งซ้อนท้ายขับผ่านหน้าผมไป ผมไม่ได้คิดจะดูหรอกว่าใครขับรถผ่านไปบ้าง เพราะรถหลังเลิกเรียนจะเยอะมาก แต่คุณมอสคงจะแกล้งเยอะเย้ยผม เลยเร่งคันเร่งเสียงดังขึ้นในขยะกระชากเกียร์ให้แฟนกอดเอวเขาแน่นขึ้น ผมเกลียดเขาจริงๆเลยครับ นี่คือความรู้สึกที่ผมมีให้เขาตอนนี้ 

“ไอ้หัวหน้า! ให้กูไปส่งมั๊ย?”คุณเล็กชะลอรถมอเตอร์ไซด์แต่ไม่ได้จอดสนิท เพราะตรงนี้จะจอดรถไม่ได้ และตะโกนถามผม 

“ไม่ครับ ขอบคุณ” ผมตะโกนบอก ผมไม่กล้านั่งซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซด์ใครกลับบ้านหรอกครับ ผมกลัวพ่อครับ ไม่ใช่เพราะพ่อผมกลัวว่าลูกจะมีแฟนหรอกครับ แต่กลัวอุบัติเหตุจากรถมากกว่า เพราะถ้าผมจะไปไหน พ่อก็ให้ทหารเกณฑ์ในค่ายที่พ่อพามาช่วยงานไปส่งซะเป็นส่วนใหญ่ หรือไม่ก็ให้ขับรถไปเอง แต่เรื่องขับรถนี่น้อยมากที่จะได้รับอนุญาตทั้งๆที่ผมก็มีใบขับขี่รถยนต์แล้ว แต่พ่อบอกว่าเป็นห่วงเพราะประสบการณ์บนถนนยังมีน้อย ผมเองก็ไม่ได้ขัดพ่อเพราะผมเองก็กลัวเช่นเดียวกัน ผมเลยเลือกที่จะใช้บริการรถสองแถวหรือรถเมล์มากกว่า 

หลังจากที่ผมปฏิเสธคุณเล็กไป ผมก็นั่งรอรถสองแถวต่อ  

“ไอ้เรย์! ยังไงบ้านกูไปทางนั้นอยู่แล้ว เพียงแต่ขับเลยไปส่งนิดหน่อย กูไม่เสียเวลาหรอก” เสียงคุณเล็กดังขึ้นข้างหลังผม 

“คุณมาได้ไงเนี่ย ก็เมื่อกี้กลับไปแล้วไม่ใช่เหรอครับ?” ผมถามเพราะเมื่อกี้เห็นคนเล็กขับรถผ่านไปแล้ว 

“ก็จอดรถไว้ตรงโน้นและเดินมาหามึงเนี่ย กูแค่เป็นห่วงเห็นมึงป่วย” ผมหันไปมองหน้าคุณเล็กเมื่อได้ยินน้ำเสียงที่จริงและห่วงใย เพราะตั้งแต่เมื่อคืนที่คุณเล็กนอนเป็นเพื่อน และวันนี้ที่เขาซี้อข้าวกลางวันใส่กล่องมาให้ผมกินในห้องเรียน และยังจะเป็นตอนนี้อีก ผมรู้สึกว่าคุณเล็กคือเพื่อนที่ดีของผมคนนึ่งเลยทีเดียวนอกจากคุณเดย์และคุณมาร์ค เพราะถึงคุณมาร์คจะไม่ได้เรียนห้องเดียวกับผมและไม่ค่อยจะถูกกับน้องผม แต่เขาจะปฏิบัติตัวกับผมดีเหมือนที่คุณเดย์ปฏิบัติ 

