เขียนจนนิ้วล็อค?

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 32 อำนาจที่ยิ่งใหญ่ย่อมมาพร้อมกับกฎที่ใหญ่ยิ่งกว่า

ชื่อตอน : ตอนที่ 32 อำนาจที่ยิ่งใหญ่ย่อมมาพร้อมกับกฎที่ใหญ่ยิ่งกว่า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 141

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ส.ค. 2562 00:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 32 อำนาจที่ยิ่งใหญ่ย่อมมาพร้อมกับกฎที่ใหญ่ยิ่งกว่า
แบบอักษร

(มีตอนท้ายๆเล็กน้อยอย่าเพิ่งกดปิดไปก่อนล่ะ!) 

 

     ขณะที่เสียงระเบิดยังคงดังกึกก้องอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงของหญิงชราที่เรียกขานด้วยความรัก (?) 

      

     ร่างของเด็กสาวซึ่งกำลังเยียบย่ำอยู่บนอากาศที่ว่างเปล่าอย่างมั่นคงราวกับมันคือผืนพสุธา  

 

     โดยวิชานี้คือวิชาเดียวกันกับที่เซเฟอร์เคยแสดงให้ดูในครั้งที่มิสได้เอ่ยถามถึงรายระเอียดของวิชา คุโรชิคิ  

 

     ตามปกติของวิชา เดินชมจันทร์ คือการเหยียบย่ำอากาศอย่างรวดเร็ว และกระโดดขึ้นไปเรื่อยๆเพื่อให้ ร่างของผู้ใช้ไม่ร่วงหล่นลงสู่พื้น คล้ายกับการใช้ปลายขาสร้างแท่นเหยียบขึ้นมาบนอากาศที่ว่างเปล่า 

 

     แต่! 

 

     สิ่งที่มิสได้กระทำนี้เหนือกว่ากับวิชา เดินชมจันทร์ ตามปกติเป็นอย่างมาก 

      

     หาก เดิมชมจันทร์ ตามปกติคือการสร้างแท่นเหยียบขึ้นมาบนอากาศชั่วระยะเวลาหนึ่ง สิ่งที่มิสกำลังใช้อยู่นี้ก็คล้ายกับเป็นการสร้างผืนแผ่นดินที่มั่นคงบนอากาศที่ว่างเปล่า 

 

     หลังจากที่มิสได้ฝึกฝนการเหยียบอากาศเช่นในครั้งที่เซเฟอร์ได้แสดงให้ดู เขาก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเซเฟอร์ถึงหมดสภาพหลังจากที่เขาใช้วิชานี้ 

 

     เพราะถึงแม้มันจะถูกกล่าวว่าเป็นวิชาแต่สำหรับ เซเฟอร์ เซนโงคุ การ์ป และอีกหลายคนที่รู้จักและคุ้นเคยกับวิชานี้ พวกเขาจะไม่เรียกมันว่าวิชา แต่เป็นเทคนิคขั้นสุดยอดในการเพิ่มขีดจำกัดของร่างกายให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างเร่งรัดและมีประสิทธิภาพ เนื่องด้วยการใช้แต่ละครั้งของมันนั้นไม่ได้ต่างไปจากการใช้เก็ปโปนับหลายร้อยครั้งในเสี้ยววินาที 

 

     อย่างไรก็ตามมันก็ไม่สามารถเพิ่มความแข็งแกร่ง หรือทะลวงขีดจำกัดทางร่างกายของมิสให้พัฒนาขึ้นได้ 

 

     กลับกันมิสสามารถใช้มันได้โดยไม่ปรากฏความเหน็ดเหนื่อย หรือสร้างภาระให้กับร่างกายเช่นเซเฟอร์ 

 

     บัดนี้ใบหน้าของมิสนั้นยิ้มแย้มแจ่มใสอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 

      

     ไม่รู้เพราะเหตุใดการกลั่นแกล้งในครั้งนี้ถึงทำให้จิตใจของเขาชื่นบานได้ถึงเพียงนี้ 

      

     "เอาล่ะไว้ฉันจะกลับมาใหม่กองทัพเรือ" 

 

     กล่าวเช่นนั้นก่อนที่ร่างของเด็กสาวจะก้าวเดินและหายไปจากจุดนั้นด้วยการใช้ออกด้วยโซล 

 

     ราวกับเป็นการวาร์ป! 

