บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

การเริ่มต้นของชะตากรรม

ชื่อตอน : การเริ่มต้นของชะตากรรม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 128

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ส.ค. 2562 14:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
การเริ่มต้นของชะตากรรม
แบบอักษร

การเริ่มต้นของชะตากรรม 

พบหน้าที่ห่างหาย                ไม่เสื่อมคลายสายสมาน 

จากกันแม้เนิ่นนาน              กี่วันกาลวารเวลา 

พบเจอกี่ภพชาติ                   ตัดไม่ขาดสวาทหา 

คำสาปติดตามมา                เหมือนฉุดคร่าชะตากรรม 

ตั้งแต่กลับมาอยู่บ้าน ฉันรู้สึกว่าจ่าสรรค์ดูจะรู้จักฉันดีมาก รู้ว่าฉันชอบอะไร ไม่ชอบอะไร จ่าสรรค์น่าจะรับรู้เรื่องราวของฉันจากแม่มาโดยตลอด ในคืนที่ฉันซมซานมาหาแม่ก็เหมือนว่าเพิ่งเห็นเขาเดินออกไป วันที่ฉันสึกจากการเป็นแม่ชี จ่าสรรค์ก็เป็นคนเอาถุงเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้ฉัน แต่อย่างไรฉันก็ไม่เคยเห็นจ่าสรรค์อยู่ในสายตาจริง ๆ ฉันนึกว่าเขาเป็นบอดี้การ์ดให้แม่ของฉันด้วยซ้ำไป พูดจากันแทบจะนับครั้งได้  

ฉันสึกออกมา จ่าสรรค์กำลังจะบวชเข้าวัด งานบวชของจ่าสรรค์ผ่านไป อีก 7 วันก็ต้องไปรับพระสึกใหม่กลับมา แม่ซื้อรถยนต์ใหม่ให้ฉันกับน้องชายคนละคัน แล้วให้จ่าสรรค์ที่กำลังจะเป็น “ดาบสรรค์” ไปสอนขับและพาไปสอบใบขับขี่ เนื่องจากรถเป็นเกียร์อัติโนมัติมันจึงไม่ยากนักสำหรับคนอื่น แต่สำหรับฉันยากทุกเรื่องที่คนอื่นเขาง่ายกัน น้องชายฉันขับวนในสนามฟุตบอลโรงเรียนประชาบาลติดเชิงเขาในหมู่บ้านสามรอบก็ออกถนนใหญ่ไปกับจ่าสรรค์เลย สองคนดี้ด๊ากันมาก ฉลองด้วยการขับไปเที่ยวผับในตัวจังหวัดด้วยกันคืนนั้นทันที ส่วนฉันขับในสนามได้ แต่พอออกถนนฉันก็โวยวายว่าฉันไม่รู้ว่ารถมันตรงหรือมันเอียง ล้ออยู่ตรงไหนของถนน ฉันจับทิศทางไม่ถูก อยากได้รถที่พวงมาลัยอยู่ตรงกลาง ขอให้แม่เปลี่ยนเป็นซื้อรถกอล์ฟให้แทน เพราะฉันคงไม่ขับไปไหนนอกจากบ้าน วัด ตลาด เพราะโต๊ะสนุกเกอร์ในอำเภอนี้หรือจะที่ไหนก็ตาม แม่ไม่ให้ฉันไปตามลำพังอยู่แล้ว เพื่อนฝูงที่นี่ฉันก็ไม่มี ฉันไม่มีความจำเป็นต้องใช้รถเลย กลับกันซะอีกถ้าเป็นรถกอล์ฟ น่าจะเป็นที่สนใจของคนอำเภอนี้มากกว่าเพราะไม่มีใครเขาใช้กัน ฉันจะได้แตกต่างจากคนอื่น  

