coldscriptedline

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 5 ไม้ฮิโนกิ

ชื่อตอน : บทที่ 5 ไม้ฮิโนกิ

คำค้น : ญี่ปุ่น

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 4

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ส.ค. 2562 21:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 5 ไม้ฮิโนกิ
แบบอักษร

บทที่ 5 ไม้ฮิโนกิ

บ่ายนี้ผมได้รับซองจดหมายซองหนึ่ง ซองขาวเรียบเนียน บนซองมีเพียงตัวอักษรที่รวมกันแล้วอ่านว่า‘ทานากะ’ ซึ่งถูกเขียนด้วยลายมือเรียบง่าย ไม่สามารถคาดเดาความมุ่งหมาย และไร้การจ่าหน้าถึงที่อยู่ผู้ส่ง จดหมายถูกนำส่งโดยการสอดเข้ามา ผ่านช่องแคบใต้ประตูห้องเช่าใหม่ของผม วิธีการแปลกใหม่ของไปรษณีย์ญี่ปุ่นกระมัง

ในซองบรรจุรูปถ่ายบุคคลสามคน คนละหนึ่งใบ ไม่สามารถคาดเดาวันเวลาได้ ว่าเป็นอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต อากัปกิริยาของคนในรูปเผยให้เห็นว่า ผู้ถ่ายรูปไม่ได้ขออนุญาตตัวแบบก่อนถ่าย หรือเท่าที่ผมรู้ หนึ่งในสาม ไม่รู้ตัวว่าโดนจับภาพอยู่

ผมทรุดตัวนั่งลงบนขอบเตียง ทันทีที่ผมเห็นรูปทั้งสามใบดังกล่าว พยายามค้นหาและวิเคราะห์ความนึกคิดของตน ว่ารูปทั้งสามใบมีความหมายเช่นไร ผู้ส่งมีจุดประสงค์อะไร และเหตุใดผมถึงได้รับรูปถ่ายของสตรีสองคน ที่สาบสูญไปนานแล้ว เปล่าประโยชน์ สมองจับตัวเป็นน้ำแข็งเกินกว่าจะคิดอะไรได้ ผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมพ่าย

หลังรูปทุกใบ เขียนชื่อสวนสาธารณะแห่งหนึ่งในย่านรปปงงิ ตามด้วยตัวเลขบอกเวลา ‘15:24’ ด้วยตัวอักษรรูปแบบเดียวกับหน้าซองจดหมาย เห็นดังนั้น ผมแหงนมองนาฬิกา หน้าปัดระบุว่า เหลือเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ไม่มีแม้แต่เวลาให้ลังเลสงสัยถึงความไม่ชอบมาพากล ผมไม่รอช้า สวมเสื้อฮู้ดดำทับเสื้อกล้าม เดินไปขึ้นรถไฟฟ้าที่สถานีใกล้ๆ โดยสารไปยังรปปงงิทันที

ผมมาถึงสวนสาธารณะก่อนเวลาหลังรูปถ่าย ประมาณยี่สิบนาที และโดยไม่ทราบสถานที่นัดหมายอันแน่ชัด อีกทั้งยังไม่รู้ว่าบุคคลในความสงสัย จะเป็นคนรักษาเวลาอย่างเข้มงวดหรือไม่ ผมจึงเลือกเดินเข้าไปสำรวจสวนสวยหมดจดตรงหน้า พลางมองหาทางหนีทีไล่ ในกรณีที่สถานการณ์ออกมาไม่น่าพิสมัย เหมือนหน้าตาของเหล่าพืชพันธุ์

ฝนตกปรอยๆในปลายฤดูใบไม้ผลิ ไม่ถึงกับทำให้เนื้อตัวและเสื้อผ้าเปียกชุ่ม หนำซ้ำยิ่งไม่ใกล้เคียงกับเกณฑ์ที่จะเป็นสิ่งรบกวนจิตใจ เม็ดละอองฝนบางเบาเสียยิ่งกว่ามวลความกดอากาศ แต่ก็หนาหนักเพียงพอที่จะทำให้เส้นขนตั้งชัน กล่าวโดยสรุป น้ำตาไร้อันตราย

สวนสวยอัดแน่นไปด้วยต้นไม้นานาชนิด ต้นซเพิจญี่ปุ่นและฮอสต้าเบียดเสียด จนล้นทะลักออกมาแย่งพื้นที่บนทางเดินหิน ไม้พุ่มสูงถูกตัดแต่งให้เป็นรั้วสีเขียวเข้มกั้นสวนแห่งนี้ออกจากโลกภายนอกที่วุ่นวาย หินสีดำก้อนใหญ่โตยืนหยัดประปรายสลับกับต้นไม้สูง เหมือนตัวบ่งระยะทาง