 

     ร่างของมิสปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในระยะทาง 150 เมตรเบื้องหน้า 

 

     การเดินทางได้เริ่มต้นขึ้น 

 

     เป็นเวลาไม่ถึง 5 นาทีนับตั้งแต่ที่มิสออกเดินทาง และมาถึงยังจุดหมาย 

      

     ร่างเล็กของเด็กสาวตัวน้อยได้ปรากฏตัวขึ้นสูงเหนือพื้นผิวของน้ำทะเล 8 กิโลเมตร และอยู่ใจกลางหมู่เกาะชาบอนดี้ 

 

     แสงอรุณใกล้จะสาดส่อง ผู้คนบนหมู่เกาะน้อยใหญ่เริ่มออกมาทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง ขณะที่พระอาทิตย์กำลังมาเยือนพร้อมกับเช้าวันใหม่ 

 

     ฮาคิแห่งการสังเกตได้ถูกใช้ออก 

 

     รัศมีของมันครอบคลุมทั่วทุกตารางนิ้วของหมู่เกาะชาบอนดี้ตั้งแต่หมู่เกาะที่ 1 ไปจนถึงหมู่เกาะที่ 79 รวมไปถึงตามน่านน้ำของแต่ละหมู่เกาะที่อยู่ติดกับชายฝั่ง 

 

     "อืม ยังเหลืออีกสินะ" 

 

     มิสกล่าวเช่นนั้นก่อนจะถีบอากาศส่งร่างของตนลงสู่ซอยที่เปล่าเปลี่ยวไร้ซึ่งผู้คนสัญจร 

 

     เพียงพริบตาปลายเท้าก็แตะพื้น 

 

     ถึงแม้จะลงมาด้วยความสูงนับแปดพันเมตร ด้วยความรวดเร็วที่เหนือจินตนาการ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เกิดเสียงอันใด 

 

     การมาของมิสนั้นเต็มไปด้วยความเงียบสงัดราวกับใบไม้ที่ร่วงลงสู่ผืนดิน 

 

     เขาตัดสินใจลงมายังหมู่เกาะที่ 20 ซึ่งถูกจัดเป็นเขตนอกกฎหมาย ที่มีแต่สถานที่ค้าทาส และอุดมไปด้วยเหล่านักล่าค่าหัว  

 

     การที่มิสมายังเกาะแห่งนี้นั้นมีจุดประสงค์ที่หลากหลาย ซึ่งหนึ่งในนั้นคงไม่พ้นมหกรรมการเททรัพย์สินเงินทองครั้งยิ่งใหญ่ (?) 

 

 

* 

 

 

     ขณะที่แสงอรุณอันแสนอบอุ่นได้สาดส่องลงจากดวงอาทิตย์สู่โลก 

      

     ณ ปราสาทแพนเจียที่ตั้งตะหง่านอยู่บนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของโลก แมรีจัวร์ 

      

     ภายในปราสาทแพนเจียนั้นเป็นสถานที่พำนักของเหล่าห้าผู้เฒ่า หรือ ผู้คุมกฎของโลก ซึ่งเป็นตัวแทนของชนชั้นสูงของโลกอย่าง มังกรฟ้า ภายใต้การปกครองของผู้นำเพียงหนึ่ง 

      

    สถานที่แห่งนี้นั้นเป็นอีกหนึ่งสถานที่ต้องห้าม ที่หากไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาของรีเวอร์รี่แล้วก็แทบจะไม่มีทางเลยที่ใครจะสามารถเข้าออกได้อย่างอิสระนอกจากห้าผู้คุมกฎ 

 

     โดยที่ห้าผู้คุมกฎของโลกนั้นมีหน้าที่สำคัญคือ การสั่งการทุกวิธีเพื่อทำให้โลกใบนี้เงียบสงบปลอดภัยภายใต้การปกครองของรัฐบาลโลก 

 

     ถึงแม้บทบาทของพวกเขาที่แสดงให้ผู้คนเห็นจะเต็มไปด้วยอำนาจเหนือใคร และจริงจังอยู่ตลอดเวลา แต่พวกเขาเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง 

 

     พวกเขาหาได้จริงจังอยู่ตลอดเวลา เพราะหากเป็นเช่นนั้น เกรงว่าคงต้องเตรียมเข้าโรงพยาบาลคนบ้าร่วมกับเซนโงคุที่ถูกพวกเขาปัดงานยิบย่อยไปให้เป็นพักๆโดยผ่านกระบวนการส่งกันเป็นทอดๆอย่างเช่นการโยนงานไปให้ ค็อง ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพ จากนั้นค็องก็ส่งภาระต่อไปให้ จอมพลเรือ ทำแทน เป็นต้น 

 

     กิจวัตรของพวกเขาทั้งห้าคือการมานั่งสุมหัวกันใน ห้องแห่งอำนาจ เพื่อรอรายงานจากหน่วย ไอจิส หรือ Cp0 และคอยติดตามเรื่องราวของโลกในแต่ละวัน 

 

     เมื่อตื่นนอน ทำกิจวัตรอย่างการอาบน้ำ ล้างหน้า แปลงฟัน และเปลี่ยนชุดเสร็จสิ้น พวกเขาทั้งหมดจะต้องออกจากห้อง และเดินมาตามทางที่ถูกออกแบบมาให้บรรจบกันอยู่ที่ห้องแห่งอำนาจโดยเฉพาะ  

 

     ในยามนี้ได้ปรากฏร่างของชายชราทั้งห้าคนซึ่งได้รับการกล่าวขานจากผู้คนว่าเป็น ผู้คุมกฎของโลก 

      