“พ่อผมไม่ให้นั่งรถมอเตอร์ไซด์” ผมบอกออกไปตามความจริง 

“คืนก่อนก็ยังเห็นมึงนั่งซ้อนท้ายรถไอ้มอสอยู่เลย แถมมันยังยกล้ออีก ดูเหมือนมึงจะชอบนะ” คุณเล็กพูด ทำให้ผมหวนนึกเหตุการณ์คืนนั้น ที่คุณมอสทำให้หัวเราะ แต่ลงท้ายด้วยความเจ็บตัวและเจ็บใจ  

“คืนนั้นผมแค่เครียด ผมไม่ได้ตั้งใจ” ผมบอก 

“มึงจะเครียดเรื่องอะไรว่ะ รวยๆก็รวย หน้าตาก็ดี” คุณเล็กก้าวขาข้ามที่นั่งมานั่งลงข้างๆผม 

“ผมโง่ไง เรียนหนังสือไม่ค่อยรู้เรื่อง” ผมบอกไปตามความรู้สึก 

“มึงไม่ได้โง่ซะหน่อย เพียงแต่มึงเอาตัวเองไปเปรียบกับไอ้เดย์มากไปหรือเปล่า? ไอ้เดย์มันเก่งเกินไปต่างหาก มึงก็เห็นผลสอบมันกระโดดคนอื่นไป ไม่ได้เกาะกลุ่มเพื่อนคนอื่นในห้องเลย” ผมนั่งคิดตามที่คุณเล็กพูด ซึ่งเรื่องผลการเรียนในห้องมันก็จริงอยู่ ที่คุณเดย์จะแนนกระโดดไปไกลกว่าคนอื่น  

“แต่ ผมว่า ผม เอ่อ โง่ อ่ะครับ”  

“มึงฟังกูนะ มึงไม่ได้โง่ เพียงแต่พื้นฐานการเรียนของพวกเรากับไอ้เดย์มันต่างกันมาก แต่ต้องมาเรียนห้องเดียวกัน ซึ่งกูว่าไม่ยุติธรรมกับพวกเรา เพราะอาจารย์เลือกจะตัดเกรดแบบเอาคะแนนสูงสุดเฉลี่ยกับคะแนนต่ำสุด” คุณเล็กแสดงความคิดเห็น เหมือนไม่เห็นด้วยกับระบบการเรียนของวิทยาลัย 

“แต่ผมว่าเป็นเรื่องดีนะครับ เราจะได้ปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นไง อย่างน้อยก็จะได้เกาะกลุ่มไปกับคุณเดย์” ผมอธิบายบ้าง 

“ใช่! มึงเลยต้องเครียดไง และพวกกูก็ต้องมาติวกับไอ้เดย์ แทนที่จะมีเวลาไปขับรถเที่ยว” 

“คุณคิดอย่างนี้ไงครับ แล้วไปโทษว่าคุณเดย์เก่งเกินไป และไปโทษระบบการเรียนของวิทยาลัย แค่คุณเอาเวลาที่ขับรถเหล่สาวมาตั้งใจเรียนผมว่าน่าจะดีกว่า” 

“มึงก็ตั้งใจเรียน แต่กูไม่เห็นว่าผลการเรียนมึงจะดี” นั่นไงครับ คุณเล็กพูดตอกย้ำว่าผมโง่แล้วไงครับ ผมก็เลยหน้าหงอยลงทันที และก้มหน้า ไม่ยอมเงยหน้ามองคุณเล็กอีก 

“เอ้ย! กูขอโทษว่ะ! แค่พลั้งปาก กูไม่ได้หมายความอย่างที่มึงคิดนะ” คุณเล็กจับมือผมไว้ แล้วบีบไหล่ผม ซึ่งผมไม่ได้เงยหน้ามอง 

“ไอ้หัวหน้า มึงอย่างเงียบดิ กูขอโทษแล้วไง” คุยเล็กพูดต่อ แล้วเอาแขนมาโอบไหล่ผม แล้วเขย่าเบาๆ  

