บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เส้นทางของแม่

ชื่อตอน : เส้นทางของแม่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 160

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ส.ค. 2562 13:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เส้นทางของแม่
แบบอักษร

เส้นทางของแม่ 

แม้จะล้มแม้จะทุกข์ต้องลุกไหว                  แม้หัวใจจะสลายกายต้องสู้ 

แม่มีลูกทั้งสองต้องเลี้ยงดู                        จะลำบากก็ต้องรู้ต้องสู้ทน 

คนจะด่าใครจะว่าข้าไม่สน                       แม่จะสู้แม่จะทนตั้งหลักให้ 

ในวันหนึ่งลูกทั้งสองที่เยาว์วัย                    จะมีหลักปักไว้ให้เมื่อเจ้าโต 

ในเช้าวันหนึ่งแม่เรียกให้ฉันมาไหว้ตำรวจหนุ่มที่จะต้องบวชนี้ แนะนำฉันให้รู้จักอีกครั้ง เพราะเราเคยเจอกันมาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่เคยต้องเจอหน้ากันตรง ๆ รู้จักกันแบบจริงจัง ฉันยกมือไหว้ทำความเคารพเขาเป็นครั้งแรก เขาชื่อ “รังสรรค์ พักตรา” แก่กว่าฉันประมาณ 6-7 ปี ฉันมีความจำเกี่ยวกับตำรวจคนนี้ไม่มากนัก จำได้แค่ว่าเขาเป็นตำรวจชั้นประทวนตำแหน่งเล็ก ๆ กำลังจะเลื่อนขึ้นเป็นจ่าในอีกไม่กี่วันนี้ เพียงแค่รอคำสั่งแต่งตั้งอย่างเป็นทางการเท่านั้น เขานั่งคุยกับแม่เรื่องต้องเตรียมตัวไปอยู่ที่วัด เรื่องการลาราชการ เรื่องฝากดูแลพ่อกับแม่ของเขา ส่วนฉันก็พับริบบิ้นเหรียญโปรยทานอย่างมีความสุขเสมือนเป็นงานศิลปะชิ้นสำคัญ ที่ไม่สามารถละสายตาไปมองสิ่งอื่น ๆ รอบตัวได้    

งานเล็ก ๆ ที่คุยกันไว้ว่าข้าวหม้อแกงหม้อก็ไม่ใช่ซะแล้ว เขาเป็นคนสนุกสนานจึงมีเพื่อนมากมายจากโรงเรียนนายสิบตำรวจที่จบรุ่นเดียวกัน ผู้บังคับบัญชาชั้นต้นของเขา ผู้กำกับ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรจังหวัด ข้าราชการตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอยันเจ้าพนักงานมาเกือบครึ่งอำเภอ ส.ส. , ส.จ. , อ.บ.ต. , คุณครูจากโรงเรียนต่าง ๆ เพราะเขาทำหน้าที่ด้านชุมชนสัมพันธ์ดูแลเด็ก ๆ ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดของแต่ละหมู่บ้านด้วย เด็ก ๆ เหล่านี้ก็มาร่วมงาน “จ่าสรรค์” กันคับคั่ง เป็นงานบวชที่มีคนหลากหลายวัยมาก ๆ  

 งานข้าวหม้อแกงหม้อจริง ๆ คือทุกคนเอาข้าวเอาแกงมากันคนละหม้อสองหม้อจนจำนวนหม้อเต็มโรงครัวไปหมด ไม่มีแตรวงแต่มีกลองยาวที่เด็ก ๆ เอามาตีและร้องนำให้กับ “พ่อนาค” ของพวกเขา จนเป็นการวนรอบโบสถ์ที่ครึกครื้นวงใหญ่หัวจรดหางแยกหัวแถวหางแถวกันแทบไม่ออก ต้องสังเกตหัวขบวนที่กลุ่มตีกลองยาว พ่อกับแม่ของ “จ่าสรรค์” อุ้มผ้าไตรและบาตร แม่กับน้องชายฉันเดินสวย ๆ ในขบวนและมีคนยัดหมอนใส่มือของฉัน บอกว่าฉันต้องเป็นคนถือหมอน ฉันทำท่างง ๆ และเตรียมจะส่งต่อให้คนอื่น แต่แม่เดินเข้ามาบอกว่าฉันถือหมอนน่ะถูกต้องแล้ว ฉันก็ทำตามที่แม่บอกโดยไม่รู้มาก่อนเลยว่าการถือหมอนในงานบวชจะมีความหมายอย่างอื่นแฝงอยู่ด้วย และน่าจะเป็นตำแหน่งสำคัญเพราะคนที่เข้ามาร่วมงานต่างมองและซุบซิบกัน ฉันเริ่มชินกับการตกเป็นที่ซุบซิบนินทาได้มากขึ้น  จึงไม่ได้สนใจอะไรมารู้หลังจากเสร็จงานว่าคนที่ถือหมอนส่วนใหญ่แล้วจะเป็นแฟนของนาค  

 ธุรกิจที่ครอบครัวฉันทำคือการเปิดโต๊ะสนุกเกอร์ ตั้งเป็นชมรมมต่าง ๆ บ้าง เปิดเป็นธุรกิจโดยตรงเลยบ้างแต่มีการดำเนินการให้ถูกต้อง ทั้งที่จดเพื่อจัดตั้งเป็นสมาคมโดยตรง หรือบางที่ดำเนินการทำเรื่องย้ายสถานที่ในใบจดสมาคม การดำเนินการทั้งหมดนี้แม่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ที่เมตตาและคอยช่วยเหลือแม่ให้มีหนทางทำมาหากินตั้งแต่ปี 2533 แม้บางโต๊ะเราจะเปิดมาก่อนจดทะเบียน แต่เพื่อให้ธุรกิจสีเทาของเราไม่เทาเข้มมากนัก แม่จึงพยายามให้อยู่ภายในกรอบระบียบของกฎหมายให้ได้มากที่สุด สถานที่ที่จัดตั้งโต๊ะสนุกเกอร์ของเรามีหลายขนาด หลายระดับ และแต่ละที่ก็จะมีการจำหน่ายเครื่องดื่มต่าง ๆ รวมทั้งแอลกอฮอล์, บุหรี่ ถ้าเป็นระดับวีไอพี จะมีความโอ่อ่าของสถานที่มากขึ้นเป็นพิเศษ ลักษณะและประเภทของโต๊ะรวมทั้งอุปกรณ์และสาว ๆ ที่คอยให้บริการตั้งลูกในแต่ละโต๊ะ เสิร์ฟเครื่องดื่ม จะพิเศษและพิถีพิถันกว่าโต๊ะระดับกลางและระดับล่าง เอาเป็นว่าโต๊ะสนุกเกอร์ในจังหวัดนั้น หากมี 10 แห่ง ก็จะเป็นของแม่ฉันไปแล้ว 8 แห่ง ไม่นับโต๊ะสนุกเกอร์ที่เปิดแบบไม่ถูกต้องหรือต้องแอบเปิดนะ  

แม่เป็นผู้หญิงที่มีบุคลิกของคุณนาย แต่งกายด้วยเสื้อผ้ากระโปรงเข้าชุดที่ดูออกว่าสั่งตัดเป็นอย่างดีอพยพมาอยู่บ้านหลังนี้ในอำเภอและตำบลเล็ก ๆ แห่งนี้ตั้งแต่ฉันอายุเพียง 3- 4 ขวบ และน้องชายที่อายุเพียงไม่กี่เดือน เริ่มต้นทำมาค้าขายด้วยการเปิดร้านอาหารตามสั่ง เมื่อรายได้ไม่ดีนัก จึงเปลี่ยนไปขายเสื้อผ้าตามตลาดนัด แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับสามคนแม่ลูก ต้องเปลี่ยนอาชีพลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ 