     อย่างไรก็ตามพวกเขาหาได้มีอิสระในชีวิตขณะที่ต้องแบกรับหน้าที่นี้มากนัก เนื่องจากตำแหน่งของผู้คุมกฎของโลกที่ถูกเลือกมานั้นเต็มไปด้วยกฎและข้อบังคับต่างๆมากมาย  

 

     และการที่พวกเขาต้องมารับประทานอาหารยามเช้าพร้อมกันที่ ห้องแห่งอำนาจ ก็เป็นหนึ่งในกฎเกณฑ์ข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด 

      

     "เฮ้อ หวังว่าวันนี้จะไม่มีเรื่องน่าปวดหัวนะ" ชายผมเหลืองผิวสีแทนส่งเสียงหาวที่ราวกับถอนหายใจออกมา ก่อนจะกล่าวพลางเกาหัว 

 

     "น่า น่า วันๆของพวกเรามันก็เป็นแบบนี้นี่แหละ" 

      

     "ฉันชักหิวซะแล้วสิ"      

 

     การสนทนาที่แสนเรื่อยเปื่อยระหว่างห้าผู้เฒ่าได้เริ่มต้นขึ้นระหว่างเดิน 

      

     ทว่า 

 

     อำนาจที่ยิ่งใหญ่อย่างผู้คุมกฎของโลกก็มาพร้อมกับเรื่องราววุ่นๆที่ใหญ่ยิ่งกว่า 

 

     ในทันทีที่ก้นถึงเบาะ ร่างของหน่วยไอจิส หรืออีกชื่อ Cp0 ก็ปรากฏตัวขึ้น 

 

     "มีอะไร" เป็นน้ำเสียงที่แฝงไว้ซึ่งความไม่พอใจเล็กน้อย 

     

     นอกจากนายหัวโล้นที่ใส่ชุดขาวปิดตาอยู่เพียงลำพัง ทั้งสี่คนที่เหลือต่างก็หรี่สายตาแคบมองหน่วยไอจิสคนนั้น อย่างพิจารณาพลางคิดในใจอย่างพร้อมเพรียงกัน

 

     [ปัญหามาแล้ว!]

 

     สมาชิกของหน่วยไอจิสนั้นมีจำนวนน้อยมาก เพื่อเป็นการป้องกันการลอบปลอมตัว ส่งผลให้สมาชิกของหน่วยไอจิสมีจำนวนไม่เกินกว่าร้อยคน และทุกคนในหน่วย รวมถึงพวกเขาซึ่งเป็นผู้คุมกฎของโลกต่างก็รู้จักรูปร่างหน้าตา และอุปนิสัยของแต่ละคนเป็นอย่างดี 

 

     ทั้งห้าจำได้ดีว่าชายคนนี้เป็นเด็กใหม่ที่เพิ่งจะเข้าเป็นสมาชิกของหน่วย ไอจิส เมื่อปีก่อน อีกทั้งยังเป็นผู้รับผิดชอบในการเฝ้าดูและรายงานทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเด็กสาวปริศนานามว่า มิส

     

     การที่มันปรากฏตัวในครั้งนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน เพราะทุกรายงานที่ได้รับมาจากมันไม่เคยมีเรื่องไหนเลยที่จะไม่ทำให้ปวดหัว หรือไม่สร้างความกังวล

 

     แต่!

 

     ในครั้งนี้กลับต่างออกไปเล็กน้อย 

 

     เมื่อข่าวล่าสุดของเด็กสาวได้ถูกรายงานออกไปและเจาะจงทุกรายระเอียด ใบหน้าของห้าผู้เฒ่าก็กลายเป็นยากจะอธิบาย

 

     โทสะก็ไม่เชิง รับไม่ได้ก็ไม่ถูก 

     

     อย่างไรก็ตามมันก็มีสองสิ่งที่เหมือนกัน

     

     "ฮึ ฮึ ฮะ ฮะ ฮะ" 

      

     พวกเขาหัวเราะออกมา พร้อมยกยิ้มที่มุมปากอย่างไม่รู้ตัว 

 

     ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดหลังจากที่ได้ฟังรายงานนี้ ความทรงจำในครั้งที่เคยสนทนา และมอบภารกิจให้ ซึรุจอมวางแผน ก็เริ่มพรั่งพรู 

 

     ในทุกๆครั้งที่ได้สนทนาและมอบภารกิจให้กับหญิงชรา มันจะไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่เธอจะไม่หาเหตุผลมาขัดแย้งกับเรื่องที่พวกเขาสั่งให้ทำ และปฏิเสธมันอย่างไม่ใยดี  

 

     "ฮึ สมน้ำหน้า ฮะ ฮะ ฮะ" 

      

     พวกเขาทั้งห้าอดมิได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมาด้วยความสะใจ  

 

     แต่ทว่า      

 

     "เอ่อ ท่านครับ" 

 

     ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะทำให้พวกเขาทั้งห้าจะหลงลืมตัวตนของไอจิสนายนั้น และหลุดจากภาพลักษณ์ของความน่าเกรงขาม 

      

     "ฮะ แฮ่ม" 

     

