ArcadePlayer

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 40 : บาป

คำค้น : CITIZEN citizen Arcadeplayer โลกล่มสลาย วิทยาศาสตร์

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 8

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ส.ค. 2562 22:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
40 : บาป
แบบอักษร

       ดูเหมือนว่าแมร์จะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ที่ตัวเองเป็นน่ะสินะ ถึงได้แสดงสีหน้างุนงงแบบนี้

           “เมื่อ 2 สัปดาหก่อนเธอถูกพลังลึกลับบางอย่างที่มาจากตัวของหลิน มันทำให้กระดูกในร่างกายและเครื่องในของเธอแหลกไปทั้งร่าง พวกเราพยายามรักษาเธอเป็นเวลากว่า 2 สัปดาห์จนเธอได้สติขึ้นมานี่แหละ”

           ผมพยายามอธิบายเหตุการณ์ทุกอย่างให้แมร์ฟัง ดูเหมือนเธอจะนึกอะไรออกแล้วด้วย

           “จริงด้วย ตอนนั้นฉันรู้สึกเหมือนมีอะไรมากดทับร่างฉันจนฉันล้มไปนอนกับพื้นแล้วสลบไปนี่นา”

           แมร์นั่งคิดอยู่สักพักก่อนที่หล่อนจะคลานเข่าไปหาหลินที่แอบอยู่ข้างหลังผม

           “หลินลูกแม่ ไม่เป็นอะไรใช่มั้ย?”

           “ไม่เป็นไรค่ะ...”

           เสียงของหลินดูสั่นเทา เธอจับขาผมแน่น สงสัยเธอยังไม่ยกโทษให้กับตัวเองสินะ

           “หลิน ไม่ต้องโทษตัวเองหรอกนะลูก ที่แม่เป็นแบบนี้เพราะแม่ไม่ระวังเอง เพราะฉะนั้นอย่าโทษตัวเองเลยนะลูก”

           ดูเหมือนทักษะความเป็นแม่ของแมร์นั้นเฉียบขาดสุดๆ เพียงแค่เธอมองหลินแค่พริบตาเดียวก็รู้ถึงความรู้สึกของหล่อนได้แล้ว ช่างเป็นทักษะที่สุดยอดอะไรเช่นนี้ ผมไม่มีทางทำแบบนั้นได้แน่

           “แต่มันเป็นเพราะหนู”

           “งั้นเอางี้มั้ย เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพราะความผิดของลูกคนเดียวเลย”

           “เฮ้ยๆ ใจเย็นก่อนนะแมร์”

           “เงียบไปเลยอาเธอร์”

           แมร์ตัดบทสนทนาของผมก่อนที่เธอจับอุ่มหลินแล้วเดินออกไปจากห้อง

           ทันทีที่เธอเดินออกจากห้อง พยาบาลชายทั้ง 2 ก็พยายามเข้าไปห้าม แต่ผมสั่งห้ามพวกเขาไว้แล้วเดินตามแมร์ไป ผมละอยากรู้จริงๆว่าเธอคิดจะทำอะไรต่อไป

           ผมเดินตามเธอไปเรื่อย จนกระทั้งถึงสถานรับเลี้ยงที่ถูกทำลายไป ตอนนี้มันได้กลายสภาพเป็นกำแพงพร้อมกับไม้ที่ปักดินไว้เรียงรายอย่างเป็นระเบียบ นั้นคือจุดที่ชี้ถึงหลุมศพของเหล่าทหารที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ในทุกๆหลุมจะมีดอกไม้วางไว้เพื่อเคารพผู้ที่ล่วงลับไป ซึ่งแน่นอน ผมเองก็ทำเช่นนั้นเหมือนกัน

           แมร์วางหลินลงไปกับเธอ หลินที่ได้เห็นป้ายหลุมศพพวกนี้ถึงกับซ็อกและเบือนหน้าหนีทันที แมร์ที่เห็นแบบนั้นก็เข้าไปจับหัวของเธอให้จ้องมองไม้เหล่านั้น

