เด็กหญิงเย็นชา

หลงเข้ามารึเปล่าไม่รู้ แต่ก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคร๊าาาา

Re : 7 สิ่งที่ต้องการ

ชื่อตอน : Re : 7 สิ่งที่ต้องการ

คำค้น : Mpreg

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 35.6k

ความคิดเห็น : 23

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ม.ค. 2560 01:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Re : 7 สิ่งที่ต้องการ
แบบอักษร

7

สิ่งที่ต้องการ


                ขนมผิงกดลิฟท์พลางคิดอะไรไปพลาง ริมฝีปากได้รูปยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อนึกถึงใครบางคนที่พึ่งจะกลับไป

                ความรู้สึกราวกับถูกโอบอุ้มด้วยความอบอุ่นที่มองไม่เห็น ทำให้หัวใจเอ่อล้นไปด้วยความสุขในแบบที่เขาไม่ได้สัมผัสมานานมากแล้ว ปลายนิ้วเรียวกดรหัสหน้าประตูก่อนจะเปิดประตูห้องอย่างช้าๆพร้อมกลับรอยยิ้มที่ยังคงติดอยู่บนใบหน้า

                แต่พลันรอยยิ้มบนใบหน้าก็หายไปเมื่อเห็นใครบางคน

                “ไง กลับมาแล้วเหรอ”น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันเอ่ยทักทันทีที่ก้าวพ้นขอบประตู

                นี่มันหมายความว่ายังไงกัน!! ปิญญ์ชานนท์มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!!

                แล้วเด็กๆที่กำลังนั่งเล่นอยู่บนพื้นข้างๆกับร่างสูงราวกับว่าสนิทสนมมันอะไรกันนะ

                “คุณปิญญ์!! คุณเข้ามาได้ยังไง!!

                “เด็กๆเปิดประตูรับฉันเข้ามา ดูท่าลูกๆของนายจะดูเป็นเด็กที่ฉลาดและว่าง่ายพอตัวเลยนะ”อีกฝ่ายไหวไหล่ พยักหน้าไปทางเก้าอี้ที่วางอยู่หน้าประตู

                ดูท่าว่าคู่แฝดจะใช้เก้าอี้มองผ่านตาแมวแล้วช่วยกันเปิดประตูให้ปิญญ์ชานนท์เข้ามาสินะ

                “ออกไป!! ที่นี่ไม่ต้อนรับคุณ”บอกออกไปด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

                เด็กๆเริ่มเงยหน้าขึ้นมามองทั้งที่มือยังหยิบจับของเล่นเตรียมชวนแขกผู้มาเยือนเล่นด้วยกัน

                “ปลากริม สลิ่ม เข้าไปรอปะป๊าในห้องก่อนนะครับ”ขนมผิงหันไปสั่งเด็กๆ

                ปลากริมกับสลิ่มพยักหน้าตอบรับอย่างว่าง่าย ยอมหยิบฉวยเอาของเล่นติดไม้ติดมือแล้วพากันเดินเข้าไปในห้องนอนเงียบๆตามที่ขนมผิงสั่ง

                “อะไรกัน ฉันกำลังเล่นกับเด็กๆสนุกเลยเชียว ทำไมนายถึงสั่งให้เด็กๆเข้าไปในห้องซะล่ะ”อีกฝ่ายถามพลางเหยียดยิ้มออกมา

                มันช่างเป็นรอยยิ้มที่เจ้าเล่ห์ชวนให้น่าอึดอัด ขนมผิงได้แต่ขบเม้มริมฝีปากของตนเองแน่น จ้องมองอีกฝ่ายเขม็งด้วยสายตาที่แค้นเคืองราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

                “ออกไปก่อนที่ผมจะเรียกรปภ.มาโยนคุณออกไป”

                “ไม่มีใครเขาอยากจะยุ่งเรื่องผัวเมียหรอกน่า นายก็น่าจะรู้ดี”

                ปิญญ์ชานนท์ไม่เพียงแค่พูดย้ำในสถานะที่น่าสมเพช แต่กลับลุกขึ้นแล้วสาวเท้าเข้าไปใกล้ประตูห้องของเด็กๆจนขนมผิงต้องปรี่เข้าไปขวางเอาไว้

                “อย่ามายุ่งกับลูกของผม อย่าได้เอาความคิดต่ำๆของคุณมาแสดงออกต่อหน้าเด็กๆ”

                “ทำไมล่ะ ทีกับนายวุฒินายยังให้หมอนั่นเข้ามาอยู่ด้วยตั้งนานสองนาน ทีกับฉันที่พึ่งจะมาถึงได้ไม่กี่นาทีนายกลับไล่ฉันเหมือนหมูเหมือนหมา จะไม่ใจร้ายกับผัวตัวเองไปหน่อยรึไง”

                ผล๊วะ!!