     ผู้เฒ่าทั้งห้ากระแอมพร้อมทำตัวกลบเกลื่อน 

 

     หนังสือพิมพ์ที่มีเพียงฉบับเดียวถูกชายผู้มีปานบนหน้าผากหยิบขึ้นมาบังหน้า ส่วนคนที่ไม่มีหนังสือพิมพ์ต่างก็ลุกขึ้นยืนและหันหลังให้ไอจิสนายนั้นเพื่อเป็นการกลบเกลื่อนพฤติกรรมหลุดๆของพวกเขาเมื่อสักครู่นี้ 

 

     จะมีเพียงนายหัวโล้นคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ได้ทำอะไรนอกเหนือจากนั่งอยู่ที่เดิมเพราะไม่รู้จะทำอะไรกลบเกลื่อนเฉกเช่นอีกสี่คน 

 

     นับเป็นครั้งแรกในชีวิตของพวกเขาที่เกิดเรื่องสะใจพร้อมทำให้หงายเงิบจนหลุดภาพลักษณ์เช่นนี้ 

      

แต่ทว่า! 

 

     พวกเขาคือผู้คุมกฎของโลก  

      

     ผู้คุมกฎของโลกไม่สมควรแสดงกิริยาเช่นเมื่อครู่นี้ 

 

     ดังนั้น 

 

     ต้องหาเรื่องกลบเกลื่อน! 

 

     แต่! 

      

     เรื่องอะไรล่ะ?! 

      

     วันนี้พวกเขาก็พึ่งจะตื่นนอนและวางแผนว่าจะเล่นหมากรุกกันตามปกติในห้องประจำ โดยตั้งความหวังที่แสนริบหรี่ และยากที่จะเป็นไปได้ว่าวันนี้จะไม่มีรายงานน่าปวดหัวเท่านั้นเอง 

      

     หนังสือพิมพ์ก็เพิ่งจะถึงมือ! 

 

     แถมมีอยู่แค่เพียงฉบับเดียว! 

      

     เรื่องกลบเกลื่อนก็มีมากมายนับร้อย! 

      

     ดังนั้น 

      

     "วันนี้อากาศสดชื่นดีจริง"  

 

     เป็นนายหัวโล้นผู้ที่มักจะพกดาบไปกับตนทุกสถานที่ราวกับมันคือคู่ชีวิต ที่เป็นผู้เอ่ยทำลายความเงียบงันที่ก่อตัวขึ้นเมื่อสักครู่นี้ 

      

     แต่ทว่า! 

 

     อากาศมันจะสดชื่นได้อย่างไรกันบนสถานที่แห่งนี้? 

 

     ควรรู้ไว้ว่าแมรีจัวร์นั้นตั้งอยู่บนเทือกเขาเหนือพื้นผิวของน้ำทะเลหลายกิโลเมตรอย่าง เรดไลน์ 

      

     ดังนั้นมวลอากาศบนสถานที่แห่งนี้ย่อมต้องมีอยู่เพียงน้อยนิดเป็นธรรมดาอยู่แล้ว  

 

     เหล่ามังกรฟ้าในยุคหลังๆมานี้ก็มีหลายคนที่จู่ๆก็สลบไประหว่างทำกิจวัตรประจำวัน 

 

     "เอ่อ ครับ" ไอจิสผงะเล็กน้อยกับท่าทางและคำพูดของคนที่ได้ชื่อว่าผู้คุมกฎของโลก 

 

     [ไอ้บ้าเอ้ย! นั่นมันใช่ถ้อยคำที่พวกเราผู้เป็นถึงผู้คุมกฎของโลกควรจะเอ่ยออกไปรึไง!! และอีกอย่างที่นี่อากาศน้อยจะตายมันจะไปสดชื่นได้อย่างไรกันฟะ!!! ไอ้โล้นเฮงซวยเอ้ย!!!!] คำก่นด่ามากมายของโกโรเซทั้งสี่ถูกพ่นออกมาภายในใจ ด้วยความพร้อมเพรียงกัน ราวกับนัดกันมาแต่ชาติปางก่อน

 

     ทั้งสี่เหลือบสายตาไปมองยังหัวล้านๆของนายหัวล้านด้วยสายตาที่ราวกับจะฆ่ากันได้ก็มิปาน

 

     แต่ทว่า

 

     สิ่งที่สำคัญที่สุดของพวกเขาตอนนี้ก็คือการกู้หน้า และสร้างภาพลักษณ์ของความน่าเกรงขามให้กับไอจิสนายนั้นได้ประจักษ์ หาใช่สร้างสรรค์คำสรรเสริญ หรือคำสาปแช่งในตัวไอ้โล้น

     

     พวกเขาใช้หนึ่งในสมบัติของโลกใบนี้ทันที

 

     สมบัติของโลกคือสิ่งใด?

