บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เมืองซ้อนเมือง

ชื่อตอน : เมืองซ้อนเมือง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 134

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ส.ค. 2562 09:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เมืองซ้อนเมือง
แบบอักษร

เมืองซ้อนเมือง  

หลังจากนั้นฉันกับพี่สรรค์ก็ไม่ได้พูดอะไรกันต่อ พี่สรรค์ใช้มือเพียงข้างเดียวแหวกกิ่งไม้ ต้นไม้ เพื่อให้เปิดเป็นทางให้ฉันเดินตามได้ ฉันไม่ได้มองอะไรมากไปกว่าก้มมองทางที่เท้าจะก้าวไปตามพี่สรรค์ พี่สรรค์จับมือฉันไว้อยู่แล้วไม่ต้องกังวลทางข้างหน้า ตรงไหนที่ต้องปีนก็หันมาดึงตัวฉัน ในช่วงที่เป็นดินลื่น ๆ หรือก้อนหินที่มีตะไคร่น้ำจับ ก็จะยืนเป็นหลักให้ฉันใช้เหนี่ยวตัวตามไปได้ ธรรมชาติตลอดเส้นทางเหมือนป่าเขตฝน ฉันเริ่มนึกถึงงู แต่ฉันมากับนักจับงูคงไม่ต้องกลัวมากล่ะมั้ง และเท่าที่มีความรู้มา งูจะตกใจและจะหนีไปก่อนหากได้ยินเสียงหรือมีอะไรมากระทบกระเทือนจุดที่เขาอยู่ เพราะโดยสัญชาตญาณงูจะหลบภัย ต่อเมื่อตกใจเมื่อหลบภัยไม่พ้นและคิดว่าเผชิญกับอันตรายจึงจะหันมาต่อสู้  

มาถึงจุดที่ต้นไม้ไม่หนาแน่นมากนัก เราสองคนหยุดพักเหนื่อย พี่สรรค์ส่งน้ำให้ฉันดื่ม แล้วพูดว่า 

“จากจุดที่เราขึ้นเขามา เราไต่ไปตามทิศตะวันตกเฉียงใต้ เดี๋ยวขึ้นไปที่ตั่งหินราบนั่นได้ เราจะเห็นวิวทั้งเมืองนะ” 

“ทำไมดูพี่มั่นใจจังว่าเรากำลังเดินทางต่อไปอย่างไร ไม่กลัวหลงเลย ลุงที่พี่เจอเขาบอกเส้นทางพี่ไว้หรือเขาให้แผนที่พี่เหรอ” 

“เปล่าเลย พี่จำได้เอง เก่งใช่ม๊า พี่ก็รู้สึกทึ่งตัวเองเหมือนกัน พี่รู้แต่ว่าพี่ไม่พาลูกนกหลงแน่ อย่างน้อยพี่น่าจะพาลูกนกเจอกับอะไรที่ดีได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติระหว่างทาง น้ำตก หรือพุหางนาคที่เป็นต้นกำเนิดลำธารตามที่เล่าลือกัน” 

“เขาเล่าลือกันว่ายังไงเหรอคะพี่” 

“ตามหลักฐานในราวพุทธศตวรรษที่ 19 เมืองนี้ได้สูญหายไป เพราะการถอยตัวของน้ำทะเล ทำให้แม่น้ำหลายสายเปลี่ยนทิศทาง มีการพยายามทำคันกั้นดินไว้ในเกือบทุกที่เพื่อไม่ให้น้ำท่วมเข้าเมืองแต่ก็ไม่สำเร็จ ไม่ว่าผู้คน ช้างม้าวัวควายที่หลบหนีไม่ทัน สูญหายไปพร้อมกับเมือง แต่เมืองนี้เป็นเมืองที่มีผู้คนเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา ผู้คนที่ประพฤติตนอยู่ในศีล ยึดมั่นในพระธรรม ไม่ได้สูญหายไปกับเมืองด้วย พวกเขาขึ้นมาปฎิบัติธรรมในถ้ำบนภูเขาแห่งนี้ และยืนมองเมืองที่ล่มสลายจากภูเขาแห่งนี้” 

“โหพี่สรรค์....เล่าซะดูลึกลับ หลอกให้นกอยากเดินค้นหาอะไรหรือเปล่าเนี่ย แล้วพี่รู้ได้ยังไงว่ามีผู้คนมาอยู่บนเขาแห่งนี้ เขาอยู่กันเป็นหมู่บ้านเหรอคะ” 