“แม่” ที่เคยเป็นคุณนายเสมียนตราอำเภอและคุณนายปลัดอำเภอมาเป็นสิบ ๆ ปี วันหนึ่งพ่อก็บอกกับแม่ว่าเขาจะต้องย้ายไปประจำอำเภอในอีกจังหวัดหนึ่งที่ห่างไกลความเจริญ เข้าไปในป่าเขา การเดินทางลำบากมากใช้แต่รถไฟผ่านเข้าออกเท่านั้น ขอให้แม่และลูก ๆ อยู่ที่นี่ พ่อจะส่งค่าเช่าบ้านและค่าใช้จ่ายมาให้ และจะมาเยี่ยมในทุกวันหยุด 

แรก ๆ พ่อก็มาทุกเสาร์-อาทิตย์ แล้วค่อย ๆ ขยับเป็นเดือนละครั้ง เป็นสามสี่เดือนครั้ง จนแม่ตัดสินใจพาเราสองคนพี่น้องไปพบพ่อที่อำเภอแห่งนั้น แล้วก็ได้รู้ความจริงว่าพ่อมีครอบครัวใหม่อยู่ที่นั่น แม่ฉันและแม่เลี้ยงเจอหน้ากันเป็นครั้งแรกก็ทะเลาะตบตีกันจนพ่อฉันรู้สึกอับอายและไล่ให้เราสามคนกลับไป ฉันจำไม่ได้ว่าตอนนั้นสีหน้าแม่เป็นอย่างไร ร้องไห้มั้ย จำได้แค่เพียงว่าแม่กอดเราสองคนแน่นตลอดทางเกือบสามชั่วโมงบนรถไฟ และทุกครั้งที่มีคนเปิดเพลงบางเพลงที่ทำนองเศร้า ๆ แม่จะกอดเราสองคนนาน ๆ อยู่หลายครั้ง แม่พาเราสองคนไปหายายและญาติ ๆ ของแม่ที่อีกอำเภอหนึ่ง ฝากฉันกับน้องไว้กับป้า ๆ น้า ๆ ที่ปลูกบ้านเรือนรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ ท่ามกลางไร่มะม่วง ไร่กระท้อน ไร่กล้วย และพืชผลอื่น ๆ ปกคลุมพื้นที่บริเวณนั้นหลาย 10 ไร่ และบอกว่าแม่จะไปทำธุระหลายวันให้อยู่ที่นี่ก่อน ฉันได้ยินมาว่าธุระของแม่คือการไปคืนบ้านเช่าที่เราเคยอยู่ ไปคุยกับพ่อเรื่องทรัพย์สมบัติ และการเลี้ยงดูเราสองคนพี่น้อง  

หลายวันกว่าแม่จะกลับมาและรับเราสองคนมาบ้านใหม่ที่ตำบลแห่งนี้ บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่พ่อกับแม่สร้างขึ้นตั้งแต่พ่อยังมีตำแหน่งเป็นเสมียนตราอำเภอ ด้วยเงินเดือนของพ่อและค่าเช่าที่นารายปีของแม่ สองคนผัวเมียจึงสร้างหลักทรัพย์ไว้ได้หลายอย่าง รวมทั้งบ้านหลังนี้ที่สร้างแล้วปล่อยให้ข้าราชการในอำเภอเช่ามานาน ในวันนั้นฉันก็รู้แล้วว่าเราต้องอยู่บ้านนี้กันสามคน พ่อไปมีเมียใหม่จะไม่กลับมาหาพวกเราแล้ว ฉันร้องไห้เพราะฉันติดพ่อมาก ใคร ๆ ก็บอกว่าพ่อรักฉันมากเช่นกัน แต่น้องฉันยังเล็กมาก มากเกินกว่าที่เขาจะรับรู้อะไร และพ่อเริ่มมีผู้หญิงใหม่ช่วงเวลาที่แม่ตั้งท้องและคลอดน้องชายของฉัน 

แม่ดิ้นรนทำอาชีพหลายอย่างตามที่ฉันบอก และด้วยรายได้ที่ไม่พอกับค่านมของน้อง ค่าเทอมของฉันที่ต้องเริ่มเข้าเรียนชั้นอนุบาล 1 พ่อกลับมาหาพวกเราอีกครั้งในวันที่พาฉันเข้าไปมอบตัวที่โรงเรียน จ่ายค่าเทอมให้ ซื้อตุ๊กตาให้ฉันกับน้องชายของฉัน เพราะของขวัญจากพ่อชิ้นแรกที่ให้น้องชายฉันเป็นตุ๊กตาเด็กผู้หญิงใส่กระโปรงพองฟูสีชมพูหรือเปล่านะ น้องชายฉันจึงเติบโตมาด้วยการพยายามแย่งกระโปรงของแม่และฉันไปใส่อยู่เสมอ 

เมื่อรายรับจากอาชีพขายอาหารตามสั่งไม่พอใช้ ไม่ว่าจะทำมาค้าขายอะไรก็ไปไม่รอด เพื่อนของแม่ที่เป็นเมียข้าราชการคนหนึ่งจึงมาชวนแม่ขายเม็ดกำปัดซึ่งตอนนั้นกำลังดังและเป็นที่ต้องการของคุณหญิงคุณนายและนักสะสมของเก่าในกรุงเทพฯ เป็นอย่างมาก เนื่องจากมีการขุดพบซากเมืองโบราณในตำบลแห่งนี้ และมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่าพื้นที่ของอำเภอนี้เคยเป็นเมืองเก่าตั้งแต่สมัยทวาราวดีและเป็นเมืองที่มีผู้คนอาศัยมากว่า 2,500 ปี เป็นเมืองที่พัฒนาจนกลายมาเป็นเมืองศูนย์กลางแห่งหนึ่งของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และน่าจะเป็นเมืองที่ได้รับการเผยแพร่พระพุทธศาสนามาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 3 และได้ร้างไปในราวพุทธศตรวรรษที่ 19 มีการขุดพบโครงกระดูก ข้าวของเครื่องใช้ ซากเจดีย์ ซากกำแพงเมือง รวมทั้งเครื่องประดับที่สำคัญคือลูกกำปัดที่กระจัดกระจายเต็มพื้นที่ที่มีการขุดพบในเขตโบราณสถานและพื้นที่อีกหลายแห่งในอำเภอ รอบขอบเขตคูเมืองซึ่งเป็นลำน้ำที่ผ่านหลังบ้านของฉัน ลูกปัดที่ขุดพบมีหลากหลายชนิด เช่น 

ลูกปัดที่ทำจากดินเผา กระดูกสัตว์ และเปลือกหอย เช่น หอยมือเสือ หอยสังข์  

ลูกปัดที่ทำจากแก้ว มีทั้งลูกปัดแก้วสีเดียวหรือที่นิยมเรียกกันว่า“ลูกปัดอินโดแปซิฟิก” ลูกปัดแก้วอำพัน ลูกปัดแก้วหลายสี ลูกปัดแก้วลายแถบหรือที่นิยมเรียกว่า “สแลน” 