                หมัดเล็กๆส่งเข้าไปที่ริมฝีปากที่เอาแต่พูดพล่ามในสิ่งที่น่ารังเกียจ

                ใบหน้าคมคายหันไปตามแรงกระแทกเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมาพร้อมกับของเหลวสีแดงสดติดอยู่มุมปาก ปลายลิ้นชิ้นตวัดเลียมุมปากเล็กน้อยก่อนจะกลืนรสปร่าลงคอ ตาดุดันจ้องมองมาที่ใบหน้าของขนมผิงด้วยความไม่พอใจ

                “ถึงคุณกับพี่วุฒิจะมีสายเลือดเดียวกัน แต่มันไม่ได้หมายความว่าพี่วุฒิเขาจะมีจิตใจที่สกปรกต่ำช้าแบบคุณ มันอาจจะเป็นเพราะอาหารที่คุณกินเข้าไปรึเปล่านะ มันถึงทำให้คุณพูดพล่ามแต่สิ่งเน่าๆออกมาแบบนี้”ขนมผิงเหยียดยิ้มออกไปเพื่อยินยันในสิ่งที่ตนพูด ตาคู่สวยจ้องมองอีกฝ่ายแน่นิ่งพลางเชิดหน้าขึ้นอย่างถือตัว

                “นายกล้าทำร้ายผัวตัวเองขนาดนี้เลยรึไง สงสัยว่าสามปีมันจะนานเกินไปจนจำเรื่องระหว่างเราไม่ได้แล้วสินะ”

                พูดจบมือใหญ่ราวกับคีมเหล็กก็ตะปบเข้ามาที่ต้นแขนผอม ออกแรงบีบจนขนมผิงรู้สึกเจ็บร้าวไปถึงกระดูก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเงยหน้าขึ้นจ้องตอบของอีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ

                “อย่าเอามือสกปรกของคุณมาแตะต้องตัวผม”

                “อย่าทำเป็นกระแดะไปหน่อยเลยในเมื่อตัวนายมันก็สกปรกพอๆกัน อย่าลืมสิว่ามือสกปรกคู่นี้มันเคยบีบเค้นไปทั่วร่างกายของนายรุนแรงแค่ไหน”

                ไม่หยุดแค่บีบมือลงมาที่แขน แต่ปิญญ์ชานนท์กลับใช้อีกมือยกขึ้นมาบีบกรอบหน้าของเขาเอาไว้แน่น ไม่ทันตั้งตัวตาคู่สวยก็ต้องเบิกกว้างเมื่อริมฝีปากได้รูปกดกระแทกลงมาให้ได้กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งในโพลงปาก

                ขนมผิงพยายามที่จะผลักอกของอีกฝ่ายให้ออกห่าง แต่มันก็เท่านั้น ปิญญ์ชานนท์โถมกายเข้าหาและตรึงใบหน้าของเขาเอาไว้แน่น บังคับให้ต้องตอบรับจูบที่ไม่ได้เต็มใจ

                จากที่พยายายามใช้มือผลักอกอีกฝ่ายก็เปลี่ยนมาเป็นจิกเล็บลงบนลาดไหล่ ฝังปลายเล็บลงบนไหล่หนาเมื่อปลายลิ้นของอีกฝ่ายสอดแทรกเข้ามายามที่เขาเปิดริมฝีปากเพื่อสูดอากาศหายใจ

                มันยิ่งน่ารังเกียจเมื่อปลายลิ้นนั้นสอดแทรกเข้ามาลึกและพยายามเกี่ยวกระหวัดป้อนจูบที่ทั้งรุนแรงและหนักหน่วง

                กึก!!

                ขนมผิงตัดสินใจกัดฟันลงบนปลายลิ้นที่รุกราน หากแต่อีกฝ่ายกลับรู้ตัวและถอนจูบออกก่อนที่ลิ้นจะขาดเสียก่อน

                “มันจะมากไปแล้วนะขนมผิง!!”ตวาดเสียงดังก่อนจะเช็ดเลือดที่ไหลย้อนออกมาจากมุมปาก

                “หึ! ก็สมควรแล้วนี่”

                ขนมผิงแสยะยิ้มพลางเช็ดเลือดออกจากมุมปากไม่ต่างกัน มันก็สมควรแล้วนี่ ในเมื่อปิญญ์ชานนท์เป็นฝ่ายที่ทำให้เขาเสียเลือดก่อนเขาก็จะทำให้อีกฝ่ายเสียเลือดมากกว่าให้มากกว่าเป็นเท่าๆตัว

