เด็กหญิงเย็นชา

หลงเข้ามารึเปล่าไม่รู้ แต่ก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคร๊าาาา

ชื่อตอน : Re : 6 ชะล่าใจ

คำค้น : Mpreg

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 38k

ความคิดเห็น : 22

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ม.ค. 2560 07:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Re : 6 ชะล่าใจ
แบบอักษร

6


ชะล่าใจ

 

                “เข้ามาได้

                เสียงทุ้มลึกไม่บ่งบอกถึงอารมณ์ใดใดของเจ้าของบอกอนุญาตเลขาคนสนิท

                “มีอะไรคืบหน้าบ้างไหมเกี่ยวกับข้อมูลของเด็กสองคนนั้น

                “ครับ ตามที่ผมลองค้นข้อมูลดูคร่าวๆ ดูเหมือนว่าในระบบข้อมูลที่เราสามารถเข้าถึงได้ในตอนนี้จะไม่มีข้อมูลระบุเอาไว้เลยว่าใครเป็นแม่ของเด็กแฝดทั้งสองคน และอีกอย่างผมได้สืบทราบมาว่าเด็กทั้งสองคนได้รับสัญชาติอังกฤษทั้งที่มีเชื้อสายเป็นคนไทย ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเกิดขึ้นถึงแม้ว่าเด็กๆจะเกิดที่อังกฤษก็ตาม

                “เป็นไปได้ยังไงกันในเมื่อเด็กทั้งสองเป็นคนไทย ทำไมถึงได้รับสัญชาติอังกฤษได้ถามพลางครุ่นคิด

                คนอย่างขนมผิงไม่มีปัญญาที่จะทำให้ลูกชายทั้งสองคนมีสัญชาติอังกฤษได้ง่ายๆแน่

                ผมรู้มาแค่ว่าทางสถานทูตได้อนุมัติเป็นกรณีพิเศษแต่ข้อมูลไม่ได้ถูกระบุเอาไว้ว่าเป็นเพราะอะไร ดูเหมือนจะเป็นความลับของทางสถานทูตนะครับ แล้วอีกอย่าง…”

                “อีกอย่างอะไรปิญญ์ชานนท์เลยหน้าขึ้นมามองเลขาหนุ่ม

                “ดูเหมือนว่าข้อมูลหลายๆอย่างที่ก่อนหน้านี้พยายามตามหากำลังค่อยๆถูกเปิดเผยเหมือนกับมีคนจงใจจะทำให้มันเป็นอย่างนั้น แล้วผมได้ทราบมาอีกว่าเมื่อสามปีที่แล้วคุณขนมผิงได้เปลี่ยนนามสกุลจากวารีจินดาเป็นมณีรัตน์ แต่ด้วยเหตุผลอะไรตอนนี้ทางเรายังตามสืบกันอยู่ คาดว่าทางนั้นน่าจะเปิดเผยข้อมูลออกมาเรื่อยๆ

                “ทำไมมันถึงได้ง่ายดายผิดปกติล่ะ”

                อะไรบางอย่างมันกำลังบอกถึงความไม่ชอบมาพากลที่ขนมผิงเปลี่ยนนามสกุลเป็นมณีรัตน์ แล้วที่บอกกับเขาว่าท้องก่อนที่จะหายตัวไปคืออะไรกัน กับกว่าสามปีที่อายุเทียบเท่ากับของเด็กๆ มันจะไม่บังเอิญไปหน่อยรึไงที่ข้อมูลพวกนี้มันได้มาอย่างง่ายดายราวกับถูกจับมากองเอาไว้ตรงหน้า ยังไงซะเขาต้องรู้ให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมคนชั้นต่ำไร้ค่าอย่างขนมผิงถึงได้มีเกราะป้องกันตัวอย่างดีคอยโอบอุ้มเอาไว้ได้

                ปิญญ์ชานนท์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อหาน้องชายด้วยท่าทีนิ่งเฉย โชคดีที่น้องชายของเขาไม่ได้เข้าเวรเขาจึงมีโอกาสได้ถามอีกฝ่ายทันทีในตอนที่อีกฝ่ายกดรับสาย

                ‘ว่าไงครับพี่ปิญญ์  โทรมาหาผมมีอะไรเหรอครับ ปกติไม่เคยเห็นโทรมาฝ่ายนั้นกรอกเสียงลงมาด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่ากำลังข้องใจ

