ถานเซียง/จันทน์ใบเล็ก/จิ้งจอกน้อย

ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านนิยายของไรท์น้า #มือใหม่หัดเขียน

บทที่ 31 โจรเด็ดบุปผา 100%

ชื่อตอน : บทที่ 31 โจรเด็ดบุปผา 100%

คำค้น : หวางเย่ หวางเฟย ท่านหญิง แก้แค้น นิยมสุข

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 423

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ส.ค. 2562 12:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 31 โจรเด็ดบุปผา 100%
แบบอักษร

               รถม้าจากจวนเฉินหวางเคลื่อนไปหยุดอยู่หน้าประตูทางเข้าวังหลวง ผู้เป็นสารถีเอ่ยแจ้งแก่บุคคลที่อยู่ภายในรถม้า หวงถิงเฟิงต้องปล่อยมือจากร่างบางของภรรยาอย่างนึกเสียดาย เหตุใดจึงถึงเร็วเช่นนี้นะ  ชายหนุ่มช่วยพยุงร่างบางให้ลุกขึ้นยืน แล้วจึงจัดอาภรณ์ของตนให้เข้าที่เข้าทาง  เมื่อเหลือบไปเห็นปิ่นปักผมบนศีรษะของภรรยาคนงามเอียงน้อยๆ มือหนาจึงยื่นออกไปขยับปิ่นอันนั้นให้แก่ร่างบาง ก่อนจะเดินออกจากรถม้าไป  

               หลินเยว่ชิงที่ถูกชายหนุ่มจู่โจมอย่างไม่ทันได้เตรียมใจ ใบหน้าของนางร้อนผ่าวขึ้นมาทันที มุมปากบางยกยิ้มขึ้นมา ใจของนางเต้นตึกตักจนยากที่จะข่มให้สงบลงได้ หญิงสาวจัดอาภรณ์ของตนให้เรียบร้อย แล้วจึงสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่เพื่อข่มกลั้นอาการตื่นเต้นนี้ไว้ ก่อนจะตามผู้เป็นสามีออกจากรถม้าไป

               หวงถิงเฟิงยืนรอภรรยาของตนอยู่ข้างรถม้า เมื่อเห็นว่าคนงามออกมาแล้ว ชายหนุ่มจึงส่งมือหนาของตนออกไปรอมือบางของภรรยา เพื่อจับประคองนางให้ลงจากรถม้า

               หลินเยว่ชิงวางมือเรียวขาวผ่องของตนลงไปบนมือหนาที่หยาบน้อยๆของผู้เป็นสามี เมื่อลงมายืนได้อย่างมั่นคงแล้ว ร่างสูงก็ปล่อยมือจากนางแล้วเดินนำเข้าไปในด้านในของวังหลวงทันที

               สองหนุ่มสาวเดินไปอย่างเงียบๆไม่มีการเอ่ยวาจาใดๆทั้งสิ้น หลินเยว่ชิงมองแผ่นหลังหนาของชายหนุ่มตาไม่กระพริบ ร่างบางแอบสอดส่ายสายตาสำรวจภายในวังหลวงของแคว้นซานอย่างรวดเร็ว

               ใช้เวลาเพียงไม่นานสองสามีภรรยาก็มาถึงยังตำหนักที่ประทับของฮ่องเต้แคว้นซาน ขันทีที่อยู่หน้าตำหนักร้องประกาศการมาถึงของบุคคลทั้งสองด้วยน้ำเสียงแหลมบาดหู

               หวงถิงเฟิงเหลือบตามองร่างบางของกายตนแวบเดียว ก่อนเอื้อมมือหนามากุมมือบางไว้ แล้วเดินเข้าไปด้านในตำหนักด้วยกัน เมื่อเข้ามาถึงโถงกลางตำหนัก ร่างสูงศักดิ์ของหวงหมิงหลงฮ่องเต้ก็นั่งรออยู่แล้วบนบัลลังก์ ชายหนุ่มและหญิงสาวต่างยอบกายลงกับพื้นเพื่อทำความเคารพผู้ครองแคว้น

               “ถวายพระพรฝ่าบาทพะย่ะค่ะ/เพคะ ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นๆปี” หวงถิงเฟิงและหลินเยว่ชิงกล่าวคำสรรเสริญหวงหมิงหลงฮ่องเต้พร้อมกัน

               “ลุกขึ้น ตามสบาย” หวงหมิงหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เมื่อเห็นว่าคนทั้งคู่ลุกขึ้นยืนแล้วจึงเอ่ยความออกไป “จะมาคาราวะน้ำชาเจิ้นมิใช่รึ เข้ามาสิ”

               หลินเยว่ชิงหรี่ตามองหวงหมิงหลงฮ่องเต้เล็กน้อย เหตุใดคนผู้นี้จึงได้เย็นชากับสามีของนางนัก แต่เมื่อเหลือบสายตาไปมองร่างสูงข้างกายตน พบว่าสามีของนางก็เย็นชาต่อคนผู้นี้ไม่ต่างกัน ร่างบางได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ ก่อนจะเอื้อมมือออกไปรับถ้วยน้ำชาจากกงกงผู้หนึ่งที่ยื่นมาให้นาง แล้วนำไปถวายแด่ฮ่องเต้

               เมื่อสิ้นสุดพิธียกน้ำชาให้แก่ผู้เป็นฮ่องเต้แคว้นซานแล้ว หลินเยว่ชิงก็ต้องเดินตามหวงถิงเฟิงไปยังตำหนักฮองเฮา นางเห็นประกายตาของสามีเย็นเยียบขึ้นมาทุกทีเมื่อเข้าใกล้ตำหนักหลังใหญ่นั่น ร่างบางจึงเอื้อมมือของตนออกไปแตะมือหนาที่กำจนแน่นนั้นเบาๆ

               หวงถิงเฟิงหลุดจากภวังค์ความคิดของตนทันทีที่มือเรียวมาวางไว้บนกำมือของเขา ชายหนุ่มคลายหมัดที่กำจนแน่นเมื่อครู่ออก แล้วจับมือบางนั้นขึ้นมากุมไว้เบาๆ เขากล่าวคำออกไปเมื่อเห็นสายตาห่วงใยที่ถูกส่งมาจากร่างบาง “เปิ่นหวางมิได้เป็นอันใด หวางเฟยไม่ต้องห่วง”

               หลินเยว่ชิงพยักหน้ารับคำของสามีเบาๆ แต่ใจนางยังคงคลางแคลงสงสัยอยู่ ใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อนางก็มาถึงยังตำหนักใหญ่ของฮองเฮาเสียแล้ว แต่เมื่อก้าวเดินเข้าไปยังตำหนักหลังนี้ สามีของนางกลับปล่อยมือที่เคยเกาะกุมไว้เมื่อครู่ออกทันที ท่าทีของเขากลับมาเป็นหมางเมินต่อนางอีกครั้ง

               หญิงสาวเดินตามชายหนุ่มเข้าไปภายในโถงรับรองของตำหนัก มีหญิงวัยสี่สิบต้นๆผู้หนึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์หงส์ ด้วยท่าทางเย่อหยิ่งถือตัว และถัดจากสตรีผู้นั้นก็มีชายหนุ่มที่น่าจะมีวัยมากว่าสามีของนางราว 3 ปีนั่งอยู่ตรงนั้น ร่างสูงของสามีนางกระซิบเบาๆว่าคนผู้นี้คือไท่จื่อแคว้นซาน

               หลินเยว่ชิงและหวงถิงเฟิงทำความเคารพถานฮองเฮาและไท่จื่อตามลำดับ ก่อนจะยกน้ำชาคาราวะผู้เป็นแม่ของแผ่นดินตามธรรมเนียม 

               “เฉินหวางเฟย ช่างงดงามยิ่งนัก ไม่เหมือนกับข่าวลือที่เปิ่นกงเคยได้ยินมาเลยสักนิด” ถานกุ้ยเหลียนเอ่ยกับหญิงสาวตรงหน้าด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน แต่สายตาของนางมีแต่ความเย็นชา