                “หมาอย่างนายนี่มันกัดไม่เลือกจริงๆ ดูท่าฉันคงจะต้องทำให้นายเชื่อสินะ ขนมผิง”ปิญญ์ชานนท์จ้องมองมาด้วยแววตาที่ขุ่นเคือง หากแต่ขนมผิงนั้นกลับไม่ได้สะทกสะท้านเลยสักนิด

                “ถ้าคิดว่าทำได้ก็ลองทำดูสิครับ”ยกยิ้มอย่างท้าทายพร้อมกับจ้องลึกเข้าไปในตาคู่ดุดัน

                “เก่งนักนะที่กล้ามาท้าทายคนอย่างฉัน!!

                เหมือนว่าชายหนุ่มจะทนไม่ไหว ร่างสูงใหญ่ปรี่เข้ามากระชากตัวของขนมผิงจนเซเข้าไปหา และไม่หยุดอยู่แค่นั้นเมื่อครั้งนี้มันดูรุนแรงมากกว่าเก่า แขนแข็งแรงโอบเอาเอวสอบไปกอดไว้แน่นด้วยท่าทางคุกคาม

                “ปล่อยนะ!! คุณไม่มีสิทธิมาแตะต้องตัวผม!!

                “ทำไมล่ะ ฉันมีสิทธิเต็มที่เลยนะ นายอย่าลืมสิว่าฉันเป็นผัวนาย รึว่านายลืมไปแล้ว”

                “ไอ้โรคจิต!! อย่ามาใช้ถ้อยคำทุเรศกับผมนะ ผมจะเตือนคุณครั้งสุดท้าย ก่อนที่คุณจะต้องเป็นฝ่ายเสียหน้าถูกจับโยนออกไปจากที่นี่”

                อ้อมแขนของปิญญ์ชานนท์นั้นกอดรัดแน่นจนดิ้นไม่หลุด แม้สีหน้าของขนมผิงนั้นจะเต็มไปด้วยโทสะ แต่แท้จริงแล้วภายในใจลึกๆนั้นยังคงเป็นห่วงกลัวว่าอีกฝ่ายจะมาแย่งเอาเด็กๆไป

                ทำไมกันนะ!! ในเมื่อเขายอมที่จะถอยออกมาในวันที่อีกฝ่ายไล่เขากับลูกๆออกไปจากชีวิต ทำไมปิญญ์ชานนท์ถึงต้องตามตอแยตามรังควาญเขาด้วย

                หรือเพียงเพราะต้องการแก้แค้นให้พ่อตนเองกัน?

                “ถ้านายคิดว่าทำได้ก็ลองดูสิ”

                เป็นราวกับเสียงปืนบอกเริ่มเกม สิ้นเสียงร่างกายของขนมผิงก็ลอยหวือตามแรงกระชากเข้าไปในห้องนอนที่อยู่ข้างกันกับห้องของเด็กๆ

                “จะทำอะไรน่ะ!!”ขนมผิงถามด้วยน้ำเสียงตื่นกลัว

                ภาพความทรงจำสุดแสนจะเลวร้ายวนกลับเข้ามาในความคิดอีกครั้ง ไม่ได้!! เขาเฝ้าบอกตนเองนับครั้งไม่ถ้วนภายในเสี้ยววินาทีที่ถูกดึงให้ตามเข้ามาในห้องที่เคยสร้างฝันร้ายเอาไว้

                ฝันร้ายทั้งที่ยังมีเด็กๆอยู่ในร่างกาย!!

                “จะถามทำไมล่ะ ในเมื่อของมันเคยๆกันอยู่”

                “ไม่!! คุณมันโรคจิต คุณปิญญ์ ออกไปนะ ออกไปจากห้องผมเดี๋ยวนี้!!

                มันยากที่จะขัดขืนด้วยแรงกายเมื่อถูกดึงให้ก้าวผ่านประตูนรกเข้ามา ภาพในอดีตยิ่งชัดเจนมากขึ้นกว่าเก่าจนเรี่ยวแรงราวกับถูกสูบให้เหือดหาย

                ขนมผิงไม่มีทางเลือกอีกแล้ว!! เขาก้มลงกัดเข้าที่ต้นแขนของชายหนุ่มเต็มแรง

                “โอ้ย!! บ้าเอ้ย!! นายนี่มันไม่เชื่องง่ายๆสินะ ดูท่าฉันคงจะต้องใช้กำลังสั่งสอนนายซะแล้ว”

                เพี๊ยะ!!

