Kusiro

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

การโอบกอดครั้งที่ 33 ข้างหน้า และข้างหลัง

ชื่อตอน : การโอบกอดครั้งที่ 33 ข้างหน้า และข้างหลัง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 40

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ส.ค. 2562 22:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
การโอบกอดครั้งที่ 33 ข้างหน้า และข้างหลัง
แบบอักษร

การโอบกอดครั้งที่ 33 ข้างหน้า และข้างหลัง 

ภายในงานแต่งของผมนั้น จะเรียกว่าเป็นงานใหญ่ก็ได้ หรือจะเรียกว่าเล็กก็เหมือนจะเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน

งานแต่งของผมจัดขึ้นที่โบสถ์ใหญ่ของโรมาเรีย แต่ว่าเพราะต้องคการความเป็นส่วนตัวนิดหน่อย แขกที่มาร่วมงานจึงค่อนข้างมีจำนวนที่ค่อนข่างจำกัด

แต่ว่านะครับ ไอ้จำนวนจำกัดที่ว่ามาเนี่ย มันมีแต่พวกบิ๊กๆทั้งๆเลยอะนะ

หลักๆเลยคือเหล่าผู้นำประเทศ ตามด้วยแม่ทัพของแต่ละประเทศ ขุนนางที่ได้รับการ์ดเชิญ แล้วก็คนสนิทจำนวนหนึ่ง

เป็นงานแต่งที่เรียกว่าใหญ่โตเนื่องจากสถานที่และคนที่มาร่วมงาน แต่ก็เป็นงานแต่งที่เล็กพอควรเพราะมันเป็นงานแต่งที่มีผู้เข้าร่วมที่น้อยกว่าที่ควรจะเป็น

ก็นะ เอเลโอนอลเองก็ท้องอ่อนๆอยู่ จะให้รับแขกมากก็ไม่ได้ เดี๋ยวมันกระทบแล้วจะไปกันใหญ่

การแต่งงานครั้งนี้ค่อนข้างวุ่นวายเล็กน้อย เพราะคนที่แต่งคือผม กับเจ้าสาวที่มียศเป็นถึงเจ้าหญิงของทริสเตน แล้วก็ราชีนีแห่งกาเลีย

แต่เพราะเคลียร์กันได้ ปัญหาที่ควรจะเกิดจึงหายไป

พอพูดถึงเรื่องการเมืองแล้วมันก็ทำให้ชวนปวดหัวนิดหน่อยนะ

ประเทศที่ปกครองโดยมนุษย์นั้น ตอนนี้ถือว่าปรองดองกันดี แถมยังพ่วงพวกเอลฟ์ที่พวกวิเดลชาเป็นคนควบคุมเองด้วยแล้วยิ่งไปได้ด้วยดี

แต่ก็อีก มีเรื่องดีก็ต้องมีเรื่องร้าย...

ตอนนี้ประเทศของพวกเอลฟ์ได้แตกออกเป็น 2 ฝั่งแล้ว เป็นเอลฟ์เหนือ กับ เอลฟ์ใต้

เอลฟ์เหนือนั้นได้ทำการปกครองแบบสมัยเก่าที่ออกไปทางเผด็จการ โดยแกนนำของทางฝั่งนั้นคือประธานสภาพเอลฟ์คนนั้นที่ผมลืมชื่อไปแล้ว

ฝั่งนั้นปกครองโดยมีผู้นำเป็นใหญ่ แล้วมีพวกมากเห็นพ้องต้องกัน คล้ายกับระบอบทหาร แต่ก็มีขอบเขตที่พอสมควร

แล้วด้วยความที่ว่าตัวเองแยกประเทศออกมาแล้วนั้น ผู้นำฝั่งนั้นจึงตัดความสัมพันธ์กับพวกเอลฟ์ใต้

โดยการตัดผมเปลี่ยนทรงให้ดูเป็นการหยามเหยียดแบบเอลฟ์ๆ

ผมที่เคยยาวกลายเป็นสั้น รอบๆด้านข้างของหัวนั้นเกรียน แต่ยังคงไว้ซึ่งผมบริเวณกระหม่อมศรีษะ

 

นโยบายของฝั่งนั้นชัดเจนมาก ไม่ยุ่งเกี่ยวและยังคงระแวงกับทุกสิ่งทุกอย่าง...