กลางสวนมีแอ่งน้ำใสกว้างใหญ่สะดุดตา รักษาระดับความตื้นให้มองเห็นพื้นสระสีครีม มองครั้งแรกอาจสำคัญผิด คิดว่าเป็นอนเซ็น ต้นโมมิจิสูงตระหง่านรอบๆ แผ่กิ่งก้านสีเขียวตามฤดูกาลโน้มตัวเข้าไปหาจุดกึ่งกลางของสระ น้ำฝนที่หยดย้อยลงมาตามแขนงประทะกับพื้นน้ำ เกิดเป็นวงคลื่นขยายทาบทับกันไปมา ภาพที่ได้ สวยงามเกินกว่าความฝัน

ผมนั่งสูบบุหรี่ ลักกี้ สไตร์ค บนเก้าอี้ไม้ยาวใกล้ตัวสระ มองสำรวจท้องน้ำที่ไหวสะเทือนจากเสียงฟ้าร้อง ฝั่งตรงข้ามกับศาลาไม้ริมน้ำ ที่มีคนนั่งเหม่อลอยอยู่สองสามคน ศาลาไม้แผ่อารมณ์เคร่งขรึมอวดเบ่งเมฆสีดำหม่นบนท้องฟ้า ให้ความรู้สึกเหมือนเป็น สัญลักษณ์ประจำตระกูลไดเมียวอันมีชื่อ ยุครัฐบาลเอโดะ 

“ทานากะ ไม่สิ อิโตะ...”

“...ขอบุหรี่เราหน่อย ได้ไหม?” จู่ๆ ก็มีเสียงและวิธีการพูดคุ้นหู ดังออกมาจากด้านหลัง ได้ยินดังนั้นผมจึงหันกลับไปมอง

“เท็ตสึ” ผมหลุดโพล่งชื่อของบุคคลในสูทราคาแพง ที่ยืนอยู่ข้างหลัง

แม้เขาจะดูแก่ลงไปมาก ผมหงอกขึ้นแซมบนศีรษะและคิ้วทั้งสองข้าง ดวงตาหดหู่ไร้แววฝันทะเยอะทะยาน ริ้วรอยบนใบหน้าและลำคอเหี่ยวย่นเห็นได้ชัด จนแทบจะเป็นคนละคนกับครั้งล่าสุดที่ได้เห็นเขา แต่ผมไม่มีทางลืมชายโหดร้ายผู้นี้ได้อย่างเด็ดขาด

“ใจเย็นๆ เรามาคนเดียว” เท็ตสึพูดขึ้น เมื่อเห็นผมหันซ้ายขวาไปมองไม้พุ่มเตี้ยรอบตัว

“ผมจะเชื่อได้อย่างไร ว่าคุณพูดความจริง?”

“เราสองคนต่างรู้ดี...ว่าไม่มีใครบนโลกนี้โกหกแกได้” เขาพูดแล้วเดินอ้อมมานั่งข้างผมทางด้านซ้าย เว้นระยะห่างประมาณฝ่ามือเดียว พร้อมส่งเสียงอย่างอิดโรยออกมา ขณะทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ ถึงจะไม่น่าเชื่อ แต่เขาในตอนนี้ อ่อนแอเกินกว่าจะทำอันตรายอะไรผมได้

“ผม‘ทิ้ง’พรสวรรค์นั่นไปแล้ว” ผมกล่าวแล้วยื่นซองบุหรี่ที่เปิดฝาอยู่ให้เขา

“ถ้าเช่นนั้น ก็น่าเสียดายจริงๆ…”

“…เราอิจฉาพรสวรรค์ของแกมาตลอด” เขายื่นมือขวาที่สั่นระริก มาดึงบุหรี่ออกไปหนึ่งตัวแล้วคาบไว้ที่มุมปาก ผมยื่นไลเตอร์ไปจุดให้เขา

“ขอบใจนะ นี่เป็นบุหรี่ตัวแรกในรอบหลายๆเดือนของเราเลย พอดีหมอห้ามมาน่ะ” เขาพูดขึ้น หลังจากสูบควันบุหรี่เข้าไปเต็มปอดแล้วพ่นออกมา

“คุณดูเปลี่ยนไป ร่างกายคุณ...” ผมเอ่ย

“ใช่ เวลาของเราใกล้จะมาถึง คงอีกไม่นานแล้วละ” เขาเงยหน้ารับละอองฝน แล้วยิ้มให้ท้องฟ้า