                สิ้นเสียงใบหน้าเกลี้ยงเกลาก็หันไปตามแรงฝ่ามือของอีกฝ่าย แรงพอที่จะทำให้ขนมผิงที่ไม่ทันได้ตั้งหลักเซถลาลงไปบนพื้น

                “ฮึก!! คุณมันดีแต่ใช้กำลัง ไอ้ชั้นต่ำ”ขนมผิงเค้นเสียงต่ำ เงยหน้ามองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแค้น

                “ชั้นต่ำงั้นเหรอ? หึ!! ต่ำมันก็ต้องคู่กับสกปรกก็ถูกแล้วนี่”

                ร่างสูงก้าวเข้ามาประชิดก่อนจะใช้แรงอันมหาศาลดึงขนมผิงให้ลุกขึ้นแล้วจับทุ่มลงบนเตียง

                “อึก!!

                เจ็บจนจุก ขนมผิงนิ่วหน้า ฝ่ามือยกขึ้นมากุมท้องตัวเองแน่น

                “มาดูกันดีกว่าว่าฉันจะทำให้หมาอย่างนายเชื่องได้ไหม”

                มือใหญ่บีบเข้ามาที่กรอบหน้าของขนมผิงอีกครั้ง บีบแน่นให้เจ็บร้าวไปทั้งใบหน้า

                “ไม่มีวัน!! ต่อไปนี้คุณจะไม่มีวันได้สิ่งที่คุณต้องการ”

                “ก็ดี ฉันก็อยากจะรู้ว่าคนอย่างนายจะมีปัญญาขัดขืนฉันได้สักกี่น้ำ ไหนนายลองทำให้ดูหน่อยสิว่ากับคนอื่นนายล่อลวงพวกนั้นยังไง”

                “ปล่อย!!

                ถึงจะร้องบอก แต่ก็กลับถูกกดลงบนเตียงเดิมกับเมื่อสามปีที่แล้ว เสื้อเชิ้ตสีขาวถูกฉีกกระชากออกอย่างรุนแรง แต่ทว่าตอนนี้ขนมผิงไม่ใช่คนเดิมอีกแล้ว

                “อุ๊ก!!

                ปิญญ์ชานนท์ร้องออกมาก่อนอย่างเจ็บจุก ก่อนจะกุมเข้าที่หน้าท้องตัวเองเมื่อถูกฝ่าเท้าของอีกคนถีบเข้ามาเต็มแรง

                เห็นดังนั้นขนมผิงจึงรีบคลานหนีออกมาเมื่อมีโอกาส

                “จะไปไหน!! ฤทธิ์เยอะนักนะ!!

                “คุณมันบ้าไปแล้ว”พูดพลางถอยหนีอีกฝ่ายเมื่ออีกฝ่ายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้

                รอยยิ้มชั่วร้ายที่เห็นนั้นเริ่มทำให้ขนมผิงนึกหวั่น มือผอมปัดป่ายไปบนโต๊ะเพื่อควานหาโทรศัพท์ หากแต่เมื่อเขาคว้ามาได้ เครื่องมือสื่อสารนั้นก็ถูกแย่งออกจากมือแล้วโยนทิ้งไปยังอีกฟากของห้อง

                “นายคิดจะทำอะไร มันไม่มีใครเขากล้ามายุ่งเรื่องของผัวเมียหรอกน่า มานี่!!

                อีกครั้งที่ถูกจับเหวี่ยงลงบนพื้น ก่อนจะถูกขึ้นคร่อม ร่างกายทั่วทั้งร่างเจ็บปวดจากแรงกระแทกจนแทบไม่มีแรงต้าน มันไม่ง่ายเลยที่จะสู้กับคนที่ตัวโตกว่า

                “คุณต้องการอะไรกันแน่!!

                “ต้องการอะไรงั้นเหรอ ไม่รู้สิ”ปิญญ์ชานนท์เว้นเอาไว้ก่อนจะก้มลงมากระซิบ “ฉันรู้แค่ว่าฉันต้องการที่จะทำลายนายให้ย่อยยับ ให้สมกับที่แม่ของนายทำลายพ่อของฉันยังไงล่ะ”พูดจบริมฝีปากร้อนก็ตะโบมจูบลงมาอย่างบ้าคลั่ง ครั้งนี้มันทั้งร้อนและทั้งรุนแรงยิ่งกว่าเก่า