           “หลิน จงดูนี่ชะ ไม้ที่ปักเหล่านี้ก็คือผู้เสียชีวิตจากการช่วยเหลือพวกเธอทุกคน พวกเขายอมตายเพื่อให้ได้ปกป้องพวกเธอ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เป็นเพราะคำสั่งของอาเธอร์ด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่พวกเขาทำล้วนเป็นเจตนาของพวกเขาเอง ซึ่งพวกเขาก็ทำสำเร็จ แต่ผลของความสำเร็จนั้นมีอยู่ 1 คนที่กำลังโทษตัวเองถึงความผิดในครั้งนี้ นั้นก็คือลูก หลิน ลูกลองคิดดูสิว่าเขาจะรู้สึกอย่างไรถ้าได้เห็นความสำเร็จของพวกเขากลับโทษตัวเองอยู่แบบนี้”

           “…….”

           หลินไม่พูดไม่จาอะไร เอาแต่ยื่นก้มเงียบนิ่งอยู่อย่างนั้น แต่ถ้าเพ่งมองดูดีๆผมกลีบเห็นของเหลวใสร่วงหล่นจากใบหน้าของเธอด้วย

           “ทำไมถึงไม่พูดอะไรสักหน่อยละ? เงียบแบบนี้แล้วคิดว่าพวกเขาจะรู้เจตนาของลูกรึไง”

           “หนูขอโทษค่ะ”

           “อะไรนะ!? ไม่ได้ยินเลย”

           “หนูขอโทษค่ะ!!”

           “ขอโทษเรื่องอะไร?!”

           “ขอโทษที่ทำให้พวกพี่ๆต้องมาผิดหัวงกับฉัน”

           “แล้วลูกคิดเหรอว่าคำพูดแค่นี้ พวกเขาจะยกโทษให้”

           “แล้วให้หนูทำยังไงกันละคะ ให้หนูฆ่าตัวตายอย่างงั้นเหรอ?”

           “เปล่าเลย เพียงแค่ลูกใช้ชีวิตเผื่อส่วนของพวกเขาด้วยก็พอ”

           “แม่รู้ได้ไง แม่ไม่ใช่คนตายสักหน่อย”

           “จริงอยู่ที่แม่ยังไม่ตาย แต่ถ้าเหตุการณ์นั้นทำให้แม่ตาย แม่ก็ไม่เสียใจ เพราะแค่เห็นพวกลูกๆปลอดภัยแม่ก็ภูมิใจแล้วละ”

           แมร์ก้มลงไปนั่งคุกเข่าพร้อมกับเอามือแตะไหล่ของหลินทั้ง 2 ข้าง

           “เพราะงั้นได้โปรด ช่วยใช้ชีวิตในส่วนที่เหลือของคนที่ตายไปด้วยจะได้มั้ย?”

           “ได้ค่ะ”

           “ดีมากลูกแม่…..ดีมาก”

           แมร์โผเข้ากอดหลินอย่างนุ่มนวล ทำเอาหลินที่น้ำตาคลอเบ้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเล่นเอาชะร้องไห้ลั่นชะจนผมตกใจไปหมด ที่ตกใจไม่ใช่อะไรหรอก แต่เพราะที่นี่มันอยู่ใกล้ชายแดนกับทหารพวกนั้น ถ้าพวกนั้นได้ยินเสียงนี้เข้ามีหวังได้มีเรื่องแน่ๆ ผมเองก็ไม่รู้หรอกว่าจะมีเรื่องเพราะอะไร แต่ผมคิดว่ามันต้องเกิดเรื่องขึ้นแน่ๆ แต่ช่างมันเถอะ คราวนี้ผมจะยอมให้สาวๆทั้ง 2 คนก็แล้วกัน หวังว่าทุกอย่างหลังจากนี้อะไรๆจะดีขึ้นนะ

.........................