               “ขอบพระทัยฮองเฮาเพคะที่ทรงชมหม่อมฉัน แต่ว่า..ข่าวลือก็เป็นเพียงข่าวลือเพคะ อย่าได้เชื่อถือให้มากมายไป” หลินเยว่ชิงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานไม่แพ้กัน นางสังเกตเห็นสายตาเกลียดชังของคนผู้นี้ส่งมายังสามีของนางอย่างไม่คิดจะปิดบัง แล้วยังไท่จื่อผู้นั้นอีกที่มองร่างสูงข้างๆนางด้วยสายตาอาฆาตแค้นนั่นอีกเล่า เรื่องนี้คงมีเบื้องลึกเบื้องหลังสินะ

               “น้องสะใภ้สี่มาอยู่ต่างแคว้นเช่นนี้ น้องสี่ก็ดูแลนางให้ดีเล่า หากมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นจะเป็นปัญหาระหว่างแคว้นตามมา เปิ่นไท่จื่อให้คิดเป็นห่วงยิ่งนัก” หวงหลินหลงแสร้งกล่าววาจาห่วงใยออกไป น่าเสียดายนักหญิงสาวผู้นี้งดงามกว่ายอดพธูแคว้นซานเสียอีก แต่ต้องมาอายุสั้นเพราะต้องแต่งให้กับหวงถิงเฟิง หากรู้ว่านางจะงามล่มเมืองล่มแคว้นถึงเพียงนี้ เขาคงรับนางไว้เองแล้ว ยิ่งกิริยาทาทางของนางล้วนสูงส่งงดงาม ไม่มีที่ใดใกล้เคียงกับคำว่าวิปลาสเลยแม้แต่น้อย

               “ไท่จื่อไม่ต้องทรงห่วงเรื่องนี้หรอก เปิ่นหวางไม่มีทางให้คนที่มันที่คิดร้ายต่อจวนเฉินหวางหลุดรอดไปแน่” หวงถิงเฟิงเอ่ยวาจาตอบโต้กลับหวงหลินหลงทันที ดูสายตาที่คนผู้นี้มองชายาของเขาเถิด มันน่าจับมาควักลูกตาเสียจริง

               หลินเยว่ชิงหัวคิ้วกระตุกทันทีที่ยังฟังบทสนทนาของบุรุษทั้งสอง ใช่ไท่จื่อผู้นี้กำลังข่มขู่นางและสามีอยู่หรือไม่ ร่างบางหรี่ตามองร่างสูงของไท่จื่อแคว้นซานอย่างประเมิน หรือว่าเหตุร้ายในปีนั้นของสามีนางจะเป็นฝีมือของคนผู้นี้กัน

               หลินเยว่ชิงและหวงถิงเฟิงอยู่ที่ตำหนักของถานฮองเฮาเพียงครู่เดียว ก่อนจะออกจากตำหนักหลังใหญ่นี้ เพื่อกลับจวนของตนไป

 เมื่อคล้อยหลังสองสามีภรรยาที่เพิ่งจากไปแล้ว หวงหลินหลงจึงเอ่ยความของตนกับมารดา “เมื่อคืนสายของลูกรายงานว่าหวงถิงเฟิงออกจากเรือนหอกลางดึก จากที่เห็นท่าทีของสองคนนั้นเมื่อครู่ ลูกว่าผิงอันกงจู่คงไม่เป็นที่โปรดปรานเท่าใด เช่นนี้แล้วหากเราเล่นงานนางก็ไม่มีความหมายอันใดน่ะสิพะย่ะค่ะ”

               ถานกุ้ยเหลียนปรายตามองบุตรชายของตนเล็กน้อย เหตุใดนางจึงได้มีบุตรชายที่โง่งมเช่นนี้นะ เพียงเท่านี้ยังมองไม่ออกเลยว่าเจ้าเด็กนั่นมันเสแสร้งอยู่ “ไท่จื่ออย่าได้เชื่อทุกสิ่งที่ตาเห็น ทำตามแผนเดิม กำจัดผิงอันกงจู่เสีย แล้วโยนความผิดไปให้กับหวงถิงเฟิง เดี๋ยวเปิ่นกงจะเป็นคนไปจูงจมูกของสตรีโง่งมผู้นั้นที่อยากได้ตำแหน่งเฉินหวางเฟยเอง”

               หวงหลินหลงอยู่ปรึกษาหาวิธีกำจัดศัตรูของตนกับมารดาต่ออีกครู่เดียว ก่อนจะขอตัวกลับตำหนัก ร่างสูงเดินออกจากตำหนักฮองเฮาไปอย่างไม่ช้าไม่เร็ว ใบหน้าของเขาเรียบเฉย แต่ความคิดกลับหวนคิดไปถึงใบหน้างดงามนั้นของผิงอันกงจู่ เฮ้อ! น่าเสีย น่าเสียดายจริงๆ หญิงงามไม่น่าต้องมาอายุสั้นเลย

               ทางด้านหวงถิงเฟิงและหลินเยว่ชิงเมื่อเดินมาถึงรถม้าที่จอดรออยู่หน้าประตูวังแล้ว ร่างสูงก็จับประคองภรรยาของตนให้ขึ้นไปบนรถม้า ก่อนที่เขาจะตามนางขึ้นไปติดๆ

               หลินเยว่ชิงนั่งเหลือบสายตาไปมองชายหนุ่มเป็นระยะ ตั้งแต่ขึ้นรถมาม้าเขาก็เอาแต่นั่งหลับตานิ่งเฉยอยู่เช่นนั้น ร่างบางขยับไปนั่งใกล้ๆกับชายหนุ่ม ก่อนจะแสร้งหาวออกมาให้เขาได้ยิน นางทำตาปรือแสร้งหลับตาสัปหงกอยู่อย่างนั้น เพียงไม่นานนางรู้สึกถึงมือหนาที่ประคองใบหน้าของนางอยู่ แล้วจัดศีรษะของนางให้พิงกับไหล่หนาของเขา หญิงสาวลอบยิ้มมุมบางเบาๆ

               หวงถิงเฟิงที่นั่งหลับตาอยู่เพื่อข่มกลั้นอารมณ์ไม่พอใจสองแม่ลูกเมื่อครู่นั้น เขาได้ยินเสียงหาวมาจากร่างบาง พอลืมตาขึ้นมาก็เห็นนางนั่งคอพับคออ่อนไปเสียแล้ว มือหนาของเขาจึงเอื้อมออกไปประคองแก้มนุ่มนิ่มนี้ไว้ ก่อนจะจัดท่าทางให้นางนอนได้สบายยิ่งขึ้น นิ้วแกร่งยกไล้พวงแก้มเนียนนุ่มนั้นเบาๆ ก่อนจะกดเรียวปากลงบนเรือนผมนุ่มสลวยของคนงามที่ยังหลับใหลอยู่

               เมื่อรถม้ามาจอดหน้าจวนเฉินหวางแล้ว ผู้ที่นั่งอยู่หน้ารถม้าได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก รถม้าก็จอดนานแล้วแต่เหตุใดผู้ที่อยู่ภายในยังไม่ออกมาเสียที เจียงเฟิ่งจึงทำใจกล้ากล่าวแจ้งผู้เป็นนายออกไป “ทูลหวางเย่ ถึงจวนแล้วพะย่ะค่ะ”

               “พวกเจ้าเข้าไปก่อน เดี๋ยวเปิ่นหวางตามไป” หวงถิงเฟิงเอ่ยตอบคำคนออกไปอย่างแผ่วเบา ด้วยกลัวว่าร่างบางจะตื่นขึ้นมาหากกล่าวเสียงดัง  มือหนาของเขาก็ยังคงโอบกระชับไหล่บางของภรรยาไป

               หลินเยว่ชิงที่แสร้งหลับอยู่นั้นก็ยังคงนั่งนิ่งอยู่เช่นเดิม เมื่อเห็นว่านานพอสมควรแล้วนางจึงแกล้งทำเป็นสะลึมสะลือตื่นขึ้นมา ก่อนจะแกล้งหันไปยิ้มแหยๆให้ชายหนุ่มอย่างขอโทษ

