นับดาว

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 5 เจ้าไม่ควรมองบุรุษด้วยสายตาเช่นนั้น

ชื่อตอน : ตอนที่ 5 เจ้าไม่ควรมองบุรุษด้วยสายตาเช่นนั้น

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 51

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ส.ค. 2562 15:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5 เจ้าไม่ควรมองบุรุษด้วยสายตาเช่นนั้น
แบบอักษร

 

ค่ำคืนแรกของการอาศัยอยู่ในจวนแม่ทัพผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

ไป๋ชิงรู้สึกว่านางเพิ่งจะได้นอนหลับอย่างเต็มตาเป็นคืนแรก หลังจากที่ต้องรอนแรมมาไกลจากแคว้นหนิงอัน

นางแต่งกายด้วยอาภรณ์ผ้าไหมสีขาวสะอาดที่มีลวดลายปักอยู่เพียงเล็กน้อย เสื้อผ้าพวกนี้เป็นของพี่สาวคนโตของหยางเฟยหรง ซึ่งเขาอนุญาตให้นางนำมาสวมใส่แก้ขัดไปก่อน

ไป๋ชิงจงใจเลือกเสื้อผ้าสีขาวก็เพราะว่านางอยากไว้ทุกข์ให้กับไป๋ลู่ ทั้งยังตั้งใจไว้ว่าถ้ามีโอกาสจะย้ายร่างของเขากลับไปฝังยังแผ่นดินเกิดให้สมเกียรติ

“คุณหนูเจ้าคะ ท่านแม่ทัพเรียกพบเจ้าค่ะ” เสี่ยวฟางร้องเรียกนางอยู่หน้าห้อง ไป๋ชิงจึงวางหวีในมือลง พิศมองความเรียบร้อยของใบหน้าในกระจกอีกครั้ง

“บอกเขาว่าอีกสักครู่ข้าจะไป”

“เจ้าค่ะ” ได้ยินดังนั้น เสี่ยวฟางก็รีบวิ่งตื๋อไปส่งสาส์นให้หยางเฟยหรงตามที่ไป๋ชิงบอกอย่างครบถ้วน

ในยามที่เขาพยักหน้ารับ ใบหน้าหล่อเหลาราวรูปปั้นสลักดูเรียบเฉย ริมฝีปากบางเหยียดออกจนกลายเป็นเส้นตรง นัยน์ตาคมกริบของเขายิ่งชวนให้คนมองหวาดหวั่น

เสี่ยวฟางก้มหน้านั่งก้มหน้าอยู่ตรงนั้นด้วยหัวใจที่กำลังเต้นรัว ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะความหวาดกลัวหรือเพราะอะไรกันแน่

“อรุณสวัสดิ์ท่านแม่ทัพ” ไป๋ชิงส่งเสียงนำมาก่อน จากนั้นจึงถือวิสาสะนั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามหยางเฟยหรงเมื่อเห็นว่าภายในห้องนี้นอกจากนางและเขาแล้ว ก็มีเพียงเสี่ยวฟางกับจูหย่งเหอที่นั่งอยู่ใกล้ๆ คอยให้เรียกใช้เพียงเท่านั้น

“วันนี้ข้าต้องเข้าวัง เจ้าจงอยู่ภายในจวน อย่าเพิ่งออกไปเที่ยวเล่นที่ไหน” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเดียวกับใบหน้า ก่อนจะเริ่มทานอาหารเช้าซึ่งเป็นโจ๊กร้อนๆ เหมาะกับอากาศหนาวๆ ในยามเช้ายิ่งนัก

ไป๋ชิงพยักหน้าเล็กน้อย ไม่ได้ต่อปากต่อคำอะไร นางเริ่มตักโจ๊กหอมฉุยตรงหน้ากินอย่างสบายอารมณ์ ระหว่างนั้นก็ลอบสังเกตแม่ทัพหนุ่มไปด้วย

การแต่งกายของหยางเฟยหรงในวันนี้ดูแปลกตาไม่น้อย เพราะเขาแต่งชุดขุนนางเต็มยศ ซึ่งไป๋ชิงก็เพิ่งจะเคยเห็นชุดขุนนางฝ่ายบู๊ของแคว้นลู่เป็นครั้งแรก เสื้อตัวนอกที่ทำมาจากผ้าไหมสีแดงเลือดนกขับให้ใบหน้าคมคายของเขายิ่งดูน่ามอง เส้นผมดำยาวถูกรวบเก็บไว้เรียบร้อย หนวดเคราก็ถูกโกนอย่างพิถีพิถัน เรียกได้ว่าดูดีในทุกองศา