           กาลเวลาได้แปรเปลี่ยน จากเวลาเป็นวันกลายเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์กลายเป้นเดือน ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา จะบอกว่าทุกอย่างก็ไม่ได้ด้วยสิ เพราะความขัดแย้งระหว่างพวกเราชาวโลกากับพวกทหารจากเมืองด้านบนนั้นยังคงอยู่เช่นเดิม ฟังดูอาจจะดูแย่ เพราะถ้าให้พูดกันจริงๆ พวกเราเสียเปรียบในเรื่องอาหาร แต่พวกมัยเสียเปรียบในเรื่องแร่ธาตุที่จะถูกใช้ในการสร้างนวัตกรรมต่างๆ ถ้าในมุมมองของพวกเขา พวกเขาก็แค่อดทนรอต่อไป เพราะยังไงชะพวกเราก็จะยอมแพ้เพราะความอดอยากอยู่ดี

           แต่เปล่าเลย มันไม่ใช่แบบนั้นเลย เพราะพวกเราได้ทำการปลูกพีชใช้กินกันอย่างสบายใจบวกกับต้นมะพร้าวที่ถูกดัดแปลงทางพันธุกรรมเพื่อให้ลำต้นเตี้ย ยากต่อการมองเห็น แถมยังให้ผลผลิตทดแทนน้ำในปริมาณสูง พูดสั้นๆก็คือเราไม่มีปัญหาเรื่องเสบียงเลยแม้แต่น้อย ส่วนพวกทหารพวกนั้น ดูจากการที่พวกเขายังอดทนรอกันได้ก็แสดงว่าพวกเขาก็ไม่ได้เสียเปรียบอะไรเลยเช่นกัน

           ‘ตอนนี้พวกเราไม่ใช่ชนชั้นแรงงานหรือนักโทษที่ถูกหักคะแนนCITIZEN อีกต่อไปแล้ว พวกเราคือประชาชนแห่งเมืองโลกา พวกเราคือมนุษย์ และพวกเรามีสิทธิ์’

           นั้นคือประโยคที่ผมพูดในวันสถาปนาเมืองเมื่อไม่กี่วันก่อน ตอนนี้เรียกได้ว่าเมืองแห่งนี้นจัดว่าอุดมสมบูรณ์สุดๆ ทั้งน้ำ อาหาร ความปลอดภัย และเทคโนโลยี จากคุณภาพชีวิตของนักโทษสู่ความเป็นมนุษย์อย่างเต็มรูปแบบ

           ก๊อกๆๆ

           “เข้ามาได้”

           ประตูถูกเปิดออกทันทีที่ผมสั่งออกไป คนที่เข้ามานั้นก็คือแมร์ที่ตอนนี้ได้กลายเป็นรองนายกรัฐมนตรีของเมืองแห่งนี้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เธอมาในสภาพที่ในมือนั้นเต็มไปด้วยเอกสารต่างๆมากมายที่ผมเห็นแล้วก็หน่ายกับมันเต็มทีเหลือเกิน

           “อะไรกันละเนี่ย!!”

           “นี่คือเอกสารการใช้ทรัพยากรและรายงานความคืบหน้าต่างๆค่ะ รบกวนท่านนายกรัฐมนตรีช่วยตรวจสอบในเรื่องนี้ด้วยค่ะ”

           “ไม่เอาได้มั้ย? ผมก็แก่เต็มทีแล้ว จะให้มานั่งอ่านเอกสารงกๆอยู่แบบนี้ มีหวังเฉาตายกันพอดี”

           “ไม่ได้หรอกค่ะ แล้วอีกอย่างนะคะ นี่ไม่ใช่แค่ท่านคนเดียวสักหน่อยที่ตรวจสอบเอกสารพวกนี้ อีก 3 คนที่เหลือก็ต้องตรวจสอบเอกสารพวกนี้ไม่ต่างจากพวกเรานักหรอกค่ะ”

           “ก็ได้ก็ได้~”

           ผมนำเอกสารขึ้นมาตรวจสอบตามที่แมร์บอก แต่เธอที่เป็นคนบอกเองว่าตัวเองก็มีงานอยู่เหมือนกันกลับยืนนิ่งไม่ยอมกลับไปทำงานของตัวเอง

           “มีอะไรจะรายงานอีกมั้ย?”