               “หึหึ เมื่อคืนหวางเฟยมิได้นอนหรอกหรือ ไล่เปิ่นหวางออกมาจากเรือนหอตั้งแต่หัวค่ำแล้ว ทำสิ่งใดอยู่กัน จึงได้ง่วงนอนอยู่เช่นนี้” หวงถิงเฟิงกล่าววาจาล้อเลียนภรรยาคนงาม ยามเห็นนางทำทาทางน่ารักน่าเอ็นดูเช่นนี้

               หลินเยว่ชิงถลึงตามองชายหนุ่มทันทีเมื่อได้ฟังวาจาของเขา นี่เขากำลังหยอกเย้านางอยู่หรือ “ก็เป็นเพราะหวางเย่มิใช่หรือเพคะ”

               “เปิ่นหวางทำสิ่งใดกัน เป็นหวางเฟยมิใช่หรอกหรือที่ไล่เปิ่นหวางไป  เฮ้อ!..เปิ่นหวางก็นอนไม่หลับทั้งคืนเช่นกัน เพราะมัวแต่คิดถึงดวงจันทร์ของเปิ่นหวางอยู่”  ชายหนุ่มยังคงเอ่ยวาจาหยอกเย้าหญิงสาวอยู่เช่นนั้น เมื่อเห็นพวงแก้มของนางแดงระเรื่อขึ้นมา มุมปากหยักยกโค้งขึ้นด้วยความพอใจ

               ร่างบางเมื่อฟังวาจานั้นจากเขาก็ให้ใจเต้นแรงขึ้นมาทันที ดวงจันทร์ของเขาเช่นนั้นหรือ นี่เขาจำได้หรือว่านางเป็นผู้ใด หญิงสาวหันไปมองหน้าของร่างสูงนิ่งงัน นางจ้องเขาตาไม่กระพริบ เมื่อสายตาของนางสบประสานเข้ากับดวงตาสีนิลคู่นั้นของเขา ใจของนางสั่นระรัวราวกลองศึก หลินเยว่ชิงเอ่ยคำออกมาราวกับละเมอ “ท่าน!  ท่านรู้หรือว่าข้าเป็นผู้ใด”

               “ข้าจะลืมดวงใจของข้าได้เช่นไรกัน แม้มิเคยได้พบพักตร์ แต่ดวงตาคู่นี้ข้าจำได้ไม่เคยลืม” หวงถิงเฟิงใช้สองมือประคองดวงหน้าของนางไว้ ก่อนจะไล้นิ้วไปกับแก้มนุ่มนิ่มนั้นเบาๆ

               หญิงสาวสับสนมึนงงยิ่งกว่าเดิม ดวงใจของเขาเช่นนั้นหรือ เดี๋ยวก่อนนะ แล้วกับสตรีผู้นั้นเล่า “ท่านบอกว่าข้าเป็นดวงใจของท่านเช่นนั้นหรือ แล้วสตรีผู้นั้นเล่าท่านเอานางไปไว้ที่ใด”

               “ผู้ใดกัน? นอกจากชิงชิงแล้วข้าก็ไม่เคยมีหญิงอื่นใดในใจ” หวงถิงเฟิงเอ่ยคำออกมาอย่างงุนงง

               “ก็คุณหนูรองสกุลมู่ผู้นั้นอย่างไรเล่า ข่าวของท่านกับนางร่ำลือไปทั่ว” ร่างบางกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงแง่งอนชายหนุ่ม นางปัดมือเขาออกจากแก้มของนาง แล้วเตรียมจะถอยห่างจากเขา เหตุใดรถม้าจึงได้แคบเช่นนี้นะ

               หวงถิงเฟิงเอื้อมมือออกไปคว้าเอวบางไว้ทันทีที่เห็นว่านางกำลังจะหนีห่างออกไป แขนแข็งแกร่งโอบกอดเอวบางไว้ ก่อนจะยกร่างบางให้นั่งลงบนตักของตน สองแขนยึดร่างอรชรไว้แน่น เพื่อไม่ให้คนตัวเล็กหนีไปจากอ้อมแขนของเขาได้ แผงอกของเขาและอกหยุ่นนุ่มของนางบดเบียดกันจนแทบไม่มีที่ว่าง ร่างสูงยกยิ้มขึ้นมาเมื่อเห็นว่าคนงามกำลังหึงหวง  “ ภรรยา กล่าวเช่นนี้ใช่กำลังกินน้ำส้มอยู่หรือไม่ หืม..ข่าวลือก็คือข่าวลือ อย่าได้เชื่อถือมากไป ภรรยาเป็นคนพูดเองมิใช่หรือ สามีมิได้ทำอันใดเลยด้วยซ้ำ ผู้คนก็เล่าลือกันไปเอง”

               หลินเยว่ชิงเม้มปากจนแน่นอย่างขัดใจ เหอะ! นี่เขาย้อนวาจานางอย่างนั้นหรือ “ผู้ใดกินน้ำส้มกัน ปล่อยได้แล้ว ข้าหายใจไม่ออก”

               “โตขึ้นเยอะเลยนะชิงชิง” ร่างสูงเอ่ยคำยั่วเย้าร่างบาง ก่อนจะกดจมูกโด่งลงบนพวงแก้มแดงระเรื่อนั้น “ฟอด! คิดถึงจัง แก้มห๊อมหอม หึหึ”

               หลินเยว่ชิงคลายกับได้ยินเสียงกัมปนาทอยู่ในหัวของนาง ใจหญิงเต้นระรัวราวกับจะกระดอนออกมาจากอก ร่างบางได้แต่กระพริบตาปริบๆมองเขาอย่างโง่งม นางได้ยินเสียงขบขันของเขา เมื่อสติของนางเริ่มกลับคืนมา นางจึงได้ใคร่ครวญวาจาของเขา หญิงสาวเบิกตากว้างขึ้นทันที ใบหน้าของนางร้อนผ่าวและแดงก่ำราวกับจะคั้นเลือดได้ ก่อนมือบางจะทุบลงไปบนไหล่หนาของเขาอย่างแรง “คนบ้า! ท่านกล่าวสิ่งใดออกมากัน ไร้ยางอายที่สุด”

               “หึหึ สามีกล่าวสิ่งใดผิดกัน ก็ภรรยาโตขึ้นจริงๆ ดูสิสูงขึ้นตั้งเยอะ หรือว่า..ภรรยาคิดว่าสามีหมายถึงสิ่งนี้” กล่าวจบหวงถิงเฟิงก็ก้มลงมองอกของเขาและนางที่บดเบียดกันอยู่ ก่อนจะส่งสายตาพราวระยับไปให้ร่างบาง

               หญิงสาวหน้าร้อนยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นสายตาคู่นั้นที่กำลังมองทรวงอกของนางอยู่ หลินเยว่ชิงเหวชายหนุ่มออกไปอย่างต้องการกลบเกลื่อนความเขินอายนี้ “หวงถิงเฟิง! หยุดมองมันเดี๋ยวนี้นะ! ก่อนที่ข้าจะควักลูกตาของท่านออกมา”

              ชายหนุ่มหัวเราะรวนกับคำขู่ของร่างเล็กในอ้อมแขน นางช่างน่ารักเสียจริง เมื่อก่อนเขาถูกนางกลั่นแกล้งไว้เยอะขอเอาคืนสักนิดหน่อยคงไม่เป็นไรกระมัง เมื่อเห็นว่าหยอกเย้าภรรยาจนพอแล้วชายหนุ่มจึงเอ่ยเรื่องสำคัญกับร่างบาง ด้วยกลัวว่าหากไม่บอกกล่าวออกไปนางจะเข้าใจผิดได้