                “ฉันมีเรื่องอยากจะถามอะไรนายสักหน่อย

                ‘ถามอะไรเหรอครับ

                “นายเคยบอกฉันว่าที่ขนมผิงหายไปน่ะ เขาไปเรียนต่อใช่ไหม

                ‘ครับเห็นว่าไปเรียนต่อ ว่าแต่พี่ปิญญ์ถามทำไมครับ

                “เปล่าหรอก ฉันแค่อยากจะรู้เฉยๆว่าขนมผิงไปเรียนต่อที่ประเทศอะไรปิญญ์ชานนท์ถามพลางนึกเคืองที่น้ำเสียงน้องชายดูเปลี่ยนไปทันทีที่พูดถึงขนมผิง

                ‘ตามที่ขนมผิงบอกผมก็ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษน่ะครับ พี่ปิญญ์มีอะไรรึเปล่า

                “เปล่าหรอก ฉันแค่อยากรู้ปิญญ์ชานนท์ตัดสายพลางยกยิ้มมุมปาก

                อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้น

                “มาลิศ ฉันมีอะไรอยากจะให้ทำเพิ่มเติมอีกอย่างหนึ่งปิญญ์ชานนท์หยิบใบรับรองแพทย์ที่เคยรับมาจากขนมผิงออกมาจากลิ้นชัก

                “อะไรเหรอครับมาลิศเลขาหนุ่มถามด้วยสีหน้าฉงน

                “นายช่วยติดต่อนัดพบแพทย์คนนี้ให้ฉันหน่อยสิปิญญ์ชานนท์เลื่อนกระดาษที่ถูกเก็บเอาไว้อย่างดีให้กับเลขาหนุ่ม

                “นี่มัน!!”มาลิศเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจเมื่อหยิบยกเอกสารแผ่นนั้นขึ้นมาอ่านคร่าวๆเพื่อเก็บข้อมูล

                “ฉันเองก็ไม่แน่ใจว่าข้อมูลในนั้นเป็นของจริงรึเปล่า ฉันต้องการคุยกับแพทย์คนนั้นเป็นการส่วนตัวปิญญ์ชานนท์จ้องมองไปที่แผ่นกระดาษนิ่ง

                ไม่ว่ายังไงทุกสิ่งทุกอย่างในตอนนี้ดูเหมือนจะเริ่มปั่นป่วนขึ้นมาหลังจากที่ขนมผิงได้ปรากฏตัวขึ้น

                “ครับ ผมจะลองติดต่อแพทย์คนนี้ดู ถ้าได้เรื่องยังไงผมจะนัดพบให้คุณได้คุยกับเขาเป็นการส่วนตัวมาลิศพูดจบก็ยื่นเอกสารแผ่นสำคัญคืนให้เจ้านาย

                “ฝากด้วยล่ะ ฉันต้องการจะคุยกันแพทย์คนนี้ให้เร็วที่สุด

                มือใหญ่เอื้อมหยิบใบรับรองแพทย์ขึ้นมาดูอีกครั้ง ความข้องใจที่ถูกกักเก็บเอาไว้ในใจยิ่งทวีเพิ่มมากขึ้นและกำลังก่อกวนจิตใจของเขา เขาจะต้องรู้ให้ได้ว่าแท้จริงแล้วแม่ของเด็กแฝดสองคนนั้นคือใคร ใบหน้าที่ดูคล้ายคลึงกับเขาทำให้เขาอดที่จะสงสัยเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ขนมผิงเคยบอกไว้ก่อนที่จะหายตัวไปไม่ได้เลย

                “แล้วก็ยังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ผมต้องเรียนให้คุณได้ทราบนะครับ

                “เรื่องอะไรปิญญ์ชานน์ประสานมือแล้วเท้าข้อศอกเอาไว้บนโต๊ะ เขาถามเลขาคนสนิทด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ตอนนี้จิตใจของเขามันว้าวุ่นเมื่อนึกถึงแต่เรื่องของขนมผิง

                “นี่เป็นข้อมูลราคาหุ้นที่ฝ่ายการตลาดคาดคะเนราคาหุ้นของเราเอาไว้ล่วงหน้าประจำไตรมาศที่จะถึงนี้ครับมาลิศยื่นแฟ้มเอกสารให้เจ้านาย

                “มีอะไรทำไมฉันถึงดูเร่งด่วน ปกติไม่เห็นมีอะไรมีปัญหานี่ปิญญ์ชานนท์เลิกคิ้วแล้วรับเอาแฟ้มมาเปิด