ทุกวันหยุดจ่าสรรค์จะต้องใช้เวลาสองวันนั้นอยู่กับฉันถ้าไม่ไปขับรถ ก็ต้องทำกับข้าวกันที่บ้าน ซึ่งจะเชิญเพื่อนฝูงสาวประเภทสองของน้องฉันมากัน 6-7 คน ครื้นเครงเฮฮามาก ระหว่างที่สอนฉันขับรถ จ่าสรรค์จะมีกิจกรรมอื่นให้ทำไปด้วย เช่นการขับรถไปที่เชิงเขาซึ่งเป็นเหมืองหินร้างจากการระเบิดเขาเพื่อเอาไปทำหินเพื่อสอนฉันยิงปืน เขาต้องคอยอ้อมจากข้างหลังฉันมาช่วยจับข้อมือฉันไว้ในช่วงแรกของการหัดยิงเพื่อให้ข้อมือฉันรับแรงผลักจากด้ามปืนได้ หัวของฉันอยู่ระดับไหล่ของเขาพอดีก็แอบรู้สึกอบอุ่นอยู่เหมือนกัน จ่าสรรค์เป็นคนรูปร่างดี สง่าผ่าเผย สามารถใส่เครื่องแบบรัดรูปของตำรวจได้อย่างน่ามอง จ่าสรรค์จึงเป็นที่หมายปองของสาวแก่แม่หม้ายกะเทยเก้งในระดับตำบลและอำเภอมีเข้าหูฉันว่าไปถึงระดับจังหวัดอีกด้วย  

ฉันใช้เวลาหัดยิงปืนหลายครั้ง ก็ไม่ได้ดังใจที่จ่าสรรค์ต้องการ ไม่ใช่แค่ไม่เข้าเป้ากระสุน แต่ไปไม่เฉียดทิศทางเลยด้วยซ้ำเพราะไม่ได้ตั้งใจหรือเข้าใจว่าต้องทำไปทำไม จนจ่าสรรค์พูดว่า  

“การยิงปืนเป็นการฝึกสมาธิที่ดี จิตต้องนิ่งมองไปที่เป้า สติต้องดีในการตัดสินใจเหนี่ยวไกแต่ละครั้ง” 

 ฉันจึงตั้งใจมากขึ้นและเป็นฝ่ายไปซื้อลูกปืนเองเพื่อรอวันหยุดให้เขาพาไปฝึกอีก เขาสอนฉันว่าธุรกิจที่แม่ทำมันหมิ่นเหม่อันตราย ฉันควรฝึกไว้ เผื่อต้องคุ้มครองแม่ เผื่อต้องแก้ไขสถานการณ์แทนแม่และเผื่อต้องคุ้มครองตัวเอง 

ทุกวันหลังจากยิงปืนเขาจะพาฉันไปนั่งเล่นแถว ๆ ฝายกั้นน้ำในหมู่บ้านที่ร่มรื่น น่าเล่นน้ำ ชวนฉันคุยถึงเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิต เขาบอกว่าชีวิตของฉันโลดโผนดี และเล่าเรื่องราวในชีวิตของเขาที่ต้องต่อสู้กับความยากจนมาตั้งแต่เด็ก เขาไม่ได้อยากเป็นตำรวจแต่การสอบเข้าโรงเรียนนายสิบตำรวจทำให้ได้เงินเดือนและรบกวนทางบ้านน้อยที่สุด ได้เรียนต่อและมีงานรออยู่แน่นอน เขามีอาชีพเสริมที่ช่วยเหลือทางบ้านด้วยการจับงูขาย เขาจับงูเก่งมาก ได้เงินพอที่จะส่งเสียตัวเองเรียนไม่เคยต้องรบกวนทางบ้านเลย และพาฉันเดินดูตามพื้นดินข้าง ๆ ฝายน้ำไปเรื่อย ๆ เพื่อสังเกตุว่ารูงู รูปู หรือรูของสัตว์ชนิดอื่น ๆ มีลักษณะแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งรูงูจะสังเกตเห็นขอบปากรูได้ชัดกว่า เป็นความรู้ใหม่สำหรับฉัน แต่ฉันจำเป็นต้องรู้มั้ยเนี่ย!! กิจกรรมเหล่านี้ก็ทำให้เราสองคนสนิทกันมากขึ้น แต่ฉันยังไม่สามารถลืมความรู้สึกที่มีต่อสามีฉันได้ ยังรอโทรศัพท์จากเขา และบางทีก็โทรศัพท์หาเพื่อนเขาเพื่อถามถึงเขาบ่อย ๆ จนกระทั่งวันหนึ่งที่เพื่อนเขาบอกว่า  