           ผมพยายามพูดโดยใช้เสียงให้เบาที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะดูจากท่าทางของเธอแล้วก็คงไม่พ้นเรื่องของคนทรยศจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นแน่นอน

           “มีค่ะ ตอนนี้ดิฉันรู้แล้วค่ะว่าคนๆนั้นคือใคร”

           “แน่ใจใช่มั้ย?”

           แมร์พยักหน้าตอบ

           “แล้ว...สรุปว่าไงบ้าง”

           “สิ่งที่นายบอกนั้นเป็นความจริงหมดทุกอย่างเลยค่ะ”

           “งั้นเหรอ?”

           พูดจบผมก็เริ่มก้มหน้าก้มตาตรวจเอกสารต่อ

           “แล้วจะเอายังไงต่อดีคะ?”

           “ไม่ต้องทำอะไร แค่จับตาดูพวกนั้นก็พอแล้ว”

           “แบบนี้มันจะไม่อันตรายไปหน่อยเหรอคะ? กับการปล่อยให้คนทรยศลอยนวลอยู่แบบนี้”

           “ไม่เป็นไรหรอก เพราะเท่าที่ผมสังเกตุดูเหมือนว่าพวกนั้นจะรับรู้ถึงผมลัพธ์ที่ตามมานั้นแล้ว พวกนั้นคงไม่กล้าที่จะทำอีกเป็นครั้งที่ 2 หรอก ในตอนนี้สิ่งที่เราทำนั้นก็แค่คอยจับตาดูพวกนั้นว่าพวกนั้นคิดจะทำอะไรต่อไป แล้วหาวิธีรับมือดีกว่า”

           “เลี้ยงงูไว้ใกล้ตัวสินะ”

           “ตามนั้น”

           เพราะถ้าเกิดผมขับไล่พวกเขาไป นอกจากเราจะสูญเสียกำลังคนสำคัญไปแล้ว ด้วยคนระดับนั้นอาจจะทำให้ผู้คนที่เคารพนับถือพวกนั้นเกิดความคิดที่จะตามรอยขึ้นมาอีกก็ได้ สู้ให้พวกนั้นได้ใช้ชีวิตอยู่ในนี้แล้วคอยจับตาดูไว้น่าจะดีกว่า

           “แล้วมีอะไรอีกมั้ย?”

           “อ่อ มีค่ะ ในช่วง 4 โมงเย็น ฉันอยากให้นายเข้าไปดูหลินสักหน่อยน่ะ จะได้มั้ย?”

           “ได้สิ แต่ผมไม่ได้พกนาฬิกานะ เพราะงั้นเธอช่วยเข้ามาแจ้งเตือนผมด้วยก็แล้วกัน”

           “ได้ค่ะ”

           แมร์ก้มหัวเคารพผมไป 1 ทีก่อนที่จะเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ผมตรวจเอกสารกองโตอยู่เงียบๆคนเดียว

.....................

           หลังจากที่ผมจัดการงานทั้งหมดจนเสร็จ แมร์ก็ได้เข้ามาแจ้งเตือนผมถึงเวลาที่จะต้องไปหาหลินตามที่เธอบอกไว้ก่อนหน้านี้

           ในตอนนี้หลินถือเป็นบุคคลพิเศษเนื่องจากพลังพิเศษของเธอที่ตอนนี้เธอไม่สามารถควบคุมมันได้ ผมกับแมร์เลยตัดสินใจส่งเธอไปยังห้องใต้ดินที่ลึกที่สุกของตึกแห่งนี้ เพื่อง่ายต่อการเข้าถึงและตรวจสอบความเป็นอยู่ของเธอ และเพื่อไม่ให้เธออยู่คนเดียวจนประสาทกิน ผมกับแมร์เลยตั้งใจที่จะมาหาเธอให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

           ภายในห้องของหลินนั้นเต็มไปด้วยเบาะลมนุ่มๆอยู่เต็มห้อง โดยการออกแบบนี้เป็นฝีมือผมเอง เพราะพลังของเธอนั้นคือเพิ่มแรงดึงดูด ถ้าเกิดหลินควบคุมพลังของตัวเองไม่ได้จนเธอต้องล้มลงไป อย่างน้อยเจ้าเบาะลมช่วยรับแรงกระแทกนั้นได้สักนิดสักหน่อย