                ปกติแล้วราคาหุ้นของอนันตไพลินจะอยู่ในอันดับหนึ่งของตลาดสิ่งทออยู่และไม่มีอะไรที่ต้องกังวล ศักยภาพของลูกค้าและความเชื่อถือในตัวขององค์กรมีมากพอที่จะไม่ต้องไปกระตุ้นหรือเร่งอะไรเพราะมันได้อยู่ในจุดสูงสุดอยู่แล้ว ที่เหลือก็เพียงแค่ประคับประคองมันตามที่เคยทำ

                “ทางฝ่ายการตลาดเขาคะเนราคาหุ้นของเราว่าจะตกลงไปอาจจะสองถึงห้าเปอร์เซ็นต์น่ะครับเลขาหนุ่มเกริ่น

                “มันจะเป็นอย่างนั้นได้ยังไงกัน ตลาดหุ้นก็ปกติดีไม่มีอะไรผันผวนหรือมีแววที่จะส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นของเรา แล้วทำไมทางฝ่ายการตลาดถึงได้คะเนราคาหุ้นของทางเราว่าจะตกลงมาได้ปิญญ์ชานนท์ถาม

                น้ำเสียงเริ่มบ่งบอกถึงความไม่พอใจในการคะเนราคาหุ้นของไตรมาศที่จะถึง มันจะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อราคาหุ้นของอนันตไพลินอยู่ในอันดับหนึ่งมาตลอดในบรรดาธุรกิจสิ่งทอ

                “ตามที่รับรายงานมา ดูเหมือนว่ามณีรัตน์กรุ๊ปจะมีโปรเจ็คใหม่เกี่ยวกับการเปิดตลาดแบรนด์ระดับโลกที่ลอนดอนในช่วงซัมเมอร์ครับ นั่นอาจทำให้ราคาหุ้นสิ่งทอผันผวนไปมาก แนวโน้มราคาหุ้นของมณีรัตน์มีสิทธิเพิ่มขึ้นมา แต่นั่นเป็นเพียงแค่การคาดคะเนของฝ่ายการตลาดของเราเท่านั้นครับ

                “หึ ตลาดใหม่งั้นเหรอ แค่ของพรรค์นั้นมันจะทำให้ราคาหุ้นของอนันตไพลินตกไปได้ยังไงกัน ยังไงซะฐานลูกค้าและความน่าเชื่อถือของเราก็ยังมั่นคงอยู่แล้ว ฉันไม่เชื่อหรอกว่ามณีรัตน์กรุ๊ปนั่นจะขึ้นมาเทียบอนันตไพลินได้ ไม่มีทาง!”

                ปิญญ์ชานนท์แสยะยิ้มอย่างเหยียดหยามเมื่อนึกถึงคู่แข่งที่เล่นไม่ซื่อส่งคนเข้ามาดึงข้อมูลเมื่อนานมาแล้ว ซึ่งคนคนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นผู้หญิงทรยศซึ่งเป็นแม่ของเด็กคนนั้น เด็กคนที่ทำให้เขาต้องเสียเวลาตามหามาถึงสามปีเต็ม และมันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่แน่ที่จู่ๆราคาหุ้นของทั้งสองบริษัทคู่แข่งจะเกิดผันผวนขึ้นมา

                “เอาเป็นว่านายส่งคนไปคอยตามขนมผิงให้ดี คอยดูว่ามีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับมณีรัตน์กรุ๊ปบ้างไหม ได้เรื่องอะไรแล้วมารายงานฉันด้วยล่ะ

                “ครับมาลิศรับคำก่อนจะเดินออกจากห้องไป

 

คุ่นบทกุหลาบซ่อนหนาม.jpg               

 

                “รายงานการคาดเดาราคาหุ้นล่วงหน้าจากฝ่ายการตลาดมาแล้วนะครับคุณผิงแทนทัพยื่นแฟ้มเอกสารให้หลังจากที่ขนมผิงเพิ่งจะกล่อมเด็กๆให้นอนหลับอยู่ในคอกที่กั้นเอาไว้ให้เจ้าตัวโดยเฉพาะ

                ขอบคุณ”

                “หลับกันแล้วเหรอครับแทนทัพถามพลางจ้องมองเด็กๆอย่างเอ็นดู

                มันทำให้วูบหนึ่งขนมผิงนึกถึงปิญญ์ชานนท์ขึ้นมา หากอีกฝ่ายมีความเป็นห่วงเด็กๆแบบนี้ก็คงจะดี ว่าแล้วก็ส่ายหัวเมื่อรู้ตัวว่าตัวเองกำลังคิดฟุ้งซ่าน