ลูกปัดที่ทำจากโลหะ ส่วนใหญ่เป็นลูกปัดที่ทำจากทองคำ 

ลูกปัดที่ทำจากหินชนิดต่างๆ มีทั้งหินสีมีค่า อาทิ คาร์เนเลียน อะเกต หินแก้วผลึก หินเขี้ยวหนุมาน(ควอตซ์)  

ลูกปัดที่ทำจากหินสีเขียวชนิดต่างๆหรือที่นิยมเรียกว่าหยก ลูกปัดกลุ่มนี้มีหลายรูปทรง มีทั้งแบบเรียบ สีเดียว และผสมสี  

รวมไปถึงลูกปัดหินเนื้อใสที่เรียกว่า “ลูกปัดทวาราวดีวุ้น” หรือ “ลูกปัดชวาวุ้น”  

ลูกปัดที่มาจากอำเภอแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นยอดลูกปัดของเมืองไทย จึงเป็นที่ต้องการของนักสะสม นักเล่นของเก่าเป็นอย่างมาก ราคาก็สูงตามไปด้วย แม่กับเพื่อนสนิทจึงลงทุนซื้อลูกปัดจากคนที่ขุดพบแล้วนำมาร้อยเป็นเครื่องประดับทั้งสร้อยคอและสร้อยข้อมือ ได้จำนวนมากพอก็จะเข้ามาขายให้กับนักสะสมรวมทั้งคุณหญิงคุณนายข้าราชการระดับใหญ่โตในกรุงเทพฯที่แม่และเพื่อนรู้จัก การเดินทางจากอำเภอบ้านฉันเข้ากรุงเทพฯ แทบจะต้องผ่านป่าเขาทุ่งนาลำน้ำ ใช้เวลาเกือบจะเป็นวันกว่าจะถึง ต้องมาอาศัยพักบ้านเพื่อนเก่าที่กรุงเทพฯ ก่อนจะไปเจอกับผู้ซื้อตามนัดหมาย สองสาวจากต่างจังหวัดต้องเดินทางแทบจะทั่วกรุงเทพมหานครในสมัยนั้นเพื่อเอาลูกปัดไปเสนอและขายให้กับคนที่ให้ราคาดีที่สุด เดือนละสองถึงสามครั้ง บางครั้งลูกปัดที่จะนำมาร้อยไม่เพียงพอ แม่กับเพื่อนต้องไปช่วยขุดหาเองก็มี อาชีพนี้ทำให้แม่ต้องแข็งแกร่งขึ้น ทนแดดทนฝน ทันเล่ห์เหลี่ยมคนมากขึ้น แต่ที่สำคัญคือแม่มีเวลาให้กับเราสองคนพี่น้องน้อยลงมาก 

แม่จ้างคนมาดูแลเราและทำงานบ้าน เพื่อที่แม่จะได้เดินสายขายลูกปัดได้เต็มที่ แต่วันหนึ่งแม่ก็พบว่าลูกปัดที่แม่เตรียมจะนำมาร้อยเป็นสร้อยคอหายไปหลายเม็ด และเค้นจนคนที่จ้างมายอมรับว่าขโมยไป เมื่อเป็นช่วงเวลาที่เป็นเงินเป็นทอง แม่เอาเราสองคนพี่น้องไปฝากกับป้า ๆ น้า ๆ ญาติทางฝั่งของแม่ที่ส่วนใหญ่จะเป็นแม่ค้าขายพืชผลทางการเกษตรที่ได้มาจากไร่ในพื้นที่รอบๆ บ้าน ขายปลาในตลาด ฉันกับน้องจึงเล่นคลุกดินคลุกทรายหรือบางทีก็ไปนั่งขายของกับญาติ ๆ ในตลาดด้วย 

จนกระทั่งวันหนึ่งพ่อของฉันรู้เข้า จึงเดินทางมาหาแม่และทะเลาะกันอย่างรุนแรงอีกครั้งเรื่องการเลี้ยงดูลูก แม่ดูเป็นทุกข์มาก ฉันจะรู้ว่าแม่ทุกข์ก็ต่อเมื่อแม่เอาตัวของเราสองคนพี่น้องไปกอดแนบอกไว้นาน ๆ เหมือนกับว่าฉันได้รับกระแสแห่งความทุกข์นั้นแผ่จากแม่มาสู่ตัวฉันเสมอ แม่เป็นอย่างนี้อยู่สามสี่วันก็ต้องแข็งใจทิ้งพวกฉันแล้วไปขายลูกปัดต่อ ทุกครั้งที่แม่กลับมาเราสองคนพี่น้องรวมทั้งญาติ ๆ และยาย จะได้ของฝากดี ๆ ของกินดี ๆ เสมอ แล้ววันหนึ่งพ่อก็ไปเจอฉันเล่นอยู่ข้างกาละมังใส่ปลาในตลาด เกล็ดปลาเลือดปลาเลอะเทอะเปรอะเปื้อนตัวฉัน พออุ้มฉันแบกขึ้นบ่า ทิ้งน้องชายฉันไว้กับป้า ฉันได้ยินเสียงน้องร้องไห้จ้าพยายามจะคลานตามมาแต่โดนป้าอุ้มเอาตัวไว้ ฉันก็ร้องไห้และพยายามยื่นมือหาน้อง แต่พ่ออุ้มฉันเดินไปที่รถเร็วมาก และพาฉันกลับมารอแม่ที่บ้าน วันรุ่งขึ้นแม่กลับมาพร้อมกับน้องชายและยายของฉัน ทะเลาะกันอย่างรุนแรงอีกครั้งจนยายของฉันเข้ามาห้ามทัพแล้วบอกว่าอย่าต้องยุ่งเกี่ยวกันอีกเลย ตัดกันให้ขาด วันนั้นพ่อกับแม่ไปจดทะเบียนหย่ากันที่อำเภอ โดยมีเงื่อนไขในการหย่าร้างว่าลูกสาวคือฉันต้องไปอยู่ในความดูแลของพ่อ และลูกชายคือน้องของฉันต้องอยู่ในความดูแลของแม่ ครั้งหนึ่งพ่อเคยเล่าเหตุการณ์นี้ให้ฉันฟังว่า จริง ๆ แล้วพ่อต้องการเอาลูกมาอยู่ด้วยทั้งสองคน จะได้แบ่งเบาภาระแม่แต่กลัวแม่จะเสียใจจนเป็นบ้าไปซะก่อน จึงเอาฉันมาคนเดียว เพราะฉันเป็นผู้หญิงพ่อไม่อยากให้ถูกเลี้ยงดูในสภาพนั้น ส่วนน้องของฉันเป็นผู้ชาย ย่อมจะเอาตัวรอดได้ดีกว่าและเมื่อโตขึ้นจะได้ช่วยดูแลแม่ 