“เจ้าไม่ควรจ้องมองบุรุษด้วยสายตาเช่นนั้น” เขาพูดขึ้นมาโดยไม่ได้มองหน้านาง ซึ่งคำพูดของหยางเฟยหรงทำให้นางต้องหน้าแดงขึ้นมาเพราะความอับอาย ในขณะที่เสี่ยวฟางกับพ่อบ้านจูกำลังมองหน้ากันพลางหัวเราะคิกคัก

“ข้าจะมองใครด้วยสายตาแบบไหน ก็ไม่เกี่ยวกับท่าน” ทว่านางกลับลอยหน้าลอยตาพูด มิหนำซ้ำยังคงจ้องใบหน้าหล่อเหลาของเขาอยู่อย่างนั้น จนแม่ทัพหนุ่มต้องส่ายหน้าออกมาด้วยความเอือมระอา

ที่เคยคิดไว้ว่านางเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ซึ่งถูกเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี คงจะเป็นความคิดที่ผิดถนัด

“เด็กดื้อ!” หยางเฟยหรงกล่าวทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น ก่อนจะเดินออกไปจากห้องไปด้วยใบหน้าบึ้งตึง ทิ้งให้ไป๋ชิงต้องทำหน้างงด้วยไม่เข้าใจว่านางพูดอะไรผิดตรงไหน

แต่เมื่อนางหันไปขอความเห็นจากเสี่ยวฟางและจูหย่งเหอก็ได้รับคำตอบเพียงการส่ายหน้า

ไป๋ชิงทำหน้ามุ่ย มือน้อยตักโจ๊กแสนอร่อยเข้าปากไม่หยุด ในใจก็คิดไปว่าผู้ชายแคว้นลู่นี่อย่างไร เหตุใดจึงชอบมากะเกณฑ์ห้ามไม่ให้นางทำสิ่งนั้นสิ่งนี้อยู่เรื่อย!

 

หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย ไป๋ชิงก็ได้โอกาสเดินสำรวจจวนแม่ทัพด้วยความสนอกสนใจ นางเดินทะลุห้องนั้นห้องนี้ภายในบ้านตามแต่พ่อบ้านจูจะนำทาง โดยมีเสี่ยวฟางคอยเดินตามไปไม่ห่าง

“ห้องนี้เป็นห้องทำงานและอ่านหนังสือของท่านแม่ทัพ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรเข้ามาขอรับ” จูหย่งเหอพานางมาหยุดยืนอยู่หน้าห้องๆ หนึ่งซึ่งมีขนาดใหญ่โตพอควร ภายในนั้นมีสารพัดตำราที่ถูกจัดวางไว้บนชั้นวางหนังสืออย่างเป็นระเบียบ

ไป๋ชิงถือวิสาสะเดินเข้าไปภายในห้องนั้น ก่อนจะหยิบตำราพิชัยสงครามเล่มหนึ่งมาเปิดดูด้วยความสนใจ

“ข้าขอยืมตำราพวกนี้กลับไปอ่านที่ห้องได้หรือไม่” นางหันไปถามพ่อบ้านจูซึ่งกำลังแสดงสีหน้ากระอักกระอ่วนใจไม่แพ้เสี่ยวฟาง

“เกรงว่าจะไม่ได้ขอรับคุณหนู ท่านแม่ทัพหวงแหนตำราเหล่านี้มาก ไม่ว่าใครก็ห้ามแตะต้อง” จูหย่งเหอกลืนน้ำลายลงคอด้วยความยากลำบาก เพราะสิ่งที่ไป๋ชิงกำลังทำอยู่ในตอนนี้มันยิ่งกว่า ‘แตะต้อง’ เสียอีก

นางพยักหน้ารับรู้ ก่อนวางตำราเล่มนั้นกลับคืนที่เดิม พร้อมกับนึกค่อนขอดแม่ทัพหนุ่มเรื่องหวงของอยู่ในใจ

เอาไว้วันหลังค่อยมาขอยืมเขาดีๆ ก็แล้วกัน

คิดได้ดังนั้น ไป๋ชิงก็อารมณ์ดีขึ้นมาเล็กน้อย นางจึงก้าวออกไปจากห้องอ่านหนังสือท่ามกลางความโล่งใจของข้ารับใช้ทั้งสอง

