นับดาว

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 1 จงดูแลนางดุจอัญมณีล้ำค่า

ชื่อตอน : ตอนที่ 1 จงดูแลนางดุจอัญมณีล้ำค่า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 43

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ส.ค. 2562 10:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1 จงดูแลนางดุจอัญมณีล้ำค่า
แบบอักษร

 

               เสียงของกระบี่เหล็กกล้าที่กระทบกับอาวุธหน้าตาประหลาดในมือชายชุดดำดังกึกก้องไปจนทั่วบริเวณ

 

              ไป๋ลู่ฟาดฟันกระบี่เดี่ยวใส่ชายชุดดำที่อำพรางใบหน้าเอาไว้เสียมิดชิด ซึ่งอาวุธที่นักฆ่าไร้เงาใช้ดูเหมือนเคียวก็ไม่ใช่ มีดสั้นก็ไม่เชิง และเป็นเพราะการจู่โจมรวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาดของชายผู้นั้น ทำให้ไป๋ลู่ได้แต่เป็นฝ่ายตั้งรับเสียเป็นส่วนใหญ่

 

              หยางเฟยหรงพยายามเพ่งมองชายสองคนนั้นซึ่งกำลังประมือกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ชายในชุดดำลึกลับออกอาวุธได้ว่องไวปราดเปรียวดุจพายุฤดูร้อน ส่วนอีกคนเคลื่อนไหวอย่างสุขุมเยือกเย็น เพลงกระบี่ที่ชายผู้นั้นร่ายรำออกไปก็ดูพลิ้วไหวราวกับสายน้ำ ทว่าแฝงไปด้วยความรุนแรงแน่นหนัก

 

              “คลายจุดให้ข้าเดี๋ยวนี้! ข้าจะออกไปช่วยเขา” แม่นางน้อยในอ้อมแขนขู่คำราม นัยน์ตาสีน้ำตาลไหม้วับวาวท่ามกลางความมืดมิด น่าแปลก...ที่แม้แต่ในยามนี้ น้ำเสียงของนางช่างฟังดูหวานใส ทั้งยังไพเราะกังวานยิ่ง

 

              ทว่าคนฟังกลับเหยียดยิ้ม รู้สึกนึกขบขันอยู่ในใจ ก็แม่นางน้อยผู้นี้ช่างไม่รู้จักประมาณตนเอาเสียเลย…

 

              “ออกไปก็เท่ากับรนหาที่ตาย” หยางเฟยหรงเอ่ยเพียงเท่านั้น ก่อนจะพุ่งทะยานออกไปจากโพรงต้นไม้ ทิ้งให้แม่นางน้อยผู้ถูกสกัดจุดต้องมองตามด้วยความคับแค้นใจ

 

              ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีผู้ใดหยามเกียรตินางถึงเพียงนี้!

 

              ร่างสูงใหญ่พุ่งเข้าไปช่วยตะลุมบอนชายชุดดำ ซึ่งเพลงกระบี่ของหยางเฟยหรงทำให้นักฆ่าไร้เงาถึงกับต้องผงะและถอยไปตั้งหลักอย่างไม่เป็นกระบวนท่า ในขณะที่ไป๋ลู่หันไปมองชายผู้มาใหม่ด้วยความรู้สึกประหลาดใจ

 

              “ท่านเป็นใคร เหตุใดจึงช่วยข้า” เขาถามพร้อมกับฟาดกระบี่ใส่นักฆ่าไร้เงาซึ่งกำลังเพลี่ยงพล้ำ พยายามหาช่องโหว่ในการโจมตีอย่างสุดความสามารถ

 

              “จำเป็นต้องรู้ด้วยหรือ” หยางเฟยหรงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น นัยน์ตาคมประดุจเหยี่ยวจับจ้องไปยังเป้าหมายอย่างไม่วางตา เพลงกระบี่ที่เขาฟาดฟันออกไปแต่ละท่วงท่าล้วนทำให้ไป๋ลู่รวมถึงนักฆ่าไร้เงาต้องตกตะลึง

 

              เมื่อเห็นว่าตนกำลังเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ กลโกงจึงถูกงัดออกมาใช้ นักฆ่าไร้เงาตัดสินใจซัดอาวุธลับเข้าไปยังชายหนุ่มทั้งสอง ซึ่งในครั้งแรกพวกเขาปัดป้องเอาไว้ได้ หากนักฆ่าเงากลับอาศัยความไวในการซัดอาวุธดอกที่สองออกไปจนไป๋ลู่ตั้งตัวไม่ทัน

 

              อึ่ก!