                “เป็นอะไรไปครับแทนทัพถามเมื่อเห็นขนมผิงส่ายหัวไปมา

                “เปล่าหรอก แค่ง่วงนิดหน่อย สงสัยจะกล่อมเด็กๆเพลิน กว่าเด็กๆจะหลับก็เล่นเอาง่วงตามเลยล่ะบอกปัดไปพลางยันตัวขึ้นลุก

                แต่ด้วยความที่นั่งนานไปหน่อยเลยทำให้ขาชาและเสียหลัก ดีที่แทนทัพคว้าเอาไว้ทันไม่อย่างนั้นเขาคงจะล้มลงไปบนพื้นแน่

                “ระวังหน่อยสิครับ ถ้าล้มลงไปจะแย่เอา”แขนแข็งแรงโอบเอวสอบเอาไว้แน่น

                “อะ เอ่อ ปล่อยเถอะ”ขนมผิงบอกก่อนจะดันอกอีกฝ่ายออกเมื่อความใกล้ชิดทำให้อึดอัด

                “ครับ ขอโทษที่ผมเสียมารยาท”

                “ผมว่าเราไปคุยเรื่องราคาหุ้นกันดีกว่า”ขนมผิงบอกก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานของตัวเอง

                “แผ่นแรกจะเป็นข้อมูลของปัจจุบันเปรียบเทียบระหว่างเรากับอนันตไพลินกรุ๊ป ส่วนแผ่นที่สองจะเป็นการคาดเดาแนวโน้มการผันผวนของราคาหุ้นของทั้งสองฝ่ายในไตรมาศที่จะถึงนี้ครับแทนทัพอธิบาย

                “นี่มันแค่สองถึงห้าเปอร์เซ็นต์เอง ทำไมแนวโน้มราคาหุ้นถึงได้เพิ่มขึ้นแค่นี้ล่ะ ที่ผมคาดเอาไว้มันน่าจะสูงกว่านี้”

                “ผมคิดว่าทางการตลาดของอันตไพลินมั่นคงอยู่พอตัว ฐานของลูกค้าทางฝั่งนั้นเลยค่อนข้างที่จะมีความมั่นใจกับทางนั้นมากกว่าน่ะครับ”

                “มันต้องมีทางให้มันได้มากกว่านี้สิ”ขนมผิงบอกพลางครุ่นคิด

                แบบนี้มันช้าไป เขาต้องการที่จะล้มยักษ์ปักหลั่นตัวนั้นให้ได้เร็วที่สุด ดูท่าคงจะยากพอตัวเลยล่ะ

                “นี่เป็นแบบการประเมิณราคาหุ้นหลังจากจบคอลเล็คชั่นในซัมเมอร์นี้ครับ แต่ถ้าทางเราได้เซ็นสัญญาระยะยาวผมเชื่อว่าราคาหุ้นของเราอาจจะพุ่งขึ้นมาสูงเทียบเท่าของอนันตไพลินได้”

                 “จริงสิ เรายังไม่ได้เซ็นต์สัญญากับM Techเลยนี่นะขนมผิงยกยิ้มกับคำตอบของแทนทัพ

                “หากเราได้เซ็นต์สัญญาเมื่อไร ผมว่าบางเปอร์เซ็นต์ที่ราคาหุ้นของเราจะเทียบเท่าฝ่ายนั้นจะมีสูงขึ้นเป็นเท่าตัวนะครับ

                “ดี งั้นติดต่อไปทางต้นสังกัดของ M Tech ว่าทางเราต้องการเซ็นต์สัญญาระยะยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วเรื่องสินค้าทางเราจะลดราคาให้เป็นพิเศษหากทางนั้นเลื่อนระยะเวลาการร่างสัญญาให้เร็วขึ้น

                “ครับ แล้วผมจะติดต่อฝ่ายนั้นให้เร็วที่สุดแทนทัพรับคำก่อนจะหันหลังเดินออกไป

                “อ้อ ผมมีเรื่องจะรบกวนคุณแทนทัพอีกอย่างเรียกเอาไว้ให้แทนทัพหันกลับมา

                “ครับ”

                “ผมต้องการพี่เลี้ยงเด็กที่ไว้ใจได้สักสองคน”

                “ทำไมจู่ๆถึงอยากได้พี่เลี้ยงเด็กล่ะครับ ที่ผ่านมาคุณเองก็เอาแต่ยืนยันว่าจะเลี้ยงเองตลอด”

                “ผมก็อยากจะเลี้ยงเองอยู่หรอก แต่ว่าตอนนี้ผมอยากจะทุ่มเททุกอย่างให้กับงานมากกว่า”

                และที่สำคัญ เขากลัวว่าจะเผลอเปิดโอกาสให้ปิญญ์ชานนท์เข้าใกล้ลูกๆได้อีกเหมือนกับครั้งที่แล้ว