“ปุ๊มันมีเมียใหม่แล้ว ไม่ได้แต่งงานกันแต่ก็ซื้อบ้านอยู่ด้วยกันที่ชลบุรี” 

ทำไมฉันถึงยังเกิดอาการช๊อคได้อีก ทำไมยังตัวแข็งไร้สติได้อีก วันนั้นเป็นวันแรกที่ฉันขับรถได้เอง ฉันขับรถจากบ้านมาที่เหมืองหินร้างคนเดียว ยืนอยู่เบื้องหน้าของผาสูงตระหง่าน เอาปืนจากในลิ้นชักโต๊ะบัญชีของแม่มาด้วยเล็งปืนไปข้างหน้าตั้งใจจะลั่นไกปืนยิงใส่เป้าที่เป็นสแตนดี้รูปคน ซึ่งจ่าสรรค์เอามาติดตั้งกึ่ง ๆ ถาวรที่ชายขอบหน้าผาให้หายแค้น น่าแปลกที่คราวนี้ฉันยิงเข้าเป้าได้ แม้จะไม่ใช่จุดสำคัญเลยก็ตาม แต่ก็ทำให้สแตนดี้มีรูพรุนไปได้หลายรู ไม่นานนักก็มีเสียงมอเตอร์ไซด์มาด้านหลัง จ่าสรรค์มาทั้งเครื่องแบบเพราะแม่โทรศัพท์ไปบอกให้ตามไปดูฉัน ไม่ว่าฉันจะไปส่วนไหนของอำเภอแห่งนี้จ่าสรรค์จะหาฉันเจอเสมอ ฉันไม่ได้เล่าอะไรให้เขาฟัง เขาเองก็ไม่ได้ถาม แต่เอื้อมเอามือมาลูบหัวฉันดึงเข้ามาพิงที่ไหล่เขา แล้วบอกให้คิดถึงแม่กับน้อง คิดถึงวันเวลาที่ผ่านมาได้จนถึงวันนี้ เขาอยากเป็นฉันมาก อยากมีแม่มีน้องแบบนี้ เขาไม่เคยมีใครปลอบโยน ไม่เคยมีใครปกป้องด้วยชีวิตขนาดฉัน เขาขับมอเตอร์ไซด์ตำรวจคันนั้นนำรถฉันไปพบแม่ชีบุญที่วัด แล้วกลับไป ฉันคิดว่าเขาคงเอาฉันมาที่นี่เพื่อให้แม่ชีบุญเตือนสติและรวบรวมสภาพจิตใจ เมื่อดีขึ้นฉันก็ขับรถกลับบ้านไปเอง แต่เมื่อทำวัตรเย็นเสร็จ เขามายืนรออยู่ใต้ต้นไม้ใส่กางเกงขาสั้นเสื้อกล้ามสะพายย่ามไม่มีสภาพของตำรวจหุ่นสมาร์ท เนี๊ยบหัวจรดเท้าอยู่เลย เขาเดินยิ้มปากกว้างตรงมาหาฉันบอกว่า 

"พี่ให้ไอ้หมูขับมอร์เตอร์ไซด์มาส่ง สั่งหมูเห็ดเป็ดไก่ กุ้งปูปลา จากแม่ค้าในตลาดเอาไว้เยอะแยะ เดี๋ยวกับไปทำกันนะคะคุณน้อง วันนี้คุณพี่จะลงมือสอนทำอาหารให้คุณน้องโชว์บรรดาแขกรับเชิญทั้งหลาย ยายชูเตรียมเครื่องดื่มทั้งที่พี่ชอบและหนูชอบเอาไว้เต็มลังน้ำแข็งเลย ให้รางวัลกับบางวันของชีวิตกันหน่อยคร้าาา" 