นับจากนั้นฉันก็ไม่ได้เจอกับแม่และน้องอีกเลย แต่พ่อสอนให้ฉันเขียนจดหมายถึงแม่ทุกอาทิตย์ แต่ให้แม่ตอบกลับโดยส่งไปที่อำเภอ เพราะพ่อไม่อยากทะเลาะกับแม่เลี้ยงว่ายังมีการติดต่อกับแม่ฉันอยู่ แม้กระทั่งตัวฉันเองก็จะถูกดุว่ากล่าวอย่างแรง ๆ เสมอถ้าแม่เลี้ยงรู้ว่าฉันติดต่อกับแม่ ฉันไม่เคยเข้าใจเหตุผลนี้จนกระทั่งแอบได้ยินตอนที่เขาสองคนทะเลาะกันว่าฉันจะเป็นตัวการทำให้พ่อกับแม่คืนดีกัน ดังนั้นเรื่องเขียนจดหมายจึงเป็นความลับของฉันกับพ่อเท่านั้น และฉันแทบไม่ได้รับจดหมายจากแม่เลย เพราะแม่เขียนหนังสือไม่คล่องเนื่องจากจบแค่ชั้นประถมปีที่ 4 ในโรงเรียนประชาบาล แม่จึงใช้วิธีมาหาฉันแทน เวลาที่แม่มาแม่จะไปหาพ่อที่อำเภอเพื่อให้พ่อไปรับฉันมาหาแม่ หรือแวะไปหาฉันที่โรงเรียนใหม่ที่เข้ามาแบบกลางเทอมที่อยู่ไม่ห่างจากที่ว่าการอำเภอ และทุกครั้งที่เรื่องเข้าหูแม่เลี้ยงก็จะเกิดศึกปะทะกันระหว่างแม่เลี้ยงและแม่ฉันเสมอ จนครั้งหนึ่งพ่อสอบตำแหน่งนายอำเภอได้ แต่ไม่ผ่านการสัมภาษณ์เพราะมีข้อมูลเรื่องการจัดการปัญหาครอบครัว เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแล้วจะปกครองคนทั้งอำเภอได้อย่างไร พ่อถูกแช่อยู่ในตำแหน่งปลัดอำเภอนานมากกว่าเพื่อนในรุ่นเดียวกันหลายปี กว่าจะได้เลื่อนเป็นปลัดฯอาวุโสเมื่อต้องย้ายไปปฎิบัติงานอีกอำเภอหนึ่ง เรื่องนี้เป็นบาดแผลใหญ่ในชีวิตราชการของพ่อที่พ่อไม่เคยลืมและโทษว่าเป็นความผิดของแม่ฉันมาโดยตลอด 

วิถีชีวิตของฉันกับแม่และน้องห่างกันมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉันต้องเรียนหนังสืออย่างหนัก เลิกเรียนต้องเรียนพิเศษตอนเย็น เสาร์-อาทิตย์ก็ต้องเรียนพิเศษ ไม่ได้ติดต่อกับแม่อีกเลย จนกระทั่งวันหนึ่งพ่อกับแม่เลี้ยงส่งฉันเข้ามาเรียนระดับชั้นมัธยมปลายในกรุงเทพฯ โดยอาศัยอยู่กับญาติทางฝั่งของแม่เลี้ยงซึ่งก็เป็นข้าราชการใหญ่โตกันทั้งตระกูล ที่นี่ล่ะคือสถานที่บ่มเพาะกฎระเบียบและความเป็นผู้ดีที่ถ่ายทอดไปยังแม่เลี้ยงของฉัน 

ฉันเริ่มติดต่อกับแม่โดยการเขียนจดหมายอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้มีจดหมายตอบจากแม่มาถึงฉันโดยผ่านการเขียนจากน้องชายของฉัน ฉันรู้มาว่าแม่และน้องไม่ได้อยู่สบายนัก เลิกขายลูกปัดมานานมากแล้วเพราะหาได้ยากขึ้น ราคาต้นทุนที่จะซื้อสูงขึ้นแต่ก็ไม่เท่ากับการที่กรมศิลปากรได้ส่งคนเข้ามาดูแลและควบคุมพื้นที่เมืองโบราณแห่งนี้ รวมทั้งกั้นเขตที่มีการขุดพบซากปรักหักพังต่าง ๆ ล้อมรั้วเขียนป้ายห้ามบุกรุกและห้ามประชาชนขุดหรือนำทรัพย์ที่ได้จาดการขุดพบไปเป็นของส่วนตัว แม่มีทุนจากการขายลูกกำปัดอยู่บ้างจึงไปลงทุนทำไร่อ้อยกับน้าสาวและสามีในเชิงเขาของจังหวัดกาญจนบุรี ขายอ้อยได้ทีแม่ก็จะได้รับเงินเป็นก้อนมา แต่ก็มักไม่ค่อยได้สม่ำเสมอเพียงพอที่จะอยู่กันอย่างสุขสบายได้ แต่ทุกครั้งที่แม่มาหาฉันที่กรุงเทพฯ ซึ่งเราจะนัดพบกับในวันเสาร์หรืออาทิตย์ แล้วฉันก็จะโดดเรียนพิเศษเพื่อเจอแม่และน้อง บางครั้งเพื่อนแม่ก็จะมาด้วย ซึ่งฉันได้รับการแนะนำว่าชื่อน้าน้อยเป็นน้องสาวของกำนันในตำบลนั้นซึ่งบ้านอยู่ตรงข้ามกับแม่ฉัน น้าน้อยเติบโตมาในครอบครัวชาวจีนและถูกกีดกันความรัก น้าน้อยมีแม่ฉันเป็นที่พึ่งที่ระบาย และกำนันเองก็สงสารแม่ฉันที่ต้องต่อสู้เลี้ยงลูกตามลำพังแบบปากกัดตีนถีบตั้งแต่แรกเห็นในวันที่อุ้มลูกชายจูงมือลูกสาวเข้ามาอยู่ที่นี่ มีอะไรที่พอช่วยเหลือได้ครอบครัวกำนันจะยินดีช่วยเสมอ แม่มักจะซื้อเสื้อผ้าสวย ๆ ในห้างใหญ่แถวบางลำพูหรือพาต้าให้ฉัน พาไปกินร้านอาหารดี ๆ และทุกครั้งน้องฉันจะแสดงความไม่พอใจต่อฉันต่อแม่ออกมาชัดเจน จนฉันแอบน้อยใจ มารู้ทีหลังว่าพอแม่ได้ส่วนแบ่งจากการขายอ้อย ก็จะรีบให้น้องเขียนจดหมายนัดเจอกับฉัน ซื้อของให้ฉันดี ๆ แพง ๆ แต่ไม่เคยให้น้องฉันหรือถ้าจะให้ก็หลังจากที่ให้ฉันเสียก่อน บางครั้งเงินไม่พอสำหรับการซื้อของที่น้องต้องการบ้าง หรือต้องประหยัดค่าใช้จ่าย ลดค่าขนมของน้องบ้าง น้องจึงโกรธและโทษว่าเป็นความผิดของฉันทีี่ทำให้เขากับแม่ต้องลำบาก แต่แม่ก็จะสอนน้องว่า 

“พี่มันไม่ได้อยู่สุขสบายเหมือนหนูที่ได้รับความรักจากแม่เต็มที่ ถ้าเราไม่ไปซื้อเสื้อผ้าดี ๆ ให้พี่ใส่ พี่ก็จะไม่มีของใช้ดี ๆ พวกนี้ เพราะพ่อเป็นผู้ชายย่อมไม่คิดถึงเรื่องการแต่งตัวของลูกสาว พี่มันต้องอยู่แบบน้อยหน้าลูกใหม่ของพ่อกับแม่เลี้ยง พี่มันรักพ่อมากแต่พ่อคงไม่สามารถแสดงความรักต่อพี่มันได้เต็มที่หรอก พี่มันไม่มีใคร” 

 แม่ใช้เหตุผลต่าง ๆ เหล่านี้พร่ำบอกกับน้องทุกครั้งเสมอๆ จนน้องฉันคล้อยตามและยินดีที่แม่จะเอาเงินที่ได้รับจากการขายอ้อยไปหาฉันทันทีที่สามารถนัดกันได้ ยอมรับกับการถูกลดค่าขนมในบางครั้งได้มากขึ้น 