                “ถ้าอย่างนั้นผมจะลองหาให้ดูนะครับ แต่ไม่มั่นใจว่าจะได้ในเร็ววัน การที่จะหาใครที่ไว้ใจได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะครับ

                 “ไม่เป็นไร เอาตามที่คุณคิดว่าดีก็พอแล้วล่ะ

คุ่นบทกุหลาบซ่อนหนาม.jpg

               

 

                “ปลากริมสลิ่ม ตื่นได้แล้วครับ วันนี้เราจะไปคอนโดกัน”

                “ห๊าววว อายายนะฮับ ไปคอนโดเหยอฮับปะป๊าเจ้าตัวกลมผิวเข้มคนพี่ผงกหัวขึ้นมาขยี้ตามองงัวเงีย

                “ครับไปคอนโด”

                “ทำไมวันนี้ไปคอนโดอ่าฮับ”สลิ่มงัวเงียตามมาติดๆ

                “ไม่อยากไปเหรอ แต่ว่าถ้าใครได้ไปแล้วจะได้กินไอติมนะครับ”

                “จริงเหยอฮับ!!

                “ปะป๊าไม่หยอกนะฮับ”

                “จริงครับ ปะป๊าไม่หลอก”

                “งั้นกิมไปฮับ ไปคอนโดปะป๊า”

                “หลิ่มก็ไปด้วย ไปคอนโดปะป๊าด้วยเหมือนกัน”

                “ถ้างั้นก่อนอื่นเราไปล้างหน้ากันก่อนดีกว่า ไหนวันนี้ใครอยากกินอะไรบ้างลองบอกปะป๊ามาสิครับ”

                “อยากกินต้มจืดฮับ”คนพี่ยกมือตอบเสียงใส

                “แล้วสลิ่มล่ะ”ขนมผิงหันไปถามเจ้าตัวแสบคนเล็กที่กำลังนั่งทำหน้ามุ่ย

                “หลิ่มไม่อยากกินผัก”

                “ไม่ได้นะครับ ถ้าไม่กินผักจะไม่แข็งแรงแล้วก็ตัวเล็ก ไม่อยากแข็งแรงแล้วตัวโตเหมือนพี่ปลากริมเหรอครับ”

                “ช่ายๆ พี่กิมกินผักแข็งแยงที่ฉู้ดดด”สลิ่มเบ่งกล้ามโชว์ให้ขนมผิงอดยิ้มตามไม่ได้

                “แต่มันไม่อาหย่อยเยยนะ”

                “แต่จะไม่แข็งแยงเหมือนพี่กิมนะ”

                “งือ ก็ได้ กินต้มจืดแบบพี่กิมก็ได้ แต่หลิ่มอยากกินกุ้งทอดด้วยได้ไหมฮับปะป๊า”

                “ได้ครับ แต่ว่าทั้งสองคนต้องช่วยปะป๊าทำกับข้าวด้วยนะครับ”

                “เย้ กิมช่วยปะป๊าทำกับข้าว”เจ้าตัวโตกว่ากระโดดขึ้นมากอดคอให้เขาได้เซ

                “หลิ่มก็ช่วยฮับ”เจ้าตัวเล็กก็ไม่แพ้กัน

                ขนมผิงเกือบจะเซหงายหลังเมื่อสองแสบโถมตัวเข้ามากอดคอเขาแน่น ดูเหมือนว่าตอนนี้ทั้งสองคนจะโตไวจนเขาเริ่มจะตั้งรับการจู่โจมแบบสายฟ้าแลบแทบไม่ไหวเลยทีเดียว ขนมผิงยิ้มให้กับความแสบของลูกหมูทั้งสอง

คุ่นบทกุหลาบซ่อนหนาม.jpg

 

               

                ระหว่างทางขนมผิงได้แวะซื้อของสดก่อนจะมาถึงคอนโด ตาคู่สวยปรายตามองเด็กๆที่แบ่งกันช่วยถือของเบาๆเดินนำเขาเข้าไปในตัวตึก ริมฝีปากเล็กๆยิ้มโชว์เหงือกสีสดให้กับคนที่เดินผ่านไปมาอย่างอารมณ์ดี แต่ทว่าระหว่างที่กำลังเดินผ่านล็อบบี้ชั้นล่างขนมผิงก็ต้องชะงักเมื่อถูกเรียกเอาไว้

                “ผิง!! พี่ว่าจะโทรหาอยู่พอดีเลยล่ะ”

                เสียงเรียกทำให้ขนมผิงตกใจแล้วหันไปมอง เป็นใครไม่ได้นอกจากคุณวุฒิ

                “พี่วุฒิ!!