พี่สรรค์ขับรถพาฉันไปเอาของจากแม่ค้าเจ้าต่าง ๆ ที่สั่งไว้ จนเต็มกระโปรงหลังรถ แขกรับเชิญทั้งหลายในงานประกอบไปด้วยแกงค์กระเทยระดับตัวแม่จนถึงกระเทยหัวโปกนับสิบคน ลูกน้องในหมู่ที่พี่สรรค์ดูแลและเพื่อน ๆ ตำรวจของเขาอีก 6-7 คน น้าน้อยก็มานั่งกินกับแม่ฉันด้วย ฉันพยายามสนุกเพื่อรักษาน้ำใจของทุกคน และทุกคนก็พยายามรักษาน้ำใจกินอาหารฝีมือของฉันด้วยท่าทางเอร็ดอร่อยตอบแทนกัน กว่างานจะเลิกฉันอาบน้ำแล้วไปสวดมนต์แทบไม่จบบท ก็หัวทิ่มเข้าไปในที่นอนหลับได้จนถึงเช้า และตื่นขึ้นมาเห็นแสงอาทิตย์ที่สดใสขึ้น 

ฉันมองท้องฟ้าผ่านหน้าต่างได้ไม่กี่นาที เสียงเคาะห้องก็ดังขึ้นตามมาด้วยประโยคเสียงดัง 

"คุณน้องขาาาตื่นได้แล้วคร้าาาา วันนี้คุณพี่มีกิจกรรมใหม่มานำเสนอ" 

ฉันต้องรีบอาบน้ำแต่งตัว แม่ถามว่าจะไปไหนกันแต่เช้าขนาดนี้ พี่สรรค์ก็ได้แต่บอกว่า 

"จะพาคุณน้องไปดูโลกใหม่ ยายชูชงกาแฟเร็ว ๆ เข้าเถอะ ปลาท่องโก๋ฉันเหี่ยวหมดแล้ว กินเสร็จฉันจะได้รีบไปเดี๋ยวแดดร้อน" 

โลกใหม่ของพี่สรรค์คืออีกด้านของหน้าผาหิน ซึ่งต้องขับผ่านวัดเล็ก ๆ ติดเชิงเขาเข้ามาจอดรถใกล้ตีนเขาให้ได้มากที่สุด จอดรถเสร็จพี่สรรค์เอื้อมไปหยิบเป้ประจำตัวด้านหลังสะพายก่อนลงจากรถแล้วจูงมือพาฉันเดินเข้ามาไปในเขตชายป่าเเบื้องหน้าที่เป็นเขาสูงชัน 

"นี่มันป่าชัด ๆ พี่พานกมาทำไมเนี่ย"  

เหมือนพี่สรรค์จะรู้ว่าฉันดูจะไม่เต็มใจเดินลุยไปด้วยแน่ ๆ จึงหันมาบอกว่า  

“ตอนออกทำกิจกรรมกับชาวบ้าน ลุงคนหนึ่งพาพี่เดินในภูเขานี้ และได้เจอน้ำตกสวยมาก พี่เลยอยากพาหนูมาเดิน และอยากรู้ด้วยว่าถ้ามาเองจะเจอมั้ย พี่คิดว่าพี่จำทางได้” 

“ถ้ามีน้ำตกคนก็แห่มาเที่ยวแล้วสิคะ คงไม่ใช่เมืองที่มีแต่ตำนานแล้วถูกทิ้งร้างจนไม่มีที่ท่องเที่ยวสักแห่งแบบนี้ แล้วนี่ถ้าหลงจะทำยังไงอ่ะ” 

“หลงก็วิทยุของความช่วยเหลือสิ พี่เป็นตำรวจก็ต้องพกวิทยุตำรวจติดตัวด้วยตลอดเวลาอยู่แล้ว เอาน่าอย่างน้อยก็ถือว่าผจญภัยกัน ถ้าได้เจอน้ำตกพี่เชื่อว่าหนูต้องชอบ ถ้าไม่เจอพี่จะพาไปลงตรงถ้ำเขาพระ แล้วให้หนูเข้าไปไหว้พระในถ้ำ ให้คนเอารถมารับเราตรงวัดด้านนั้นก็ได้” 

“อ้าว...แล้วรถหนูที่จอดด้านนี้ล่ะ แถวนี้เปลี่ยวด้วยนะพี่ ต่อให้คนรู้ว่านี่เป็นรถของเรา แต่ถ้าเป็นมิจฉาชีพมันก็ไม่สนป่ะ" 