ผมแหงนหน้ามองท้องฟ้าตามเขา เพื่อจะดูว่า เขากำลังมองสิ่งใดอยู่ เมฆดำลอยเชื่องช้า อ้อยอิ่งจนแทบหยุดนิ่ง

“เสียใจด้วยนะครับ” ผมกล่าวอย่างจริงใจ

“แต่นั่นไม่ใช่เหตุผล ที่เรามาเจอแกวันนี้ เรามาเพราะผู้หญิงสองคนนั้น”

“คาเรน เดมูระ กับ อิโตะ ยู”

“ใช่...”

“…แกเจอพวกเธอครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?”

“ตอนที่ผมลอบพาพวกเธอไปยังโรงรถคฤหาสน์ของคุณ ให้กุญแจรถแท็กซี่ เพื่อให้พวกเธอขับหนีออกไป”

“สามปีที่แล้วสินะ?”

“แต่ถึงผมจะรู้ที่อยู่ของพวกเธอ ผมก็ไม่มีวันบอกคุณอยู่ดี...”

“…นิ้วก้อยของผม มันยังไม่พออีกหรือครับ?” ผมพูดอย่างฉุนเฉียว แล้วชูมือข้างซ้ายที่ไร้นิ้วก้อยให้เขาดู

“เสียใจเรื่องนิ้วนั่นด้วยนะ...” เขามองสำรวจนิ้วผมแล้วพูด

“...เรามีโอกาสได้รู้ข่าวคราวของพวกเธอ หลังจากนั้นนิดหน่อย...หลังจากที่แกออกจากแก๊งสามปีก่อนน่ะ”

“ตอนนั้น พวกเธอทำอะไรอยู่หรือครับ?”

“พวกเธอพยายามเอาหลักฐานต่างๆ ทั้งเทปเสียงและบันทึก ผลงานตลอดสี่ปีของแก ที่เก็บไว้ในรถ ไปยื่นให้เพื่อนนักข่าวของคาเรน เดมูระ เพื่อเปิดโปงเรื่องศพในเซฟเฮ้าส์และธุรกิจมืด โดยมีเป้าหมายที่จะยับยั้งแผนการของเรา ที่จะสร้างกลุ่มบุคคลเพื่อไปต่อกรกับกลุ่มทุนนิยม หรือที่พวกเธอเรียกกันว่า ‘กลุ่มวิญญาณของคนที่มีพรสวรรค์’ น่ะ”

“ผมเป็นคนสั่งให้พวกเธอทำแบบนั้นเอง ก่อนจะจากกันน่ะ” ผมเปิดเผยให้เขารู้

“ว่าแล้วเชียว”

“ที่ผมไม่ได้เห็นข่าวการเปิดโปงแก๊งยากูซ่า ก็แสดงว่าคุณ...”

“ใช่ เราชิงตัดไฟแต่ต้นลมเสียก่อนน่ะ ต้องขอชม ทักษะในการรวบรวมหลักฐานของแกนะ กว่าจะปิดเรื่องพวกนั้นลงได้ ทำเอาเราตกอยู่ในที่นั่งลำบากเชียวละ เงินจำนวนมหาศาลหายไปในชั่วพริบตาเดียว…”

“...ถ้าแกสงสัยเรื่องนั้น ไม่มีใครได้รับความรุนแรงจากการปิดข่าว” เขาชิงพูดก่อนที่ผมจะเอ่ยปากถาม

“ผมไม่อยากให้ผู้มีพรสวรรค์หรือผู้บริสุทธิ์คนอื่นๆ ต้องมาตายเพื่อเป็นผีรับใช้อุดมการณ์นั่นของคุณหรอกนะ แม้คุณจะมีเป้าหมายที่ดีต่อประเทศชาติอย่างไร แต่วิธีการที่คุณเลือกใช้ ยังไงคุณมันก็เป็นแค่ฆาตรกรเลือดเย็น...”

