dariya_writer
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 2 (3)

คำค้น : ความจำเสื่อม,หวานซึ้ง,หมอ,หมอฟัน,ดาริยา

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 68

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ส.ค. 2562 04:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 (3)
แบบอักษร

คนที่บอกตัวเองว่าจะลืมขับรถมุ่งหน้ามายังโรงพยาบาลอีกครั้ง หลังจากอยู่รับประทานอาหารมื้อเย็นกับครอบครัวอีกมื้อหนึ่งแล้วรัญชน์ก็ขอตัวกลับ เขาไม่อาจนอนค้างที่บ้านและรอกลับเช้าวันจันทร์เหมือนที่ตั้งใจไว้ได้ 

เอาละ! ยอมรับว่าเป็นห่วงคนไข้นิรนามพอควร จะทิ้งให้เป็นหน้าที่ปาลิดาเพียงคนเดียวก็ดูกระไรอยู่ 

หลังจากคุณหมอหนุ่มจอดรถตรงที่จอดของบ้านพักแพทย์แล้ว แทนที่จะเดินเข้าไปในบ้าน เขากลับเดินไปยังตึกพิเศษ ขึ้นบันไดตรงไปยังห้องเบอร์แปดทันที 

เคาะประตูแล้วผลักเข้าไปก็พบภาพประหลาด... 

ปาลิดาในชุดลำลองนอนหลับอยู่บนโซฟา ในมือยังมีหนังสือนิยายเปิดค้างอยู่บนหน้าอก 

ส่วนคนไข้สาวนั่งเอนๆ บนเตียง ไม่สนใจว่าใครจะเดินเข้ามาในห้อง สมาธิจับจ้องอยู่กับหน้าหนังสือนิยาย สายตาไล่ไปตามตัวอักษรพร้อมรอยยิ้มจางๆ 

“ทำอะไรอยู่” รัญชน์ถามเบาๆ เพื่อไม่ให้เสียงไปรบกวนคนเฝ้าไข้ที่กำลังหลับสนิท 

“อุ๊ย! คุณ! มาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย ไม่ให้สุ้มให้เสียงเลย ตกใจหมด” คนพูดปิดหนังสือเล่มหนาลงด้วยท่าทางแสนเสียดาย 

“ใครว่าผมมาเงียบๆ นี่ผมเคาะประตูก่อนเข้ามาแล้ว คุณนั่นแหละ ทำไมไม่นอนพักผ่อน เอาแต่อ่านนิยายแบบนี้ไม่ได้นะ” 

หมอรัญชน์คว้าหนังสือนิยายไปจากมือหญิงสาว ก่อนจะส่งสายตาคาดโทษมาให้...คงเพราะแบบนี้เอง คนทั้งโรงพยาบาลถึงได้กลัวจนหัวหด ดูเอาเถอะ คุณหมอหนุ่มไม่ได้ส่งแค่สายตาพิฆาต แต่เขายังทำท่าห่างเหินเข้าใส่ ทำเอาอุ้มอดสงสัยไม่ได้ว่า กอดแสนอบอุ่นที่เธอได้รับเมื่อฟื้นมาครั้งแรกนั้น เป็นความฝันหรือความจริงกันแน่ ดูๆ ไปแล้วผู้ชายเย็นชาคนนี้ไม่น่ากอดใครเป็น ที่ทำไปด้วยความไม่ตั้งใจแน่เลย 

สมแล้วที่ปาลิดาเล่าว่าหมอรัญชน์เป็นผู้ชายที่เข้าใจยาก พวกพยาบาลเก่าแก่ของที่นี่เล่ากันว่า หลังเหตุการณ์ปริศนาเมื่อสองปีที่แล้วเขายิ่งปิดกั้นตัวเองเข้าไปใหญ่ เปลี่ยนไปเป็นคนละคนจากใจดีเป็นเงียบขรึมเย็นชา อื๋ย! โรคจิตรึเปล่าเนี่ย น่ากลัวจัง 

“ใครว่าฉันเอาแต่อ่านนิยาย เมื่อตอนสายก็นอนไปตื่นนึงแล้ว จะให้นอนทั้งวันได้ไง เบื่อแย่”  