ฉันกังวลตั้งแต่เริ่มเดินขึ้นมาจากตีนเขาแล้ว ห่วงรถที่จอดไว้ เพราะแถวนี้ดูเปลี่ยวมากแม้จะอยู่ไม่ไกลจากตัววัดก็ตาม และวัดแห่งนี้มีขนาดเล็กกว่าวัดที่ฉับบวชอีก มีพระอยู่เพียง 4-5 รูปเท่านั้น มีแนวทางที่เดินเชื่อมไปที่เหมืองหินร้างได้อีกด้วย จะมีคนที่น่ากลัวแอบเข้ามาอยู่หรือเปล่าก็ไม่รู้  

“หัดผจญภัยอะไรแบบนี้บ้างนะลูกนก สนุกและตื่นเต้นแถมได้ออกกำลังด้วย พี่อยู่ที่นี่มาเป็นสิบปี สำรวจมาทุกที่แล้ว ยกเว้นที่นี่” 

“เฮ้ย...แล้วทำไมพี่เอาหนูมาด้วยเนี่ย ทำไมไม่เอาเพื่อน ๆ พี่มาสำรวจ แม่รู้มั้ยเนี่ยว่าพี่พาหนูมาเสี่ยงอันตรายแบบนี้” 

“เดี๋ยวพี่ วิทยุให้ไอ้หมูมาเอารถไป กุญแจสำรองอยู่ที่แม่ใช่มั้ย” 

ว่าแล้วพี่สรรค์ก็โทรหาแม่ฉันทันที 

“คุณนายยยย วันนี้ฉันพาลูกสาวคุณนายมาปีนเขาผจญภัยหน่อยนะ จะได้ใช้พลังงานเยอะ ๆ บ้าง เดี๋ยวจะให้ไอ้หมูไปเอากุญแจสำรองนะ จะให้มันขับรถกลับไปบ้านก่อน แล้วเดี๋ยวตอนกลับจะเรียกให้มันมารับ” 

การเรียกด้วยเสียงสองแบบสนิทสนมนี้ แม่ฉันอนุญาตแน่นอน แม่ชอบเวลาที่พี่สรรค์สนุกสนานแล้วเรียกเขาแบบนี้ เพราะแสดงว่าพี่สรรค์กำลังมีความสุขหรือสนุกกับอะไรอยู่  และที่สำคัญสำหรับแม่แล้วพี่สรรค์คือคนที่ปกป้องคุ้มครองฉันได้ดีที่สุด  ฉันจะปลอดภัยในทุก ๆ ที่ที่อยู่กับพี่สรรค์ ความเชื่อของแม่เรื่องนี้หยั่งรากลึกเอามาก ๆ แม่มั่นใจในสิ่งที่พยายามปลูกฝังพี่สรรค์มาหลายปีถึงหน้าที่ที่เขามีต่อฉัน ต่อให้วันนี้ฉันกลับบ้านเที่ยงคืนแม่อาจจะไม่ห่วงด้วยซ้ำ 

“ไอ้หมู” คือลูกน้องในหมู่ที่พี่สรรค์ดูแล เป็นลูกน้องคนสนิทที่พี่สรรค์รักและไว้ใจที่สุด ใช้งานมากที่สุด  

“นี่พี่ไม่ได้มาตามแกะร่องรอยค้นร้ายหรือพวกลักลอบขนยาเสพติดแน่นะ”  

“ใครจะกล้ามาพาคุณลูกนกไปทำอะไรเสี่ยง ๆ แบบนั้นได้ล่ะ ทุกวันนี้เดินข้างคลองหลังบ้านคนเดียว พี่ยังต้องโทรศัพท์แจ้งให้ครูศูนย์ กศน.ฝั่งตรงข้ามคอยมองเลย” 