“นะ กูขอโทษ กูไม่ได้ตั้งใจ” คุณเล็กยังโอบไหล่และเขย่าตัวผมเบาๆต่อ 

บรื้น! บรื้นๆๆๆๆๆๆๆๆ เสียงเร่งคันเร่งรถมอเตอร์ไซด์ดังมากยนถนนจนผมต้องเงยหน้าขึ้นไปมอง 

“ไอ้สัสมอส! มันเป็นเชี่ยไรของมันว่ะ มาเบิ้ลรถหน้าวิทยาลัย แม่ง! กวนตีน!” คุณเล็กพูด ผมเห็นคนมอสหันมองมาทางพวกเรา แล้วก็เร่งคันเร่งรถเสียงดังอีกรอบ ก่อนจะขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว 

“คงจะแกล้งเยาะเย้ยผมมั้ง?” ผมพูดออกมาเบาๆ 

“เยาะเย้ยมึง! เยาะเย้ยทำไมว่ะ?” คุณเล็กเค้นเสียงถาม จนผมต้องสะดุ้งนิดหน่อยมี่เผลอพูดไปแบบนั้น 

“ไม่มีอะไรหรอกครับ ก็ดูเหมือนคุณมอสจะไม่ค่อยชอบหน้าผม” ผมบอก 

“เออ! น่าจะใช่ เพราะกูเห็นมันชอบมองมึงแปลกๆ แต่คืนก่อนพวกมึงยังนั่งรถด้วยกันอยู่เลยนี่หว่า”  

“ก็ผมต่อว่าเขาเรื่องขับรถเร็ว และขับรถยกล้ออะไรพวกนี้ไงครับ เขาเลยไม่พอใจผม” 

“ชั่งแม่ง! ไอ้มอสเถอะ! ว่าแต่มึงหายโกรธกูแล้วใช่ป่ะ ที่กูพลั้งปากพูดออกไป?” ไอ้เล็กยังโอบไหล่ผมไว้ 

“ก็ไม่ได้โกรธอะไรหรอกครับ แค่สะกิดใจนิดหน่อยเองครับ” ผมมองหน้าคุณเล็ก 

“มึงนี่ตอนทำหน้าหงอยๆดูน่ารักน่าสงสารดีนะ ไม่เหมาะจะเป็นหัวหน้าห้องเลย เหมาะจะเป็นเอ่อ.” คุณเล็กหยุดคำพูดไว้แค่นั้น 

“เหมาะจะเป็นอะไรเหรอครับ?” ผมมองหน้าคุณเล็กที่หันมามองหน้าผม แขนก็ยังโอบไหล่ะผมอยู่  

“เหมาะจะเป็นแฟนคาสโนว่าแบบกูไง ฮ่าๆๆๆๆๆ” คุณเล็กพูดแล้วหัวเราะร่า แต่ผมนั่งมองแบบอึ้งๆ ไม่เคิดว่าคุณเล็กจะพูดเล่นแบบนี้ 

“งั้น พรุ่งนี้เจอกันนะ กูกลับล่ะ รถสายหน้าค่ายกำลังมาโน่นไง นี่!” คุณเล็กหันมาพูดกับผมอีกครั้งหลังจากหัวเราะเสร็จ แล้วปล่อยแขนจากไหล่ผม แต่ดันเอามือสองข้างมาหยิกแก้มผมทั้งสองข้าง แล้วยิ้มกว้างๆให้ และก็ลุกขึ้นและเดินออกไปทันที ผมเลยมองตามหลังแล้วยิ้มส่ายหน้ากับนิสัยขี้เล่นของคุณเล็ก 

ผมขึ้นรถสองแถวมาลงหน้าค่าย แล้วเดินเข้าไปในค่าย ผ่านทหารยามหน้าค่ายทุกคนก็ยกมือทำความเคารพเหมือนทำความเคารพพ่อผม ซึ่งผมคิดว่าพวกเขาไม่ควรทำอย่างนั้นเลย เพราะผมไม่ได้มียศเป็นทหารซะหน่อย  