                มันหมายความว่ายังไงกันนะกับสิ่งที่ปิญญ์ชานนท์พูดออกมา

                “อึก!!”ขนมผิงพยายามดิ้น แต่ยิ่งดิ้น เสื้อที่ขาดวิ่นยิ่งถูกดึงให้หลุดออก

                กายสูงโปร่งสะดุ้งเฮือกเมื่อสัมผัสได้ถึงความเจ็บแสบจากฟันคมที่กัดลงมาบนต้นคอ

                ไร้ซึ่งความปราณีจากอีกฝ่าย ร่างกายถูกโถมทับลงมาเต็มแรง ถูกตรึงด้วยมือใหญ่ราวกับถูกโซ่ตรวนเส้นหนาคล้องเอาไว้

                “ปล่อยนะ!! คุณมันบ้าไปแล้ว!! ผมจะร้องให้คนช่วย”

                “เอาสิ ร้องดังๆเลย ร้องให้ลูกของนายได้ยินและออกมาดูว่านายมันสกปรกแค่ไหน”

                ทำไมกันนะ ทำไมปิญญ์ชานนท์ถึงได้เลวขนาดนี้!!

                ขนมผิงมองอีกฝ่ายอย่างไม่เชื่อสายตา จ้องมองปิญญ์ชานนท์หยัดกายขึ้นมาเหนือร่างของตนและมองมาด้วยแววตาดูถูก

                “ออกไป!!

                “คนอย่างนายทำไมถึงไม่ตายๆไปซะนะ”

                ชั่วพริบตาแววตาที่ดูถูกก็กลายเป็นเกลียดชัง ขนมผิงดิ้นสุดแรงเมื่อมือใหญ่ทั้งสองข้างพาดลงมาบนต้นคอของตนและกดลงมาอย่างแรง จนเริ่มที่จะหายใจไม่ออกจึงได้พยายามทุบตีและดึงแขนของอีกฝ่ายให้ปล่อยออก

                “ปล่อย แค่กๆ ปล่อยนะ!! คุณปิญญ์”

                “อยู่นิ่งๆสิวะ!!”ปิญญ์ชานนท์ตวาดลั่น มือข้างหนึ่งละออกไปปลดกระดุมเสื้อตัวเองออก

                ขนมผิงถึงได้หายใจออกขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ยังติดขัดเมื่อมืออีกข้างของปิญญ์ชานนท์ยังคงค้างอยู่บนคอและยังออกแรงกดลงมา

                เคร้ง!!!

                เสียงเหมือนของตกกระทบลงบนพื้นทำให้ทั้งคู่ชะงัก ตาคู่ดุดันหันมาสบตาของเขาด้วยความไม่ได้ตั้งใจ

                “ปลากริม สลิ่ม!!

                สัญชาติญาณความเป็นห่วงทำให้ขนมผิงผลักอีกฝ่ายออกเต็มแรงแล้วรีบวิ่งไปยังห้องที่อยู่ข้างๆ

                พลันหัวใจหล่นวูบเมื่อเห็นลูกชายคนเล็กนั่งร้องไห้น้ำตานองหน้า

                “สลิ่ม!! ปรากริมน้องเป็นอะไร ทำไมน้องถึงได้ร้องไห้ล่ะ”

                ขนมผิงคว้าเอาสลิ่มขึ้นมากอด ตาคู่สวยมองสำรวจไปทั่วร่างเล็กอย่างกระวนกระวายใจ

                “อย่าเข้ามานะ!!

                ร้องห้ามเสียงแข็งเมื่อเหลือบเห็นร่างสูงกึ่งเปลือยท่อนบนกำลังเดินพ้นประตูห้องนอนของเด็กๆเข้ามา

                “นายคิดว่าจะห้ามฉันได้รึไง”อีกฝ่ายส่งเสียงเยาะเย้ยในลำคอก่อนจะก้าวเข้ามา

                “ผมบอกว่าอย่าเข้ามาไง!!”ขนมผิงห้ามอีกครั้งเมื่อฝ่านยังคงก้าวเข้ามาเรื่อยๆ และเข้ามาใกล้กับลูกของเขามากเข้าไปทุกที

                “นายนี่มันไม่ดูตาม้าตาเรือเลยนะ”

                สิ้นเสียงทุ้มต่ำ เจ้าของเสียงก็ลดตัวลงมาข้างๆแฝดคนพี่ แล้วดึงเอาร่างนั้นขยับเข้าไปใกล้

                “ปลากริมมาหาปะป๊า”