ฉันฉุกคิดได้ว่าการที่ฉันไปไหนก็ตามในอำเภอนี้ แล้วพี่สรรค์หาฉันเจอเสมอ คงเพราะพี่สรรค์รู้จักคนทั้งอำเภอ และสามารถถามคนทั้งอำเภอได้ว่ามีใครเห็นฉันอยู่ตรงไหนบ้าง เพราะคนทั้งอำเภอนี้ก็รู้จักฉันกันหมดเช่นกัน นอกจากนี้ตำรวจสายตรวจก็ขี่มอร์เตอร์ไซด์สำรวจไปทั่วเมืองอยู่แล้ว คงไม่น่ายากที่พี่สรรค์จะให้สังเกตมองหาฉันแล้วรายงานเขา พี่สรรค์เริ่มเดินเข้าไปลึกขึ้นเรื่อย ๆ ทางค่อนข้างลาดชันต้องมีทั้งปีน ทั้งเหนี่ยวตัวยึดก้อนหิน ยึดต้นไม้ขึ้นไป แล้วยังต้องคอยดึงคอยรั้งตัวฉันอีกด้วย 

“หนูเคยได้ยินใช่มั้ยว่าที่มีเป็นเมืองเก่า มีคนอาศัยมาเป็นพัน ๆ ปี พื้นที่ในตัวเมืองมีการเล่ากันว่าอาจเป็นดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งเคยมีการเผยแพร่พระพุทธศาสนาจากอินเดีย พื้นที่ในเมืองนี้จึงมีผู้คนมาจากสถานที่ที่หลากหลายมีวัฒนธรรมผสมผสานกันไปตามผู้คนที่เดินทางมาอยู่ร่วมกันที่เมืองนี้ ถนนที่เราขับรถเข้ามาเป็นเขตเทวสถานของศาสนาพราหมณ์”  

 “เคยอ่านมาเคยเรียนมาเหมือนกันค่ะ จำได้คร่าวๆว่าด้านตะวันออกของแม่น้ำในตัวเมืองเป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ และทางกรมศิลปากรมีหลักฐานว่าพบแนวคลองเก่าที่ขุดขึ้นเป็นแนวยาวจากตัวเมืองมาถึงวัดใกล้เชิงเขานี้ และเหมือนกับว่าเมืองนี้มีชายฝั่งที่ติดทะเลด้วย” 

“ภูเขานี้เป็นภูเขาที่กว้างใหญ่และยาวมาก กว้างและยาวขนาดเป็นเขตแดนกั้นระหว่างอำเภอของเรากับอำเภอตลาดเขตในจังหวัดที่พ่อลูกนกอยู่ด้วยนะ รอบ ๆ ภูเขาในแต่ด้านจะมีวัดที่มีถ้ำอยู่ทุกด้าน เราสามารถเดินทางเส้นทางนี้ไปออกได้หลายวัด แต่ทางที่เราจะไปกันขาลงพี่ตั้งใจจะลงทางวัดเขาถ้ำพระ เราจะได้กลับบ้านกันได้ง่ายหน่อย ชาวบ้านบอกพี่ว่าถ้ำในภูเขานี้เชื่อมถึงกันหมด และถ้าเดินลุยแนวป่าเชิงเขาด้านวัดเขาถ้ำพระนั้นไปก็จะไปออกวัดที่หนูบวชได้ด้วยนะ เป็นแนวป่าเดียวกัน”  

พี่สรรค์หยุดหอบหลังจากที่เดินขึ้นมาได้สักพัก เพราะทั้งต้องคอยช่วยฉันและแหวกทางต้นไม้เพื่อให้เดินไปข้างหน้าต่อได้ ทางบางช่วงก็ชัน บางช่วงก็เดินได้สบาย เราเจอพื้นที่โล่ง ร่มรื่น จึงนั่งพัก ฉันนั่งตามลงด้วยความเหนื่อย พี่สรรค์ส่งน้ำให้ดื่ม ฉันเกิดความสงสัยจึงถามว่า 

“พี่สรรค์เตรียมการณ์มาใช่มั้ยว่าจะปีนเขา ในเป้มีอะไรมั่งเนี่ย” 

"มีข้าวเหนียวหมูฝอย 4 ห่อ หวาน 2 เค็ม 2 น้ำ 3 ขวด เผื่อไว้ วิทยุ ปืน พวงมาลัย 2 พวง ธูปห่อหนึ่ง หมากพลู 2 ชุด" 

 ฉันเริ่มรู้สึกว่าออกแนวไสยศาสตร์แล้ว ถึงจะรู้ว่าพี่สรรค์คุ้มครองได้ แต่คุ้มครองได้ทุกแนวหรือเปล่าเนี่ย 