 

              นัยน์ตากลมโตของแม่นางน้อยเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ เมื่อเห็นว่าไป๋ลู่ถูกอาวุธลับซัดใส่บริเวณหน้าอกเข้าอย่างจัง นางเห็นร่างสูงใหญ่ของเขาทรุดฮวบลงตรงนั้นอย่างน่าใจหาย

 

              นักฆ่าไร้เงาเหยียดยิ้มหลังจากเห็นว่ากำจัดศัตรูไปได้หนึ่ง แต่ยังเหลืออีกหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นปัญหาใหญ่

 

              หยางเฟยหรงขบกรามแน่น มือหนาจับด้ามกระบี่เอาไว้มั่น ก่อนจะบุกตะลุยฟาดฟันนักฆ่าไร้เงาด้วยความเดือดดาล

 

              กล้าทำร้ายคนอื่นต่อหน้ายอดขุนพลอันดับหนึ่งเช่นเขา โทษของมันคือต้องถูกกุดหัวสถานเดียว!

 

              ไป๋ลู่นอนหายใจรวยรินมองภาพคนสองคนสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย อาวุธลับเคลือบพิษร้ายของนักฆ่าไร้เงาช่างร้ายกาจนัก อีกไม่นาน เขาคงได้ไปปรโลกเป็นแน่

 

              ชายหนุ่มแค่นยิ้ม เมื่อความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาแทบจะทั่วสรรพางค์กาย นี่เขาต้องมาตายกลางป่าเช่นนี้จริงๆ น่ะหรือ...

 

              ในขณะเดียวกัน แม่ทัพหนุ่มก็ยังไล่ต้อนนักฆ่าไร้เงาอย่างไม่ลดละ ไม่รู้ว่าเขาไปเอาเรี่ยวแรงมหาศาลมาจากไหน มิหนำซ้ำเพลงกระบี่ยังปราดเปรียวว่องไว ทั้งอานุภาพของมันยังร้ายกาจรุนแรง

 

              นักฆ่าไร้เงาเริ่มจะอ่อนล้าเพราะต่อสู้กับไป๋ลู่มาก็เป็นพักใหญ่ เขาจึงพยายามจะหาทางหนีทีไล่จากยอดขุนพลผู้นี้ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ทันเสียแล้ว...

 

              “อ๊ากกกกก” เสียงโหยหวนของนักฆ่าไร้เงาอันเกิดจากคมกระบี่ของหยางเฟยหรงกระตุ้นให้มุมปากได้รูปยกยิ้ม พึงพอใจอย่างยิ่งที่กระบี่ของเขาได้ดื่มโลหิตของฝ่ายตรงข้าม

 

              และในขณะที่เขากำลังจะเข้าไปซ้ำ หมายปลิดชีพวายร้ายให้ได้ภายในกระบี่เดียว หยางเฟยหรงก็ต้องสำลักควันที่นักฆ่าไร้เงาปาออกมา ซึ่งเพียงชั่วพริบตากลุ่มควันนั้นก็หายวับไปพร้อมกับผู้เป็นเจ้าของ

 

              “บัดซบ!” หยางเฟยหรงคำรามพร้อมกับขบกรามแน่น เพราะไม่นึกเลยว่าอีกฝ่ายจะเล่นสกปรกด้วยการใช้กลโกงของพวกนินจาเช่นนี้

 

              แต่ก็เอาเถิด เป็นเช่นนี้ก็หมายความว่านักฆ่าคนนั้นคงจะหลบลี้ไปไกล และคงจะไม่หวนกลับมาอีกแล้ว

 

              “เป็นอย่างไรบ้าง” หยางเฟยหรงย่อตัวลงนั่งข้างๆ ร่างสูงซึ่งนอนหมดแรงอยู่ไม่ไกล มือใหญ่จัดการคลำชีพจรที่ข้อมือของเขาเอาไว้ ซึ่งก็พบว่ามันช่างแผ่วเบาเหลือเกิน

 

              “อาวุธของมันมีพิษ เห็นที...ข้าคงอยู่ไม่ถึงยามซวีเป็นแน่” ไป๋ลู่พูดพลางกระอักเลือดออกมาทั้งปากและจมูก ซึ่งนั่นทำให้ใครบางคนถึงกับต้องหลั่งน้ำตา

 

              “ไม่! ข้าจะพาท่านไปรักษา ท่านต้องรอด” แม่นางน้อยที่ควรจะอยู่ในโพรงต้นไม้กลับมาทรุดร่างลงนั่งข้างกายชายหนุ่มผู้นั้น ซึ่งการที่นางสามารถคลายการสกัดจุดของหยางเฟยหรงได้ ก็สร้างความประหลาดใจให้เขามิใช่น้อย

 

              “ขอเพียงแค่เจ้าปลอดภัย...ข้าก็ไม่ต้องการสิ่งใดอีกแล้ว”

 