“ใช่ค่ะ เขาอยู่กันเป็นหมู่บ้าน เป็นชุมชนเกษตรกรรมที่เลี้ยงดูตัวเองได้ ไม่เคยมีใครพบหมู่บ้านของพวกเขา ไม่เคยมีภาพถ่ายทางอากาศที่คาดว่าจะมีคนอยู่บริเวณนี้มาก่อน ชาวบ้านที่เชิงเขาเล่าให้พี่ฟังว่าพวกเขาจะเคร่งครัดในการถือศีล ปฎิบัติธรรม ไม่กินเนื้อสัตว์ กลิ่นกายของพวกเขาจะหอมคล้ายกลิ่นดอกไม้แห้ง” 

“แล้วคุณลุงที่พี่เจอเขาพาพี่มาทำอะไรเหรอคะ” 

“เขาชวนพี่ขึ้นมาเที่ยว วันนั้นพี่เสร็จจากค่ายลูกเสือเอาเยาวชนที่ติดยาเสพติดมาทำกิจกรรมที่วัดถ้ำตรงที่เราขึ้นมากันนี่ล่ะ คนอื่นกลับกันหมด พี่ก็เลยเดินเก็บขยะอยู่คนเดียว กำลังมัดถุงขยะท้ายกระบะรถ หันมาเจอแกข้างหลัง พี่ตกใจเพราะปกติพี่จะเป็นคนระวังตัวอยู่แล้ว”  

พี่สรรค์กระดกน้ำดื่มแล้วเล่าต่อ 

“แกยิ้มให้พี่เป็นรอยยิ้มและสายตาที่มองมาแล้วพี่รู้สึกอยากลงไปกราบ แต่ก็เพียงแค่ไหว้ทำความเคารพ แกถามพี่ว่าเหนื่อยมั้ยพ่อหนุ่ม เห็นเดินเก็บขยะทุกเย็นเลย พี่ตอบแกไปว่าไม่เหนื่อยและขอโทษหากทำเสียงดังรบกวนชาวบ้านแถวนี้” 

ฉันเริ่มหาก้อนหินที่พอจะนั่งได้อยากฟังพี่สรรค์เล่าต่อยาว ๆ 

“แกก็บอกว่าไม่เป็นไร พี่ไม่ได้ทำสิ่งไม่ดี พี่ช่วยคน แล้วแถวนี้ก็เป็นถิ่นฐานของพี่อยู่แล้ว ผู้คนที่นี่นึกถึงพี่กันทั้งนั้น พี่ก็บอกไปว่าพี่อยู่ในตลาด ไม่ใช่คนแถวนี้แต่มาแถวนี้บ่อยเพราะต้องมาตรวจพื้นที่แล้วคราวนี้ก็เลือกที่นี่สำหรับจัดกิจกรรมช่วยเหลือเด็กๆ ที่ติดยาเสพติด เพราะรู้สึกว่าน่าจะสงบเวลาที่พระท่านสอนเด็กๆ แล้วก็มีพื้นที่พอให้จัดฐานกิจกรรมได้ดี คงเพราะเหตุนี้ล่ะมั้งแกถึงพูดว่าพี่เป็นคนแถวนี้ ส่วนชาวบ้านที่แกบอกก็น่าจะเป็นพ่อ แม่ ณาติพี่น้องของเด็ก ๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมนั่นล่ะ เดี๋ยวนี้เด็กที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเยอะขึ้น บางทีพี่ก็จำพ่อแม่เขาได้ไม่หมด" 