           ทันทีที่ผมกับแมร์มาถึงที่ห้องก็พบว่าหลินนั้นกำลังอ่านหนังสือโดยมีเหล่าหนังสือและเอกสารที่ผมและแมร์ต่างพยายามหากับอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่ว่าจะเป็นบันทึกของผู้คนในเมืองแห่งนี้ หรือแม้แต่จดหมายที่น้องๆของเธอส่งมา และนั้นน่าจะเป็นสิ่งบันเทิงเพียงไม่กี่อย่างของเธอนั้นแหละนะ

           “สวัสดีค่ะ พ่อ แม่”

           “สวัสดีจ่ะหลิน เป็นยังไงบ้าง?”

           แมร์รีบโผเข้ากอดหลินอย่างรวดเร็ว ทั้งๆที่ระยะทางจากที่ๆเธออยู่นั้นห่างจากหลินอยู่พอสมควร นับว่าตอนนี้แมร์ได้ควบคุมพละกำลังได้เป็นอย่างดี ถ้าจะให้พูดว่าทำไมถึงควบคุมได้เร็วละก็ ก็คงจะเป็นเพราะต้องการที่จะกอดเหล่าเด็กๆนั้นแหละ

           “หนูสบายดีค่ะ”

           “จริงนะ ไม่ได้ยินเสียงอะไรใช่มั้ย?”

           “ค่ะ”

           หลังจากเหตุการณ์ที่แมร์กับหลินทำความเข้าใจกันนั้น หลินก็ได้อธิบายถึงช่วงเวลาที่เธอใช่พลัง ในตอนนั้นเธอได้ยินเสียงตัวเองดังขึ้นบอกประมาณจะให้ความช่วยเหลืออะไรประมาณนั้น จากนั้นเธอก็ไม่ได้สติ ผมกับแมรจึงสรุปไปว่าถ้าเกิดเธอได้ยินเสียงนั้นอีกครั้ง นั้นก็คือเธอเริ่มใช้พลังของเธออีกครั้งนั้นเอง แต่นี่ก็เป็นเพียงทฤษฏีเท่านั้น เพราะตั้งแต่เหตุการณ์คราวนั้น หลินก็ไม่เคยใช้พลังให้พวกผมได้เห็นอีกเลย ที่จริงผมควรที่ปล่อยเธอได้แล้ว แต่ตัวหลินเองกลับเป็นคนอาสาที่จะอยู่ที่นี่ เพราะเธอยังคงไม่แน่ใจว่าพลังของเธอจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไร ผมที่ทำอะไรไม่ได้ก็เลยจำใจที่จะต้องขังเธอไว้ในห้องนี้ต่อไปเท่านั้น

           “พ่อคะ?”

           “หืม?”

           “ด้านบนเป็นยังไงบ้างเหรอคะ?”

           “พ่อก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะหลังจากที่พ่อเจอหน้าหลินครั้งล่าสุด แม่เธอก็ไม่งานพ่อทำชนิดที่พ่อยังไม่ได้ออกจากห้องเลย”

           “ก็มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้นี่ เพราะตอนนี้พวกเราได้สถาปนาคุกแห่งนี้ให้กลายเป็นเมืองไปแล้ว มันก็ต้องมีปัญหาที่ต้องจัดการอีกมากมายอยู่แล้วนี่นา”

           “อย่างน้อยก็ให้คนแก่ๆอย่างฉันได้พักสายตามองดูโลกข้างนอกบ้างสิ ผมจะได้มีเรื่องมาเล่าให้หล่อนฟัง”

           “เรื่องโลกภายนอกน่ะให้ฉันเป็นคนจัดการเองดีกว่า ส่วนนายก็ทำงานในฐานะนายกฯต่อไปก็แล้วกัน”

           “อ้าว นี่กะจะให้ผมทำงานอยู่คนเดียวเลยรึไงกันหา!! ไม่สงสารคนแก่บ้างเลยเหรอ?”

