ผู้บำเพ็ญเพียรภายในถ้ำ
email-icon

ฝากนิยายด้วยน้า

ตอนที่ 17 ทดสอบพลังเทพ

ชื่อตอน : ตอนที่ 17 ทดสอบพลังเทพ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.3k

ความคิดเห็น : 200

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ส.ค. 2562 08:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 17 ทดสอบพลังเทพ
แบบอักษร

"ตอนนี้เราแข็งแกร่งขึ้นมาก ถ้าวัดตามระดับจักระของคาเงะหนึ่งถึงสิบชั้นแรกเราอยู่ในชั้นที่ 4"

 

 

 

แต่แค่นี้เขาก็พึงพอใจมาก ปัจจุบันตัวเขามีอายุเพียงสี่ขวบย่างห้าขวบเท่านั้น สี่ขวบแต่มีพลังระดับคาเงะ แถมร่างกายก็ไม่มีผลเสียของการเพิ่มจักระอีกด้วยราวกับว่าร่างกายของเขาปรับตัวเข้ากับระดับใหม่ของจักระ ในอนาคตเขาจะมีพลังที่ยิ่งใหญ่กว่ายุคทองของปู่ทวดและตาทวดของเขาอย่างแน่นอน

 

 

 

และสาเหตุที่เขาเพิ่มพลังได้ขนาดนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสายเลือดเซ็นจูและอุซึมากิเริ่มตื่นขึ้นมา ขอเพียงเขากระตุ้นมันด้วยพลังธรรมชาติและกลายเป็นเซียนพลังของเขาจะตื่นขึ้นมาอย่างสมบูรณ์

 

 

 

แต่สิ่งที่ทำให้เขายินดีที่สุดไม่ใช่ระดับจักระ แต่เป็นพลังชีวิตและพลังวิญญาณต่างหาก พลังสองสายพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิมมากกว่าเดิมถึง 20 เท่าด้วยกันด้วยพลังขนาดนี้เชื่อได้เลยว่าในอนาคตอายุขัยของเขาคงไต่ถึงสามถึงสี่ร้อยปีกว่าเขาจะเข้าวัยชราก็คงเข้าปีที่ 370 นั่นแหละ

 

 

 

ดังนั้นยุคทองของเขาอาจะอยู่ยืนยาวมากกว่าถึง 370 ปีด้วยเวลามากขนาดนี้เขาต้องกลายเป็นเซียนหกวิถีด้วยตัวเองได้อย่างแน่นอน แต่ก่อนอื่นเขาต้องมีชีวิตรอดหลังจากนี้เสียก่อน

 

 

 

"เนตรของเราจะมีเทพอะไรบ้างนะ"

 

 

 

เขาต้องการทดสอบ เขาลองหลับตาก่อนจะเปิดตาข้างขวาออกและ่งจักระสู่เนตรปลดปล่อยความสามารถแรกออกมาดวงตาเต้นตุบๆรู้สึกเจ็บปวดเล็กน้อย น้ำตาโลหิตหลั่งรินออกมาก่อนที่ด้านหน้าของข้าจะมีเปลวเพลิงสีดำขนาดเล็กลุกโชนแผดเผาพื้นห้องทดลอง ก่อนที่ไฟจะเริ่มปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปเรื่อยๆ ตามใจที่คาซึยะต้องการ

 

 

 

"เทวีสุริยา(Amaterasu) และการควบคุมเพลิง(Kagu-tsuchi) นี่คือพลังเทพของตาข้างขวา"

 

 

 

เขาปิดตาข้างขวาและเปิดตาข้างซ้าย ทว่ามันเหมือนไม่เกิดปฏิกิริยาอะไรขึ้น เขายืนกุมคางครุ่นคิด ดูเหมือนว่าฝั่งซ้ายน่าจะต้องใช้พลังกับเป้าหมายที่เขาเลือก ดูเหมือนเขาจะต้องหาตัวทดลอง

 

 

 

คาซึยะเดินสอดส่องภาพในห้องทดลองเพื่อหาสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เดินผ่านไปแต่ละห้องเขาก็เริ่มแปลกใจเพราะภายในห้องมีสิ่งต่างๆถูกจัดแยกและวางเรียงกันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะห้องหนึ่งที่มีหลอดแก้วบรรจุเนตรวงแหวนสามโทโมเอะมากกว่ายี่สิบคู่

 

 

 

แน่นอนว่าเขาแอบหยิบหลอดแก้วไปเจ็ดถึงแปดหลอดเผื่อเขาจะได้ใช้มัน เขาวางแผนที่จะดัดแปลงเนตรวงแหวนและหาสัตว์ร้ายประเภทนกเพื่อนำมันมาเป็นตัวสอดส่องสถานที่ให้แก่เขาในอนาคต

