บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ความหมายของครอบครัว

ชื่อตอน : ความหมายของครอบครัว

คำค้น : พญานาค

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 185

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ส.ค. 2562 16:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ความหมายของครอบครัว
แบบอักษร

ความหมายของครอบครัว 

งานแต่งงานที่ผ่านมาอย่างฉุกระหุกและต้องลุ้นในทุกขั้นตอน เงินที่ได้จากการฉีกซองในคืนนั้นทั้งพอดีกับค่าโรงแรมเป๊ะปังมาก ไม่เกินแม้แต่บาทเดียว เป็นงานแต่งที่เรียกว่าเท่าทุนจริง ๆ ส่วนเงินค่าสินสอดที่ฉันกู้มาและส่วนที่แม่ฉันสมทบให้นั้น สรุปว่าคนที่ทำให้งานเลี้ยงนี้มีเกียรติ  คนที่เลี้ยงดูส่งเสียฉันเรียนอย่างดี อบรมกิริยามารยาทจนเข้าสังคมชั้นสูงได้นั้นควรได้รับไป ร้อนถึงแม่ฉันที่มักไม่ค่อยเข้ามายุ่งกับครอบครัวของพ่อ ต้องโทรศัพท์มาเฉ่งพ่อเป็นชั่วโมงเพื่อเรียกสติและ built ความกล้าหาญให้ทวงส่วนของลูกมาจากแม่เลี้ยง ส่วนของแม่ ๆ ถือว่าทดแทนบุญคุณที่แม่เลี้ยงอบรมฉันมาอย่างดีอย่างที่เขาประกาศ ฉันจึงมีเงินไปคืนเพื่อน แต่แค่เงินต้นนะ ดอกเบี้ยอีก 1 เดือน ต้องรอเงินเดือนออกจึงจะขอจ่าย 

       ฉันหลุดจากกฏระเบียบ   กรอบของผู้ดี ออกมาสูดอากาศของความเป็นอิสระ สัมผัสเสรีภาพอีกครั้ง ฉันไม่ต้องส่งเงินให้ที่บ้านพ่อแล้วเพราะแม่ยกเงินสินสอดในส่วนที่แม่ทบมาให้ไปทั้งหมด เพียงพอที่เขาจะไม่กล้ามาทวงบุญคุณอะไรกับฉันอีก แต่ฉันต้องช่วยเหลือเงินที่บ้านพ่อแม่แฟนฉันแทนเดือนละ 5,000 บาท ตอนนั้นก็คิดว่ายังดีวะลดลงไป 2,000 บาท และตอนนั้นเงินเดือนก็เกือบ 20,000 แล้วด้วย ลืมคิดเรื่องค่าเดินทางจากมีนบุรีมาสีลม เมื่อได้อยู่ด้วยกันฉันท์สามีภรรยาแบบถูกกฎหมาย เราก็พากันเที่ยวดึก ๆ ดื่น ๆ ทุกเสาร์ - อาทิตย์ Party every Saturday แฟนฉันทำงานธนาคาร เครดิตการ์ดเพียบ รูดกันไม่อั้น ส่วนฉันแม่กับน้องไม่ให้ทำอีกเลย เงินไม่พอขอให้บอก แม่จะส่งให้แต่อย่าไปเป็นหนี้ใคร ซึ่งฉันก็เชื่อฟังแม่แค่ครึ่งเดียว ฉันไม่ไปกู้ยืมเงินใคร แต่ใช้บัตรเครดิตของแฟนฉันแทบจะเต็มวงเงินทุกใบ ระยะแรกก็หมุนกันทัน เงินเดือน 2 คนรวมกันก็น่าจะเลี้ยงตัวเองและดูแลความสุขความสนุกของเรา 2 คนได้ เมื่อความหวานและความเห่อเริ่มหมด ฉันก็ต้องออกจากทุ่งลาเวนเดอร์มาเจอดินแดนมอดไหม้ ฉันมักจะซื้อเบียร์อย่างดีและอาหารดีๆ สำหรับต้อนรับสามีของฉันทุกวันศุกร์ แต่ในบางศุกร์กว่าสามีฉันจะเดินทางจากชลบุรีมาถึงมีนบุรี พี่สาวและสามีเขาก็จะมาเยี่ยมพ่อแม่ และถึงบ้านก่อนแฟนฉันจะมาถึง ทันทีที่เปิดตู้เย็น สองคนผัวเมียก็จะหยิบเบียร์จากตู้เย็นมากินกับบรรดากับแกล้มและอาหารที่ฉันเตรียมไว้อย่างเพลิดเพลิน ฉันได้รู้จักตัวเองในอีกมุมหนึ่งว่าฉันใจแคบ ฉันไม่พอใจที่พวกเขามากินของที่ฉันเตรียมไว้พิเศษสำหรับสามีของฉันเท่านั้น ฉันไม่ได้คิดเผื่อว่าจะมีคนอื่น ๆ มากิน ฉันเริ่มบ่นกับสามีฉัน และเราเริ่มมองเห็นเงาของปัญหาที่เริ่มต้นเข้ามา เราสองคนแก้ปัญหานี้ด้วยการนัดเจอกันข้างนอก กินกันให้เต็มที่แล้วค่อยเข้าบ้าน ไม่ต้องตุนเสบียงพิเศษเอาไว้รอ 