“ทางเดินนี้เชื่อมต่อไปยังลานฝึกทหาร ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นสวนดอกไม้ขอรับ” จูหย่งเหอผายมือไปยังทางเดินซึ่งถูกปูด้วยแผ่นหินเอาไว้รอบตัวจวนแห่งนี้ มองดูคล้ายถนนที่เชื่อมต่อแต่ละจุดของจวนเอาไว้

เพียงได้ยินคำว่า ‘ลานฝึกทหาร’ นัยน์ตาสวยซึ้งของไป๋ชิงก็ลุกวาวขึ้นพร้อมกับทอประกายระยิบระยับ จากนั้นนางจึงถามพ่อบ้านจูไปว่า

“ข้าขอไปดูลานฝึกทหารได้หรือไม่”

“ไม่ได้นะเจ้าคะคุณหนู เราเป็นสตรี จะเข้าไปก้าวก่ายกิจของบุรุษได้อย่างไร” คราวนี้เสี่ยวฟางทักท้วงขึ้นมาบ้าง เพราะเกรงว่าถ้าปล่อยให้ไป๋ชิงทำตามอำเภอใจ คนที่ต้องรับโทษก็เห็นจะไม่พ้นนาง หรือไม่ก็พ่อบ้านจู

“โน่นก็ไม่ดี...นี่ก็ไม่ได้ พวกเจ้าจะให้ข้านั่งงอมืองอเท้าอยู่ในจวนไปวันๆ อย่างนั้นน่ะหรือ” พอนางเริ่มแสดงอารมณ์หงุดหงิด จูหย่งเหอกับเสี่ยวฟางก็หันไปมองหน้ากันด้วยความหนักใจ

“เอาอย่างนี้ดีไหมเจ้าคะ คุณหนูอยากทำอะไรก็บอกข้ากับพ่อบ้านจูได้เลย พวกเราจะได้จัดหามาให้เจ้าค่ะ” เสี่ยวฟางเสนอความเห็น ซึ่งนั่นก็ทำให้ไป๋ชิงดีดนิ้วออกมาดังเปาะ

“ข้าอยากฝึกวรยุทธสักหน่อย พวกเจ้าพอจะหาคู่มือมาฝึกซ้อมให้ข้าได้หรือไม่”

“คุณหนู!” คราวนี้ ทั้งพ่อบ้านจูทั้งเสี่ยวฟางต่างก็พากันร้องเสียงหลง เพราะคิดไม่ถึงเลยว่าสตรีที่มีความงดงามถึงเพียงนี้จะเป็นผู้มีวรยุทธ

นี่ท่านแม่ทัพไปนำจอมยุทธหญิงผู้นี้มาจากที่ใดกัน!

“อยู่ที่นี่ท่านไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องฝึกวรยุทธขอรับ เอาเป็นว่าข้าจะให้เสี่ยวฟางพาท่านไปเดินเที่ยวชมดอกไม้ในสวนจะดีกว่า...ข้าน้อยขอตัว”

พอเห็นว่าจูหย่งเหอรีบตัดช่องน้อยแต่พอตัวเช่นนั้น เสี่ยวฟางก็เริ่มเหงื่อตก ในขณะที่ใบหน้าหวานของไป๋ชิงเริ่มงอง้ำขึ้นมาอีกระลอก

นี่นางคิดผิดหรือไม่ ที่ตัดสินใจมาเป็นน้องสาวของหยางเฟยหรง!

“เชิญทางนี้เจ้าค่ะคุณหนู” เสี่ยวฟางพูดพลางผายมือให้นางเดินตามทางเชื่อมไป ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่พอใจแต่ไป๋ชิงก็ยอมเดินไปตามทางที่สาวใช้นำไปแต่โดยดี

 

ไป๋ชิงนั่งชมสวนดอกไม้อยู่ในศาลากลางสวนด้วยความสบายใจ

ในสวนแห่งนี้เต็มไปด้วยหมู่มวลบุปผาและพฤกษานานาพรรณ โดยเฉพาะในเหมันตฤดูเช่นนี้ พวกมันยิ่งแข่งกันเบ่งบานชูช่ออวดความงดงามแก่ผู้ที่ได้มาพบเห็น

ถึงแม้ว่าไป๋ชิงจะไม่ใช่คุณหนูนุ่มนิ่มเรียบร้อยที่ชอบเดินเล่นชมสวนอยู่เป็นกิจวัตร แต่นางก็ยังคงเป็นสตรีซึ่งชื่นชอบของสวยงามวันยังค่ำ นางจึงนั่งเล่นอยู่ในศาลาลมแห่งนี้ได้นานกว่าที่เสี่ยวฟางคาดการณ์ไว้ ยังความโล่งใจมาให้สาวใช้ตัวน้อยยิ่งนัก