                “อย่ามาทำเป็นหมาหวงก้างโดยไม่ดูตาม้าตาเรือไปหน่อยเลย เจ็บไหม”หันมาต่อว่าเสียงแข็งก่อนจะถามประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่มกับเจ้าตัวเล็กคนพี่ ปลายนิ้วใหญ่ลูบลงบนหน้าผากมนอย่างเบามือ

                เมื่อครู่ยังทำตัวเป็นยักษ์ใจมารใส่เขาอยู่แท้ๆ แต่ทำไมถึงได้แสดงท่าทีอ่อนโยนกับเด็กๆได้ล่ะ

                “เอาลูกผมคืนมา”

                “ถ้านายดูให้คนนั้นหยุดร้องก่อนได้ ฉันจะยอมคืนคนนี้ให้”พูดราวกับว่าจะไม่ยอมคืนลูกให้ ยิ่งทำให้ขนมผิงใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม

                “อย่ามาพูดบ้าๆนะ นั่นมันลูกของผม”

                แม้จะมีสายเลือดของปิญญ์ชานนท์ แต่เมื่อปฏิเสธไปแล้ว ปิญญ์ชานนท์ก็ไม่มีสิทธิแม้แต่จะแตะต้องเด็กๆด้วยซ้ำ

                “บอกฉันมาสิว่าเธอไปทำอะไรมาถึงได้หัวโนแบบนี้”

                ดูเหมือนปิญญ์ชานนท์จะเมินคำพูดของขนมผิงและหันไปพูดกับเจ้าตัวเล็กแทน ทำให้ขนมผิงชะงักและจ้องมองไปที่หน้าผากมน เห็นรอยนูนเล็กๆปูดออกมา

                “พี่กิมเจ็บไหม ฮึกๆ หลิ่มขอโทษ”

                สลิ่มพูดพลางสะอื้นให้ขนมผิงให้ลูกหัวปลอบขวัญ พลางหันไปเพ่งมองลูกอีกคนด้วยความเป็นห่วง

                “กิมปีนขึ้นไปบนเตียงแล้วโหม่งกับหุ่นยนต์ฮับ แต่กิมไม่เจ็บ กิมไม่อยากย้องไห้ กัวน้องหลิ่มเสียใจ”ปลากริมตอบเสียงใสพลางยิ้มแหย ยกมือป้อมลูบหน้าผากนูนของตัวเองป้อยๆ

                “ไปครับไปหาหมอกัน”ขนมผิงตัดสินใจอย่างรวดเร็ว อุ้มลูกคนเล็กขึ้นมาก่อนจะทำท่าเข้าไปคว้าอีกคน

                “นายจะไปทั้งสภาพนั้นรึไง แต่ก็นะ คนอย่างนายคงชินสินะ”อีกฝ่ายเหยียดยิ้มในสภาพที่กึ่งเปลือยของเขา

                “คืนปลากริมมาให้ผมแล้วคุณก็ออกไปซะ”

                “ใส่เสื้อซะแล้วจะๆได้พาเด็กๆไปหาหมอ ขืนนายชักช้าบางทีลูกนายอาจจะเลือดคลั่งในสมองตาย ฉันไม่รู้ด้วยนะ”ชายหนุ่มไหวไหล่

                “คุณนี่มัน!

                “เลือกเอาว่าจะทิ้งเด็กไว้กับฉันหรือว่าจะรอจนฉันไปนายถึงจะได้พาลูกไปโรงพยาบาล”

                นั่นมันแทบไม่ต้องใช้เวลาคิดด้วยซ้ำ ขนมผิงกัดฟันยอมให้เด็กๆอยู่กับอีกฝ่ายก่อนจะออกจากห้องไป เขาได้ปรายตามมองดูอีกฝ่ายจับคนน้องนั่งบนตักแล้วใช้มือลูบหัวเบาๆ ส่วนมืออีกข้างก็กำลังลูบหัวคนพี่ที่ยืนยิ้มอย่างเริงทั้งที่เป็นคนเจ็บ

 

                “คราวนี้ส่งลูกคืนมาให้ผมได้แล้ว”หลังจากขนมผิงเปลี่ยนเสื้อเสร็จก็ยื่นมือไปเพื่อหวังจะทวงลูกๆคืนมาจากตักของอีกฝ่าย

                อดที่จะอิจฉาในรูปกายของปิญญ์ชานนท์ไม่ได้กับตักกว้างของอีกฝ่ายที่สามารถให้เด็กๆนั่งได้พร้อมกันทีเดียวถึงสองคนได้สบาย

                “จะเอาคนไหนล่ะ”ริมฝีปากหยักยกยิ้มคล้ายจะต่อรอง

                “ทั้งสองคน”