              คำพูดของไป๋ลู่ทำให้แม่นางน้อยผู้นั้นร่ำไห้อย่างหนัก ซึ่งในสายตาของหยางเฟยหรงแล้ว พวกเขาดูเหมือนคู่รักที่กำลังจะถูกความตายพรากจากกันก็ไม่ปาน

 

              “ท่านจอมยุทธ...” ไป๋ลู่รวบรวมกำลังทั้งหมดที่มีเพื่อหันไปพูดกับหยางเฟยหรง “ข้าขอฝากน้องสาวให้ท่านช่วยดูแลได้หรือไม่”

 

              คิ้วหนาขมวดมุ่นด้วยความประหลาดใจ ที่แท้...แม่นางน้อยก็เป็นน้องสาวของชายหนุ่มเคราะห์ร้ายผู้นี้ หาใช่คู่รักอย่างที่เขาเข้าใจไม่

 

              “ทำไมพูดเช่นนั้น ท่านจะต้องหาย เราจะต้องเดินทางต่อไปด้วยกัน!” ทว่านางกลับตีโพยตีพาย ก่อนจะก้มลงร้องไห้สะอึกสะอื้นกับแผงอกของไป๋ลู่

 

              “มีสติหน่อยแม่นางน้อย เห็นหรือไม่ว่าพี่ชายของเจ้าเจ็บปวดเพียงใด” หยางเฟยหรงหยุดการกระทำของนางด้วยการฉุดนางเข้ามาไว้ในอ้อมแขน

 

              เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นนางอย่างชัดเจน ดวงหน้าของนางหวานใสไร้ที่ติ ผิวหรือก็เนียนละเอียดทั้งยังขาวราวกับไข่ปอก คิ้วเรียวงามโก่งขึ้นคล้ายคันศร นัยน์ตากลมโตทอประกายดื้อรั้นที่ตอนนี้เต็มไปด้วยหยาดน้ำใสๆ นั่นยิ่งดูก็ยิ่งน่าหลงใหล แล้วไหนจะจมูกโด่งที่รับกับริมฝีปากอวบอิ่มจิ้มลิ้มนั้นเล่า...

 

              ไม่ว่าชายใด ถ้าได้มายลโฉมสตรีผู้นี้ใกล้ๆ เป็นต้องหัวใจเต้นด้วยแรงแห่งปรารถนา ไม่เว้นแม้แต่บุรุษที่มีหัวใจแกร่งดั่งหินผาดังเช่นหยางเฟยหรง

 

              “พี่ชาย?” ได้ยินนางพึมพำแผ่วเบา ก่อนที่นัยน์ตาวับวาวนั้นจะหันกลับไปทอดมองไป๋ลู่อีกครั้ง

 

              เมื่อได้เห็นใบหน้าคร้ามคมที่ในยามนี้เปลี่ยนเป็นสีซีดเผือดกำลังยิ้มให้พร้อมกับพยักหน้าช้าๆ นางก็พอจะเข้าใจว่าเขาต้องการจะสื่ออะไร

 

              “ดูแลนางให้ดี จงปกป้องนางดุจอัญมณีล้ำค่า...” คำพูดสุดท้ายของไป๋ลู่จบสิ้นไปพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายของเขา หยางเฟยหรงรีบรุดเข้าไปจับชีพจร ก่อนจะใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางอังลมหายใจที่ปลายจมูกของชายผู้นั้น

 

              “เขาจากไปแล้ว”

 

พอได้ยินดังนั้น นางก็ก้มหน้าลงร้องไห้กับฝ่ามือน้อยๆ ของตนราวกับว่าจะขาดใจ ปากก็พร่ำพรรณนาว่าจะพาไป๋ลู่ไปรักษาให้หาย คล้ายว่านางไม่ยอมรับความจริง ในขณะที่จอมทัพไร้หัวใจต้องยกมือขึ้นมาอุดหู เพราะสิ่งที่เขาเกลียดที่สุดก็คือน้ำตาและเสียงร่ำไห้ของผู้หญิง

แม้แต่สตรีซึ่งมีความงามล่มบ้านล่มเมืองเช่นแม่นางน้อยผู้นี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น!

 

สุสานของไป๋ลู่ถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายริมชายป่านั้นเอง เนื่องจากเครื่องไม้เครื่องมือไม่เอื้ออำนวย รวมถึงสภาพอากาศที่เริ่มจะหนาวเย็นเข้าไปทุกที

“จะนั่งเฝ้าอยู่ตรงนี้อีกนานไหม” หยางเฟยหรงถามขึ้นมา เมื่อเห็นว่าโฉมสะคราญตรงหน้ายังมีทีท่าซึมกระทือพร้อมกับเหม่อมองไปยังหลุมฝังศพของไป๋ลู่อยู่อย่างนั้น

“ไม่ใช่เรื่องที่ท่านต้องใส่ใจ”

วาจาของนางประดุจมือข้างหนึ่งที่ดึงเชือกฟางเส้นสุดท้ายให้ขาดสะบั้น นี่นางคิดว่าตนเป็นใครกัน จึงได้อวดดีไม่เลิกราเช่นนี้!