ส่วนทางด้านเอลฟ์ใต้นั้น ตอนนี้มีผู้นำคือวิเดลชา...

ฝั่งนี้ต้องบอกเลยว่าเป็นพวกเอลฟ์ฝั่งที่ฝักใฝ่ความสงบและการอยู่ร่วมกัน แล้วด้วยการเตรียมการของท่านผู้นำนั่นเอง ทุกสิ่งทุกอย่างจึงเป็นไปได้ด้วยความราบรื่น

แล้วไม่รู้ว่าไปทำอีท่าไหนเข้าให้ ตอนนี้ทางฝั่งเอลฟ์ใต้เริ่มมีวงไอดอลเกิดขึ้นแล้ว แล้วเพราะเหตุนี้เอง ทำให้ประเทศน้อยใหญ่เริ่มเปิดใจให้กับเอลฟ์มากขึ้น...แต่เป็นฝั่งเอลฟ์ใต้อะนะ

ทางด้านประเทศต่างๆที่เข้าร่วมศึกต้านมังกรหายนะ แต่ละประเทศเองก็มีความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น การเจริญเติบโตของแต่ละประเทศเป็นไปในทางที่ถือว่าดี

ย้อนกลับมาที่งานแต่งในตอนนี้ก่อน...

ตอนนี้ผมกำลังยืนตัวตรงในชุดเจ้าบ่าวสีขาวสะอาดตา กำลังยืนรอเจ้าสาวทั้ง 4 ให้เข้ามาในลานพิธีแห่งนี้

ภายในใจนั้นกำลังตีกันมากมายด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกันไป

ทางหนึ่งคือรู้สึกไม่พร้อมเลยที่จะต้องแต่งงานอย่างเป็นทางการแบบนี้

ส่วนอีกทางนั้นค่อนข้างง้องแง้งราวกับสาวน้อยที่แอบน้อยใจ

ผมกำลังคาดหวังให้นายท่านมาเอ่ยกับผมว่า มาสิ ‘กลับไปด้วยกัน’...แต่ว่ามันคงเป็นไปได้ยาก เพราะผมไม่มีเหตุผลให้นายท่านต้องพูดอะไรแบบนั้นเลยซักนิด

ผมที่กำลังรอเจ้าสาวพร้อมกับความกระวนกระวายใจนั้น อยู่ดีๆสติผมก็ดับวูบ รู้ตัวอีกทีก็มาโผล่ในโลกแห่งจิตใจ...ของนายท่านชิน

ผมกำลังอยู่ในชุดเจ้าบ่าวตัวเดิมที่สวมอยู่ในตอนนี้ แต่รอบด้านนั้นเป็นอะไรที่ตัดกันค่อนข้างมาก

ผมกำลังนั่งอยู่ในโถงแบบญี่ปุ่นอยู่ โดยรอบด้านคือเหล่าวิญญาณที่สิงสถิตอยู่ในอาวุธของนายท่านชินในชุดข้ารับใช้แบบญี่ปุ่น ทั้ง 2 ด้านกำลังนั่งคุกเข่าเรียบร้อยตัวตรงราวกับเป็นซามูไรที่นั่งต่อหน้าองค์เหนือหัว...ซึ่งมันก็ไม่ผิดนัก

ตรงตำแหน่งผู้เป็นนาย ผู้ที่นั่งอยู่ตรงนั้นก็คือนายท่านชินในชุดบาทหลวงที่จะทำหน้าที่เป็นพ่อสื่อในงานครั้งนี้

พอเห็นอย่างนั้น ผมก็เด้งตัวนั่งตรงด้วยความจริงจัง ทำหน้าเป็นการเป็นงานแล้วก้มหัวให้เล็กน้อยเพื่อเป็นการรอรับการสั่งงาน

ผมนั่งรอแบบนั้นมาได้ซักพัก แล้วพอผ่านไปอีกไม่นาน นายท่านชินก็เริ่มเอ่ยขึ้นมาว่า...