 

 

 

แถมเขายังจะมีแผนทำให้โลกใบนี้มีคาคาชิเนตรวงแหวน แต่เขาไม่คิดจะให้คาคาชิใช้เนตรวงแหวนของโอบิโตะ และเขาก็คิดจะทำลายแผนอ่อนๆของตาแก่มาดาระอีกด้วย

 

 

 

แต่มันยังมีเวลาอีกหลายปีเขาจึงเลิกคิดเรื่องไร้สาระและเดินสำรวจห้องทดลองอื่นๆ จนกระทั่งเขาพบเจอบางสิ่งที่สามารถใช้ทดสอบพลังของเขาได้ นั่นก็คือหมาป่าขนสีเทาซึ่งถูกขังไว้ภายในกรง

 

 

 

คาซึยะเดินไปที่กรงขัง เจ้าหมาป่าพยายามแยกเขี้ยวข่มขู่ แต่พอสายตาของมันจดจ้องเข้าไปในดวงตาของคาซึยะร่างของมันก็หยุดเคลื่อนไหวและสงบนิ่งไป ส่วนคาซึยะที่ทดลองพลังเสร็จก็ยกยิ้มอย่างพึงพอใจ

 

 

 

"ตาข้างซ้ายมีอ่านจันทรานิรันดร์ (Mugen Tsukuyomi) และ กระจกบุปผาเงาจันทรา(Kyōka Suigetsu)ที่ไม่น่าจะเป็นพลังของเทพ"

 

 

 

อ่านจันทรานิรันดร์ของคึยะค่อนข้างแตกต่างจากอ่านจันทราของอิทาจิเล็กน้อย มันมีแนวโน้มค่อนข้างเหมือนอ่านจันทรานิรันดร์ของเนตรวงแหวนสังสาระ(Rinne Sharingan)ซึ่งเป็นเนตรสังสาระขั้นสูงสุดมีโทโมเอะด้วยกันเก้าวง

 

 

 

อ่านจันทรานิรันดร์ของเขามีสามารถในการสร้างมิติความฝันนิรันดร์อันมืดมิดตามความปราถนาของศัตรูเพื่อหลอกลวงจิตใต้สำนักให้กลายเป็นทาสของผู้ใช้

 

 

 

ร่างกายภายนอกของศัตรูจะถูกหยุดนิ่งอยู่กับที่และไม่สามารถออกจากความฝันนิรันดร์ได้ไปชั่วนิจนิรันดร์ตามชื่อของมัน เว้นแต่เขาจะปลดปล่อยหรือคลายคาถา แน่นอนว่าเขาก็สามารถใช้ความสามารถอ่านจันทราของอิทาจิได้ด้วยเช่นกัน

 

 

 

และถ้าคาซึยะใช้พลังของคาถาไม้เข้าผสมกับอ่านจันทรานิรันดร์บางทีเขาอาจะมีพลังคล้ายอ่านจันทรานิรันดร์ของเนตรวงแหวนสังสาระแต่เป็นขนาดแบบย่อส่วนที่สามารถดูดซับจักระและเปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นชิโรเซ็ตสึ

 

 

 

"น่าเสียดายที่อ่านจันทรานิรันดร์ของเราใช้ได้หนึ่งครั้งต่อสิบคน พอใช้แล้วจักระหายวับไปทันที แต่ถ้าประสานกับคาถาไม้น่าจะช่วยลดข้อเสียนี้ได้บ้างไม่มากก็น้อย"

 

 

 

ส่วนกระจกบุปผาเงาจันทรานั้นไม่ใช่พลังของเทพ แต่นี่เป็นพลังของภูติพรายที่สามารถใช้มันสะกดจิตลวงหลอกประสาทสัมผัสทั้งหกอย่างสมบูรณ์ดั่งกระจกเงาสะท้อนดวงจันทร์บนผิวน้ำเห็นถูกกลายเป็นผิดซึ่งเป็นพลังที่เหมาะกับอ่านจันทรานิรันดร์มาก ถ้าไม่ใช้พลังทั้งสองพร้อมกันเขาจะใช้อ่านจันทรานิรันดร์ไม่ได้

 

 

 

"สามพลังเทพ อีกหนึ่งคือพลังภูติ"

 

 

 

เขาค่อนข้างพึงพอใจ และไม่แปลกใจกับพลังที่เขาได้รับมาเลยแม้แต่นิดเดียว ความสามารถของพลังเทพส่วนใหญ่จะถูกกลั่นกลองตามความถนัดและนิสัยของผู้ครอบครองเนตร

 

 

 