“คุณเรย์ดูไม่ค่อยดีนะครับ ป่วยหรือเปล่าครับ?” ทหารที่ยืนอยู่คนหนึ่งพูดขึ้น ผมจำชื่อไม่ได้หรอกครับว่าชื่ออะไร เพราะทหารเยอะไปหมดหลายคน ซึ่งผมคิดว่าทุกคนหน้าเหมือนๆกันหมด คงเพราะแต่งตัวและรูปร่างๆไล่เลี่ยกันมั้งครับ ขนาดคนที่ทำงานที่บ้าน ผมยังจำชื่อได้ไม่หมดเลยครับ 

“ไม่มีไรหรอกครับ ขอบคุณนะครับ” ผมหันไปยิ้มและพยักหน้าให้ ตามแบบของผมที่ต้องยิ้มและพยักให้กับพวกพี่เขาทุกวันที่เดินผ่านประตูค่าย 

“คุณเรย์ครับ ให้ไปส่งหรือเปล่าครับ ผมว่าคุณเรย์น่าไม่โอเคนะครับ” ทหารคนเดิมพูดขึ้นมาอีก ไม่รู้ว่าทำไมวันนี้ถึงได้คุยกับผมทั้งๆที่ไม่เคยมีใครคุยกับผมเลยตั้งแต่ผมเดินผ่านหน้าค่ายแห่งนี้ ก็ตั้งแต่ผมไปเรียนที่วิทยาลัยนั่นแหล่ะครับ เพราะก่อนหน้านี้ตอนเรียนมัธยมทหารที่มาทำงานที่บ้านจะคอยรับส่งตลอด เพราะผมต้องไปเรียนพร้อมๆกับน้องชายทุกวัน 

“เอ่อ ไม่รบกวนดีกว่าครับ ขอบคุณจริงๆครับ” ผมยิ้มให้อีกรอบและก็พยักหน้าให้อีกรอบเช่นเดียวกัน 

“เดี๋ยวนายจะดุพวกผมนะครับ ถ้าเห็นคุณเรย์ป่วยแล้วนิ่งดูดาย ปล่อยให้คุณเรย์เดินกลับบ้าน ซึ่งมันก็ไม่ได้ใกล้ๆนะครับ” พี่ทหารคนนั้นพูดต่อ ผมเลยหยุดยืนนิ่ง เพราะกลัวว่าถ้าพ่อเห็นผมในสภาพนี้ก็คงจะเป็นเรื่องจริงๆ เพราะผมรู้สีหน้าผมคงซีดมาก 

“ทางนี้ครับคุณเรย์” พี่ทหารคนนั้นผายมือไปทางรถจิ๊บที่จอดอยู่ ผมเลยเดินขึ้นรถแต่โดยดี 

“พรุ่งนี้คุณเรย์ไปเรียนยังไงครับ?” พี่ทหารถามผมต่อขณะนั่งรถผ่านเข้าไปบริเวณภายในค่าย 

“ก็นั่งรถสองแถวไปครับ เหมือนปกติ” 

“ทำไมคุณเรย์ไม่ให้คนที่บ้านไปส่งครับ ผมเห็นไปส่งแค่คุณกุ้ง” 

“ก็วิทยาลัยผมอยู่ไกลไงครับ เสียเวลาทำงานของคนอื่น ผมไปเองได้ไงครับ ผมโตแล้ว” 

“คุณเรย์โตแล้วจริงๆด้วยครับ น่ารักมากด้วย” พี่ทหารคนนั้นพูด จนผมต้องหันไปมองหน้าพี่เขา ที่หันมายิ้มให้ผมแบบชนิดที่ทำให้รู้สึกแปลกๆกับสายตาคู่นั้น 