“…แต่สุดท้าย ก็ยังเกิดวิกฤตการณ์การเงิน ที่ญี่ปุ่น ไม่สิ เอเชียประสบอยู่นี่ เศรษฐกิจล้มระเนระนาด คนทั่วเอเชียเสียงาน บ้างก็พบหายนะจนถึงขั้นต้องฆ่าตัวตาย แสดงว่าแผนการของคุณ ที่ขาดโจจิคุงและมิโซระ ฮิบาริ สุดท้ายก็ไม่สำเร็จสินะ?” ผมถาม

“สำเร็จสิ” เขาพูดแล้วพ่นควันบุหรี่ จากนั้นก้มมองผืนน้ำเบื้องหน้า

“ห้ะ?” ผมอุทานอย่างตกใจ

“กลับกัน แผนการเป็นไปอย่างด้วยดีเลยเชียวละ เราไม่ได้เก่งกาจถึงขั้นจะยับยั้งวิกฤตนี้ได้หรอกนะ เพียงแต่เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ญี่ปุ่นยืนหยัดอย่างมั่นคง พร้อมรับภัยพิบัติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นี่ ก็เท่านั้นเอง เราได้วางรากฐานต่างๆลงในระบบของรัฐบาล และกำจัดนายทุนใหญ่บางกลุ่มออกไปเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ไป ญี่ปุ่นจะผงาดขึ้นมารุดแซงหน้าประเทศทั้งหลาย เป็นการถอยหลังสองก้าว เพื่อเดินหน้าถึงสิบก้าว จะบอกว่าเป็น ผลจากการมองหาโอกาสในวิกฤต ก็ไม่เป็นการกล่าวเปรียบเทียบเกินจริงแต่อย่างใด”

“แก๊งยากูซ่า ที่นอกจากคุณแล้ว ก็ไม่มีคนหรือวิญญาณที่มีพรสวรรค์อื่น ทำอย่างไรถึงต่อกรกับกลุ่มทุนนิยมพวกนั้นได้กัน?”

“เราบอกตอนไหน ว่ามีตัวเราเพียงคนเดียวกัน?” เขาหลุดหัวเราะ แล้วถามผม

“ใช่ มิโซระ ฮิบาริ เป็นวิญญาณที่เราใช้พรสวรรค์ของเธอ ในการหาผู้มีพรสวรรค์คนอื่นๆ และหลังจากขาดเธอไปแล้ว ก็ทำให้เราไม่สามารถหาผู้มีพรสวรรค์คนอื่นๆ มาทำให้เป็นวิญญาณรับใช้คำสั่งได้ ก็จริงอยู่…”

“…แต่นอกจากเซฟเฮ้าส์ที่มี เธอและโจจิน่ะ เรายังมีเซฟเฮ้าส์อยู่อีกหกเซฟเฮ้าส์ ที่ใช้เก็บศพของผู้มีพรสวรรค์คนอื่นๆ แห่งละเจ็ดศพ รวมๆแล้วเราก็ยังเหลือวิญญาณสี่สิบสองตน ที่รับใช้แผนการของเราได้อยู่”

“สี่สิบสอง!” ผมโพล่งอย่างตกใจ

“แล้วก็ ก่อนที่นายจะว่าอะไร...สี่สิบสองศพนั่น เราหรือลูกน้องของเรา ไม่ได้เป็นคนฆ่าหรอกนะ ทั้งสี่สิบสองคน ไม่สิ รวมถึงโจจิและมิโซระ ฮิบาริ ต่างเสียชีวิตด้วยโรคภัยไข้เจ็บทั้งหมด ที่เราทำก็เพียงแค่ หยิบยืมพรสวรรค์ของผู้วายชนม์ ผ่านพลังในการมองเห็นผีของเรา มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในช่วงเวลาสุดท้ายจริงๆของชีวิตพวกเขา ก็เท่านั้นเอง”

“แต่...คุณก็ไม่ได้ถามหาความยินยอมของพวกเขา มิใช่หรือ? เช่นนี้ แม้คุณจะไม่ใช่ฆาตรกร แต่ยังไง คุณก็ยังเป็นคนเลวทรามและเลือดเย็นอยู่ดีนั่นแหละ”

“เราเห็นด้วยกับสิ่งที่แกพูดทุกประการ แม้ตัวเราในอดีต จะลุ่มหลงมัวเมา ว่าตนเป็นนักบุญที่มีเจตนาจะช่วยเหลือคนหมู่มาก แต่ยังไงความจริงก็คือความจริง...”