“ชินะเอ๊ย...นายกังวลแบบนี้คิดว่ามันดีแล้วหรือไง”เป็นน้ำเสียงที่อบอุ่นปนการติเตียน ทั้งนุ่มนวลและแข็งกระด้างในเวลาเดียวกัน

ผมเงยหน้าขึ้นมองท่านด้วยความไม่เข้าใจในสิ่งที่ท่านกำลังเอ่ยอยู่ในตอนนี้มากนัก

“ในการเอ่ยคำสาบานว่าจะเป็นสามีภรรยาร่วมทุกข์ร่วมสุขจนชีวิตจะหาไม่ในครั้งนี้...ไดอารี่จะใช้พันธะผูกมัดสัตย์สาบานแห่งความรักนะเออ”พอผมได้ยินอย่างนั้น ดวงตาของผมก็ถึงกับเบิกตาโพร่งแบบไม่อาจจะห้ามได้

สัตย์สาบานแห่งความรัก พันธะแห่งครอบครัวที่ว่ากันว่าจะไม่ทิ้งกันตราบจนอีกฝ่ายจะตายจากไป...พันธะที่เรียกได้ว่าผนึกการไปยังต่างโลกอย่างแท้จริง

“แบบนี้มัน...”ผมได้แต่อึ้งจนทำอะไรไม่ถูก ท่านไดอารี่ไม่เห็นเคยบอกเลย

มันหมายความว่ายังไงกันแน่เนี่ย...

“ครั้งนี้ยัยนั่นเอาจริง ยัยนั่นต้องการให้นายได้เลือกจริงๆว่าจะเอายังไงกับชีวิตตัวเองต่อไป เพราะยัยนั่นบอกกับนายไปแล้วว่า ที่นี่นายจะได้รับอิสระ...อิสระที่ว่านี่คืออิสระทั้งด้านร่างกายและความคิดอะนะ...”คำพูดของนายท่านทำผมสตั๊น

นี่ผม...ต้องเลือก...งั้นเหรอ...

ตอนนี้ตัวผมกำลังจมดิ่งเข้าสู่ห้วงความคิดที่เริ่มจะดิ่งลึกลงไปเรื่อยๆ แต่ทว่า...

“ครอบครัวครั้งแรก...แบบจริงจังนะ...”เสียงของคนที่ผมไม่คิดว่าจะเอ่ยขัดในช่วงนี้ดันเอ่ยออกมา ทำเอาผมต้องเงยหน้าขึ้นไปมองคนผู้นั้น

ชายผมทองตัดสั้น ดวงตาสีเขียวเรียวคมปนเย็นชาในชุดข้ารับใช้ฮาโอริทับฮากามะสีขาวตัดเหลือง

บรรพระบุรุษของผมเอง อดีตจ้าวสวรรค์แห่งแดนใต้...มิคาเอล

ทางฝ่ายนายท่านเองก็มองมาที่ท่านมิคาเอล แต่ไม่ได้มองด้วยสาตาติเตียนที่พูดจาเอ่ยแทรก แต่มองด้วยสายตาเชิงอนุญาต

พอได้รับการมองแบบนั้น มิคาเอลก็ก้มหัวให้ชินด้วยความเคารพ พอทำเสร็จแล้วก็หันไปมองผมด้วยสีหน้าเหมือนคุณปู่พูดกับหลานชายที่กำลังเข้าสู่ช่วงวัยแต่งงาน

“ชีวิตอันเรียบง่าย และเต็มไปด้วยความสุข...มันไม่ได้หากันได้ง่ายๆนะ”เป็นคำพูดที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นใจ และมันก็ได้กระแทกใจของผมอย่างแรง...