           “ฉันก็แก่ไม่ต่างจากแกหรอกน่า”

           “แต่ของเธอยังดีที่ยังมีพละกำลังราวกับคนหนุ่มสาว....ไม่สิ อาจจะมากกว่าคนหนุ่มสาวอีกต่างหาก”

           “เรื่องนั้นมันไม่เกี่ยวกันชักหน่อย”

           “ฮิฮิฮิ”

           ในระหว่างที่ผมกำลังเถียงกับแมร์อยู่นั้น จู่ๆหลินก็เกิดหัวเราะแทรกขึ้นมา ผมหันไปมองหน้าเธอที่กำลังเอามือปิดปากเพื่อกลุ้นขำ แต่มันก็ไม่รอดอยู่ดีดูได้จากน้ำตาที่คลอออกจากดวงตาของเธอเอง

           “ขำอะไรน่ะหลิน นี่ไม่ใช่เรื่องน่าขำนะ”

           “อาเธอร์ อย่าพูดกับลูกแบบนั้นสิ”

           “ก็มันจริงนี่นา”

           “พ่อคะ แม่คะ พอเถอะค่ะ หนูจะไม่ไหวแล้ว”

           “หมายความว่าไง”

           “หมายความว่าไง”

           “หนูขอโทษที่หนูเผลอหัวเราะออกมา ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะตั้งแต่หนูจำความได้ หนูแทบไม่ได้เห็นพ่อและแม่ทะเลาะแบบนี้มาก่อนเลย บางทีหนูก็คิดนะว่าพ่อกับแม่มีเรื่องอะไรรึเปล่า แต่ดูจากท่าทีและความสนิทสนมกันแบบนี้หนูก็หายห่วงแล้วละค่ะ”

           นั้นสินะ จะว่าไปผมกับแมร์ก็ไม่เคบที่จะทะเลาะต่อหน้าเด็ก เพราะแมร์เป็นคนขอเอาไว้ว่าอย่าทำอะไรแบบนั้นต่อหน้าเด็ก เพราะมันจะเป็นการทำให้เด็กจำแล้วนำไปใช้ได้ ผมกับแมร์ก็เลยไม่ทะเลาะเวลาอยู่ต่อหน้าเด็กเลย

           “จะว่าไปแล้วมันก็แปลกดีนะแมร์”

           “แปลกอะไร”

           “ตั้งแต่ที่พวกเราอยู่ที่นี่กันมา ผมรู้สึกว่าผมเหมือนได้กลับไปใช้ชีวิตเมื่อ 15 ปีก่อนเลย ในสมัยที่ผมกับเธออยู่ด้วยกันเพื่อเอาชีวิตรอดกัน 2 คนไง”

           “นั้นสิ ตอนนั้นพวกเราแทบจะทะเลาะกันตลอดเวลา แต่พอถึงเวลาจวนตัวนายก็ใช้สมองในการวางแผน ส่วนฉันก้ใช้กำลังจัดการตามแผนที่นายบอก”

           “นั้นสิ ทำไมทุกสิ่งทุกอย่างถึงได้เปลี่ยนไปไหวขนาดนี้กันนะ”

           “ไม่หรอกๆ มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงเร็วขนาดนั้น เพียงแค่นายน่ะตามความเร็วของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ทันเฉยๆต่างหาก”

           “พ่อคะ แม่คะ?”

           “ว่าไงจ๊ะ”

           “หืม?”

           “หนูอยากฟังเรื่องของพ่อแม่ในสมัยก่อนน่ะค่ะ”

           “ได้สิหลิน แต่มันก็เป็นแค่เรื่องธรรมดาระหว่างหนุ่มปอดแหกกับสาวบ้าพลังเท่านั้นเองนะ”

           “เดี๋ยวเถอะ!!”

           “ไม่เป็นไรค่ะหนูอยากฟัง”

           พอได้มาเห็นสีหน้าแบบนี้ของหลินแล้ว ถ้าผมขัดใจไม่เล่าละก็คงใจร้ายน่าดู แต่ถึงยังไงต่อให้ไม่เล่า แมร์ก็จะเล่าให้ฟังอยู่ดีนั้นแหละ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น