พี่สรรค์กินน้ำจนจะหมดขวดแล้ว ขวดที่สามที่แกเผื่อมาคงเผื่อให้ตัวเองนี่ล่ะ 

“แล้วแกก็เลยชวนพี่ขึ้นมาบนเขา ผ่านถ้ำไหนแกก็ให้พี่ไหว้แต่ในนั้นพี่มองไม่เห็นพระนะ อาจจะอยู่ลึกเข้าไป คงเป็นพระพุทธรูปน่ะ หรือไม่ก็คงเป็นรูปปั้นแกะสลักเป็นพญานาค เพราะเพื่อนพี่ที่อยู่พิพิทธภัณฑ์ในอำเภอบอกว่า จริงๆ แล้วในสมัยนั้นมีการเคารพบูชาพญานาคกันมาก พระพุทธศาสนาในสมัยนั้นน่าจะเกี่ยวพันกับพญานาคเยอะ มีการพบพระปางนาคปรกค่อนข้างเยอะและที่พบจากการบันทึกยังมีการแกะสลักพญานาคด้วยหิน ปั้นด้วยดินเหนียวจากลุ่มแม่น้ำ แต่ค้นพบได้ไม่เยอะเหมือนที่เขียนไว้ในจารึก ไม่แน่น๊าา อาจจะอยู่ลึกเข้าไปในถ้ำพวกนี้ก็ได้ เพราะเวลาผ่านแต่ละถ้ำแกจะให้พี่ตั้งนะโม 3 จบ แล้วพูดตามแกว่า....นะติตัง พญามะ นาคายะ อภินังนาคา สาธุโนภันเต ยะมะ ยะมะ .......พอถ้ำที่ 3 พี่ก็จำได้ไม่ต้องให้แกนำแล้ว แกบอกว่าผู้คนที่นี่เคารพนับถือพญานาค พี่เดินตามแกเพลินจนมาถึงที่ที่นึง มีน้ำพุดขึ้นมาจากดิน ในบริเวณนั้น 3-4 จุด เรียงเฉียงกันไป พุ่มไม้แถวนั้นมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ  แต่พี่มองไม่เห็นดอก แกบอกว่าที่นี่เรียกว่าพุหางนาค เป็นต้นน้ำที่มีความสำคัญกับหมู่บ้านของแก มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนที่นี่เคารพคอยดูแล พืชผลเกษตรกรรมจึงงอกงามเพียงพอที่จะเลี้ยงครอบครัวและทำบุญให้กับพระที่มาธุดงค์ตามถ้ำต่าง ๆ อยู่เสมอ ลำธารนี้เชื่อมต่อไปได้ระหว่างเมืองของแกกับเมืองของคนข้างล่าง” 

“แล้วพี่ได้เจอหมู่บ้านแกมั้ยคะ” 

“ไม่เจอ แกบอกว่าคนในหมู่บ้านยังไม่อยากให้พี่เจอ ถ้าเมื่อไรที่ถึงเวลาก็จะได้เจอเอง พี่ก็ไม่อยากซักถามอะไรมาก เพราะต้นไม้แถวนั้นแปลกตา ร่มรื่น และพี่รู้สึกคุ้นเคยมากเหมือนเคยมาที่นี่ เคยอยู่ที่นี่ วันนั้นพี่เดินไปกับแก ฟังแกเล่าเรื่องของพญานาค งานทำบุญในหมู่บ้าน งานบูชาพญานาค ในหัวพี่ก็เห็นภาพตามที่แกเล่า เดินเพลินจนถึงลานหน้าปากวัดถ้ำพระเขา แกก็ขอตัวกลับแล้วให้พี่เข้าไปไหว้พระนอนในถ้ำก่อนจะลงไป แกบอกว่ามาส่งพี่แค่นี้นะ พี่ก็เลยต้องเดินลงบันไดวัดเขาไปนั่งรอที่ศาลาวัดข้างล่าง วิทยุให้ไอ้หมูไปเอารถกระบะเมารับหมือนเดิม” 

“แล้วพี่ได้เจอแกอีกมั้ยคะ” 

“ไม่เจอเลย พี่ถามคนในหมูบ้านแถวนั้น ไล่ไปทุกหมู่เลยนะ โดยยึดวัดเขาถ้ำพระเป็นศูนย์กลาง แต่ไม่มีใครรู้จักแก มีผู้เฒ่าผู้แกบางคนที่บอกว่าเคยเห็น บางทีก็มีผู้หญิงทั้งแก่ทั้งสาวมากันด้วย แต่งตัวกันสวย แต่ไม่มีใครรู้จักชื่อพวกแกเลย เวลาพวกเขามาทีไรก็ไม่ยักกะเห็นพวกเขาแก่เฒ่าลงเลย พวกเขามักลงมาทำบุญในวันพระใหญ่ อาจจะเพราะข้างบนอากาศดีและแกไม่กินเนื้อสัตว์ แล้วก็ปฎิบัติธรรมสม่ำเสมอมั้ง ผิวพรรณเลยดี ไม่แก่ ลูกนกทำบ้างดิ” 

“นกทำได้สักแค่ไหนก็ไม่รู้สิคะพี่ แต่ตอนนี้ทำได้ก็จะทำตามกำลังบุญของนกไปก่อน เนื้อสัตว์ที่กินก็เพราะพี่นั่นล่ะที่ชวน อยู่วัดนกกินแต่ผักกูดราดหัวกะทิกับน้ำพริก จนติดมาถึงที่บ้าน แต่ Party ของพี่พานกตบะแตกทุกที” 