แรกเริ่มเดิมทีท่านมิคาเอลไม่ได้รักชอบกับอีฟเลยแม้แต่น้อย แต่เพราะโดนจับขังหน่วงเหนี่ยวและข่มขืนมาหลายต่อหลายครั้งจนอีฟท้อง ผลที่ได้คือลูกหลานรุ่นถัดๆมาอย่างตัวผมเอง

ถ้าพูดกันตรงๆเลยก็คือ ตัวผมก็เหมือนกับญาติที่ท่านมิคาเอลไม่ได้ต้องการให้เกิดขึ้นนั่นแหละ

แต่ว่าตอนนี้มันต่างกัน เพราะตอนนี้ท่านมิคาเอลได้ค้นพบความสุขของการได้สร้างสิ่งที่เรียกว่าครอบครัวจริงๆแล้วนั่นเอง

ทั้งสายตาและคำพูด...ไม่จำเป็นต้องเอ่ยอะไรให้มากความผมก็เข้าใจในสิ่งที่เค้าต้องการจะบอกผมแล้ว...

ตัวผมนั้น ในอดีตก็เป็นเหมือนกับท่านอีฟท่าร่านแตกจับหนุ่มๆแตกในใส่ตัวแล้วท้องป่องไปทั่ว แต่ของผมมันกลับกันคือผมนั้นแตกในสาวอื่นแล้วให้แต่ละคนท้องลูกของผมไปด้วย

ผลที่ได้ก็คือลูกหลานจอมมารพรึบพรับที่ต่อมาคอยแบ่งอาณาเขตแล้วแย่งอำนาจกันเอง

แล้วในครั้งนี้หละ...ผมได้เจอในสิ่งที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นครอบครัวที่หวงแหนได้อย่างเต็มปากแล้ว แต่เพราะอีกใจยังคงใฝ่หาหน้าที่อยู่ ความลังเลในใจของผมจึงพอกพูน

ผมกำลังไตร่ตรองเงียบๆ แต่ว่า...

“จะทิ้งไปจริงๆงั้นเหรอ...”คำพูดของท่านมิคาเอลทำเอาผมสะอึก

ผม...จะทิ้งมันไปได้จริงๆงั้นเหรอ...

ผมเงยหน้าขึ้นมองนายท่านที่นั่งนิ่งมองผมด้วยความเป็นห่วง...

ผม...จะทำยังไงดี...

คิดสิคิด...คิดเข้าตัวเรา...

นายท่านยังต้องการเรานะ ถ้าหากไม่มีเราอยู่ด้วย นายท่านจะต้องตัวคนเดียว...

ไม่สิ ไม่ใช่...

ที่เราคิดอย่างนั้นมันเป็นเพราะว่าเป็นตัวเราที่ต้องการแบบนั้นต่างหาก

เพราะเรียวทาโร่เป็นแค่มนุษย์ เราที่มีตำแหน่งเป็นข้ารับใช้เหมือนกันจึงได้มีตัวเปรียบเทียบ แต่ว่าในตอนนี้...พอมองดูจริงๆแล้วมัน...

ผมเอาแต่มองนายท่านที่ยืนอยู่ข้างหน้าตัวเองเสมอ เพราะที่ผมทำแบบนั้นมันเป็นเพราะว่าข้างหลังของผมมันว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย แต่นายท่านไม่ใช่

นายท่านนั้นมักจะยืนอยู่ข้างหน้าและรายล้อมด้วยผู้คนมากมายอย่างคาดไม่ถึง รอบด้านคือครอบครัว และข้างหลังของท่านคือผู้ติดตามทั้งหลายที่รวมถึงผมเองด้วย

ผู้ติดตามคนอื่นๆนั้นมีนายท่านชินอยู่ข้างหน้า แล้วแน่นอนว่าข้างหลังของแต่ละคนเองก็มีผู้คนมากมายเช่นกัน...