               “ชิงชิง ข้ามีเรื่องสำคัญจะคุยกับเจ้า” หวงถิงเฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง ไม่มีแววล้อเล่นเช่นเมื่อครู่ แขนแกร่งคลายอ้อมกอดออกเล็กน้อย อย่างให้ร่างบางในอ้อมแขนไม่อึดอัดจนเกินไป

               “ใช่เรื่องความปลอดภัยของข้าหรือไม่” หลินเยว่ชิงเอ่ยถามชายหนุ่มทันที เมื่อคืนนางให้องครักษ์เงาออกไปสำรวจรอบๆจวน อี้เหิงมารายงานนางว่ามีบุคคลน่าสงสัยมาด้อมๆมองๆที่จวนเฉินหวางอยู่ แล้วยังท่าทีของไท่จื่อผู้นั้นที่แสดงออกต่อสามีนาง คาดว่าเขาคงถูกปองร้ายอยู่บ่อยครั้งเป็นแน่

               “ใช่แล้ว หากเจ้ายังจำได้ ครั้งนั้นที่เราได้พบกันข้าก็บาดเจ็บสาหัสใช่หรือไม่” หวงถิงเฟิงหยุดเอ่ยวาจาไปครู่เดียว เมื่อเห็นคนงามพยักหน้าตอบรับ ชายหนุ่มจึงกล่าวต่อ “ข้าถูกคนปองร้ายมาตั้งแต่ยังเล็ก ถูกลอบสังหารอยู่บ่อยครั้ง คนพวกนั้นพยายามทำลายทุกอย่างที่ข้ารักและห่วงแหน ตอนนี้แม้แต่ในจวนของตนเองก็ยังไม่ปลอดภัย ข้ายังไม่อาจรู้ได้ว่าผู้ใดกันที่เป็นสายลับที่แฝงตัวมา เพราะฉะนั้น เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่นข้าจะแสดงออกว่าโปรดปรานเจ้ามิได้ ข้าไม่อยากให้เจ้าเป็นอันตราย ชิงชิง เจ้าเข้าใจข้าหรือไม่”

               หลินเยว่ชิงนั่งฟังชายหนุ่มอย่างนิ่งงัน แล้วนางก็กระจ่างใจขึ้นมาทันทีกับท่าทีของผู้เป็นสามี ที่แสดงออกต่อนางเมื่อครั้งยังอยู่ในวังหลวงและในจวนเมื่อเช้า “คนพวกนั้นเป็นใครกัน ใช่ถานฮองเฮากับไท่จื่อหรือไม่ ข้าเห็นพวกเขามองท่านด้วยสายตาเกลียดชังและแค้นเคือง ท่านไปทำสิ่งใดให้พวกเขาโกรธแค้นกัน”

               หวงถิงเฟิงมองร่างบางในอ้อมกอดด้วยสายตาอ่อนโยน ชิงชิงของเขานางฉลาดยิ่งนัก เพียงแค่พบคนเหล่านั้นแค่ครู่เดียวกลับมองเห็นปัญหาได้อย่างชัดเจน “มิใช่ข้าหรอกที่ทำให้พวกเขาโกรธแค้น แต่เป็นฮ่องเต้ผู้สูงส่งพระองค์นั้นต่างหาก ที่เป็นต้นเหตุของความบัดซบในชีวิตข้า”

               ร่างบางขมวดคิ้วเป็นปมทันทีที่ได้ฟังวาจาของสามี เหตุใดเขาจึงเรียกบิดาตัวเองห่างเหินเช่นนั้น เร็วเท่าความคิดหญิงสาวเผลอถามสิ่งที่ตนสงสัยออกไป “เหตุใดท่านจึงพูดเหมือนกับว่าฝ่าบาทมิใช่บิดาของท่านกัน”

               หลินเยว่ชิงช้อนตามองสังเกตสีหน้าของชายหนุ่ม ใบหน้าเขาเรียบเฉยขึ้นมาทันที ประกายตามีเพียงความเฉยชา ก่อนนางจะเห็นเขาพยักหน้าลงเบาๆเพื่อยืนยันคำกล่าวของนาง ร่างบางยกมือขึ้นปิดปากของตนอย่างตกใจ ก่อนจะเอื้อมมือออกไปโอบกอดร่างสูงไว้ นางลูบแผ่นหลังกว้างของเขาเบาๆ อย่างต้องการบอกเขาว่าไม่เป็นไร

               หวงถิงเฟิงซบหน้าลงกับไหล่บางของภรรยา ชายหนุ่มปล่อยให้มือบางของนางลูบปลอบใจเขาอยู่เช่นนั้น ร่างสูงเอ่ยคำออกมาทั้งที่ยังซบหน้าอยู่กับไหล่บาง “ข้าเป็นโอรสของอดีตฮ่องเต้ มารดาข้าถูกหวงหมิงหลงฮ่องเต้บังคับให้เป็นสนมของตน แล้วใช้ชีวิตของข้าเป็นตัวประกัน เรื่องชาติกำเนิดที่แท้จริงไม่มีผู้ใดรู้นอกจากมารดาและฝ่าบาท ข้าบังเอิญไปได้ยินตอนที่เสด็จแม่ทะเลาะกับคนผู้นั้นเข้าพอดี จึงได้รู้ความจริงนี้เข้า แต่สิ่งที่ทำให้ข้าถูกลอบสังหารอยู่บ่อยครั้ง ก็คือคำทำนายบัดซบของนักพรตผู้หนึ่งเท่านั้นเอง ถานฮองเฮานางเกลียดชังมารดาของข้าอยู่แล้ว และยิ่งมีคำทำนายเช่นนี้ออกมาอีก นางจึงคิดจะสังหารข้า”

               ประกายตาของหลินเยว่ชิงวาวโรจน์ขึ้นมาทันที ความเหี้ยมเกรียมอำมหิตพาดผ่านดวงตาเหยี่ยวคู่นั้นก่อนจะจางหายไป ถานฮองเฮากับไท่จื่อเช่นนั้นหรือ มิใช่ว่าคนพวกนั้นจะใช้นางเป็นเครื่องมือ เพื่อหาทางกำจัดสามีของนางหรอกนะ วันนี้ไท่จื่อผู้นั้นจึงได้เอ่ยวาจาข่มขู่นางและสามีออกมา

               “ท่านไม่ต้องห่วงข้าดูแลตัวเองได้ ข้าจะไม่เป็นอันใดหรอกเชื่อสิ” หญิงสาวเอ่ยความออกมาให้ผู้เป็นสามีของนางสบายใจ เห็นทีนางคงต้องให้อี้เฟิงไปสืบข่าวของคนสกุลถานให้ละเอียดเสียแล้ว

               “แต่อย่างไรข้าก็ห่วงเจ้าอยู่ดี ต่อแต่นี้ไปข้าจะให้เจียงเฟิ่งคอยอารักขาเจ้า ห้ามปฏิเสธ หาไม่แล้วข้าคงไม่สบายใจ” หวงถิงเฟิงเอ่ยปรามร่างบางทันทีที่เห็นนางเตรียมจะเอ่ยปากปฏิเสธเขา

               “หากท่านให้องครักษ์มาคุ้มกันข้า แล้วตัวท่านเล่าจะทำเช่นไร” หลินเยว่ชิงยู่ปากทำแก้มพองลมใส่ชายหนุ่มที่โดนเขาขัดใจ นางเองก็ห่วงเขาเช่นเดียวกัน ไม่เป็นไร เดี๋ยวนางให้อี้เหวินและอี้เฟิงไปคอยอารักขาเขาอย่างลับๆก็ได้ 

               หวงถิงเฟิงเมื่อเห็นภรรยาคนงามทำแก้มพองลมเช่นนั้นก็ให้คันยุบยิบในใจ อา..เหตุใดนางจึงได้น่ารักน่าเอ็นดูเช่นนี้ ปากจิ้มลิ้มสีอิงเถานั้นยู่ขึ้นน้อยๆอย่างน่ารักจริงเชียว  สายตาของชายหนุ่มพราวระยับขึ้นมาทันที แววตาแฝงประกายความเจ้าเล่ห์อยู่ในนั้น ร่างสูงโน้มตัวลงไปกระซิบที่ข้างใบหูเล็กๆนั้นอย่างแผ่วเบา “ภรรยาไม่ต้องห่วง สามีของเจ้าเก่งกาจอยู่แล้ว ไม่เป็นอันใดไปง่ายๆหรอก”