แสงแดดอ่อนๆ ในยามสายแผ่กระจายความอบอุ่นได้ดีเหลือเกิน ซึ่งยามเมื่อแสงของพระอาทิตย์ทอดลงมากลางมวลหมู่บุปผาเหล่านั้น บรรดาผีเสื้อหลากสีสันก็พากันบินชื่นชมความงามของดอกไม้ ทำให้สวนแห่งนี้ยิ่งงดงามราวกับสวรรค์บนดิน

“วิหคตกจากฟ้า หนึ่งภูผามิอาจต้าน กระจ่างล้ำเหนือจันทรา มวลบุปผามิกล้าประชัน”

น้ำเสียงทุ้มของบุรุษผู้หนึ่งซึ่งกำลังเยื้องกรายเข้ามายังศาลาลมแห่งนี้ ดึงความสนใจของไป๋ชิงและเสี่ยวฟางให้พวกนางต้องหันไปมอง

เขามีรูปร่างสูงใหญ่องอาจ หากดูโปร่งบางกว่าหยางเฟยหรงอยู่เล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาแย้มยิ้มในยามที่ฝีเท้าค่อยๆ ย่างก้าวเข้ามา มือสองข้างถูกไพล่เอาไว้ทางด้านหลัง ทุกก้าวเดินของเขาดูงามสง่า

อาภรณ์ที่สวมใส่ล้วนแต่ทำมาจากผ้าไหมเนื้อดี ลวดลายกิเลนที่ถูกปักไว้อย่างประณีตบรรจงบนผืนผ้าสีเงินนั้น ทำให้ไป๋ชิงนึกรู้ได้ว่าชายผู้นี้คงมีฐานันดรสูงศักดิ์เป็นแน่

“บุปผาเบ่งบานไม่นานก็โรยรา ความงามที่ตาเห็นล้วนไม่จีรัง” ได้ยินโฉมสะคราญโต้ตอบมาดังนั้น เขาก็หัวเราะชอบใจ เพราะคิดไม่ถึงเลยว่านางจะเข้าใจความหมายของบทกลอนที่เขาเอ่ยออกมาเมื่อครู่ ทั้งยังตอบโต้กลับมาได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ

“ถวายพระพรเพคะท่านอ๋อง” เสี่ยวฟางย่อกายลงทำความเคารพชายผู้นั้น ซึ่งไป๋ชิงก็จำต้องย่อกายตามนางไปด้วย

“ไม่ต้องมากพิธีหรอก ว่าแต่...แม่นางเป็นใครกัน” จิ้นอ๋องว่าพลางนั่งลงบนระเบียงของศาลา นัยน์ตาพิศมองใบหน้าของไป๋ชิงราวกับต้องมนตร์สะกด

ดวงหน้ารูปไข่กระจ่างใสไร้ไฝฝ้า นัยน์ตากลมโตที่มองมามิได้แสดงทีท่าขวยเขินอย่างที่ควรจะเป็น จมูกโด่งเชิดรั้นน้อยๆ รับกับริมฝีปากจิ้มลิ้มสีทับทิมเป็นยิ่งนัก แม้จะเคยพบเห็นหญิงงามมาก็มาก หากจิ้นอ๋องมิเคยเจอสตรีใดถูกตาต้องใจตั้งแต่แรกเห็นเช่นแม่นางผู้นี้

“ถวายพระพรท่านอ๋อง...หม่อมฉันมีนามว่าไป๋ชิงเพคะ” นางกล่าวแนะนำตัวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม น้ำเสียงหวานใสที่ดังกังวานราวกับแก้วจาระไนนั้น ยิ่งทำให้จิ้นอ๋องรู้สึกเคลิบเคลิ้ม ในใจนึกภาวนาขออย่าให้นางเป็นอนุที่หยางเฟยหรงรับเข้ามาดังที่คิดไว้

“แซ่ไป๋...คนสกุลนี้หาได้ยากนัก” จิ้นอ๋องพึมพำ ท่วงท่าของเขาที่พูดคุยกับนางเป็นไปอย่างสบายๆ

“หม่อมฉันมาจากต่างแคว้นเพคะ” ได้ยินนางว่าดังนั้น เขาก็พยักหน้าเข้าใจ หากจิ้นอ๋องยังไม่สิ้นสงสัย