“ไปกันต่อเหอะ ลูกนกหายเหนื่อยแล้วเนอะ” 

เดินกันอีกพักใหญ่ เราก็มาถึงลานหิน พอขึ้นมาถึงบนนี้กลับเป็นลานหินโล่ง ๆ ไม่มีต้นไม้ขึ้น อาศัยร่มเงาจากต้นไม้ที่อยู่สูงขึ้นไปปกคลุมเป็นร่มเงา ลานหินนี้ที่ยื่นออกไปจากเขา มองขึ้นมาจากข้างล่างจึงเหมือนเป็นตั่งยื่นออกมาจากภูเขา ทางราชการน่าจะพัฒนาเป็นจุดชมวิวได้นะ มาถึงจุดหมายแรก เราสองคนจับมือแกว่งกันไปมา บรรลุวัตถุประสงค์ข้อแรกแล้ว ชื่นใจ หายเหนื่อย พี่สรรค์ชวนฉันออกไปยืนหน้าสุดของลานหิน แต่ฉันกลัว  

“จะกลัวอะไรลูกนก ลานหินกว้างขนาดนี้ไม่หลุดโพ๊ละร่วงลงไปทั้งแผ่นหรอก และที่เรามองขึ้นมามันก็ไม่ได้ดูบอบบางอะไรเลยสักนิด อีกฝั่งหนึ่งเขาระเบิดหินกันโครม ๆ ที่นี่ยังไม่เป็นอะไรในวันนั้น วันนี้ก็ต้องไม่เป็นอะไร เพราะวันนี้เราสองคนมาถึงที่นี่กันได้ไงล่ะ” 

“เหตุผลสอดคล้องกันมากเลยนะคุณพี่” 

ฉันออกไปยืนข้างพี่สรรค์มองจากจุดนี้มองเห็นทั้งเมืองจริง ๆ เห็นบ้านเรือนที่ก่อตั้งกันเป็นกลุ่ม เห็นแม่น้ำสายสำคัญของเมืองที่เคยเป็นแม่น้ำสายสำคัญในประวัติศาสตร์ แต่ในวันนี้แคบกว่าถนนสี่เลนที่ตรงจากหอนาฬิกากลางเมืองไปตัวจังหวัดมาก เห็นทุ่งนาเขียวขจีกินพื้นที่มากกว่าชุมชนเมืองที่กระจายกันเป็นหย่อม ๆ หนาแน่นหน่อยก็เป็นตลาดที่หน้าอำเภอ เห็นคูเมืองที่ล้อมรอบตรงกลางเมืองจุดที่เป็นที่ตั้งของส่วนราชการในอำเภอนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งของลำน้ำในคูนี้ผ่านหลังบ้านฉันด้วย ฉันมองไปตามทิศที่จะเป็นบ้าน แต่ไม่พ้นเหลี่ยมเขาที่จะมองไปเห็น 

“ถ้าเรามายืนตรงนี้เมื่อ 2,500 ปีก่อนภาพคงไม่เป็นอย่างนี้เนอะ ลูกนกคิดว่าจะเห็นเป็นอะไร” 

“เห็นทะเลเบื้องหน้าไกล ๆ โน้น เห็นผู้คนขายของ เห็นวัด เห็นป้อมปราการศิลาแลง เห็นเจดีย์ เห็นกำแพงเมือง” 

“ลูกนกเห็นตามที่อ่านในหนังสืออ่ะดิ พี่เห็นทะเล เห็นปราสาทหินที่เชิงเขา เห็นคนนั่งอยู่กับพื้นแล้วพนมมือฟังพระเทศน์ เห็นแม่น้ำหลายสายล้อมรอบเมืองจนเป็นวงรี แล้วจุดที่บรรจบกันทางฝั่งตะวันตกนู้นนนน ก็ไหลลงทะเลไป” 

“โธ่เอ๊ยย ก็ไม่ต่างจากนกเท่าไรเลย” 

“ต่างสิ เพราะพี่เห็นพญานาคที่หลังปราสาทหินเชิงเขาของที่นี่ด้วย” 

“มโนแล้วพี่ เริ่มมโนมากขึ้นแล้ว” 