ไม่กี่นาทีรถก็มาถึงหน้าบ้านผม  

“ขอบคุณมากนะครับ” ผมยกมือไหว้ และยิ้มให้พี่เขา 

“พรุ่งนี้เช้าเจอกันนะครับคุณเรย์” พี่ทหารบอกและยิ้มให้ผม ผมเลยก้าวลงจากรถแบบมึนๆ ทำไมต้องเจอพรุ่งนี้เช้าด้วย แล้วพี่ไม่ทำงานเหรอ ผมคิดในใจแล้วเดินเข้าบ้าน 

“ไอ้เรย์ ทำไมพี่อาร์มเค้ามาส่งมึงว่ะ?” น้องผมถามขึ้น เพราะมันเตรียมจะออกวิ่งออกกำลังกายพอดี  

“พี่ไม่ค่อยสบายน่ะ” ผมบอกแล้วรีบเดินเข้าบ้าน 

“มึงไปนอนบ้านพี่เรย์มาเป็นไงบ้างว่ะ?” น้องกุ้งตะโกนตามหลังผมมา 

“เค้าอยู่กับแฟนเค้าไง” ผมตะโกนบอก แล้วเดินขึ้นห้อง โดยไม่มีเสียงใดๆตอบมาจากน้องชายผม 

ผมเข้ามาในห้องก็ล้มตัวลงนอนด้วยความรู้สึกเพลียและอ่อนแรงเต็มที และรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นแรงมาก มือเท้าก็เย็นแถมมีเหงื่อไหลออกตามง่ามนิ้วมือด้วย จนตอนนี้มือผมเริ่มสั่น และมีอาการเหมือนคนกำลังจะตาย ผมกำลังจะตาย ตอนนี้หน้าของพ่อแม่และน้องชายผมก็ลอยเข้ามาในหัวผม ผมรู้สึกว่าน้ำตาผมไหลพรากออกมาอย่างแรง  

ตอนนี้ทั้งเหงื่อทั้งน้ำตาผมไหลออกเต็มหน้าผม ผมพยายามจะหยิบโทรศัพท์เพื่อโทรหาใครสักคนที่จะมาช่วยผม เพราะผมรู้สึกว่าตัวเองใกล้จะตายเต็มที แต่การกดโทรศัพท์มันยากมากสำหรับ มือผมสั่นไปหมด ในก็เต้นแรงและสั่นมาก ผมไม่ไหวแล้วจริงๆ ผมกำลังจะตาย ผมกำลังจะตาย แล้วพยายามจะกดลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปประตู แค่ลุกขึ้นยืนขึ้นมา ผมก็ล้มลงโทรศัพท์ในมือก็ร่วงแตกกระจาย ผมนอนหอบ และกำลังจะหลับ ผมกำลังจะตาย ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบไป 

.......................................................... 

 

เดย์:Part 

Rrrrrrrrrrrr โทรศัพทท์ผมดังขึ้นในขณะที่ผมกำลังนั่งฝึกทำแบบฝึกหัดเกี่ยวกับบทเรียนที่อาจารย์คาบเรียนต่อไป 

“ว่าไงมึง อ่านหนังสือไม่เข้าในเหรอว่ะ?” ผมกดรับแล้วถามทันที เพราะสายนี้เป็นสายของไอ้เรย์ 

(พี่เดย์! ช่วยด้วย! ไอ้เรย์อยู่โรงพยาบาล ผมทำอะไรไม่ถูก พ่อแม่ก็ยังมาไม่ถึง คงอีกเป็นชั่วโมง) เสียงของน้องชายพูดมาในสาย จนผมรู้สึกตกใจ 

“แล้วไอ้เรย์เป็นอะไร? เกิดอะไรขึ้น? อยู่โรงพยาบาลอะไร?” ผมตกใจมากเลยถามไปรัวๆ 

(มันช๊อกอ่ะพี่ ตอนนี้อยู่โรงบาล XXX) ตอนนี้ผมน้ำตาไหลพรากลงมา มือไม้อ่อนแรงไปหมด  

“ฮืมๆๆๆ ไอ้มาร์ค! ไอ้มาร์ค! ฮืมๆๆๆ” ผมทำอะไรไม่ถูกได้แต่ตะโกนเรียกไอ้มาร์คและก็ร้องไห้ออกมา 