               สิ้นคำกล่าวชายหนุ่มก็ขบเม้มปลายติ่งหูขาวๆนั้นเบาๆอยู่สองสามที ก่อนจะเลื่อนจมูกโด่งได้รูปของเขามาที่ซอกคอขาวผ่องของร่างบาง เพื่อสูดดมกลิ่นหอมของกายสาวจากภรรยาตัวน้อย มือหนาเลื่อนลงไปลูบสะโพกมนนั้นเบาๆ

               หลินเยวชิงตัวแข็งทื่อขึ้นมาทันที ในหัวของนางขาวโพลนไปหมด ยิ่งลมหายใจร้อนๆของเขาที่รินรดซอกคอของนางอยู่นั้น ทำให้ขนอ่อนในกายลุกตั้งชันไปทั้งตัว ตอนนี้นางหูอื้อตาลายอย่างทำสิ่งใดไม่ถูก ความเสียวซ่านที่วิ่งผ่านท้องน้อยไปนั้นคือสิ่งใดกัน หญิงสาวได้แต่อ่อนระทวยอยู่ในอ้อมแขนของชายหนุ่ม สติของนางกลับมาอีกครั้งยามได้ยินน้ำเสียงแหบพร่าของเขาดังอยู่ใกล้ๆหู

               “ข้าว่าเราเข้าไปในจวนกันเถอะ หากยังอยู่ตรงนี้ต่อไป ข้าคงได้จับเจ้ากินเสียที่นี่เป็นแน่” หวงถิงเฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า เขาต้องพยายามข่มกลั้นเพลิงปรารถนาที่กำลังปะทุขึ้นมาอยู่นี้

               หลินเยว่ชิงหน้าแดงก่ำกว่าเดิมเมื่อได้ฟังวาจาของผู้เป็นสามี “ผู้ใดจะให้ท่านจับกินกัน ท่านกับข้ามิได้เป็นอันใดกันเสียหน่อย พิธีสมรสยังไม่สมบูรณ์ด้วยซ้ำ คิดว่าข้าจะยอมเข้าหอกับท่านรึ”

               “ถ้าหากว่าข้าทำพิธีแต่งงานให้สมบูรณ์ได้ แล้วเจ้าจะยอมเข้าหอกับข้าใช่หรือไม่ชิงชิง หึหึ” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงกรุ้มกริ่มอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อืม..เห็นทีเขาต้องรีบให้คนไปเตรียมเหล้ามงคลกับผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวเสียแล้ว

               หลินเยว่ชิงได้แต่อ้าปากค้างให้กับความหน้าหนาของผู้เป็นสามี คนผู้นี้มาชวนนางเข้าหอกันโต้งๆเช่นนี้เลยหรือ ร่างบางส่งค้อนวงใหญ่ไปให้ชายหนุ่ม ก่อนจะกำมือแล้วทุบไปที่อกของเขา  “คนบ้า! ข้าไม่พูดกับท่านแล้ว”

               สิ้นคำหญิงสาวก็ลุกออกจากตักแกร่งของชายหนุ่มทันที นางรีบลงจากรถม้าแล้วเดินเข้าจวนไปอย่างรวดเร็ว ร่างบางพยายามปรับสีหน้าของตนให้เป็นปกติ แต่ใจของนางยังคงเต้นโครมครามอยู่เช่นนั้น

               หวงถิงเฟิงได้แต่ขบขันภรรยาตัวน้อยของตนเบาๆ ชายหนุ่มปรับสีหน้าของตนให้กลับมาเรียบเฉยดังเดิม ก่อนจะก้าวลงจากรถม้า แล้วเดินตามหลังภรรยาเข้าจวนไปห่างๆ

*****ต่อตรงนี้**** 

หลินเยว่ชิงเดินเข้าจวนไปพร้อมกับเสี่ยวอวี้ที่ยืนรอนางอยู่หน้าประตูบานใหญ่ เมื่อเข้ามาในเรือนหอ หญิงสาวก็ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์มาเป็นชุดธรรมดาแทน  ถึงอาภรณ์ชุดนี้แม้จะดูเรียบง่าย แต่ยังคงความสง่างามหรูหราสมฐานะเฉินหวางเฟย ร่างบางในอาภรณ์สีเขียวอ่อนปักลายเหลียนฮวาด้วยดิ้นหยก ก้าวย่างออกมายังโถงรับรองของเรือนหอ หลินเยว่ชิงให้เสี่ยวอวี้ไปเฝ้าประตูเรือนไว้ ก่อนจะส่งสัญญาณเรียกหาองครักษ์ของตน

               ร่างเงาสามร่างพลิ้วกายลงมาจากขื่อทันทีที่ได้ยินเสียงสัญญาณ ก่อนจะคุกเข่าลงและทำความเคารพผู้เป็นนายอย่างพร้อมเพรียง “คาราวะนายหญิงขอรับ”

               หลินเยว่ชิงโบกมือให้ร่างสูงในชุดดำทั้งสามลุกขึ้น เมื่อเห็นว่าคนลุกขึ้นแล้วหญิงสาวจึงได้เอ่ยความออกไป “เฟิงเฟิง ท่านไปสืบข่าวเกี่ยวกับคนสกุลถานของถานฮองเฮามาทุกเรื่อง ส่วนท่านเหวินเหวิน ไปสืบความเกี่ยวกับไท่จื่อแคว้นซานมาให้ข้า อีกนานเพียงใดกว่าหลินหลินจะมาถึง”

               “อีกสามวันคาดว่าน่าจะเข้าเขตเมืองจินผิงแล้วขอรับ” อี้เหิงเอ่ยรายงายออกไป

               “อืม..เช่นนั้นจากนี้ไป ให้เฟิงเฟิงและเหวินเหวินไปคอยอารักขาเฉินหวางอย่างลับๆแล้วกัน สามีข้ามีศัตรูที่ยังแฝงตัวอยู่ในเงามืด  และในจวนแห่งนี้ก็มีสายลับอยู่ ซึ่งยังไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นผู้ใด พวกท่านก็ช่วยจับตาดูคนในจวนอีกแรงก็แล้วกัน” หลิงเยว่ชิงเอ่ยสั่งความองครักษ์ของตน เห็นทีนางคงต้องทำอะไรสักอย่างกับบ้านหลังใหม่ของนางเสียแล้ว

               “เหิงเหิง ท่านกับหลินหลินตามอารักขาข้าดังเดิม แต่ว่า..ท่านช่วยแอบวางกับดักค่ายกลไว้รอบๆจวนเฉินหวางด้วย เผื่อมีหนูสกปรกที่มันแอบลักลอบเข้ามา เราจะได้จับมันได้”  เมื่อเอ่ยสั่งความคนเสร็จ หญิงสาวก็ให้ทุกคนแยกย้ายไปทำตามคำสั่งทันที

               ร่างอรชรเดินออกไปหน้าเรือนก็พบองครักษ์ของสามียืนรออยู่ข้างเสี่ยวอวี้แล้ว คนผู้นี้สินะที่สามีให้มาตามอารักขานาง อืม..หน่วยก้านดีใช้ได้ วรยุทธคงสูงส่งน่าดู หญิงสาวยกยิ้มบางเบาส่งไปให้องครักษ์หนุ่มผู้นั้น

               “ถวายพระพรหวางเฟยพะย่ะค่ะ กระหม่อมเจียงเฟิ่ง จะมารับหน้าที่อารักขาหวางเฟยตั้งแต่นี้เป็นต้นไปพะย่ะค่ะ” เจียงเฟิ่งค้อมกายลงทำความเคารพนายหญิงของจวน ชายหนุ่มแอบเหลือบตามองหญิงสาวเบื้องหน้าของตนครู่เดียว เพราะงดงามเยี่ยงนี้อย่างไรเล่า หวางเย่จึงได้ห่วงนักห่วงหนา แล้วยังแลดูบอบบางน่าทะนุถนอมเช่นนี้อีก ชายใดเห็นล้วนต้องอยากปกป้องด้วยกันทั้งนั้น