เราสองคนยิ้มและหัวเราะให้กันตรงตามความรู้สึกที่เรามีเป็นครั้งแรกมั้ง ไม่ต้องยิ้ม ไม่ต้องหัวเราะเพื่อรักษามารยาทต่อกัน แต่แล้วก็มีเสียงมาจากข้างหลัง 

“โยมสองคนมาเที่ยวที่นี่หรือ” 

เราหันไปมอง แปลกใจมากที่ไม่ได้สังเกตเห็นว่าด้านหลังมีถ้ำ อาจเพราะหินที่ไม่เรียบและยื่นบดบังทำให้ถ้ำนั้นไม่ได้เป็นจุดสังเกตุและไม่ได้มองไปที่ตรงนั้น ที่ปากถ้ำมีพระนั่งอยู่ 1 รูป เราสองคนรีบเดินเข้าไปนั่งเบื้องหน้าท่านก้มกราบ 3 ครั้ง แล้วขออภัยที่มารบกวน 

“ว่ายังไงล่ะ ขึ้นมาเที่ยวหรือขึ้นมาหาอะไรกัน” 

“ทั้งสองอย่างเลยครับหลวงพ่อ” เนื่องจากพระท่านดูอิ่มเอิบผ่องใส ไม่มีร่องรอยของความชราแต่ก็ไม่บอบบางจนเป็นพระที่อายุยังน้อย พี่สรรค์จึงเรียกหลวงพ่อ 

“ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่คนทั่วไปเขาคิดจะมาเที่ยวกันหรอกนะ เพราะเขามักจะเดินขึ้นมาไม่ถึงตรงนี้กัน เจองูเงี้ยวเขี้ยวขอจนต้องวิ่งราบกลับกันไปทั้งนั้น นอกจากคนที่มีสัญญาเดิมกับพื้นที่นี้ หรือเคยผูกพันธ์กับที่นี่มาก่อน” 

“กระผมเคยมาที่นี่มาก่อนครับหลวงพ่อ และได้เห็นความสวยงามของธรรมชาติ จึงอยากพาน้องมาดู และอยากมาตามหาคุณลุงที่อยู่หมู่บ้านข้างบนด้วยน่ะครับ แกเคยพาผมมาที่นี่ ผมใช้กิ่งไม้ตีแหวกทางมาตลอดครับ งูคงตกใจไม่ได้ออกมาให้เราเห็น” 

“เขาไม่ตกใจกันหรอก แต่เขารู้กันว่าใครมา วันนี้อะไรที่โยมอยากเห็น โยมทั้งสองก็จะได้เห็น แต่หมู่บ้านนั้นไม่ใช่ที่ที่คนอื่นจะเห็นถ้าเขาไม่ยอมให้เห็น อาตมาไม่รู้หรอกว่าพวกเขาจะมาต้อนรับโยมทั้งสองด้วยตัวเองกันหรือเปล่า” 

เรามองหน้ากันงง ๆ แต่รู้สึกดีที่มานั่งเบื้องหน้าท่าน ความรู้สึกปิติเต็มตื้นขึ้นมาในอก ความรู้สึกของฉันอยากจะขอนั่งสมาธิและเดินจงกลมที่บริเวณลานหินนี้มาก แต่คงไม่มีเวลาให้ทำ เราควรลงจากเขาก่อนค่ำด้วย 

“พี่สรรค์ ยังไม่ 11 โมงเลย เราเอาอาหารถวายเพลพระกันมั้ย” ฉันกระซิบถามพี่สรรค์ 

“อาหารน่ะถวายได้ เราสองคนกินคนละห่อก็พอ แต่น้ำของพี่จะหมดแล้วอ่ะดิ” พี่สรรค์กระซิบตอบ 

“พี่เอาของนกไปกิน นกกินไม่ถึงครึ่งขวดเลย นกกินน้ำน้อยอยู่แล้ว”  

“หลวงพ่อครับเรามีอาหารและน้ำติดตัวมา ขอถวายสังฆทานกับหลวงพ่อได้มั้ยครับ” 

“ตามแต่โยมสะดวกเถิดหนา ชะตาของโยมต้องทำบุญร่วมกันบนนี้ ที่นี้อยู่แล้ว 

พี่สรรค์หยิบห่อข้าวเหนียวหมูหวานและหมูเค็มที่ห่อด้วยกระดาษออกมา และน้ำดื่มขวดใหญ่อีก 1 ขวด พวงมาลัย 2 พวง หมากพลู 2 ถาด ถวายพระ ฉันประคองที่มือพี่สรรค์เพื่อวางของลงบนผ้าที่ท่านยื่นมาวางรับประเคน 