แม่เริ่มต้นเข้าสู่ธุกิจโต๊ะสนุกเกอร์ก็เพราะได้รับความช่วยเหลือจากกำนันบ้านตรงข้าม ในวันหนึ่งที่แม่เป็นลมล้มพับไปเมื่อรู้ว่าไร่อ้อยถูกเผาทั้งหมด แม่ตั้งรับไม่ไหว น้าน้อยและแม่ของกำนันต้องพาแม่ฉันเข้าวัด ฟังธรรม ทำบุญด้วยเสมอ ในบางครั้งน้าน้อยต้องมานอนค้างกับแม่ บางทีเขาไปเที่ยวทะเล น้ำตกกัน เขาก็เอาแม่กับน้องฉันไปด้วย  

บ้านของฉันหลังใหญ่ แม่จึงแบ่งให้คนเช่า โดยให้เช่าเฉพาะผู้หญิงมีรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ได้เพื่อนไว้พูดคุยปรับทุกข์กันมากกว่า วันหนึ่งกำนันขอเช่าพื้นที่ในส่วนหน้าบ้านทั้งหมด เพื่อตั้งชมรมชาวไร่อ้อย มีวัตถุประสงค์เป็นที่สังสรรค์ของสมาชิกในชมรม พื้นที่หน้าบ้านและเข้ามาเกือบสุดตัวบ้านด้านใน วางโต๊ะสนุ๊กเกอร์ขนาดใหญ่ได้ 3 ตัว กำนันลงทุนซื้อโต๊ะและอุปกรณ์ทุกอย่าง แม่ฉันเป็นคนดูแลเก็บเงิน และตั้งตู้แช่เย็นเครื่องดื่มเพื่อจำหน่ายตั้งแต่น้ำเปล่า เหล้า เบียร์ บุหรี่ ธุรกิจไปได้ด้วยดี เพราะเป็นที่แรกของอำเภอเลยเชียวล่ะที่มีสถานที่ดี โต๊ะอย่างดี ทำไปได้ระยะหนึ่งลูกค้าเข้ามามากมาย จนต้องเปิดทั้งวันทั้งคืน โดยหลังจากตี 1 ก็จะปิดประตูหน้าบ้าน แต่มีลูกค้าที่ยังเล่นอยู่ไปจนสว่าง กำนันดำเนินการทำเรื่องขอใบอนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมายแล้วบอกกับแม่ฉันว่าจะขายทั้งหมดให้ในราคาทุนที่ซื้อมา ณ วันที่ได้รับเอกสารอนุญาตจากทางอำเภอมาเรียบร้อยแล้ว  

 แม่กลับไปหายายและญาติพี่น้องอีกครั้งเพื่อขายที่นา เอาเงินมาให้ตามจำนวนที่กำนันแจ้งและเป็นทุนอีกก้อนหนึ่งสำหรับเปิดในที่ต่อไปซึ่งกำนันให้เช่าโรงรถโรงเก็บของขนาดใหญ่ที่ข้างบ้านของกำนันโดยแม่ต้องตกแต่งเอง และเหมือนเดิมกำนันช่วยเหลือในเรื่องของใบอนุญาตต่าง ๆ อีก ที่นี่แม่สามารถวางโต๊ะสนุกเกอร์ขนาดใหญ่ได้ 5 ตัวแม่ต้องเอาน้องชายของแม่มาช่วยคุมที่สาขานี้ ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ด้วยความอุปถัมภ์ค้ำจุนของครอบครัวกำนันที่มีต่อหญิงหม้ายที่ระหกระเหินมา แม่จึงถือเป็นบุญคุณยิ่งใหญ่ บ้านกำนันมีงานอะไรต้องช่วยเหลือเต็มที่ แล้ววันหนึ่งกำนันก็ลาออกจากตำแหน่งเพื่อสมัครเป็น ส.ส. แม่และญาติทั้งหมดจากต่างอำเภอช่วยกันเป็นหัวคะแนนเต็มที่ เดินสายเข้าพบลูกบ้านแทบจะทั้งวัน ส่วนกลางคืนก็วางแผนงานที่จะทำให้ชาวอำเภอเราเองและอำเภออื่น ๆ เลือกลงคะแนนให้กับกำนัน แม่ทำสำเร็จ อดหลับอดนอน แม่เป็นคนสวย ตาเศร้า มองแล้วมีทั้งความเข้มแข็งและน่าสงสาร ชาวบ้านถูกชะตากับแม่แม่นั่งคุยกับแต่ละบ้านได้หลังละนานๆ ส่วนญาติทั้งตระกูลฝั่งแม่ที่มีเป็นจำนวนมากเกือบจะทั้งตลาดช่วยกันอย่างหามรุ่งหามค่ำขายของบ้างแถมบ้างแจกบ้างจนกระทั่งกำนันและครอบครัวต่างก็ซึ้งน้ำใจ แม่ช่วยใครแม่จะช่วยเต็มที่เสมอ กำนันกวาดคะแนนเสียงเกลี้ยงทั้งสองอำเภอ 

คนเรายามดวงตกไม่ว่าทำอะไรก็จะเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเสมอ พอยามดีหยิบจับทำอะไรก็ดีไปหมด ที่นาส่วนหนึ่งของแม่ถูกเวรคืนเพื่อตัดถนนดำเข้าสู่ตัวอำเภอ ค่าเวรคืนไม่เท่าไรนัก แต่หลังจากนั้นมีคนติดต่อซื้อที่แปลงนี้จากแม่ในราคาที่สูง แม่ขายที่ได้เงินมาเพียงพอที่จะเปิดโต๊ะสนุกเกอร์ได้ทีเดียวอีก 3 ที่ ในเวลาไล่เลี่ยกัน ครั้งนี้แม่เปิดในพื้นที่ของญาติพี่น้องของแม่ เพื่อจะได้ช่วยกันดูแล จากคนที่เคยถูกเรียกว่าคุณนาย กลายมาเป็นแม่ค้า มาเป็นเถ้าแก่ไร่อ้อย และวันนี้เป็น “เจ๊ชู” ที่มีลูกน้องทั้งชายและหญิงต้องดูแลหลายสิบคน แม่ต้องแข็งแกร่งและเด็ดขาดมากขึ้น เพราะธุรกิจนี้หมิ่นเหม่ต่ออบายมุขทั้งหลาย สิ่งที่หนีไม้พ้นคือการพนัน ยังจะเหล้าเบียร์ที่ขาย รวมทั้งเรื่องของสาว ๆ ที่มักจะแอบให้บริการเสริมกับลูกค้าต่างหากอีกด้วย และบางครั้งเกือบจะเป็นแหล่งส่องสุมของอันธพาลและยาเสพติด ในทุกสาขาของแม่สิ่งที่มักจะมีขึ้นเสมอ ๆ คือการชกต่อยมีเรื่องกันในร้าน อาศัยบารมีกำนันที่ตอนนี้เป็น ส.ส.แล้ว ทำให้คนยำเกรงได้บ้าง แม่เริ่มบริจาคเงินให้กับส่วนราชการต่าง ๆ เพื่อหวังขอความช่วยเหลือยามมีเหตุฉุกเฉิน แม่ขอติดตั้งตู้แดงใกล้ ๆ หน้าร้านทุกสาขา เพื่อให้ตำรวจช่วยเป็นหูเป็นตา กิจการของแม่ขยายตัวไปหลายอำเภอ กลุ่มลูกค้าสมาคมเริ่มมีระดับที่สูงขึ้น จึงต้องจัดสถานที่รองรับแบบวีไอพีมากขึ้น บางสาขาในตัวจังหวัดมีเฉพาะห้องวีไอพีเท่านั้น ไม่รับลูกค้ากระเป๋าแบนและไม่เป็นที่รู้จักเข้ามาเล่นเลยด้วย รวมทั้งส่วนที่อยู่หน้าบ้านแม่ก็ปรับปรุงเพื่อรองรับการประชุมของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในหมู่นั้นเวลาที่ท่าน ส.ส.กำนันของเรามีเรื่องต้องทำความเข้าใจกับลูกบ้าน บางครั้งก็ใช้พื้นที่ที่บ้านเรา บางครั้งก็ใช้พื้นที่ร้านข้างบ้านกำนันเอง จนต้องจัดให้มีห้องประชุม ห้องจัดเลี้ยงและโต๊ะสนุกเกอร์อย่างดี ต่อเติมห้องวีไอพีเพิ่มขึ้นอีก 