                “พอดีพี่ผ่านมาก็เลยว่าจะมาทักทายน่ะ”คุณวุฒิตอบ ภายใต้แว่นสายตาดวงตาคู่นั้นกำลังเป็นประกายด้วยความดีใจ

                แต่สำหรับขนมผิงแล้วมันกลับตรงกันข้ามเลยในเมื่อคุณวุฒิมาหาเขาที่นี่โดยไม่ได้บอกกล่าว และตอนนี้เด็กๆก็กำลังจ้องมองคุณวุฒิด้วยความสงสัย

                คุณวุฒิเองก็ไม่แพ้กัน จ้องมองเด็กๆพร้อมกับมองมาที่เขา

                “ใครเหยอฮับปะป๊า”สลิ่มเดินมากระตุกชายเสื้อของขนมผิงเบาๆ

                “สะสวัสดีคุณลุงสิครับ”ขนมผิงตั้งสติก่อนจะบอกกับเด็กๆออกไป

                “สวัสดีฮับ/สวัสดีฮับ”สองแฝดยกมือไหว้ก้มตัวเก้าสิบองศาให้คุณวุฒิได้รับไหว้ด้วยท่าทีงงงวย

                “ลูกใครเหรอผิง”

                เขาควรจะตอบคุณวุฒิไปว่ายังไงดี เวลานี้ใจของขนมผิงนึกอยากจะโกหกอีกฝ่ายเพื่อที่จะยืดระยัเวลาความสัมพันธ์ให้นานขึ้น เขากลัวว่าคุณวุฒิจะเปลี่ยนไปหากรู้ว่าเขามีลูกแล้วและเป็นคนอุ้มท้องเด็กๆ

                “ลูกผิงเอง”แต่สิ่งที่ตอบออกไปนั้นคือความจริง

                “อะไรกัน ผิงกำลังอำพี่อยู่ใช่ไหม ผิงจะมีลูกโตขนาดนี้ได้ยังไงพี่ไม่เห็นจะรู้เรื่องอะไรเลย นี่มันเป็นมุกตลกที่ไม่ขำเลยนะ”

                ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่สีหน้าจริงจังของขนมผิงนั้นทำให้คุณหมอยิ้มเจื่อนออกมา

                “ลูกผิงจริงๆ คนนี้ปลากริม คนนี้สลิ่มครับ”ขนมผิงแนะนำด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ

                เขาบอกเรื่องที่เขาพยายามจะปกปิดออกไปแล้ว ภายใต้นัยน์ตาที่แสดงออกถึงความนิ่งเฉยนั้นกำลังรอลุ้นผลที่กำลังจะตามมา และใบหน้าของคุณวุฒิก็ซีดเผือดลงแทบจะทันที

                “ได้ยังไงกันแล้วแม่ของเด็กล่ะ”

                “เอาเป็นว่าเราไปคุยกันข้างบนดีกว่านะครับ”ขนมผิงบอกก่อนจะแตะแขนของคุณวุฒิเบาๆเพื่อเป็นการบอกให้อีกฝ่ายคืนสติหลังจากที่ดูเหมือนจะตกใจในสิ่งที่เขาบอก

                แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือการที่เขาได้เห็นใครบางคนกำลังถือกล้องถ่ายรูปหันมาทางเขากับคุณวุฒิ และนั่นขนมผิงรู้ได้ทันทีว่าคนคนถูกส่งมาโดยใคร

 

                ขนมผิงพาเด็กๆเข้าไปในห้องนอนก่อนจะเล่าทุกอย่างให้กับคุณวุฒิฟัง ทุกอย่างที่เขาปั้นน้ำออกมาเป็นตัวเพียงเพื่อจะปกปิดความลับเอาไว้ เขาโกหกว่าแม่ของเด็กๆเสียไปตั้งแต่ตอนคลอด และสีหน้าของคุณวุฒิก็เริ่มจะดีขึ้นเมื่อเขาบอกไปแบบนั้น มือใหญ่คว้ามือทั้งสองของเขาไปกุมเอาไว้

                “ถ้าอย่างนั้นพี่ก็ยังมีโอกาสใช่ไหม”

                “โอกาสอะไรเหรอครับ”

                “ก็โอกาสที่จะมาหาผิงบ่อยๆไง”คุณวุฒิยิ้ม ก่อนที่จะเอื้อมมือมาลูบหัวของขนมผิงเบาๆ

                “ผิงไม่ใช่เด็กนะครับ ผิงเป็นพ่อคนแล้วอย่ามาลูบหัวจะได้ไหม”เบี่ยงหัวหลบฝ่ามือที่ทำให้ก้อนเนื้อในอกเต้นรัว