"และก็การสืบทอดต่อจากบรรพบุรุษและพ่อ พลังที่แท้จริงของเรามีสองสายนั่นคือเทวีสุริยา อามาเทราสึ และอ่านจันทรานิรันดร์ ส่วนการควบคุมเพลิงคากุซึจินั้นมาจากเนตรที่อาจารย์มอบให้"

 

 

 

้่เมื่อเข้าใจพลังความสามารถของตัวเอง คาซึยะก็ไม่ได้รีบร้อนจะทดสอบพลังของตัวเองอีกต่อไป พลังของเนตรนั้นค่อนข้างวิเศษไม่จำเป็นต้องฝึก เพราะถ้าได้ใช้ครั้งแรกได้ก็จะเชี่ยวชาญในตั้งแต่ตอนนั้นในทันที

 

 

 

ส่วนซูซาโนะโอะ เขาก็ยังไม่อยากลองใช้เพราะสถานที่ไม่ค่อยเอื้ออำนวย แถมในวันพรุ่งนี้ถ้าไม่อันตรายมากเกินไปเขาก็ไม่คิดจะใช้ซูซาโนะโอะ เพราะนี่จะเป็นการเปิดเผยสถานะของเขา

 

 

 

"เอาละไปที่ตระกูลฮิวงะเพื่อพูดคุยในเรื่องนี้ดีกว่า"

 

 

 

ดวงตาสีแดงและลวดลายค่อยๆหมุนวนย้อนกลับทวนเข็มนาฬิกาและดวงตาของเขาก็กลับมาสู่สภาพเดิม ด้วยพลังของเขาในตอนนี้เขาค่อนข้างมั่นใจในตัวเองสูง ถ้ามีอะไรผิดพลาดเขาสามารถใช้ซูซาโนะโอะปกป้องฮินาโมริได้

 

 

 

เมื่อตัดสินใจเขาก็ออกจากสถานวิจัยใต้ดินของโอโรจิมารุและวิ่งมุ่งหน้าสู่ตระกูลฮิวงะ ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีด้วยความสามารถในปัจจุบันทำให้เขาสามารถวิ่งด้วยความเร็วเหนือมนุษย์

 

 

 

"ความแข็งแกร่งระดับคาเงะนี่สุดยอด ต่อให้เจอดันโซพ่อก็ตบให้กลิ้งได้สบายๆ"

 

 

 

ปัจจุบันดันโซยังไม่รู้ว่าเนตรวงแหวนนั้นสามารถปลูกถ่ายให้สายเลือดอื่นได้ เจ้าหมอนี่จะเริ่มชิงเนตรจากตระกูลอุจิวะก็หลังจากได้รู้ว่าคาคาชิปลูกถ่ายเนตรวงแหวนให้กับตัวเองและเปิดใช้ได้ตามใจนึก แต่ปิดการใช้งานไม่ได้ทำให้กินจักระสูง

 

 

 

ดังนั้นดันโซในปัจจุบันจึงโครตอ่อนแอ จะให้เขาลอบสังหารมันในตอนนี้เลยก็ได้ แต่เขายังไม่ได้คิดจะทำแบบนั้นเพราะเขาจะใช้เจ้าดันโซเป็นหุ่นเชิดชั่วคราวของเขาเสียก่อน

 

 

 

เมื่อคาซึยะมาถึงตระกูลฮิวงะก็พบสายตาพึงพอใจจากลูกตระกูลฮิวงะ แม้หลายคนจะดูหยิ่งผยองแต่พวกเขาก็ยิ้มต้อนรับคาซึยะที่เป็นอุจิวะเพียงไม่กี่คนที่พวกเขายอมรับ

 

 

 

'ความเป็นพี่น้องของอุจิวะและฮิวงะจะคงอยู่ต่อไปถ้าเราและฮินาโมริสร้างสัมพันธ์แก่กันและกัน แต่นี่เป็นเพียงผลพลอยได้จากความรู้สึกของพวกเราเท่านั้น'

 

 

 

"โอ้เป็นไงมาไงละเนี่ยคาซึยะ"ชายหนุ่มวัย14-16ปีเดินออกมาจากคฤหาสน์ของฮิวงะ ชายคนนี้คือพี่รองของฮินาโมริ ฮิวงะ ฮิซาชิชายผู้ซึ่งจะได้รับคำสาปกนกในกรงในช่วงอนาคตและยังเป็นพ่อแท้ๆของฮิวงะ เนจิ

 

 

 

"สวัสดีพี่ชายฮิซาชิ ผมได้ข่าวว่าพรุ่งนี้ฮินะจะเดินทางไปยังสุสานบรรพบุรุษฮิวงะ ผมจึงอยากจะขอออกไปเที่ยวโลกภายนอกด้วย"

 

 

 

"บะ แบบนี้นี่เอง มาเถอะไปพูดกันในด้านในดีกว่า"