ส.ต.ต.รังสรรค์ พักตรา จบจากโรงเรียนนายสิบตำรวจมาบรรจุครั้งแรกที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอนี้ ทุกครั้งที่มาเซ็นต์ตู้แดงในตอนเช้า เขาจะเห็นผู้หญิงร่างท้วม สวยแบบเศร้า ๆ กวาดลานบ้านหน้าร้านสนุกเกอร์ระหว่างรอใส่บาตร กับลูกชายผอม ๆ หัวเกรียนที่ทาปากสีชมพูบาง ๆ เสมอ บางครั้งเขาก็แวะมาหาข่าวตามร้านของแม่ แม่ก็อนุญาต หากมีกรณีสงสัยเรื่องยาเสพติดแม่ก็จะโทรแจ้งให้ทราบ ส.ต.ต.รังสรรค์ คงเคยร่วมบุญร่วมวาสนาอุปถัมภ์กันมากับแม่และน้องของฉัน ทั้งสามคนถูกชะตากันทักทายสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว จนแม่เรียกเขาว่า “ไอ้สรรค์” แต่เขาจะเรียกแม่ฉันว่า “ยายชู” หรือ ในยามสนุกสนานใช้เสียงสองก็จะเรียกว่า “คุณนาย” เพราะ “ไอ้สรรค์” รับรู้ความเป็นมาชะตากรรมต่าง ๆ ของแม่และน้องของฉัน เช่นเดียวกับที่แม่และน้องของฉันก็รับรู้เรื่องราวความยากลำบากของครอบครัวฝั่งเขา  “ไอ้สรรค์” มักแวะมาช่วยแม่ฉันทำกับข้าว ซ่อมอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ชำรุด เพราะเขารู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่อยู่กับ “ยายชู” และสนุกไปกับการแต่งหน้าน้องชายฉัน รวมทั้งบางครั้งต้องตามไปเอาตัวน้องชายฉันกลับบ้านเวลาที่เริ่มเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเพื่อนฝูงที่ติดยาเสพติด น้องชายฉันรอดพ้นจากการติดยา ติดการพนันต่าง ๆ ได้ ก็เพราะ “ไอ้สรรค์” ทำหน้าที่ของพี่ชายทั้งสอนทั้งดุทั้งติดตามตัวในทุกครั้งที่ออกนอกลู่นอกทางได้ทันการณ์เสมอๆ  

กิจกรรมโปรดของ “ไอ้สรรค์” และน้องชายของฉันคือไปเลือกซื้อผ้ามาออกแบบชุดและสั่งตัดให้แม่ฉันใส่ ทั้งน้องชายและ “ไอ้สรรค์” มีความสุขที่เห็นแม่ได้แต่งตัวสวย ๆ ยิ้มหวาน ๆ เป็นเจ้าแม่โต๊ะสนุกเกอร์ look ใหม่ที่ไม่เคยเห็นกันมาก่อนในจังหวัดนี้ “ไอ้สรรค์” ทึ่งในการต่อสู้ชีวิตและความเข้มแข็งของแม่ฉันมาก จนเป็น Idol ที่เขาเอาเป็นแบบอย่างในการพยายามต่อสู้กับโชคชะตาและเอาไปเล่าให้คนที่ท้อแท้ชีวิตหรือล้มลุกคลุกคลานกับชีวิตฟังเสมอ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงที่ถูกผัวทิ้งและจมอยู่กับความทุกข์โศกจนไม่เป็นอันทำมาหากิน 

วันหนึ่งเขาก็หอบหิิ้วถุงของสดสำหรับทำอาหารเข้ามานั่งในพื้นที่ส่วนตัวด้านหลังที่แม่กั้นห้องกระจกสำหรับมองออกไปหน้าร้านได้ แล้วเข้าครัวทำอาหารสำหรับแม่สำหรับน้องของฉัน รวมทั้งกับแกล้มของเขาแล้วก็นั่งกินเหล้าเงียบ ๆ เป็นอย่างนี้สามสี่วันจนแม่คาดคั้นจึงได้รู้ความจริงว่าพ่อของเขาป่วยต้องเข้ารับการผ่าตัด ใช้สิทธิ์ข้าราชการของเขาได้ แต่คงไม่พอสำหรับการต้องดูแลต่อเนื่องเมื่อออกจากโรงพยาบาล เพราะพ่อยังทำงานหนักไม่ได้ บ้านเขามีอาชีพทำนาและพ่อเป็นเรี่ยวแรงสำคัญ เขาเอาปืนกระบอกเก่าที่ผ่อนชำระกับหลวงหมดไปมาขอจำนำกับแม่ ด้วยจำนวนเงิน 5,000 บาท แต่แม่ให้ไป 10,000 บาท เผื่อเอาไว้หากต้องเอาเงินให้แม่ยามที่พ่อทำมาหากินไม่ได้ ส่วนปืนกระบอกนี้แม่เอาใส่ลิ้นชักโต๊ะบัญชีของแม่ โดย “ไอ้สรรค์” ต้องไปทำเรื่องการพกพาอาวุธปืนให้แม่ เพราะแม่ไม่ให้ไถ่คืนและเอาเงินจำนวนหนึ่งให้ “ไอ้สรรค์” ไปจ่ายหลวงให้หมดสำหรับปืนกระบอกใหม่ที่ยังต้องผ่อนอยู่ 

 “ไอ้สรรค์” เข้ามาอยู่อำเภอนี้ตามลำพังเช่าห้องขนาดเล็ก ๆ อยู่ในตลาดเพราะแฟลตตำรวจเต็มหมดแล้ว เวลานอกเหนือจากราชการของเขาจะมาอยู่กับแม่ของฉัน เป็นผู้ปกครองไปมอบตัวน้องชายฉัน เป็นพ่อไปนั่งเก้าอี้ในงานวันพ่อให้น้องชายฉัน “ไอ้สรรค์” ทึ่งกับความเด็ดเดี่ยวของแม่มาก ในหลาย ๆ ครั้งที่ลูกค้ามีเรื่องในร้านถึงขั้นชักปืนออกมาจะยิงกัน แม่ฉันมักยิงปืนขึ้นฟ้าระงับเหตุ และถือปืนเข้าหาคู่กรณีอย่างไม่กลัวอันตราย และไล่ทั้งสองฝ่ายให้ออกจากร้าน กิตติศัพท์ความไม่กลัวคน ไม่กลัวตาย ใจถึงพึ่งได้ของแม่เป็นที่ล่ำลือในอำเภอและในจังหวัด “ไอ้สรรค์” รู้เรื่องทุกอย่างของฉันเป็นอย่างดี เพราะเขาเป็นคนเดียวที่แม่ปรับทุกข์ทุกอย่างเช่นเดียวกับน้าน้อยน้องกำนันที่ก็หลงรักความขี้เล่นช่างเอาใจของ “ไอ้สรรค์” มาร่วมตั้งวงกินเบียร์ที่บ้านฉันบ่อย ๆ จนกระทั่งวันหนึ่งน้าน้อยได้พบรักใหม่กับกำนันตำบลข้างเคียง “ไอ้สรรค์”ก็ทำหน้าที่พ่อสื่อจนน้าน้อยได้แต่งงานสมหวังในความรัก มีครอบครัวที่อบอุ่น ทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอย่างใหญ่โตร่วมกับฝั่งสามี  