รัญชน์ยืนมองหญิงสาวในชุดคนไข้ของโรงพยาบาลที่เถียงฉอดๆ อยู่บนเตียง เขาต้องพยายามระงับใจไม่ให้มองริมฝีปากอิ่มสีชมพูใสนั่น แค่สบตาอย่างเดียวความรู้สึกแปลกๆ ก็แล่นวูบวาบไปทั้งตัวแล้ว...นี่เขาเป็นอะไรไป 

“อุ๊ย! คุณหมอรัญชน์ กลับมาแล้วเหรอคะ ไหนว่าจะค้างที่บ้านคืนนึงไง” 

เสียงปาลิดาที่เพิ่งตื่นผลุนผลันลุกขึ้นมานั่งตัวตรงบนโซฟาทักทายด้วยสีหน้าตระหนก ท่าทางจะกลัวโดนดุว่าเฝ้าไข้ไปหลับไปละกระมัง 

“ผมเปลี่ยนใจกลับมาก่อน ก็เลยได้เห็นอะไรดีๆ ปลาเชื่อมั้ย มาถึงผมก็เห็นคนไข้นอนอ่านหนังสือตาแป๋ว แต่คนเฝ้าไข้กลับหลับอุตุ แบบนี้ใช้ได้มั้ยเนี่ย” น้ำเสียงที่เดาไม่ออกว่าคนพูดดุจริงหรือแกล้งดุทำเอาปาลิดาเริ่มหน้าซีด 

“เอ่อ...คือ...ปลาขอโทษค่ะ ง่วงมากจริงๆ เลย” ปาลิดาส่งยิ้มแหยๆ ไปให้คุณหมอหนุ่มผู้เฉยชา 

“ถึงจะจ้างพิเศษเพื่อมาดูแล แต่คุณก็ยังเป็นพยาบาลอยู่นะ ทำหน้าที่ให้ดีหน่อย” 

“หยุดบ่นซะทีได้มั้ย มาถึงก็บ่นๆๆ อยู่นั่นแหละ ปลาไม่ได้ทำผิดอะไรร้ายแรงซะหน่อย แล้วฉันก็ไม่ใช่คนไข้ที่อาการหนักหนาสาหัสขนาดต้องนั่งเฝ้าตาไม่กะพริบด้วย ฉันไม่ได้ป่วยหนัก แค่ความจำเสื่อมเท่านั้นเอง” 

เสียงคนไข้สาวบนเตียงแหวลั่นอย่างเหลืออด อีตาหมอขี้เก๊กคนนี้ต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ นึกว่าเป็นหมอแล้วจะดุจะว่าใครก็ได้งั้นเหรอ ต้องเจอกันหน่อยละ 

“อุ้ม อย่าพูดอย่างนั้นสิ ฉันมีส่วนผิดอยู่นะ คุณหมอรัญชน์พูดมาก็ถูกทุกอย่าง” ปาลิดาอ้อมแอ้มออกมาเบาๆ เพื่อปรามคนไข้สาวที่ไม่รู้ซะแล้วว่าใครเป็นใคร ในโรงพยาบาลนั้นเป็นที่รู้กันว่าคุณหมอต้องเป็นฝ่ายถูก และพยาบาลมีหน้าที่ทำตามคำสั่งเท่านั้น 

“เอาละปลา ผมก็เข้าใจนะว่าคุณง่วง อ่อนเพลียเพราะผมไปลากคุณมาเฝ้าคนไข้เจ้าปัญหาคนนี้ เอาเป็นว่าคุณไปได้แล้ว ขอบคุณมากนะ ไปพักผ่อนเถอะ แล้วก็รับค่าตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ นี่ไปด้วย” 

รัญชน์ยื่นซองสีขาวที่บรรจุธนบัตรไว้ข้างในให้ปาลิดาเป็นสินน้ำใจ พยาบาลสาวยกมือไหว้ขอบคุณแล้วรับไป ก่อนพึมพำกับคนไข้บนเตียง 

“ฉันไปนะอุ้ม ดูแลตัวเองดีๆ ล่ะ” 

หลังจากคุยกันมาเป็นวัน ปาลิดาก็รู้ว่าอุ้มเป็นคนนิสัยดี แม้จะยังจำอะไรไม่ได้แต่เธอก็น่ารัก คุยกันถูกคอเพราะอายุก็น่าจะไม่ต่างกันมาก ถ้าเป็นเพื่อน ต่อไปก็คงสนิทกันได้ไม่ยาก พยาบาลสาวจึงอดห่วงสวัสดิภาพของเพื่อนใหม่ไม่ได้ เธอทำปากขมุบขมิบโดยไม่ออกเสียงก่อนออกไปจากห้องว่า 