               “ตามสบายเถิดท่านเจียงเฟิ่ง  เปิ่นหวางเฟยอยากชมจวนเสียหน่อย ท่านเป็นผู้นำทางได้หรือไม่” หลินเยว่ชิงเอ่ยกับชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล นางต้องการจะสำรวจจวนให้ทั่ว เพื่อดูว่ามีจุดไหนของจวนต้องคุ้มกันเป็นพิเศษหรือไม่

               ร่างบางเดินนวยนาดตามองครักษ์หนุ่มไปเรื่อยๆ มือเรียวของนางยกพัดจีบในมือขึ้นมาพัดเบาๆเพื่อคลายร้อน สายตาเหยี่ยวกวาดมองไปทั่วทุกที่ที่ก้าวย่างผ่านไป นางกระซิบให้เสี่ยวอวี้ลอบสังเกตท่าทีของบ่าวไพร่ในจวนยามเจอนาง หลินเยว่ชิงเดินไปเรื่อยๆจนมาถึงเรือนใหญ่ของจวนซึ่งที่เรือนพำนักของสามีนาง หญิงสาวกำลังจะก้าวเดินผ่านไปแต่พ่อบ้านโจวเข้ามาเรียกนางไว้เสียก่อน

               “ทูลหวางเฟย หวางเย่เชิญที่โถงรับรองพะย่ะค่ะ” โจวเว่ยเฉียงค้อมกายทำความเคารพร่างบางอย่างนอบน้อม ก่อนจะเอ่ยความออกไป

               “อืม เช่นนั้นพ่อบ้านโจวก็นำทางไปเถิด”  สิ้นคำหญิงสาวก็เดินตามพ่อบ้านวัยสามสิบปลายๆไปที่โถงรับรอง

               หลินเยว่ชิงเห็นร่างสูงของสามีนั่งรออยู่แล้วในห้องโถง และมีบ่าวไพร่ของจวนมารวมกันอยู่ที่นี่ ร่างบางเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ตัวติดกันกับชายหนุ่ม เขายังคงรักษาใบหน้าเรียบเฉยไว้ได้อย่างดี เมื่อเห็นผู้เป็นสามีทำเป็นนิ่งเฉย นางจึงแสดงท่าทีไม่สนใจสามีออกไปเช่นกัน ดวงตาเหยี่ยวแอบกวาดสายตามองผู้คนในโถงอย่างประเมิน

               “ต่อแต่นี้ไปพวกเจ้าทุกคนต้องเชื่อฟังและให้ความเคารพหวางเฟยเฉกเช่นเดียวกันกับที่ให้ความเคารพเปิ่นหวาง  หวางเฟยจะเป็นเจ้านายอีกคนของจวนนี้ พวกเจ้าก็จงทำตามคำสั่งของนางเสีย” หวงถิงเฟิงเอ่ยสั่งความบ่าวไพร่ด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ สายตาของเขามองทุกคนอย่างเย็นชา

               เสียงตอบรับของบ่าวไพร่ในจวนเฉินหวางดังมาอย่างพร้อมเพรียง หลินเยว่ชิงยกยิ้มบางเบาส่งไปให้ผู้คนเหล่านั้น นางต้องสวมบทเป็นพระชายาที่แสนดีอ่อนหวานสินะ ในจวนแห่งนี้นางไว้ใจผู้ใดมิได้นอกจากสามีและองครักษ์ของเขา

               โจวเว่ยเฉียงเดินเข้ามาใกล้เฉินหวางเฟย ก่อนจะยื่นสมุดเล่มหนาไปให้ผู้เป็นนายหญิงของจวน “บัญชีรายรับรายจ่ายของจวน เชิญหวางเฟยตรวจสอบความเรียบร้อยได้เลยพะย่ะค่ะ”

               หลินเยว่ชิงให้เสี่ยวอวี้เป็นผู้รับบัญชีเล่มนั้นมาถือไว้ ก่อนจะเอ่ยขอบคุณพ่อบ้านของจวนด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “ขอบใจพ่อบ้านโจวมาก เปิ่นหวางเฟยต้องรบกวนท่านแล้ว”

               หวงถิงเฟิงหัวคิ้วกระตุกทันที เมื่อเห็นร่างบางกล่าวกับพ่อบ้านโจวด้วยน้ำเสียงหวานใส แล้วดูรอยยิ้มนั้นของนางสิ จำเป็นต้องยิ้มให้บุรุษอื่นเช่นนี้ด้วยหรือ เห็นแล้วให้หงุดหงิดยิ่งนัก ชายหนุ่มเอ่ยไล่คนด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ประกายตามีความเย็นชาอย่างที่สุด “หมดเรื่องแล้ว พวกเจ้าก็กลับไปทำหน้าที่ของตนเสีย”

               เมื่อทุกคนออกไปหมดแล้ว ในโถงตอนนี้ก็เหลือเพียงคนสนิทเท่านั้น ร่างบางนั่งทำท่าไม่ทุกข์ไม่ร้อนอยู่บนเก้าอี้แปดเซียน มือบางของนางยังคงโบกพัดจีบไปมาอย่างไม่รู้สึกรู้สมอันใดกับสายตาของผู้เป็นสามีที่มองมา  “เป็นอันใดของท่าน ทำหน้าอย่างกับปวดท้อง ให้ข้าฝังเข็มให้หรือไม่”

               ชายหนุ่มส่งสัญญาณไล่องครักษ์ออกไปยืนรอหน้าห้อง ก่อนจะปรายตาไปข่มขู่นางกำนัลคนสนิทของภรรยาให้ออกไปรอด้านนอกห้องด้วยเช่นกัน เมื่อเห็นว่าปลอดคนแล้วร่างสูงก็เข้าประชิดตัวคนงามทันที ชายหนุ่มเท้าแขนทั้งสองข้างไว้ที่พนักเก้าอี้ เพื่อกักคนตัวเล็กไม่ให้หนีไปได้ ก่อนจะโน้มใบหน้าของตนเข้าไปใกล้ๆใบหน้างาม แล้วจึงขบเม้มเรียวปากอิ่มสีอิงเถาของนางเบาๆ “ชิงชิง รู้หรือไม่ว่าเมื่อครู่เจ้าทำสิ่งใดผิดไป”

               หลินเยว่ชิงลืมหายใจไปช่วยขณะเมื่อถูกร่างสูงจู่โจมเช่นนี้ หญิงสาวได้แต่มึนงงคำถามของชายหนุ่ม นางทำสิ่งใดผิดกัน? ร่างบางได้แต่เอียงคอมองเขาตาปริบๆก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ อย่างไม่รู้ความผิดของตน

               “ภรรยาข้า ทำผิดแล้วแต่ยังไม่รู้ความผิดตนเอง เช่นนั้นสามีคงต้องลงโทษภรรยาเสียแล้ว” หวงถิงเฟิงยกยิ้มมุมปาก สายตาของเขามีความเจ้าเล่ห์แพรวพราว มือหนาเอื้อมไปประคองท้ายทอยของคนงามไว้ไม่ให้นางหันหนีไปได้ ใบหน้าหล่อเหลาก้มลงไปฉกชิมริมฝีปากสาวอย่างรวดเร็ว กลีบปากหยักของร่างสูงกดจูบย้ำๆลงไปบนกลีบปากนุ่มนิ่มของร่างบาง