“เจ้ามาอยู่ที่นี่ด้วยเหตุอันใด และจะอยู่อีกนานเท่าไรหรือ”

คำถามของจิ้นอ๋องทำให้ไป๋ชิงยิ้มน้อยๆ รู้ได้ในทันทีว่าชายผู้นี้กำลังสนใจในตัวนาง และดูเหมือนว่าเขาจะไม่ใส่ใจในบทกลอนที่นางเพิ่งเอ่ยออกไปเอาเสียเลย

“พี่ชายของหม่อมฉันถูกสังหารกลางป่าเมืองลั่วหยาง โชคยังดีที่ได้ท่านแม่ทัพช่วยเหลือเอาไว้ แม่ทัพหยางจึงพาข้ามาอยู่ที่จวนนี้ในฐานะน้องสาวเพคะ”

คำตอบของไป๋ชิงทำให้จิ้นอ๋องยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ ที่แท้นางก็ไม่ใช่อนุของหยางเฟยหรงอย่างที่เขาเข้าใจในคราแรก

ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่า เขาก็มีสิทธิ์เกี้ยวพาแม่นางผู้นี้โดยชอบธรรม

“เชิญท่านอ๋องในจวนดีกว่าเพคะ จะได้เสวยน้ำชาคลายหนาว” เสี่ยวฟางเสนอขึ้นมา เพราะนึกขึ้นได้ว่าตนยังไม่ได้ทำหน้าที่เจ้าบ้านที่ดี ถึงแม้ว่าจิ้นอ๋องจะเข้านอกออกในจวนแห่งนี้จนแทบจะรู้จักทุกซอกทุกมุมเป็นอย่างดีแล้วก็ตาม

“น้ำชาจะไปแก้หนาวได้อย่างไร ในเมื่อหยางเฟยหรงไม่อยู่ ข้าก็จะไปคุมทหารฝึกยุทธสักหน่อย”

ไป๋ชิงถึงกับหูผึ่ง เพราะจิ้นอ๋องกำลังเปิดช่องให้นางได้ซุกซนอย่างพอดิบพอดี

“หม่อมฉันขอตามพระองค์ไปดูทหารฝึกได้หรือไม่เพคะ” นัยน์ตาของนางยามเมื่อเอ่ยคำขอร้องนั้นเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งความหวัง เช่นนั้นแล้วจิ้นอ๋องจะกล้าหักหาญน้ำใจแม่นางน้อยได้อย่างไร คำตอบที่ได้รับจึงถูกใจคนฟังเป็นหนักหนา

“ถ้าเจ้าอยากไปด้วยก็ย่อมได้”

“จะดีหรือเจ้าคะคุณหนู” ทว่าเสี่ยวฟางก็ขัดขึ้นมาเพราะเกรงว่าจะนางอาจถูกหยางเฟยหรงลงโทษเอาได้

“เพียงแค่ไปดูเท่านั้น ไม่ได้ทำอะไรไม่ดีสักหน่อย” ไป๋ชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงลิงโลด ซึ่งกริยาของนางก็ทำให้จิ้นอ๋องต้องอดยิ้มออกมาไม่ได้

“ไม่ต้องกังวลหรอกเสี่ยวฟาง ถ้าหยางเฟยหรงต่อว่าใคร ข้าจะรับผิดชอบเอง”

ยิ่งจิ้นอ๋องออกหน้ารับดังนั้น เสี่ยวฟางยิ่งรู้สึกเหมือนน้ำท่วมปาก เด็กสาวจึงทำได้เพียงเดินตามไป๋ชิงกับจิ้นอ๋องไป ทั้งๆ ที่ในใจยังวิตกกังวล...

อ่า...รี้ดคนไหนเป็นสายพระรองมากองรวมกันตรงเน้ 555

ไรท์ขอแปลกลอนจีบหญิงของท่านอ๋องนิดนึงนะคะ

คือท่านอ๋องเปรียบว่าความงามของน้องชิงไม่ว่าอะไรก็สู้ไม่ได้ ประมาณนี้ค่ะ

น้องชิงเลยโต้กลับไปว่าความงามที่เห็นล้วนไม่จีรัง 

สุดๆ เลยเนอะนางเอกเรา 555

ตอนต่อไป น้องชิงจะก่อเรื่องวุ่นวายอะไรในลานฝึกยุทธ ต้องรอชมนะคะ ^^

++ รักคนอ่าน ++

นับดาว

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น