 

 

 

พอฮิซาชิเดินพาเขาเข้ามาในคฤหาสน์ ใบหน้าที่ยิ้มแย้มก็ค่อยๆหายไปและกลายเป็นตรึงเครียดในทันที แน่นอนคาซึยะสังเกตุุการแสดงอารมณ์บนใบหน้าของอิซาชิอยู่ตลอดจึงเขาใจ

 

 

 

'ดูเหมือนการเดินทางในครั้งนี้จะเป็นความลับของตระกูลฮิวงะ'

 

 

 

ฮิซาชิพาเขาไปยังโรงฝึกและก็พบว่าภายในโรงฝึกมีเด็กหญิงตัวน้อยกำลังร่ายรำมวยอ่อนปะทะกับชายหนุ่มที่คุ้นเคยกับเขาเช่นกันนั่นก็คือฮิอาชิและฮินาโมริ ข้างกายของทั้งสองคือผู้อาวุโสฮิวงะผู้นำตระกูลคนปัจจุบัน ซึ่งเป็นคนที่คาซึยะไม่ค่อยชอบขี้หน้าเล็กน้อย

 

 

 

"ท่านผู้อาวุโส พี่ชายฮิอาชิสวัสดี"

 

 

 

"คาซึยะหรอ มาหาฮินาโมริหรอ?"ฮิอาชิถามคาซึยะด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน แน่นอนว่าตอนนี้ฮิอาชิยังไม่สูญเสียน้องทั้งสองคนจึงไม่ค่อยเข้มงวดอย่างต้นฉบับ

 

 

 

"ก็ไม่เชิง วันนี้ผมก็แค่จะพูดคุยเรื่องการเดินทางในวันพรุ่งนี้ของฮินาโมริ"

 

 

 

"นะ นี่ เธอรู้เรื่องนี้ได้ยังไง ?"พ่อของสามพี่น้องค่อนข้างแตกตื่นกับคำพูดของคาซึยะ มันเป็นอย่างที่เขาคาดการณ์ดูเหมือนการเดินทางในครั้งนี้นั้นเป็นความลับจริงๆ

 

 

 

"ชิมูระ ดันโซ ลูกน้องของมันบอกผมแต่ตอนนี้มันถูกสังหารไปแล้ว การเดินทางครั้งนี้สำคัญใช่ไหมเอาละวันนี้ที่ผมมาก็แค่จะขอออกเดินทางไปกับฮินะ เพื่อคุ้มกันเธอ"

 

 

 

"ดันโซ บัดซบเจ้าหมอนั่น!!"

 

 

 

"ท่านพ่อหมายความว่ายังไง"ฮิอาชิที่เห็นบิดามีสีหน้าน่าเกียจก็ถามอย่างสงสัย

 

 

 

"ง่ายมากพี่ฮิอาชิ เพื่อควบคุมตระกูลฮิวงะ และสร้างความขัดแย้งแก่ฮิวงะและอุจิวะ ดันโซคิดจะสังหารหมู่ฮินะและผู้คุ้มกัน และโยนความผิดนี้ให้แก่ตระกูลอุจิวะ"

 

 

 

"ตะแต่ เรื่องแบบนี้มัน!!!"

 

 

 

ครอบครัวฮิวงะทั้งสามเริ่มตึงเครียด เพราะการเดินทางในครั้งนี้สำคัญสำหรับฮินาโมริมาก แต่ถ้าเธอเดินทางไปจะต้องถูกโจมตีอย่างแน่นอน

 

 

 

"แต่ไม่ต้องเป็นห่วง แค่ให้ผมไปด้วยก็พอ"

 

 

 

"ไม่ได้ถ้าเจ้าไปด้วยละก็..."พ่อของฮินาโมริพยายามขัดแต่น่าเสียดายที่คาซึยะปฏิเสธความหวังดีนี้

 

 

 

"ไม่ต้องห่วง ลองใช้เนตรสีขาวกับผมดูสิ"

 

 

 

พอคาซึยะพูดจบ สี่พ่อลูกก็พากันเปิดเนตรสีขาวสักพักเหงือของสามพี่น้องก็ไหลรินอย่างช่วยไม่ได้ จะมีก็แต่ผู้อาวุโสเท่านั้นที่พยักหน้าอย่างพึงพอใจในตัวว่าที่ลูกเขยของเขา

 

 

 

"เยี่ยมเจ้ามีจักระระดับคาเงะแล้ว"

 

 

ใครไม่เม้นวันนี้ไรท์ไม่ได้ขอให้ขี้แตก

แต่ขอให้เยี่ยวไม่ออกไปสามวันสี่คืน

ร่ายคาถาก่อนไม่รอแล้วนะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น