ในช่วงที่ฉันเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวพ่อ “ไอ้สรรค์” ก็เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวแม่ แม่ตัดสินใจซื้อรถเพื่อความสะดวกในการไปดูแลร้านโต๊ะสนุกเกอร์แต่ละสาขา “ไอ้สรรค์”ก็จะทำหน้าที่ขับรถให้เสมอ เพราะไม่เช่นนั้นแม่ฉันก็ต้องซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์น้องชายฉันที่ขับหน้าเชิดเริ่ด ๆ ของเธอไป จน “ไอ้สรรค์”กลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุเป็นอะไรทั้งแม่และลูก 

“ไอ้สรรค์”ต้องคอยดูแลคนแก่ สองบ้านคือฝั่งบ้านกำนันที่ลูกหลานเริ่มมีหน้าที่การงานรับผิดชอบมากขึ้นจนไม่ค่อยมีเวลาดูแลอาม่า และบ้านฉันที่ “ไอ้สรรค์”รู้ดีแล้วว่าแม่ไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่ทุกคนเห็นแถมยังมีเรื่องเศร้าในใจมากมาย “ไอ้สรรค์”ก็คอยพาคนแก่จากบ้านใดบ้านหนึ่งข้ามถนนไปยังอีกบ้านหนึ่งให้นั่งคุยแก้เหงากัน คนแก่ในย่านนั้น “ไอ้สรรค์" คอยช่วยเหลือดูแลหมด สนิทไปกระทั่งคนบ้าเสียสติที่เดินเสื้อผ้าขาดในตลาด “ไอ้สรรค์”ก็คอยเอาข้าวเอาน้ำให้ จนมันไว้ใจเชื่อใจตำรวจคนนี้ เวลาไปบ้าอาละวาดที่ไหน “ไอ้สรรค์”ไปปลอบเป็นอันสงบทุกครั้ง “ไอ้สรรค์” เข้านอกออกในบ้านฉันเป็นประจำสม่ำเสมอ จนทำให้แม่วางใจได้เรื่องของการทำผิดกฎหมายทั้งหลาย เพราะอย่างน้อยลูกค้าที่เข้ามาเล่นก็จะรู้ว่าร้านนี้ตำรวจมาเป็นประจำ จนคนทั้งตลาดคิดว่า “ไอ้สรรค์” เป็นลูกหรือหลานของแม่ฉัน ไปไหนก็จะไปกันสามคน  

“ไอ้สรรค์” เป็นตำรวจยศ ส.ต.ต.ได้ไม่นาน ก็ได้เลื่อนยศเป็น ส.ต.ท. เพราะความขยันขันแข็ง เข้ากับชาวบ้านในพื้นที่ได้ดี ปฎิบัติงานอย่างมีวินัย เคร่งครัด เสียสละเวลาส่วนตัวหากผู้บังคับบัญชามีงานอื่นมอบหมายให้เสมอ แม่ภูมิใจในตัว “ไอ้สรรค์”ของแม่มาก และเริ่มให้ “ไอ้สรรค์” ขับรถพาไปหา ส.ส.ของจังหวัดนี้อีกคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นผู้กำกับในอำเภอที่แม่อยู่มาก่อน แม่หมั่นเยี่ยมเยียนและเอาของฝากไปให้ในทุกเทศกาล ไม่นานนัก “ไอ้สรรค์”ก็ได้เลื่อนยศ เป็น ส.ต.อ. เพราะความที่ไอ้สรรค์เข้ากับคนในพื้นที่ได้ดี สนุกสนานเฮฮา นำกิจกรรมชุมชนได้ งานด้านชุมชนสัมพันธ์สำหรับการดูแลช่วยเหลือเยาวชนกลุ่มเสี่ยงต่อยาเสพติดและการช่วยเหลือผู้ที่ติดยา เป็นผลงานที่โดดเด่นของ สภอ.แห่งนี้จนได้รับรางวัลจากทางจังหวัด “ไอ้สรรค์” ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่เป็นที่รักของผู้คนทั้งอำเภอ ซื้อของในตลาด “ไอ้สรรค์” แทบจะไม่ต้องจ่ายเงิน ต้องวิงวอนกันอยู่นานแม่ค้าจึงจะยอมรับ  

แม่เมตตา “ไอ้สรรค์” มากจนมีบางกระแสที่เริ่มนินทาว่าแม่เลี้ยงไอ้สรรค์ไว้หวังจะเป็นผัว แต่ทุกคนไม่มีใครสนใจ และหลังจากเลื่อนตำแหน่งเป็น ส.ต.อ.ได้ไม่นาน แม่ซื้อบ้านจัดสรรค์หลังเล็ก ๆ ในหมู่บ้านระดับดีมากของอำเภอให้ “ไอ้สรรค์” เป็นของรางวัล “ไอ้สรรค์” ปฎิเสธแล้วปฎิเสธอีก จนท้ายที่สุดแม่เรียก “ไอ้สรรค์” และน้องชายฉันมาพูดพร้อมกันว่า  

“แม่รักและอยากได้สรรค์ มาเป็นลูก ถ้าไอ้ลูกนกมันเรียนจบแม่หวังจะให้แต่งงานกัน แต่แม่ไม่รู้ว่าไอ้ลูกนกมันต้องเรียนจบชั้นไหนพ่อมันถึงจะพอใจ แต่ตอนนี้มันใกล้จบปริญญาตรีแล้วล่ะ” 

“ไอ้สรรค์”เห็นด้วยหรือเปล่าไม่มีใครรู้ เพราะข่าวลือว่า “ไอ้สรรค์” ไม่ได้รักผู้หญิงและชอบออกอาการเป็นตุ๊ดเป็นแต๋วบ่อย ๆ แต่แม่ไม่สนใจ เหมือนเช่นที่แม่ไม่สนใจที่ใคร ๆ บอกว่าน้องฉันเป็นกะเทย ทั้งที่น้องฉันแต่งหน้าฉ่ำทุกวัน ใส่รองเท้าส้นสูงและเสื้อผ้ากรุยกราย แม่บอกว่าน้องฉันทำตัวตามเพื่อน เพราะคบแต่เพื่อนเป็นแบบนี้เลยทำตามกลุ่ม และเพื่อน ๆ ในกลุ่มน้องชายฉันที่เป็นแบบนี้ก็เรียก “ไอ้สรรค์”ว่าเจ๊ แต่แม่ก็ไม่สนใจเหมือนกันและบอกว่า  