“ไม่ต้องกลัว ลุงที่พาพี่มาบอกว่า ถ้าเราไม่ลบหลู่เจ้าที่เจ้าทางเจ้าป่าเจ้าเขา เราขออนุญาตท่านว่าเรามาสำรวจพื้นที่เพื่อศึกษาตำนานที่คนเฒ่าคนแก่เล่าให้ฟัง และอาจเป็นประโยชน์ต่อทางราชการด้วยถ้าสามารถรู้ภูมิประเทศในเขตที่ตัวเองรับผิดชอบเป็นอย่างดี” 

“นี่พี่เอาข้ออ้างทางราชการมาขออนุญาตเจ้าป่าเจ้าเขาเลยเหรอคะ” 

พี่สรรค์จุดธูปให้ฉันและตัวเองคนละ 9 ดอกแล้วให้พูดไปตามที่เขาบอก ต่างคนต่างก็ขอขมา ขอนุญาตกันในใจ อยู่ดี ๆ พี่สรรค์ก็พูดเสียงเข้มขึ้นมาว่า 

“พูดตามพี่ หากลูกทั้งสองมีบุญพอ ขอให้ได้พบพุหางนาค ขอให้ได้พบหลักฐานของเมืองลับแลตามที่ผู้เฒ่าผู้แก่บอกเล่ากันมา” 

พี่สรรค์หันมามองตาดุใส่ฉัน ฉันกลัวและก็มาถึงตรงนี้แล้ว พูดก็พูดวะ ชักเริ่มตื่นเต้นขึ้นมาบ้างแล้ว มีจุดหมายขึ้นมาบ้างแล้ว เดินหาพุหางนาคที่มีน้ำผุดขึ้นมาเป็นลำธารที่ไหลจากภูเขาแห่งนี้ลอดผ่านถ้ำต่าง ๆ และเคยได้ยินแม่ชีบุญบอกว่าลำธารที่ไหลผ่านกลางวัดเรานี้ก็ไหลมาจากพุหางนาคนี้เหมือนกัน  

เรื่องราวเริ่มดูเชื่อมต่อกับความเป็นตำนานบ้างแล้ว จะมากลัวให้ใจฝ่อไปทำไม บ้าโหล่ไปกับพี่สรรค์มันด้วยนี่ล่ะ อย่างน้อยก็ได้เดินป่าผจญภัยย้อนชีวิตวัยนักศึกษา “เดินป่าค้นหาตัวตน” สโลแกนของค่ายวิศวะอาสาที่ฉันเข้าไปเป็นสมาชิกตามแฟนของฉันตอนสมัยเรียนปริญญาตรี 

มองสูงไปข้างบนเหมือนกับเห็นว่ามีลานหินกว้างเรียบ เสมือนตั่งหินที่ใครนำมาวางไว้ ยื่นออกมาจากภูเขา พี่สรรค์หันมามองตาฉัน แล้วจูงมือกันเดินฝ่าต้นไม้ทั้งใหญ่และเล็กไปที่ตั่งหินนั้น บางทีการเดินป่าแบบไม่ได้ตั้งตัวมาก่อนเช่นนี้อาจเป็นลิขิตที่ทำให้ฉันได้พบกับบางอย่างในชีวิตครั้งสำคัญก็ได้ ไม่มีอะไรเป็นเรื่องบังเอิญ เสียงลึก ๆ ในใจฉันบอกว่ามีบางอย่างรอฉันอยู่ข้างหน้า มีบางอย่างบอกฉันว่าต้องไปให้ถึง นอกจากเมืองทวาราวดี ดินแดนสุวรรณภูมิในอดีต เมืองแห่งนี้ยังมีตำนานของอีกเมืองหนึ่งซ้อนกันอยู่รอให้ค้นพบ ฉันกับพี่สรรค์จะสามารถไปให้ถึงตามที่อธิษฐานกันไว้ได้หรือเปล่า จะได้พบได้เจอในสิ่งที่คาดหวังจะเจอหรือไม่ ฉันรู้สึกกระฉับกระเฉงขึ้นเราสองคนจับมือกันแน่นขึ้น มุ่งตรงขึ้นไปที่ตั่งหินบนภูเขานั้น 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น