                “นายจะอุ้มทั้งสองคนได้ยังไง”

                “เรื่องของผม ไม่เกี่ยวกับคุณ”

                “หึ อย่างเก่งนายก็อุ้มได้แค่คนเดียว จะอุ้มคนที่ร้องให้แล้วปล่อยคนที่เจ็บให้เดินตาม หรือว่าจะอุ้มคนที่เจ็บแล้วปล่อยให้คนที่ร้องไห้เดินตามล่ะ”ดูเหมือนเป็นการเยาะเย้ยกันเมากกว่าคำแนะนำ

                “ไปหาปะป๊าเธอสิ”เสียงทุ้มกระซิบบอกเจ้าตัวเล็กที่ยังสะอื้นไม่หาย

                แต่สิ่งที่ทำให้ขนมผิงแทบควันออกหูก็คือการที่ปลายจมูกโด่งเฉียดลงบนแก้มกลมของสลิ่ม ตาคู่ดุดันปรายตามองมาที่เขาราวกับต้องการจะยั่วยุ

                ขนมผิงรับสลิ่มขึ้นมาอุ้มก่อนจะหันไปเรียกคนพี่ให้เดินตาม หากแต่ว่าปิญญ์ชานนท์นั้นกลับคว้าเอาคนพี่ขึ้นมาอุ้มแล้วเดินผ่านหน้าของเขาไปเสียเอง

                “นั่นคุณจะเอาปลากริมไปไหนคุณปิญญ์!!

                “ก็พาไปหาหมอไง หรือว่านายกลัวว่าฉันจะแย่งลูกของนายไปเลี้ยงซะเอง”คำตอบของอีกฝ่ายทำให้ก้อนเนื้อในอกของขนมผิงกระตุกวูบ

                ยอมเดินตามอีกฝ่ายมายังลานจอดรถอย่างช่วยไม่ได้ น่าแปลกที่ปิญญ์ชานนท์รู้ว่าที่จอดรถประจำของเขาอยู่ตรงไหน แต่เวลานี้ขนมผิงกลับห่วงลูกจนไม่อยากจะใส่ใจอะไรมากไปกว่านี้แล้ว เขาจับลูกคนเล็กนั่งใส่คาร์ซีทก่อนจะหันไปขอลูกคนโตคืนจากอีกฝ่าย

                “ส่งปลากริมมาได้แล้ว”

                ครั้งนี้ปิญญ์ชานนท์ยอมคืนปลากริมให้เขาแต่โดยดี

                ขนมผิงปรายตามองอีกฝ่ายเป็นครั้งสุดท้าย จับให้ลูกคนโตนั่งบนคาร์ซีทอีกอันที่เบาะหลัง ก่อนจะเดินไปยังฝั้งคนขับ

                ขณะที่กำลังเสียบกุญแจรถ ยังไม่ทันกดสตาร์ทเสียงเปิดประตูด้านข้างคนขับก็ทำให้ขนมผิงชะงักด้วยความตกใจ หันไปมองก็เห็นเข้าไปใบหน้านิ่งเฉยปนเจ้าเล่ห์ของอีกฝ่าย

                นี่มันอะไรกันนะ!!

                “คุณจะขึ้นมาทำไม ลงไปเดี๋ยวนี้นะ!!

                “ฉันจะไปด้วย”

                “คุณจะไปทำไมทั้งที่มันไม่ใช่เรื่องของคุณ”

                “ทำไมจะไม่ใช่ล่ะในเมื่อฉันเป็นผัวนาย อย่างน้อยเด็กๆก็เป็นลูกเลี้ยงของฉัน”อีกฝ่ายกระซิบบอก

                นี่มันบ้าไปแล้ว ปิญญ์ชานนท์ช่างหน้าด้านหน้าทนจนขนมผิงแทบอยากคว้าเอาของที่อยู่ใกล้มือโยนใส่หน้าอีกฝ่ายให้รู้แล้วรู้รอด หากแต่ต่อหน้าเด็กๆการที่เขาปั้นหน้าบึ้งตึงมันก็มากพอแรงอยู่แล้ว

                “ปะป๊าฮับ เยาจะไปหาคุนยุงหมอวุฒิใช่ไหมฮับ”สลิ่มเอ่ยถามเสียงใสมาจากด้านหลัง ซึ่งนั้นก็ทำให้ปิญญ์ชานนท์เลิกคิ้วจ้องมองเด็กน้อยจากกระจกมองหลัง

                “เปล่าครับ เราไม่ได้ไปหาคุณลุงวุฒิ”

                “แต่กิมอยากไปหาคุนยุงหมอ กิมชอบคุนยุงหมอ”