“ขืนปล่อยเจ้าไว้ โจรผู้ร้ายหรือไม่ก็สัตว์ป่าแถวนี้คงได้ลากเจ้าไปกินแน่ๆ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงต่ำ ใบหน้าหล่อเหลาเริ่มบึ้งตึงราวกับมีใครมาดึงเอาไว้ “ไปกับข้า”

ว่าแล้วก็ฉุดข้อมือบางให้เดิมห่างออกจากสุสานมา ทั้งๆ ที่น้ำตาของนางยังไม่ทันจะแห้งดี

“ข้าดูแลตัวเองได้!” นางพูดพลางพยายามสะบัดข้อมือของตนให้หลุดพ้นจากการเกาะกุม ทว่ามือใหญ่ของเขากลับพันธนาการนางไว้อย่างแน่นหนา

“บุรุษมีหน้าที่ปกป้องสตรี เจ้าควรทำตัวดีๆ ให้ข้าเมตตา”

คำพูดของเขาเปรียบเสมือนน้ำมันที่ถูกราดรดลงมาบนกองเพลิง เพราะผู้ชายประเภทที่นางเกลียดที่สุดก็เห็นจะเป็นบุรุษซึ่งชอบหมิ่นเกียรติสตรีเช่นเขา

“เกรงว่าข้าจะไม่คู่ควรกับความกรุณาของท่าน ปล่อย!” นางตวาดใส่เขาพร้อมกับทำแววตาวาวโรจน์ ใบหน้าสีขาวจัดเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ ริมฝีปากสั่นระริกน้อยๆ ไม่ต่างอะไรกับไหล่บอบบางซึ่งกำลังสั่นสะท้าน

หยางเฟยหรงรู้ได้ในทันทีว่านางกำลังโกรธ และดูเหมือนว่าจะโกรธมากเสียด้วย

จ๊อก...

ทว่าเสียงโครกครากที่ดังออกมาจากกระเพาะของแม่นางน้อย กลับทำให้บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่กลายเป็นเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งของจอมทัพหน้าตาย ในขณะเดียวกันนั้น อารมณ์เคืองขุ่นของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นความอับอายเพียงแค่ชั่วพริบตา

มือหนาจึงถูกปล่อยออกจากข้อมือบางโดยทันที

“ข้าว่าจะไปหาโรงเตี๊ยมอุ่นๆ กับหมั่นโถวร้อนๆ กินแก้หนาวสักหน่อย เจ้าจะไปกับข้าหรือไม่” หยางเฟยหรงถามพร้อมกับส่งยิ้มให้แม่นางน้อย ทว่าในสายตาของนางแล้วมันกลับดูเหมือนรอยยิ้มเย้ยหยันกันเสียมากกว่า

นางกำมือแน่น ริมฝีปากอิ่มเต็มเผลอขบเม้มเข้าหากันอย่างเผลอไผล ชายผู้นี้จงใจยั่วโทสะนางหรืออย่างไร!

“ข้าไม่ไป ข้าจะอยู่ที่นี่” พอเห็นนางยืนกรานดังนั้น จอมทัพหนุ่มก็พยักหน้าช้าๆ เป็นเชิงว่าเข้าใจ จากนั้นจึงเดินออกไปอีกทางอย่างไม่แยแส

“ป่าแห่งนี้ นอกจากโจรผู้ร้ายและสัตว์ป่าจะชุกชุม ยังมีเรื่องราวลี้ลับซ่อนอยู่มากมาย...” น้ำเสียงทุ้มของเขาลอยแว่วมาตามลม จงใจให้คนข้างหลังได้ยินอย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ

              สายลมเย็นยะเยือกแห่งต้นฤดูหนาวพัดเข้ามาอย่างได้จังหวะ ซึ่งมันทำให้เจ้าของร่างบอบบางสั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ

 

              นางใช้เวลาเพียงชั่วอึดใจเพื่อกวาดตามองไปยังบรรยากาศมืดมิดรอบๆ กาย ก่อนจะตัดสินใจวิ่งตามร่างสูงของบุรุษผู้นั้นไป พร้อมกับเปล่งวาจาที่ทำให้มุมปากของคนหัวใจด้านชาต้องยกยิ้ม

 

              “เดี๋ยวก่อนสิ...รอข้าด้วย!”

 

 

อ้าว น้องชิง นี่กลัวผีหรือว่าหิวกันแน่ วงวาร555

++ รักคนอ่าน ++ 

นับดาว 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น