ต่างกับเรา...

ที่ผ่านมา...เราแค่ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวเท่านั้นงั้นเหรอ

ในใจลึกๆผมมองภาพเหล่านั้นด้วยจิตใจที่ว่างเปล่า แต่ทว่า...แผ่นหลังในจิตใจของผมกลับสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แตกต่างออกไป

พอหันกลับไปมองก็พบกับเหล่ากองอัศวินอองดีน ทุกๆคนในโลกแห่งนี้ที่ผมได้พบเจอ

และรอบข้างของผมก็คือเหล่าภรรยาที่กำลังยิ้มให้กับผมอยู่...

เมื่อก่อนไม่เคยเป็นแบบนี้ แต่ตอนนี้ตัวผมมีแล้ว

แต่ทว่า...ผมมองทางด้านหลังที่มีทุกคนอยู่แล้วหันไปมองด้านหน้าที่มีนายท่านอยู่ด้วยเช่นกัน

ผมเงยหน้ามองนายท่านชินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยน้ำตาที่เอ่อคลอ

“ผม...”

.

ตัดมาที่งานแต่ง

ตอนนี้ชินะได้กลับออกมาจากโลกในจิตใจแล้ว พร้อมกันนั้นเอง เจ้าสาวทั้ง 4 ของเจ้าตัวก็เดินออกมาด้วยรอยยิ้มยินดีที่กำลังจะได้มีครอบครัว

ชินะมองเหล่าเจ้าสาวด้วยสีหน้าที่ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าตอนนี้เจ้าตัวกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ มองทุกการก้าวเท้าด้วยสีหน้าที่ยากจะอธิบาย

พอเจ้าสาวมา งานพิธีของการแต่งงานก็เริ่มขึ้น แล้วในช่วงท้ายนั่นเอง

“พวกเจ้าพร้อมที่จะอยู่ด้วยกันตราบจนจะพรากจากกันหรือไม่ จะอยู่ยามเจ็บป่วย จะอยู่ยามเจ็บไข้ และจะอยู่ตราบจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต พวกเจ้าพร้อมที่จะรับอีกฝ่ายเป็นอีกชีวิตของตนหรือไม่”คำพูดของท่านบาทหลวงชินได้เอ่ยออกมา แล้วในตอนนั้นเอง รอบๆตัวของเจ้าบ่าวเจ้าสาวก็มีวงเวทบางๆที่ถ้าไม่สังเกตจะมองไม่เห็นเรืองแสงจางๆอยู่

พอเห็นแบบนั้น ชินะก็ทำสีหน้าเศร้าสร้อย แต่กับเหล่าภรรยานั้น...

“พร้อมคะ...”เจ้าสาวเอ่ยออกมาพร้อมกัน

“เราจะมีความสุขไปด้วยกัน”หลุยส์เอ่ยออกมาด้วยสีหน้ามาดมั่น

“เราจะเดินไปด้วยกันแม้จะลำบากแค่ไหนก็ตาม”ทาบาสะหันไปยิ้มให้ชินะ

“เราจะคอยประครองไปด้วยกันแม้จะล้มลงกี่ครั้งก็ตาม”แคทเธอเรียเอ่ยออกมาพร้อมกับยิ้มอย่างอ่นโยน

“เราจะดูแลชีวิตใหม่ที่กำลังจะเกิดมา พร้อมกับมุ่งไปสู่อนาคตที่มีแต่ความสุข”เอเลโอนอลเอ่ยพร้อมกับเอามือกุมท้องพร้อมกับยิ้มบางๆ

คำพูดของเจ้าสาวทั้ง 4 ทำเอาเหล่าแขกทั้งหลายถึงกับลุกขึ้นมาปรบมือ พอผ่านไปซักพัก เสียงปรบมือก็เบาไป พร้อมกับคำตอบจากทางเจ้าบ่าย...

“ผม...”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น