“อย่าดื้อนะ” แล้วก็เผ่นแน่บออกไปทันที 

อุ้มอมยิ้มกับท่าทางกลัวจนหัวหดของปาลิดา...ใครจะกลัวหมอคนนี้ก็ช่าง แต่คนอย่างอุ้มไม่มีกลัวใครอยู่แล้ว เธอไม่มีอะไรต้องกังวล ในเมื่อไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร จะทำอะไรก็คงไม่แปลกทั้งนั้นแหละ ทำอย่างที่ใจคิดจะดีที่สุด 

“ปวดหัวมั้ย”

ในเมื่อคนถาม ทำเหมือนไม่เต็มใจถาม อุ้มจึงแก้เผ็ดด้วยการไม่ตอบซะเลย หญิงสาวทำหูทวนลมพร้อมกับหยิบหนังสือนิยายขึ้นมาอ่านต่อ

“ผมถามว่าปวดหัวมั้ย ตอบด้วย” รัญชน์คว้าหนังสือไปจากมือแล้วสบตาหวานเพื่อคาดคั้นจะเอาคำตอบกับคนดื้อ

“ฉันไม่ตอบ มีไรมั้ย นี่คุณ ฉันสารภาพเลยนะว่าเกลียดคนขี้เก๊กอะ คุณจะเก๊กไปถึงไหน ดูสิ คนรอบข้างคุณน่ะ หัวหดกันหมดแล้ว อย่ากดดันคนอื่นได้มั้ย ฉันไม่ชอบ”

คำพูดตรงๆ นั้นกระแทกใจของรัญชน์อย่างแรง เขารู้ว่าตัวเองเปลี่ยนไปมาก แต่ไม่คิดว่าคนรอบข้างจะรู้สึกกับเขาขนาดนี้ ไม่เคยมีใครกล้าบอกกล้าพูดความจริงอย่างนี้เลย

ใครจะรู้ว่าที่เขาทำไปทั้งหมดก็เพื่อปิดกั้นตัวเอง เขาไม่ต้องการใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้หญิงคนไหน...กลัว...ใช่! เขากลัวว่าความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งจะนำพาไปสู่ความหายนะเหมือนเมื่อสองปีที่ผ่านมา ดังนั้น ไม่ว่าผู้หญิงหน้าไหน เขาให้ได้ก็แค่ความหมางเมิน ทำทุกอย่างไปตามหน้าที่ จะไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น

คุณหมอหนุ่มตัดสินใจยื่นหนังสือนิยายคืนกลับไปให้หญิงสาว ก่อนบอกเธอเบาๆ

“ถ้างั้นผมคงไม่อยู่ให้คุณรำคาญใจหรอก เอาเป็นว่าคุณนอนอ่านนิยายเสียให้พอ คงไม่ต้องการใครมาเฝ้าแล้ว ถ้าปวดหัวก็กดเรียกพยาบาลก็แล้วกัน”

อุ้มมองตามแผ่นหลังกว้างของหมอรัญชน์ที่เดินจากไป อดรู้สึกผิดนิดๆ ไม่ได้ที่พูดจาแรงๆ ตรงๆ ไปขนาดนั้น อันที่จริงผู้ชายคนนี้จัดเป็นผู้มีพระคุณต่อเธอ เขาเหมือนให้ชีวิตเธอแท้ๆ ถ้าเขาไม่ช่วยไว้ ป่านนี้เธออาจจะเป็นศพไปแล้วก็ได้ หญิงสาวทอดถอนใจ ก่อนจะบอกกับตัวเองว่าคงต้องขอโทษเขาวันหลังที่พูดแรงไปหน่อย กับผู้ชายเย็นชาคนนี้เธอน่าจะใช้ความพยายามในการเข้าใจเขา ทุกคนมีเหตุผลของตัวเองทั้งนั้นแหละ เธอไม่ควรบุ่มบ่ามทำอย่างที่เพิ่งทำไปเลย

แล้วค่อยเริ่มกันใหม่วันหลังก็แล้วกัน

____________________

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น