 

     สมบัติของโลกคือสิ่งที่ถือกำเนิดมาพร้อมกับโลกใบหนึ่ง และเต็มไปด้วยความเร้นลับที่ใครก็ยากจะเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ สมบัติของโลกนั้นมีจำนวนมากมาย และได้รับสืบทอดกันมาตามยุคตามสมัยในอารยธรรมที่แตกต่างกัน 

 

     หลากหลายนามที่ได้รับการกล่าวขาน

 

     หลากหลายผู้ใช้ที่ได้ผลัดเปลี่ยนตามยุคสมัย

 

     ทว่า

 

     เกือบทั้งหมดได้สูญหายไปตามกระแสน้ำแห่งการเวลาที่แสนเชี่ยวกราก

 

     เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เก่าแก่และลึกลับอย่างมาก เพราะจำนวนของมันนั้นมีมากมายเหนือคณานับ กระนั้นกลับมีสมบัติของโลกเพียงไม่กี่นามเท่านั้นที่ได้รับการจารึกบนแผ่นหินที่เก่าแก่อย่างโพเนกรีฟ

 

     ในกาลปัจจุบันเบาะแสของสมบัติของโลกนั้นมีน้อยนิดเป็นอย่างมากจนแทบจะสามารถเรียกได้ว่าไม่มี

 

     นอกจากเหล่าห้าผู้เฒ่า และคนอีกไม่ถึงหยิบมือ ก็มีสมบัติของโลกแค่เพียงสองนามอย่าง โพไซดอน และยูเรนัส เท่านั้นที่คนธรรมดาสามัญพอจะทราบแม้จะไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใดนอกจากชื่อ และเป็นอาวุธโบราณ

 

     จะเห็นได้ชัดว่าทั้งสองเป็นสิ่งที่ถูกเรียกว่า อาวุธโบราณ แต่เหตุใด พลูตัน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งในสิ่งที่ถูกเรียกว่าเป็น อาวุธโบราณ ถึงไม่จัดรวมอยู่ด้วย? 

 

     ทั้งนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกนัก เพราะถึงแม้ว่าพวกมันจะถูกเรียกเป็น สามอาวุธโบราณ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกมันทั้งสามจะต้องมีแหล่งกำเนิดมาจากที่เดียวกันเสมอไป 

 

โดยสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้พวกมันถูกเรียกว่าเป็น สามอาวุธโบราณ นั้นคือทั้งสามได้ปรากฏให้โลกได้รับรู้ถึงตัวตนของมันในช่วงเวลาเดียวกันเท่านั้นเอง 

 

     จากที่กล่าวมาจะทำให้คำว่า สมบัติของโลก ฟังแล้วเกิดความรู้สึกว่ามันต้องเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่เทียมฟ้าสามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของโลกได้ตามใจนึกเฉกเช่น 

ปืนใหญ่นีโออาร์มสตรองไซโคลนเจ๊ทอาร์สตรอง แต่ทว่าเนื้อแท้มันก็ใช่ว่าจะต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป /ผิดเรื่องแล้ว!!!/ 

 

     คำว่าสมบัติของโลกนั้นไม่ได้ถูกจำกัดความว่าจะต้องเป็นวัตถุสิ่งของ 

 

     ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่เหนือจินตนาการ 

 

     ไม่จำเป็นต้องเป็นอาวุธทำลายล้าง 

 

     มันอาจจะเป็นจิตวิญญาณ หรือ สิ่งมีชีวิต รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกก็เป็นได้ 

 

     และสมบัติของโลกที่เหล่าห้าผู้เฒ่ากำลังใช้เปิดใช้งานอยู่ก็หาใช่วัตถุสิ่งของที่สามารถจับต้องมันได้ 

 

     โดยอำนาจที่สมบัติโลกจะมอบให้กับทั้งห้าก็คือ การติดต่อสื่อสารของหลากหลายบุคคลผ่านทางจิตใจ พร้อมทั้งห้วงเวลาที่ไม่สัมพันธ์กันกับภายนอก โดยไม่จำกัดขอบเขตขอเพียงแค่ผู้ใช้อยู่บนโลกใบนี้เท่านั้น 

 

     (ห้วงเวลาไม่สัมพันธ์กัน = เวลาอีกที่หนึ่งผ่านไปสิบนาที ขณะที่สถานที่แห่งหนึ่งผ่านไปไม่กี่วินาทีเป็นต้น) 

 

     อย่างไรก็ตามสมบัติของโลกก็ใช่ว่าผู้ใดจะสามารถใช้มันได้อย่างใจนึก 

 

     เพราะสมบัติของโลกแทบทั้งหมดนั้นมีกฎเกณฑ์ข้อบังคับในการใช้งานมัน 

 

     และเงื่อนใขในการใช้สมบัติของโลกที่ห้าผู้เฒ่ากำลังเปิดการใช้งานอยู่นี้มีอยู่เพียงหนึ่งประการคือ บุคคลที่หมายจะใช้อำนาจนี้จะต้องเห็นพ้องร่วมกันทุกคน 

 

     อย่างไรก็ตามสมบัติของโลกชิ้นนี้ก็หาใช่สมบัติของเหล่าห้าผู้เฒ่า 

 