“ไอ้เดย์! เป็นอะไร? เกิดอะไรขึ้น?” ไอ้มาร์คเปิดประตูเข้ามา และวิ่งมากอดผมไว้ 

“ไอ้เรย์ ฮึก ไอ้เรย์ ช๊อก อยู่โรงพยาบาล” ผมยังคงสะอื้นนิดหน่อย 

“มันเป็นยังไงบ้าง อยู่โรงพยาบาลอะไร?” 

“ไม่รู้ มันอยู่โรงพยาบาล XXXX”  

“งั้นไปกัน มึงโอเคนะ ไอ้เรย์ไม่น่าจะเป็นไรมาก ” ไอ้มาร์คประคองผมลุกขึ้น แล้วพาผมขึ้นรถขับไปหาไอ้เรย์ที่โรงพยาบาลทันที 

เมื่อมาถึงโรงพยาบาลผมก็เห็นน้องกุ้งยืนรออยู่หน้าห้องฉุกเฉิน พร้อมด้วยป้าแม่บ้าน และพี่ทหารอีกสองคน 

“กุ้ง ไอ้เรย์ล่ะ?” ผมรีบถาม น้ำตาก็ยังคงไหลออกมาไม่หยุด 

“อยู่ในห้องฉุกเฉินพี่ ยังไม่มีใครออกมาบอกอะไรเลย ผมจะเข้าไปเขาก็ไม่ให้เข้า” น้องกุ้งบอก ผมเลยรีบวิ่งไปเปิดประตูห้องฉุกเฉิน  

“น้องค่ะ เข้ามาไม่ได้ค่ะ รออยู่ข้างนอกก่อนนะคะ” พยาบาลเดินมาบอกผม 

“เพื่อนผมครับ เพื่อนผมเป็นอะไรหรือเปล่า เค้าไม่เป็นไรใช่ป่ะครับพี่?” ผมน้ำตาไหลออกมาอีกรอบ และพยายามมองหาไอ้เรย์ แต่มีผ้าม่านปิดอยู่เลยมองไม่เห็นเตียงคนไข้ 

“ไม่เป็นไรแล้วค่ะ รอข้างนอกก่อนนะคะ ให้คนไข้พักแป๊บนึงนะคะ” พี่พยาบาลยิ้มให้ ผมเลยรู้สึกโล่งอกขึ้นมาทันที 

“ออกมาก่อนเถอะมึง บอกแล้วไงว่าไอ้เรย์มันไม่เป็นไร” ไอ้มาร์คดึงตัวผมออกจากห้องไอ้ซียู โดยมีน้องกุ้งยืนอยู่ข้างๆไอ้มาร์ค เราสามคนเลยออกจากห้องไอซียู แล้วมานั่งรออยู่หน้าห้อง 

“กุ้งมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมไอ้เรย์ถึงช๊อกไปได้?”  

“ผมไม่รู้หรอกพี่ ป้าแม่บ้านตะโกนเรียกผมและพี่ทหารที่อยู่บริเวณบ้าน ขึ้นมาก็เห็นไอ้เรย์นอนตัวสั่น เหงื่อไหลเต็มตัว” 

“คือป้าได้ยินเสียงของตก ก็เลยขึ้นดูค่ะ เคาะประตูเรียกแต่คุณเรย์ไม่ตอบก็เลยเปิดประตู ก็เห็นอาการคุณเรย์อย่างที่คุณกุ้งบอกนั่นแหล่ะค่ะ” ป้าแม่บ้านบอก 