                คำพูดของปลากริมยิ่งทำให้คิ้วของชายหนุ่มแขกผู้ไม่ได้รับเชิญกระตุก

                “ครับ ปะป๊าก็ชอบลุงหมอเหมือนกัน”

                จากคำพูด ถ้าไม่ติดว่ามีเด็กๆปิญญ์ชานนท์คงกระโจนเข้ามากัดคอเขาแน่ ขนมผิงไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าคำพูดที่ไม่ตั้งใจนั้นทำให้ใครอีกคนโกรธเคืองเขาแค่ไหน

คุ่นบทกุหลาบซ่อนหนาม.jpg

               

 

                “ถึงโรงพยาบาลแล้ว จะไปไหนก็ไปสักที”ออกปากไล่ทันทีที่มากถึงโรงพยาบาล

                แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะทำหูทวนลมเดินตามเข้ามาในห้องตรวจจนได้

                ตาคู่สวยพยายามไม่ใส่ใจกับส่วนเกินของครอบครัว จ้องมองหมอลูบคลำมือลงบนหน้าผากมนที่มีรอยนูนเล็กๆพลางกอดเอาเจ้าหัวเล็กที่หยุดร้องเอาไว้บนตัก โชคดีอารการของปลากริมไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วงมากนักหมอจึงได้ให้ยาไว้สำหรับทาและบอกให้กลับบ้านได้

                ขนมผิงพาเจ้าตัวแสบทั้งสองคนมาหยุดพักตรงเก้าอี้ม้านั่ง แต่อีกนัยน์หนึ่งก็เพื่อที่จะหาทางสลัดอีกคนให้หลุดเสียมากกว่า

                “คุณไปได้แล้ว”บอกด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง”

                “นายไม่ต้องไล่ฉันหรอกขนมผิง เพราะฉันได้ในสิ่งที่ฉันต้องการแล้ว”ปิญญ์ชานนท์ยิ้มเจ้าเล่ห์

                มันหมายความว่าอย่างไรกันนะ? สิ่งที่ต้องการที่ปิญญ์ชานนท์พูดถึง

                “สิ่งที่คุณต้องการมันหมายถึงอะไร”

                ฉันจำเป็นต้องบอกนายรึไง คนอย่างนายมันไม่มีค่าพอที่จะก้าวเข้ามาใกล้กับชีวิตของฉันหรอกนะขนมผิง แล้วก็เด็กสองคนนี้” พูดค้างเอาไว้ก่อนจะยื่นหน้าเข้ามากระซิบข้างหู “น่าสนใจดีนี่”

                “ไม่ว่าจะด้วยอะไรคุณไม่มีวันได้สิ่งที่คุณต้องการ”ขนมผิงแค่นเสียงตอบออกไปด้วยความไม่พอใจกับรูปประโยคกำกวมของอีกฝ่าย

                จ้อมองปิญญ์ชานนท์ลุกจากม้านั่งแล้วเดินจากไป ทิ้งให้ขนมผิงทอดสายตามองตามแผ่นหลังกว้างไปจนลับตา

                ท่าทีที่ดูสบายใจของปิญญ์ชานนท์มันยิ่งทำให้ความแค้นของขนมผิงเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ กลิ่นคาวเลือดยังคงคละคลุ้งติดอยู่ในโพลงปาก

                ขนมผิงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อปลายสายหาเลขาคนสนิท

                “นอนหรือยังครับคุณทัพถามด้วยน้ำเสียงเรียบ

                ‘ยังครับ ว่าแต่คุณผิงมีอะไรรึเปล่าครับ โทรมาตอนนี้

                “ผมมีเรื่องจะรบกวนคุณทัพหน่อยน่ะ วันพรุ่งนี้ตอนบ่ายผมอยากได้รายงานราคาหุ้นชุดใหม่หลังจากที่เซ็นต์สัญญากับM Techน่ะ ช่วยเร่งฝ่ายการตลาดให้ทีนะครับ

                ‘ได้ครับ ไม่มีปัญหา

                “ขอบคุณมากนะครับ ฝันดีครับผมตอบพร้อมกับตัดสาย

 

                ถึงแม้ว่าการเซ็นสัญญาระยะยาวนี้อาจจะยังไม่มากพอที่จะล้มอนันตไพลินกรุ๊ปได้ แต่มันก็มากพอที่จะสั่นคลอนยักษ์ตัวใหญ่ให้ก้มลงมาสำรวจจุดยืนของตัวเองได้บ้าง

 

------------------------------------------------------------------------------------------------

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น