     ดังนั้นมันจึงจำจะต้องได้รับการอนุญาติจากผู้เป็นเจ้าของเท่านั้นจึงจะสามารถใช้งานมันได้ และนั่นก็ไม่ใช่ปัญหา 

 

สมบัติของโลกได้ถูกใช้งานในชั่วกระพริบตา 

 

     "เอาไงดี?" เสียงดังขึ้นมากจากชายผู้ไม่มีเส้นผมบนศีษระ  

 

     "เอาไงบ้าอะไรฟะไอ้โล้นเอ้ย"  

 

     ทั้งสี่คนก้นด่าในความซื่อโง่ของนายโล้น ราวกับเป็นพิธีที่พวกเขาจะต้องปฏิบัติก่อนจะเข้าเรื่อง

 

     "นายอ่านไปถึงไหนแล้ว" ผู้ถือไม้ท้าตลอดเวลาเอ่ยถามชายผู้มีปานกลางหน้าผาก 

 

     อย่างไรก็ตามชายผู้มีปานบนหน้าผากนั้นเป็นผู้ที่อ่านหนังสือช้าที่สุดในหมู่ผองเพื่อน 

 

     "เอ่อ เดี๋ยวนะ ชะ ชาบอนดี้กะ กำ" 

 

     ทั้งสี่ที่ได้ยินดังนั้น พวกเขาต่างก็รู้ทันทีว่าคงหวังพึ่งอะไรในตัวมันไม่ได้จึงเลือกที่จะเมินมันทันที 

 

     "งั้นเอาเป็นเรื่องของจักรพรรดินั่นดีไหม?" 

 

     "แต่เราไม่มีข้อมูลของมันเลยนะ!" 

 

     "ใช่ๆ" 

 

     "แล้วนายจะเอาเรื่องยากๆมาคุยตอนเช้าให้ปวดหัวทำไมไม่ลองเรื่องการตามหาทายาท หรือตามจับเหล่าลูกเรือของโรเจอร์อย่างเจ้าผมแดงนั่นกัน?" 

 

     เป็นการสนทนาที่เต็มไปด้วยข้อโต้แย้งของสามโกโรเซ โดยปราศจากซึ่งนายหัวโล้น และ ผู้มีปานกลางหน้าผากที่กำลังนั่งสะกดคำอยู่ 

 

     ทันใดนั้นเอง 

 

     "พอได้แล้ว!" เสียงตวาดดังลั่นภายใต้อำนาจของสมบัติโลกทำให้มันดังกึกก้องอยู่เพียงในใจ  

 

     เสียงตวาดนี้เรียกความสนใจของทั้งสี่คนที่เหลือ

 

     "เพราะฉันจะฆ่-" 

 

     "หยุดเลยนะเฟ้ยยยย!!!" 

 

     การกล่าวพร้อมแผ่จิตสังหารของนายหัวโล้นที่ยังไม่จบประโยคก็ถูกทั้งสี่ห้ามปรามก่อนที่มันจะนำพาความฉิบผายวายวอดมาเยือนพวกมันทั้งสี่ 

 

     เพียงแค่นึกไปถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นกับตน หากเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำให้ไอจิสนายนี้ตกตายไปด้วยเหตุผลที่น้อยนิดเช่นนี้ใบหน้าของพวกเขาทั้งสี่ก็กลายเป็นดำมืด 

 

     "ถะ ถ้านายฆ่ามันล่ะก็ "  

 

     น้ำเสียงของพวกเขาในยามนี้เต็มไปด้วยความเคารพ ความยำเกรง และเหนือสิ่งอื่นใด ความหวาดกลัว ที่ถูกฝังรากลึกในจิตใจโดยคนผู้หนึ่ง 

 

     ด้วยความรักตัวกลัวตายการเตือนสติในครั้งนี้ประสบความสำเร็จ 

 

     อึก 

 

     เสียงกลืนน้ำลายของผู้เฒ่าทั้งห้าทั้งในโลกแห่งความเป็นจริง และภายใต้อำนาจแห่งสมบัติของโลก 

 

     และแล้วการสนทนาก็เริ่มหัวข้อใหม่อีกครั้ง 

 

     ไอเดียมากมายได้พรั่งพรูออกมาจากพวกเขาไม่ว่าจะเป็น การตีหัวไอจิสนายนั้นอย่างรุนแรงเพื่อให้มันลืมเรื่องทั้งหมด หรือแม้แต่นำ เรื่องปัญหาทางการเมืองของบางประเทศที่มีมายาวนานนับ 5 ปี ซึ่งจัดได้ว่าเป็นประเด็นที่เข้าท่า แต่เพราะมันไม่ใช่ประเทศภายใต้การปกครอง พวกเขาจึงไม่ค่อยได้สนใจติดตามข่าวนี้มากนัก และถูกปัดไปเนื่องจากข้อมูลน้อยเกินไป 

 

     มันสมองของพวกเขาถูกรีดเค้นเพื่อหาไอเดียที่ดีที่สุดที่จะสามารถสลักความน่าเกรงขามของพวกเขาลงไปในตัวของไอจิสนายนั้นอีกครั้ง 

      

     นับเป็นความพยายามที่บริสุทธิ์ของพวกเขาเพราะตำแหนน่งของพวกเขานั้นมีกฎที่เกี่ยวข้องกับเรื่องภาพลักษณ์อยู่มากมายเฉกเช่น สาเหตุของการที่พวกเขาต้องเปิดใช้สมบัติของโลก และสุมหัวรีดเค้นความพยายามในการดึงไอเดียดีๆที่จะกู้หน้าออกมาให้ได้ 

 

     ทุกข่าวสารที่พวกเขาทราบได้ถูกกลั่นกรองและเอ่ยออกมา 

      

     ทว่า! 