“คือไอ้เรย์มันไมค่อยสบายอยู่แล้วครับ ช่วงนี้มันเป็นลมบ่อยครับ แต่ก็ไม่ได้อาการเป็นแบบนี้ มันแค่อ่อนแรงเฉยๆครับ ผมเคยพาไปหาหมอแล้วครับ หมอบอกไม่มีอะไรมากครับ” ผมบอกทุกคน แต่ไม่ได้บอกเรื่องไอ้เรย์กินยาต้าน 

“เดี๋ยวผมโทรบอกคุณพ่อคุณแม่ก่อนนะครับ กลัวท่านจะเป็นห่วงมาก และอาจจะเกิดอันตรายถ้ารีบเดินทาง” ผมบอกทุกคน เลยรีบกดโทรศัพท์หาพ่อแม่ของไอ้เรย์ 

“คุณพ่อครับ ตอนนี้ไอ้เรย์โอเคแล้วนะครับ ไม่ต้องห่วงนะครับ ไม่มีอะไรมาก คุณพ่อเดินทางปลอดภัยนะครับ”  

(จริงเหรอลูก แล้วลูกอยู่กับเรย์เค้าตลอดเค้าป่วยหรือเปล่าลูก?) พ่อถามต่อ  

“ก็นิดหน่อยครับ วันก่อนผมพาไปหาหมดแล้ว หมอบอกว่าแค่อ่อนแรงครับ” 

“อืม! พ่อค่อยโล่งใจหน่อย อีกไม่เกินสามสิบนาทีพ่อก็จะถึงแล้วล่ะลูก” 

“ครับพ่อ บอกแม่ด้วยนะครับว่าไม่มีไรมาก หวัดดีครับพ่อ” แล้วผมก็กดวางสายพ่อไอ้เรย์ 

ไม่นานนักพยาบาลและหมอก็ออกมาจากห้องไอซียู ผมเลยรีบเดินไปหาหมอทันที 

“คุณหมดครับ ผมขอโทษนะครับ ผมมีเรื่องจะคุยกับหมอเป็นการส่วนตัวหน่อยได้ป่ะครับ?”  

“เอาสิครับ จะไปคุยในห้องหมอหรือเปล่าครับ?” ผมยิ้มใจดีมาให้ผม ผมหันไปดูคนอื่นที่มองมาทางผม ไอ้มาร์คและน้องกุ้งก็เดินมาทางผม 

“แค่ที่เงียบๆแป๊บเดียวครับ”  

“ตามหมอมาสิครับ” หมอเดินนำหน้าไป 

“รออยู่นี่แหล่ะ พี่มีเรื่องจะคุยกับหมดแป๊บ เดี๋ยวไอ้เรย์คงออกจากห้องฉุกเฉิน” ผมหันไปบอกน้องกุ้ง ดูเหมือนไอ้มาร์คจะเข้าใจเลยดึงมือน้องกุ้งไว้ 

“คุณหมอครับ คือผมอยากบอกว่าเพื่อนผมกินยาต้านไวรัสอยู่ครับ จะเกี่ยวกับอาการแบบนี้ด้วยหรือเปล่า?” ผมถามทันทีเมื่อเดินตามหมอมาและปลอดตาคน 

“หมายถึงยาPEP เหรอครับ?” หมอหันมาถามผม 

“ครับ คือเพื่อนผมมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันครับ มันเป็นเหตุสุดวิสัยครับ” 

“หมอพอจะเดาออกนะครับว่าเกิดขึ้นได้ยังไง แต่อาการของเพื่อนน้องไม่ใช่อาการข้างเคียงของยาเพียงอย่างเดียวครับ ไว้เดี๋ยวครอบครัวของเพื่อนน้องมาครบ เชิญที่ห้องหมอนะครับ อ้อ น้องคือสนิทสินะครับ หมอเชิญด้วยนะ” หมอยิ้มใจดีให้ผมแล้วก็เดินไป ผมได้แต่ยืนงงกับคำบอกของหมอ ไอ้เรย์ป่วยจริงๆเหรอ แล้วมันป่วยเป็นอะไรกันแน่นะ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น