                เพราะท่าทีที่ผ่อนคลายของอีกฝ่าย ขนมผิงจึงเรียกเด็กๆให้ออกมาจากห้องนอนที่แยกเป็นห้องของเด็กๆโดยเฉพาะ ทั้งปลากริมกับสลิ่มต่างก็พากันเดินต้วมเตี้ยมจูงมือกันกล้าๆกลัวๆ ตาคู่กลมจ้องมองคนแปลกหน้าก่อนจะพากันปีนขึ้นไปบนโซฟาแล้วนั่งแหมะลงขนาบข้างกับขนมผิง

                “คุนยุงเป็นใครเหยอฮับปะป๊า”ปลากริมเงยหน้าถาม

                “คุณลุงคือคุณลุงวุฒิครับ คุณลุงวุฒิเป็นคุณหมอ ถ้าใครดื้อคุณลุงวุฒิจะจับฉีดยากลัวไหมครับ”

                “อื้อ/กลัวฮับ”สองแสบพยักหน้าหงึกๆทันที

                “ไม่เอาฉีดยาฮับ กิมกับน้องหลิ่มเป็นเด็กดี”

                “งั้นเด็กดีบอกคุณลุงวุฒิหน่อยสิครับว่าใครชื่ออะไรบ้าง”ขนมผิงว่าพลางดันร่างจ้ำม่ำไปข้างหน้าเพื่อให้คุณวุฒิได้เห็นชัดๆ

                “อันนี้กิมฮับ”

                “อันนี้หลิ่มฮับ”สองแสบแนะนำตัวก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ๆเมื่อคุณหมอยิ้มออกมาอย่างใจดี

                “เกือบจะแยกไม่ออกแล้วสิ”

                “อันนี้อะไรเหยอฮับคุนยุงหมอ”มือป้อมจิ้มไปที่แว่นตาของคุณวุฒิ

                “อันนี้เรียกว่าแว่นตาครับ”

                “แล้วใส่ทำไมเหยอฮับ”

                “ใส่ให้มองเห็นได้ชัดเจนครับ”

                “แล้วกิมกับน้องต้องใส่ไหมฮับ”

                “ถ้ากินผักเยอะๆก็จะไม่ต้องใส่นะครับ”

                “งั้นแสดงว่าคุณยุงหมอไม่กินผักใช่ไหมฮับ”เจ้าตัวแสบย้อนกลับมาให้คุณหมอเด็กที่คิดว่ารับมือกับเด็กๆได้ง่ายๆพลาดท่าเข้าให้

                ขนมผิงหัวเราะเสียงเบาให้คุณวุฒิได้ขมวดคิ้วอย่างอายๆ

                “หัวเราะอะไรครับ”

                “เปล่านี่ ผิงแค่หัวเราะที่คุณหมอเด็กเถียงแพ้เด็ก”

                “ได้ทีก็เอาใหญ่เลยนะ”

                “เอาเป็นว่าวันนี้ถ้าไม่รังเกียจก็อยู่กันข้าวเย็นด้วยกันนะครับ”

                ไม่เพียงแค่คุณวุฒิเท่านั้นที่มีท่าทีผ่อนคลาย แต่ขนมผิงเองก็เริ่มคลายความกังวลไปได้บ้างเมื่อเห็นรอยยิ้มของอีกฝ่ายและเห็นเด็กๆเข้ากับคุณวุฒิได้เป็นอย่างดี ขนมผิงจงใจที่จะยื้อเวลาชวนให้คุณวุฒิอยู่ต่อ ความต้องการจากส่วนลึกของเขามันบอกอย่างนั้น

                “ได้สิ พี่นึกว่าผิงจะไม่ชวนซะแล้ว วันนี้โชคดีจังเลยนะ ได้มาเจอผิงแล้วยังจะได้กินกับข้าวฝีมือผิงอีก”ว่าพลางหันไปรับของเล่นจากมือเด็กๆที่ส่งมาให้อย่างอารมณ์ดี คุณวุฒิเปลี่ยนหันไปมองเด็กๆแทนเพราะเลือกไม่ถูกว่าจะมองทางไหนดี

 

                เมื่อมื้อเย็นจบลง ขนมผิงก็พาเด็กๆมานั่งดูรายการเด็กหน้าทีวี

                “เดี๋ยวปะป๊าไปส่งคุณลุงหมอก่อนนะครับ ห้ามซนกันนะครับเด็กๆ”