 

     ดูเหมือนเรื่องยุ่งยากนี้จะทำให้หนึ่งในสี่เผลอเอ่ยในสิ่งที่คิดออกมา 

      

     “ชาบอนดี้ อึ่ม ” 

      

     เสียงกล่าวของมันได้ดังขึ้นผ่านทางกายเนื้อหาใช่จิตใจ 

 

     [นี่แกพูดอะไรฟะไอ้โล้น!!!] 

      

     ตามมาด้วยเสียงก่นด่าของเหล่าผู้ร่วมชะตากรรม 

 

     เกรงว่าจบเรื่องนี้แล้วอาจจะมีศึกสี่รุมหนึ่งระหว่างห้าผู้เฒ่าที่มีนายหัวโล้นโดนอีกสี่คนรุมกระทืบ 

 

     แม้ว่าฝีมือของมันจะยอดเยี่ยมที่สุดในหมู่ผองเพื่อนแต่นั่นก็เพียงนิดเดียว 

      

     “ทะ โทษที!” นายหัวโล้นกล่าวออกไปเช่นนั้นพลางคิดในใจ 

     

     [ตายคาตีนพวกมันแน่!]

     

     คิดได้เช่นนั้นเขาจึงต้องรีบกล่าวกลบเกลื่อนถ้อยคำพลั้งเผลอกล่าวออกไปเมื่อครู่

 

     แต่ทว่า!

 

     ในระหว่างไม่กี่วินาทีบนโลกภายนอก

     

     ไอจิสนายนั้นเต็มไปด้วยความตกตะลึงว่าเหตุใดทำไมผู้คุมกฎคนนั้นถึงกล่าวคำว่า ชาบอนดี้ 

 

     ในความคิดของมันตัวตนอย่างผู้คุมกฎของโลกย่อมไม่มีทางที่จะกล่าววาจาไร้สาระแน่นอน 

 

     พวกเขานั้นต้องมีความคิดอันลึกซึ้งราวกับพระผู้เป็นเจ้า! 

 

     เนื่องด้วยพื้นฐานความคิดเช่นนั้นสมองของมันจึงปะติดปะต่อเรื่องราวข่าวสารทั้งหมดที่มีอยู่เชื่อมไปยัง ชาบอนดี้ 

 

     คำพูดของเฒ่าหัวโล้นผู้มีดาบเป็นที่ตั้งราวกับเป็นสิ่งที่ทำให้มันสามารถต่อจิ๊กซอว์ที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นนับหลายหมื่นชิ้นเข้าด้วยกันในพริบตาเดียว 

 

     ดวงตาทั้งสองได้เบิกตากว้าง หัวใจเต้นรัวพร้อมๆกับเนื้อตัวของมันที่เริ่มสั่นเทิ้มอย่างรุนแรงจากความตกตะลึง และทึ่งในความสามารถของผู้คุมกฎ 

 

     "เข้าใจแล้วครับ ทางเราจะรีบติดต่อศูนย์ใหญ่กองทัพเรือให้จัดการมันโดยเร็วที่สุดครับ" 

 

     เสียงมันได้ดังขึ้นก่อนที่นายหัวล้านจะได้กล่าวสิ่งใดออกมากลบเกลื่อน จากนั้นหนึ่งในวิชาหกรูปแบบอย่างโซลก็ได้ถูกใช้ออกพร้อมกับร่างของมันที่ทะยานออกไปจากจุดนั้นด้วยรวดเร็วโดยที่คนทั้งห้ายังมิทันได้ตั้งตัวเลยแม้แต่น้อย 

 

     เหล่าห้าผู้คุมกฎของโลกต่างมองภาพนี้อย่างมึนงงราวกับไก่ตาแตก 

 

     "อย่างนี้ก็ได้เหรอ!!!?" พวกเขากล่าวพร้อมกัน ก่อนที่จะตัดสินใจไม่เอาความต่อกันและกัน และยุติงานทุกงาน เรื่องทุกเรื่องในวันนี้ โดยการใช้โควต้าที่ในครึ่งปีจะมีเพิ่มสักหนึ่ง เพื่อใช้ในการขอหยุดทำหน้าที่หนึ่งวัน 

 

     และแล้วเหล่าผู้ที่ได้ชื่อว่า ผู้คุมกฏของโลก ต่างก็พากันแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนปลดเปลื้องความเหนื่อยล้าทางสมอง โดยการนอนเกลือกกลิ้งอยู่บนเตียงในชุดนอนโดยหารู้ไม่ว่าในวันถัดมาสมองของพวกเขาจะต้องเจ็บปวดรวดร้าวมากเพียงใดจากงานที่พอกหางหมู(เฒ่า) ประดุจดั่งผู้เขียนที่แทบจะไม่มีเวลาอดอู้เลยแม้แต่น้อย 

 

นี่คือสถาพของผมหลังแต่งตอนนี้จบ 

 

 

ดักไว้ก่อน 

 

"ทำไมไอ้พวกห้าผู้เฒ่า กับพลเอกมันดูกาวจัง?" 