               หลินเยว่ชิงได้แต่เบิกตากว้างอย่างตกใจ พัดจีบในมือของนางร่วงหล่นลงพื้นไปทันใด ร่างบางหลับตาพริ้มลงไปอย่างไม่รู้ตัว นางรู้สึกคลายตนเองหายใจไม่ทันอย่างไรไม่รู้  ทันทีที่นางเผยอปากขึ้นเพื่อเอาอากาศเข้าปอด เรียวลิ้นอุ่นร้อนของสามีก็เข้ามาหยอกเย้ากับเรียวลิ้นเล็กของนางทันที เขาดูดชิมกลีบปากของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่รู้จักพอ ร่างบางเริ่มหายใจไม่ออกจริงๆ จึงยกมือขึ้นทุบอกแกร่งของเขาอย่างแรง เพื่อประท้วงขอให้เขาปล่อยนางไป

               หวงถิงเฟิงยอมปล่อยกลีบปากนุ่มนิ่มของคนงามไปอย่างเสียดาย เขามองริมฝีปากอิ่มสีอิงเถาที่บวมช้ำด้วยฝีมือของตนอย่างพอใจ นิ้วแกร่งยกขึ้นไล้กลีบปากบวมเจ่อนั้นเบาๆ ก่อนจะบอกกล่าวความผิดของภรรยาตัวน้อยออกไป “ต่อไปนี้ห้ามไปยิ้มแบบนั้นให้กับชายใดอีก หากภรรยายังกล้าทำ รับรองว่าสามีจะลงโทษภรรยาหนักกว่านี้แน่นอน”

               หลินเยว่ชิงได้แต่กระพริบปริบๆมองเขาอย่างโง่งม นางยิ้มแบบใดกัน? นางไปยิ้มให้บุรุษอื่นตอนไหน? เอ๊ะ! หรือว่าจะเป็นเมื่อครู่ ที่นางยิ้มขอบคุณพ่อบ้านโจว  หึหึ.. สามีนางช่างหึงหวงยิ่งนัก คิดได้เช่นนั้นใบหน้างามก็ยิ้มกว้างขึ้นมาทันที มือเรียวของนางเอื้อมออกไปกอดรอบคอชายหนุ่ม ก่อนจะเอ่ยวาจายั่วเย้าร่างสูงออกไป “ซื่อหลาง ข้าได้กลิ่นเหม็นเปรี้ยวลอยมาจากตัวท่าน..ท่านได้กลิ่นนี้เช่นเดียวกันกับข้าหรือไม่”

               “หึ! ภรรยาข้าช่างจมูกดีนัก” หวงถิงเฟิงใช่นิ้วแกร่งเคาะปลายจมูกเชิดรั้นของนางเบาๆ “ชิงชิง ผู้ใดสอนให้เจ้าเรียกขานสามีตนเองห่างเหินเช่นนี้ อย่างนี้ต้องโดนลงโทษอีกสักทีดีหรือไม่ หืม”

               ร่างบางรีบปล่อยมือของจากลำคอของสามี ก่อนจะยกมาปิดปากตนเองไว้แน่น นางได้ยินเสียงหัวเราะขบขันมาจากเขา หญิงสาวถลึงตาใส่ชายหนุ่มทันที นางเอ่ยถามเขาทั้งๆที่ยังปิดปากของตนอยู่  “แล้วจะให้ข้าเรียกขานท่านว่าเช่นไร”

               “อืม..นั่นสิ เรียกว่าอันใดดีน๊า?  สามี ท่านพี่ หรือว่าอาเฟิงดีล่ะ” หวงถิงเฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า เมื่อเห็นคนงามมองมาด้วยสายตาราวจะกินเลือดกินเนื้อเขาเสียให้ได้

               หลินเยว่ชิงครุ่นคิดตามคำกล่าวของสามีอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนยิ้มกว้างออกมา เมื่อคิดได้แล้วว่านางจะเรียกขานเขาว่าเช่นไร “ไม่เอา ข้าไม่เรียกท่านเช่นนั้นหรอก ข้าจะเรียกท่านว่า ‘ถิงถิง’ ดีหรือไม่ เช่นนี้แล้วก็จะมีเพียงข้าคนเดียวเท่านั้นที่เรียกขานท่านด้วยนามนี้”

               หวงถิงเฟิงยิ้มออกมาอย่างพอใจ ถิงถิงเช่นนั้นหรือ อืม..ก็ฟังดูดีไม่น้อย “ข้าชอบที่เจ้าเรียกเช่นนี้ ชิงชิงของข้า”

               “ปล่อยได้แล้ว ข้าจะกลับเรือน หากอยู่นานกว่านี้ผู้คนจะสงสัยได้” หลินเยว่ชิงผลักอกของชายหนุ่มให้ถอยห่างออกไป ร่างบางรีบก้มลงเก็บพัดจีบแล้วเดินหนีเขาไป แต่นางยังไม่ทันจะก้าวพ้นประตูเรือนด้วยซ้ำ กลับได้ยินเสียงเอ่ยทักจากชายหนุ่มเสียก่อน

               “ภรรยาข้า ริมฝีปากของเจ้าบวมเจ่อถึงเพียงนั้น เจ้าจะออกไปเช่นนี้รึ?” ร่างสูงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

               ร่างบางหันไปส่งค้อนวงใหญ่ให้กับชายหนุ่ม ก่อนจะคลี่พัดจีบในมือขึ้นมาปิดบังใบหน้าครึ่งล่างไว้ หญิงสาวเดินปั้นปึ่งออกไปจากโถงรับรองทันที หลินเยว่ชิงเดินกลับไปเรือนของตนอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจบ่าวไพร่ที่กำลังยอบกายทำความเคารพนางยามเดินผ่าน หญิงงามได้แต่เข่นเขี้ยวอยู่ในใจ คอยดูเถิดสามีน่าตายผู้นั้น นางจะเอาคืนให้สาสมเลย

               เมื่อกลับมาถึงเรือนหอร่างบางก็เดินสำรวจรอบๆเรือนหอของตนอีกครั้ง หญิงสาวเรียกพ่อบ้านโจวให้หาคนมาช่วยจัดสวนหน้าเรือนใหม่ อีกไม่นานเสี่ยวไป๋ก็จะมาถึงแล้ว หากไม่เตรียมที่ไว้ให้เด็กน้อยของนางได้วิ่งเล่นแล้วล่ะก็ เห็นทีเจ้าเสือหนุ่มคงได้ไล่กัดหัวคนไปทั่วจวนเป็นแน่ หลินเยว่ชิงให้บ่าวไพร่ย้ายกระถางต้นไม้และดอกไม้ออกไปไว้ข้างๆสวน แล้วจัดเรียงให้เป็นระเบียบ เพื่อเตรียมลานโล่งไว้ให้เสือน้อยของนาง

หญิงสาวเหลือบไปเห็นต้นไม้ใหญ่อยู่ข้างสวนที่ยืนต้นให้ร่มเงาอยู่ตรงนั้น ประกายตาของนางมีความรื่นเริงขึ้นมาทันที ก่อนจะเอ่ยถามความกับพ่อบ้านของจวน “พ่อบ้านโจว หากเปิ่นหวางเฟยอยากให้ทำชิงช้าไว้ใต้ต้นไม้ต้นนั้นจะได้หรือไม่”

โจวเว่ยเฉียงแม้จะมึนงงกับรูปแบบการจัดสวนของหวางเฟยไปบ้าง แต่เรื่องชิงช้าก็ไม่เห็นว่ามีสิ่งใดผิดแปลกเขาจึงเอ่ยตอบรับออกไป “ได้พะย่ะค่ะ กระหม่อมจะให้คนงานมาทำให้ หวางเฟยต้องการสิ่งใดเพิ่มอีกหรือไม่พะย่ะค่ะ”

“ไม่มีแล้ว เช่นนั้นก็รบกวนท่านด้วยแล้วกัน” สิ้นคำกล่าวหญิงสาวก็เดินเข้าไปในเรือนหอทันที ร่างบางยืนพินิจโถงรับรองของเรือนอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยความกับนางกำนัลคนสนิทอย่างแผ่วเบา