เราทำพิธีถวายสังฆทานกันแบบง่าย ๆ วางของเสร็จพี่สรรค์นำฉันท่องนะโม 3 จบ แล้วกล่าวตามว่า  

ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายอาหารพร้อมทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้แด่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์ จงรับ ซึ่งอาหาร พร้อมทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายตลอดกาลนานเทอญ” 

ถวายเสร็จ ท่านก็รับแล้วส่งกระบอกไม้ไผ่ที่ข้างในมีน้ำ ให้ฉันกับพี่สรรค์กรวดน้ำตามที่ท่านเริ่มสวด “ยะถา วาริวะหา...” 

ฉันเป็นห่วงกลัวท่านจะไม่มีน้ำสำหรับดื่มเพราะท่านเอากระบอกของท่านมาให้ เหมือนท่านรู้ความคิดของฉัน ท่านบอกว่า 

“แถวนี้มีน้ำให้อาตมาได้ดื่มได้ใช้ ไม่ขาดหรอ” 

แต่ฉันมองไปรอบ ๆ ไม่มีร่อยรอยแหล่งน้ำอะไรเลย หรืออาจจะมีภายในถ้ำก็ได้ 

“ตัวพี่นำตัวน้องเข้าไปดี ๆ หลังจากโค้งหินข้างหน้านี้ทางจะเรียบเป็นเส้นทางให้เจ้าเดินตามกันไปได้สบายขึ้น ไม่รกชัฏ อย่าหักกิ่งไม้ เถาวัลย์ อย่าทำร้ายแม้หญ้าสักต้น อย่านำสิ่งใดจากที่นี่กลับไปเด็ดขาด ได้ยินเสียงเรียกใด ๆ อย่าได้ขานรับ บุญครั้งนี้เป็นบุญใหญ่สุดท้ายของเจ้าทั้งสอง พนมมือรับพรจากหลวงพ่อกัน” 

เสร็จแล้วฉันกับพี่สรรค์ก็หามุมใต้ร่มไม้สุดลานหินที่มีทางโค้งไปตามเขา เราไม่ได้พูดอะไรกัน กินกันเสร็จเรียบร้อย เราก็มาคุกเข่ากราบลาหลวงพ่อกันอีกครั้ง แม้จะรู้สึกดีใจและปลื้มปิติที่ได้ทำบุญในครั้งนี้ สถานที่นี้ แต่ฉันก็ยังมีคำถามในใจกับคำพูดของหลวงพ่อ แต่ตอนนี้คงไม่ใช่เวลาที่จะถามทั้งจากหลวงพ่อและพี่สรรค์ ฉันได้แต่เก็บความสงสัยว่าสิ่งที่พี่สรรค์สนทนากับหลวงพ่อ คือเรื่องเดียวกันหรือไม่ คำถามและคำตอบเหมือนจะเป็นเรื่องเดียวกันแต่ความหมายของทั้งสองคนดูจะต่างกัน ฉันได้แต่เก็บความสงสัยนี้ไว้แล้วลุกตามพี่สรรค์ไป 

ถ้าฉันและพี่สรรค์มองกลับไป คงจะได้เห็นหลวงพ่อหลับตาและพูดเบาๆว่า “กรรมเท่านั้นที่กำหนดชะตากรรม” ก่อนกำหนดจิตเข้าสู่วิปัสสนาญาณ   

แต่เราทั้งสองกำลังตั้งใจสวดคาถาบูชาพญานาค แล้วก้มลงปักธูปข้างทางที่เริ่มเห็นเป็นเส้นทางเดินสายแคบ ๆ ตรงไปข้างหน้า พี่สรรค์ยืนขึ้น ส่งมือให้ฉันยึดเพื่อลุกตามขึ้นมาแล้วออกเดินทางไปตามถนนสายนี้ จะมีอะไรให้เจอข้างหน้าอีกบ้างนะ แต่ฉันสัมผัสได้ว่าทั้งพี่สรรค์และฉันไม่ได้มีความรู้สึกกลัว แต่กลับคุ้นเคยถนนสายนี้ และเหมือนจะรู้ว่าถนนสายนี้ทอดยาวไปถึงไหน มีอะไรระหว่างทางบ้าง คงอย่างที่หลวงพ่อพูด อะไรที่อยากจะเจอคงได้เจอ ในเวลานี้ฉันก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น