“…ตลอดเวลา ตั้งแต่เราเริ่มคิดแผนการนั่น เราก็เตรียมใจที่จะใช้ชีวิตและตายไปกับการสำนึกผิดอยู่แล้วละ แล้วก็ ช่างตลกร้ายเสียจริงๆ หลังจากแผนการของเราสำเร็จ อาจจะเป็นเพราะกรรมที่ทำกับผู้อื่น ร่างกายเราทรุดตัวหนักเพราะมะเร็งร้าย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังพยายามยื้อชีวิตที่เหลือต่อไปอีกหน่อย เพื่อทำตามคำขอของวิญญาณสี่สิบสองตน แล้วทำพิธีศพให้พวกเขาอย่างสมเกียรติ เป็นการแสดงคำขอโทษและขอบคุณพวกเขาเหล่านั้น จากนั้นจึงปลดปล่อยพวกเขาให้เป็นอิสระ” เขายื่นมือสองมือออกมารับละอองน้ำฝน ขณะพูด

“ผมเดาว่า ที่คุณติดต่อผมมา หลังจากผ่านมาถึงสามปี คงเพราะว่าคุณเพิ่งจะจัดการเรื่องพวกนั้นสำเร็จเร็วๆนี้ ใช่ไหมครับ?”

“ถูกต้องแล้วละ...”

“…เรามาเจอแกวันนี้ ส่วนหนึ่ง ต้องการจะมาขอโทษสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง และบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดนี้ ด้วยปากของตัวเอง ในตอนที่ร่างกายยังทนไหวอยู่น่ะ”

“ถ้าเช่นนั้น คุณก็สมปรารถนาแล้วละครับ ผมไม่มีวันหายโกรธเคืองคุณสำหรับเรื่องวิธีการที่คุณใช้คนพวกนั้น แต่ยังไงก็แล้วแต่ ผมยกโทษให้คุณ” ผมพูดสิ่งที่เขาต้องการจะได้ยินมากที่สุดอย่างจริงใจ

เมื่อเขาได้ยินผมพูด เขายืนขึ้นอย่างช้าๆแล้วโค้งคำนับให้ผม ค้างอยู่ท่าดังกล่าวอย่างยาวนาน

“อิโตะ ได้โปรด...เรามีคำขอหนึ่งจะมาขอร้องแก ก่อนที่เราจะจากโลกนี้ไป เราคงไม่สามารถทำมันให้สำเร็จได้” เขากล่าวทั้งๆที่โค้งคำนับ

“อะไรหรือครับ?”

“ช่วยตามหาผู้หญิงสองคนนั้น แล้วเอาเรื่องที่คุยกันไปเล่าให้พวกเธอฟัง จะได้ไหม?” เขาเงยหน้าขึ้นมาพูด

“คุณไม่ต้องขอ ผมก็คิดที่จะทำเรื่องนั้นอยู่แล้วละครับ”

“ขอถามได้ไหม ว่าทำไมแกถึงทำเพื่อพวกเธอถึงขนาดนี้?” เขาถามแล้วมองดูมือซ้ายของผม

 

 

“เพราะพวกเธอเป็น ผู้หญิงของทานากะ ไงครับ” ผมยิ้มให้เขา

 

 

จากนั้นผมเดินประคองเขามาส่งยังรถหรูที่จอดรออยู่ ทำให้ทราบว่า ร่างกายของเขานั้นทรุดโทรมขนาดไหน ร้ายแรงเสียจน ผมยังแปลกใจว่าอะไรทำให้เขายังสามารถเดินได้อยู่

“…แกรู้จักต้น ฮิโนกิ ไหม?” เขาเลื่อนกระจกหลังรถลงมาเพื่อถาม

“ต้นสนฮิโนกิหรือครับ จะว่าไป...สวนสาธารณะแห่งนี้ก็ชื่อนั้นเหมือนกันใช่ไหมครับ?”

“รู้ไหม ในหมู่ต้นไม้ด้วยกัน ต้นฮิโนกินั่น น่าสงสารที่สุดเลยละ”

“เห...ทำไมหรือครับ?”

“ถึงแม้ในสายตาชาวญี่ปุ่น ไม้ที่ตัดได้จากต้นฮิโนกิ จะเป็นไม้ที่ทั้งงดงามและศักดิ์สิทธิ์ เมื่อเอาไปสร้างเป็นสถาปัตยกรรม ที่สักการบูชาอย่างวัดหรือศาลเจ้าก็จริง แต่มันช่างน่าหดหู่เหลือเกิน ที่ไม่มีใครเห็นคุณค่าของมัน ในขณะที่มันมีชีวิตอยู่…”

“…แกก็อย่าเป็นแบบนั้นละ ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างรู้คุณค่า อย่าปล่อยโอกาสให้ผ่านเลยไป จะได้ไม่เสียใจในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต ในตอนที่สายไปแล้ว”

 

เท็ตสึ แห่งมัตสึบะ จากไปอย่างสงบบนเตียงนอน ในเช้าวันรุ่งขึ้น

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น