“ไอ้สรรค์มันก็บ้าๆบ๊องๆเฮฮาตามพวกตามพ้องไปอย่างนั้นเอง” 

เพราะแม่ไม่ได้สนใจ แม่จึงบังคับให้ “ไอ้สรรค์” นั่งดูอัลบั้มรูปฉันตั้งแต่เกิดยันปัจจุบันอยู่เสมอ เล่าเรื่องฉันให้ “ไอ้สรรค์”ฟังทุกวัน “ไอ้สรรค์” รู้จักฉันผ่านการบอกเล่าของแม่และรับเอาความคาดหวังของแม่มาแบกรับไว้ในเรื่องที่จะต้องเป็น “คู่หมาย” กับฉัน “ไอ้สรรค์” เป็นลูกชายคนโตของบ้านที่ตามใจแม่ฉันเสมอ เชื่อฟังทุกอย่างที่แม่สั่ง แม้กระทั่งการที่แม่ให้เอาสร้อยลูกกำปัดที่เหลือไม่กี่เส้นไปให้เป็นของขวัญวันเกิดให้กับคุณนายผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคและแนะนำตัวว่าเป็นลูกบุญธรรมของแม่ เอาพระทองคำไปให้ในงานขึ้นบ้านใหม่ผู้บัญชาการตำรวจภูธรจังหวัดและแนะนำว่าตัวเองเป็นลูกบุญธรรมของเจ๊ชูอีกเช่นกัน “ไอ้สรรค์” ต้องออกงานสังคมหลายที่ในนามของลูกบุญธรรม “เจ๊ชู” เจ้าแม่โต๊ะสนุกเกอร์ในจังหวัดและคุมนักเลงเป็นสิบคน แม่เองก็เริ่มไปตัวจังหวัดบ่อยขึ้น รับคุณนายคนใหญ่คนโตหลายคนไปทำผม ซื้อผ้าราคาแพง หรือแม้แต่บางครั้งไปดูสร้อยดูแหวนราคาแพงแล้วเสนอขอออกเงินให้ก่อนด้วยการเขียนเช็ครวมราคาของทุกคนให้กับทางร้าน ไม่นานนักก็มีข่าวว่าตำรวจที่จะได้เลื่อนยศเป็นจ่า ในรอบเร็ว ๆ นี้มีชื่อ “ส.ต.อ.รังสรรค์ พักตรา” อยู่ในนั้นด้วย แม้จะยังไม่มีคำสั่งแต่งตั้งออกมาเป็นทางการแต่ทุกคนก็เรียกไอ้สรรค์ว่า “จ่าสรรค์” กันล่วงหน้าแล้ว เพราะโผนี้ไม่น่าจะมีการพลิก 

แม่ไม่ได้หยุดแค่นั้น ยังคงเหน็ดเหนื่อยกับการดูแลผู้หลักผู้ใหญ่ในตัวจังหวัด ต้องมีคนขับรถให้แม่ไว้ใช้คนหนึ่งเลย เพราะตอนนี้ “จ่าสรรค์” ก็ดูแลแม่ไม่ทันแล้ว เพราะแม่เข้าตัวจังหวัดเกือบทุกวัน 

จนกระทั่งวันหนึ่ง แม่บอก “ไอ้สรรค์”ของแม่ว่าให้ไปสมัครเรียนต่อปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยราชภัฎที่เพิ่งมาเปิดที่ตัวจังหวัด เตรียมตัวให้พร้อม จะได้เป็นนายตำรวจกับเขาได้ “ไอ้สรรค์”ตกใจมาก เพราะคำสั่งแต่งตั้ง จ.ส.ต.ยังไม่ออกมาเลย และตามลำดับขั้น ต้องเป็น ด.ต.ก่อนจึงจะมีสิทธิ์สอบเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรมีดาวติดบ่า แต่ “จ่าสรรค์” รู้ดีว่านักเลงอย่างเจ๊ชูพูดอะไรออกมาแสดงว่ามั่นใจในสิ่งที่จะเกิดขึ้นแล้ว มั่นใจว่าตัวเองทำได้แล้ว วางแผนไว้แล้ว แม่บอกว่า เรียนปริญญาตรีไม่ได้ใช้เวลาแค่เดือนสองเดือน กว่าแกจะเรียนจบก็ได้เวลาเหมาะสมที่จะสอบ ร.ต.ต.พอดีนั่นล่ะ พ่อไอ้ลูกนกเขาจะได้ไม่ดูถูกแก และไอ้ลูกนกมันก็จะได้มีหน้ามีตาในสังคมมีเกียรติตามแกไปด้วย วันหนึ่งมันอาจจะได้เป็นคุณนายผู้กำกับเลยก็ได้ “ไอ้สรรค์” ได้แต่มองหน้า “ยายชู”ของมันนิ่ง ๆ ไม่พูดไม่แสดงกิริยาอาการใด ๆ    

ช่วงเวลาที่แม่วางแผนเรื่องฉันกับว่าที่ลูกเขยของเขานั้น แม่เองก็รู้ว่าฉันมีแฟนอยู่แล้ว เขาเป็นว่าที่วิศวกรโยธาที่ช่วยชีวิตฉันจากเหตุเลวร้ายในชีวิตมาตั้งแต่ปีหนึ่งในวันที่ฉันเพิ่งเข้าเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยลำดับต้น ๆ ของเมืองไทยและขับรถพาฉันมาหาแม่อยู่บ่อย ๆ ในช่วงนั้น แม้แม่จะเมตตารักและเอ็นดูแฟนฉันแต่แม่ก็บอกคนอื่น ๆ ว่า 

"อย่างมากก็เป็นได้แค่เพื่อนสนิทไอ้ลูกนกมัน คนอย่างไอ้ลูกนกต้องอยู่กับแฟนที่นำมันได้ไม่ใช่เดินตามมันต้อย ๆ แบบนี้ ไม่งั้นเอามันไม่อยู่หรอก" 

เมื่อฉันขึ้นปีสาม ฉันกับแฟนกลับมาเยี่ยมแม่บ่อยขึ้นเพราะพ่อและแม่เลี้ยงของฉันได้พบเจอกับพ่อและแม่ของแฟนฉันซึ่งมีนามสกุลเดียวกับนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น เป็นที่พออกพอใจของทางฝั่งพ่อมากมาย และกำชับให้ฉันพามาให้แม่รู้จักกันให้มากขึ้น ในบางครั้งก็ได้เจอกับจ่าสรรค์ แต่ฉันไม่ได้สนใจและไม่ได้รับรู้อะไรมากนัก แค่แปลกใจว่าตำรวจคนนี้ทำไมมาบ้านฉันทุกวัน วันละหลายครั้ง แต่ไม่เคยพูดจาทักทายกันมีแต่แฟนฉันที่มักจะชวนเขาพูดคุยหรือบางทีก็เล่นสนุกเกอร์กินเบียร์ด้วยกัน 

ช่วงนั้นแม่เริ่มไม่มั่นใจ จึงบอกกับจ่าสรรค์และน้องของฉันว่า 

"ถ้าดวงไอ้ลูกนกมันต้องแต่งงานกับคนอื่น แกก็มาเป็นลูกชายแม่จริง ๆ เลยนะไอ้สรรค์ แต่หลวงตาบอกว่ายังไง ๆ ไอ้ลูกนกต้องกลับมาอยู่ที่นี่อีกแน่ มันมีสัญญาต่อสถานที่แห่งนี้ มันต้องกลับมาตามชะตากรรมของมัน" 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น