“พี่เสี่ยวอวี้ พรุ่งนี้ข้าจะกลับมาฝึกวรยุทธเช่นเดิมแล้วนะ ไม่ได้ยืดเส้นยืดสายมาหลายเดือน เกรงว่าร่างกายอาจจะติดขัดไปบ้างยามต้องเผชิญหน้ากับศัตรู” หลินเยว่ชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สายตาของนางมีประกายวาวโรจน์พาดผ่าน

“เพคะ แต่ว่า..ผู้ใดกันที่เราต้องเผชิญหน้าด้วย แล้วหวางเฟยจะใช้สถานที่ใดฝึกวรยุทธเพคะ” เสี่ยวอวี้เอ่ยถามในสิ่งที่ตนสงสัยออกมา

“ถานฮองเฮาและหวงหลินหลงไท่จื่อ” น้ำเสียงของร่างบางมีความเย็นชามากกว่าเดิมยามเอ่ยถึงบุคคลทั้งสอง “เราจะใช้สวนเล็กๆหลังเรือนเป็นที่ฝึกซ้อมยามเช้ามืด เตรียมกระบี่ของพี่ไว้ให้พร้อม ข้าไม่อาจรู้ได้ว่าสายลับที่แฝงตัวอยู่ในจวนเป็นผู้ใด แต่หากว่ามันกล้าเสนอหน้าออกมา กระบี่ของพี่ก็ต้องพร้อมที่จะปลิดชีพของมันผู้นั้น”

“เพคะ บ่าวจะไม่ยอมให้พวกมันแตะต้องหวางเฟยได้เด็ดขาด” เสี่ยวอวี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงมาดมั่น

สองนายบ่าวสนทนากันต่อสักพัก ร่างบางก็เดินเข้าไปในห้องนอน ก่อนจะเปิดหีบใบใหญ่แล้วหยิบมีดใบหลิวและเข็มเงินอาบพิษของตนออกมา เห็นทีนางคงต้องพกอาวุธติดกายตลอดอีกแล้ว พัดจีบด้ามนี้คงพอใช้แทนมีดสั้นได้ นางในตอนนี้มีสถานะเป็นสะใภ้หลวงของแคว้นซาน จะให้เดินถืออาวุธไปมาให้ผู้อื่นได้พบเห็นก็กระไรอยู่ เห็นทีนางคงต้องปรุงยาพิษเพิ่มเสียแล้วกระมัง

หลินเยว่ชิงวุ่นวายอยู่กับการจัดของที่นำติดตัวมาจากแคว้นหลิน ให้เข้าทีเข้าทางในเรือนหลังใหม่ของนาง กว่าจะจัดการทุกอย่างเสร็จเวลาก็ล่วงเข้ายามอิ่วเสียแล้ว เสี่ยวอวี้ไปยกสำรับเข้ามาให้ผู้เป็นนายของตนทันทีเมื่อเห็นว่าถึงเวลามื้อเย็นแล้ว

หญิงสาวทานมื้อค่ำที่เสี่ยวอวี้ยกมาให้เสร็จเรียบร้อย ก็นั่งตรวจบัญชีของจวนต่อ เมื่อพบว่าไม่มีสิ่งผิดปกติบนบัญชีเล่มนั้นนางก็ให้เสี่ยวอวี้เตรียมน้ำให้ตนอาบ

ร่างบางที่เหนื่อยล้าจากการจัดของก็ทิ้งตัวลงนอนทันที นางมิได้ให้นางกำนัลในจวนช่วยจัดของ เนื่องจากนางมิอาจไว้ใจใครได้ และของๆนางก็มิอาจให้ผู้ใดพบเห็นได้เช่นกัน นางและเสี่ยวอวี้จึงต้องจัดของทั้งหมดด้วยตนเอง คืนนี้เสี่ยวอวี้ออกไปนอนที่ห้องข้างๆห้องหอของนางอย่างรู้หน้าที่

หญิงสาวหลับตาลงด้วยความเหนื่อยอ่อน ตอนนี้เวลาน่าจะเข้ายามไฮ่แล้ว หลินเยว่ชิงยังคงหลับตาอยู่เช่นนั้นแต่ว่าโสตประสาทนางกลับได้ยินเสียงรอบข้างชัดเจน นางได้ยินเสียงเปิดปิดหน้าต่างเรือนอย่างแผ่วเบา หากเป็นคนธรรมดาคงจะไม่ได้ยินเสียงนี้เป็นแน่ ผู้ที่แอบเข้าห้องของนางคงจะมิใช่ใครอื่น ต้องเป็นสามีน่าตายผู้นั้นของนางแน่นอน  หากว่าเป็นผู้อื่นแล้วอี้เหิงคงได้บั่นคอคนผู้นั้นทิ้งไปแล้ว

หวงถิงเฟิงแอบย่องเข้าเรือนของคนงามเมื่อเห็นว่าทางสะดวกแล้ว เขาให้ชีเฟิ่งและเจียงเฟิ่งคอยดูต้นทางว่ามีผู้ใดมาแอบสอดแนมอยู่บริเวณเรือนหอหรือไม่ ร่างสูงเดินเข้าไปใกล้เตียงหลังใหญ่ ก่อนที่มือหนาจะแหวกผ้าม่านเตียงออกอย่างแผ่วเบา ชายหนุ่มพาร่างของตนปีนขึ้นไปบนเตียงของภรรยา เมื่อเห็นว่าร่างบางยังคงหลับสนิทอยู่

ด้านคนที่แสร้งหลับอยู่ก็ยังคงแสร้งต่อไป หลินเยว่ชิงไม่คิดจะลืมตาขึ้นมาเปิดโป้งสามีที่ทำตัวเยี่ยงโจรเด็ดบุปผาเช่นนี้ นางยังคงนอนหลับตาอยู่เช่นนั้น แสงไฟจากตะเกียงในห้องมีเพียงน้อยนิดทำให้มิอาจเห็นได้ชัดว่าคนงามกำลังลอบยิ้มมุมปากอยู่ เพียงครู่ต่อมานางรู้สึกได้ถึงอ้อมแขนแกร่งที่โอบกอดกายของนางไว้ หน้าผากมนร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีเมื่อรับรู้ถึงจุมพิตของชายหนุ่ม หญิงสาวยิ้มย่องในใจเมื่อคิดถึงแผนการเอาคืนสามีจอมหึงหวงผู้นี้ได้

หลินเยว่ชิงแสร้งพลิกตัวหันหน้าเข้าไปหายสามี แล้วยกแขนขึ้นไปโอบกอดชายหนุ่มไว้เช่นกัน ก่อนจะแกล้งละเมออกมา “เสี่ยวไป๋อยู่นิ่งๆสิมาให้กอดหน่อยนะ อืม..เสี่ยวไป๋ตัวอุ่นจัง งืมๆ”

หวงถิงเฟิงขมวดคิ้วจนแทบจะผูกกันเป็นปม เมื่อได้ฟังเสียงละเมอจากร่างบางในอ้อมแขนของตน  นางเรียกชื่อผู้ใดออกมา เสี่ยวไป๋เช่นนั้นรึ? มันเป็นใครกันชิงชิงของเขาจึงได้ฝันถึงเช่นนี้ได้  ภรรยาน่าตายผู้นี้กอดสามีอยู่แต่กลับละเมอเรียกหาผู้อื่น มันน่าจับมาตีก้นเสียจริง  เห็นทีคงต้องให้ชีเฟิ่งไปสืบเรื่องของคนผู้นี้เสียแล้ว บังอาจนัก! อย่าให้เจอตัวเชียว จะจับห้อยหัวเสียให้เข็ด โทษฐานที่กล้ามาล่อลวงชายาของเขา  ชายหนุ่มได้แต่เข่นเขี้ยวอยู่ในใจ ก่อนจะโอบกระชับร่างบางในอ้อมแขนให้แน่นขึ้นอย่างหวงแหน ก่อนจะหลับตาลงเพื่อข่มกลั้นน้ำส้มไหใหญ่ที่กำลังจะแตกออกมา

   

               

               

               

               

               

 

 

 

         

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น