                “แล้วคุนยุงหมอจะมาอีกไหมฮับปะป๊า”แฝดคนพี่เงยหน้าถาม

                “จะมาอีกไหมฮับ”คนน้องถามบ้างอย่างเสียดายเมื่อก่อนหน้านี้ได้เล่นกับคุณลุงหมอจนสนิทกันดี

                “อันนี้คงต้องถามปะป๊าปลากริมกับสลิ่มแล้วล่ะครับว่าจะให้ลุงหมอคนนี้มาหาอีกไหม”คุณวุฒิก้มตัวบอกพลางมองมาที่ขนมผิง

                “ให้มาอีกนะฮับ ให้ยุงหมอมาอีก”

                “นะฮับปะป๊า”

                “มาได้ทุกเมื่อครับ แต่ต้องโทรมาบอกกันก่อน ปกติพวกเราจะไปนอนที่บ้านกัน ผิงไม่อยากให้พี่วุฒิรอนาน”คำตอบของขนมผิงดูเหมือนว่าจะทำให้คุณวุฒิดีใจ ริมฝีปากได้รูปยิ้มออกมากว้างเลยทีเดียว

                “ถ้าอย่างนั้นคราวหน้าลุงหมอจะซื้อขนมมาฝากนะครับ”

                “เย้ๆๆๆ”

                “จริงๆนะฮับ”

                “จริงสิครับ”พยักหน้าตอบเด็กๆที่ลุกขึ้นกระโดดดีใจ

                “งั้นรอปะป๊าในห้องแล้วอย่าซนนะครับเข้าใจไหม”

                “เข้าใจฮ๊าบบบบ”

                “เข้าใจฮับป๋ม”

 

                “ผิงเก่งมากเลยนะที่เลี้ยงเด็กๆได้ดีขนาดนี้”

                “ก็ลูกผิงนี่ ถ้าไม่เลี้ยงลูกให้ดีแล้วจะให้เลี้ยงใครล่ะครับ”บอกก่อนจะเปิดประตูห้องเมื่อเห็นว่าเด็กๆนั่งดูการ์ตูนกันเรียบร้อยดี

                “นั่นสินะ คงจะเหนื่อยแย่ ขนาดพี่เองแค่ไม่กี่ชั่วโมงยังรู้สึกเหนื่อยเลย”

                “เหนื่อยแต่ก็มีความสุขครับ”บอกออกไปก่อนจะชะงักเมื่อมือใหญ่ของคุณวุฒิแตะลงมาที่หน้าผากของเขาเบาๆเพื่อเช็ดเหงื่อออกให้

                “ถ้าพี่ช่วยได้พี่ก็อยากจะช่วยไม่ให้ผิงเหนื่อยอยู่คนเดียวแบบนี้คุณวุฒิพูดแฝงความนัยน์

                “มืดแล้วถ้าไม่รีบกลับเดี่ยวรถจะติดเอานะครับ

                แต่ขนมผิงก็เลือกที่จะเบี่ยงเบนประเด็นด้วยการเบือนหน้าหนีไปทางอื่น

                “ไม่เป็นไร แค่รถติดพี่ไม่กลัวหรอก กลัวว่าจะไม่ได้เจอผิงมากกว่า

                “ต้องเจอสิครับ ก็ไม่ได้หนีไปไหนนี่

                “ใครบอกไม่หนี สองครั้งเชียวนะที่หนีพี่ไปจนพี่นึกว่าจะไม่ได้เจอผิงอีกแล้วน่ะคุณวุฒิบอกเสียงเบาก่อนจะขยับตัวเข้ามาใกล้

                หัวใจของขนมผิงสั่นวูบเมื่อจ้องมองเข้าไปยังนัยน์ตาผ่านกรอบแว่น อ่อนโยนและตัดพ้อ นัยน์ตาของคุณวุฒิแสดงออกมาแบบนั้น

                 “ต่อไปนี้ผิงจะไม่หนีไปไหนอีกแล้วครับ พี่วุฒิไม่ต้องกลัว

                เพราะตอนนี้เขามั่นใจว่าเขามีกำลังมากพอที่จะไม่ต้องหนี มากพอที่จะต่อสู้เพื่อตัวเองและครอบครัว

                 “สัญญานะครับเสียงทุ้มหูบอกเบาก่อนจะเอื้อมมือแตะลงบนผิวแก้มของเขาอย่างเบามือ

                “ครับ ผิงสัญญา”

 

คุ่นบทกุหลาบซ่อนหนาม.jpg               

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น