 

Answer     คำตอบมี2ข้อคือ  

 

1อยากให้มันกาว 

 

2ผมอยากคงไว้ซึ่งความเป็น One Piece บ้าง คล้ายกับกรณี ลูฟี่ ผู้ที่ทำให้ผองเพื่อนพันธมิตรซึ่งหนังหน้าดูโหดจัดปลัดบอกชั่วช้า ใจหมา ไม่น่าคบหาเลวทรามยิ่งกว่าผู้ใดอย่าง เจ้าหัวหยองคิด และ คาปูชิโน่/ผิดชื่อแล้ว!!!/ ที่บัดนี้พวกมันหลุดจากมาดโหด กลายเป็นตัวตบมุกอย่างไม่เหลือชิ้นดีแล้ว โดยเฉพาะคาปูชิโน่ 

 

เรื่องสำคัญที่ควรรู้ 

 

Conceptของเรื่องนี้คือบทจะโหดก็ต้องโหด(ซาดิสนิดหน่อย) บทจะฮาก็ต้องฮานะจ๊ะ เพราะหลังจากนี้บทฮาๆมันจะไม่ค่อยมีอีกแล้วไง(มั้ง?) แล้วก็อย่าลืม และควรรู้ไว้ด้วยนะว่า มิส ไม่ใช่คนดีผีคุ้มหรือพระเอกขี่ม้าขาว และหากแบ่งอัตราส่วนระหว่างความดี และเลวของมิสจะได้ค่าดังนี้ ความดีเป็น 3/10 ส่วนชั่วจะเป็น 7/10  

 

Spoil  

 

ตอนหน้าชื่อ ตอนที่ 33 การประมูลที่แสนแปลกใหม่  

อารมณ์ตอนนี้ก็ยังคงอุดมไปด้วยกาวอีกเช่นเคย แต่อาจมีฉากเนื้อหาบ้าง ส่วนจะมาตอนไหนนั้นคงบอกได้แค่ว่าเดือนนี้แน่นอน 

 

ข้อมูลในเรื่อง 

 

 

เบจ หรือที่ผมเรียก คาปูชิโน่ เพราะจำง่ายดี 

 

 

ห้องแห่งอำนาจ (ห้องสุมหัวเล่นหมากรุก) 

 

เจ้าหัวหยองคิด 

 

 

ปล.และนี่ก็คือเหล่าผู้ชนะของโครงการShortory และสำคัญสุดจะเห็นได้เลยว่าผมไม่ติดโผ 555 

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ได้รับมาจากกิจกรรมนี้ก็คือSkillการเขียนของผมที่พัฒนาขึ้นกว่าแต่ก่อนละนะ 

ยิ่งไปกว่านั้นผมก็ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ยังไม่ทิ้งกันแม้ผมจะหายหน้าไปเมื่อเดิอนก่อนมากๆครับ 

 

แต่ถึงมันจะไม่ติดโผก็ช่างมันเถอะ เอาเป็นว่าหากใครต้องการอ่านเรื่องที่ตกรอบของผมนี้ในนี้ก็เชิญกดตามมาเลย 

 

http://www.tunwalai.com/story/309532/the-cycles-last-flame 

 

/มิส:หน้าด้านจริงๆขนาดคนได้รางวัลเขายังไม่อวด 

 

/writer:จะทำไมฟะอย่างน้อยๆก็เขียนจบล่ะฟะ ดังนั้นในเมื่อมันไม่มีอันดับ 11 ผมจึงขอแต่งตั้งเรื่อง The Cycle's Last Flame ให้เป็นอันดับที่ 11 (อย่างนี้ก็ได้เหรอฟะ!!!)โดยมีเกณฑ์ที่อภิมหาเข้าข้างตัวเองดังนี้  

นอกจากคนเขียนไม่จบแต่ไม่ได้รางวัล(เช่นผม)จะได้อันดับ 11 ทั้งหมดทุกคน ส่วนคนเขียนไม่จบก็เอาอันดับ 12 ไป 

 

จบเหอะ 

 

 

สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณทุกท่านที่ไม่ว่าจะเป็นใครที่กรุณาเปิดมาอ่าน และช่วยกันคอมเม้น กดหัวใจ และติดตามให้ผมมีพลังในการเขียนและพัฒนาเรื่องนี้ด้วยครับ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น