     ปัญหาที่สองเริ่มตามมา ด้วยความที่ฉันใช้ของใช้ดี ๆ มาตลอด ทั้งสบู่ ยาสระผม ครีมล้างหน้า ผงซักฟอก ทุกอย่างแม้กระทั่งของใช้ในครัวและข้าวสาร ฉันก็ซื้อมาในส่วนของฉันกับสามีแต่ซื้อมาทีละเยอะ ๆ เพื่อใช้ให้พอไปทั้งเดือน ส่วนพวกของใช้ในครัวก็ถือว่าเป็นส่วนกลาง เช้าวันหยุดวันหนึ่งฉันลงบันไดมาเพื่อจะเข้าไปช่วยแม่สามีทำกับข้าว ก็ได้ยินเสียงแม่สามีของฉันกำลังเม้าท์มอยกับลูกสาวซึ่งเป็นพี่ของสามีฉันว่า  

“ดัดจริตต้องใช้ของแพง ๆ ไม่รู้ว่าน้องแกเงินเดือนต้องหมดไปกับของพวกนี้เท่าไร จะพออยู่พอกินตอนไปทำงานหรือเปล่า เอาใจเมียเหลือเกิน ขืนได้เมียอย่างนี้เงินเดือนไม่เหลือให้พ่อให้แม่ให้ญาติพึ่งพาได้หรอก ข้าวสารก็ต้องหอมมะลิ กูน่ะไม่ชอบเลย สงสัยต้องแยกครัว” 

ฉันเดินกลับขึ้นไปบนห้อง และเล่าให้สามีฉันฟัง เขาก็บอกว่าอย่าถือสาเลย  ฉันทนไปเพื่อไม่ให้สามีลำบากใจ แต่พอได้ยินบ่อย ๆ เข้าก็ชักจะไม่ไหว ก็เลยเดินเข้าไปร่วมวงสนทนาด้วยฉันลากเก้าอี้หัวโต๊ะกินข้าวซึ่งตอนนี้กำลังใช้เป็นที่เตรียมทำกับข้าวกัน ทั้งสองฝ่ายนั่งกันคนละฝั่ง ฉันจึงต้องนั่งที่เก้าอี้หัวโต๊ะเสมือนประธานในการประชุม  

"พี่กับแม่คงรู้อะไรไม่หมด เอ๊า!! ฟังกันนะคะ นกจะได้บอกให้รู้พร้อม ๆ กัน ของที่ซื้อทั้งหมดนี้เป็นเงินของนกล้วน ๆ  พี่ปุ๊ไม่ได้ช่วยค่าใช้จ่ายอะไรเลย แม้แต่เงินสักบาทพี่ปุ๊ก็ไม่ต้องให้นก เราใช้เงินกันคนละกระเป๋าและเงินเดือนพี่เขาเองก็ไม่พอเลี้ยงตัวเองถึงสิ้นเดือนด้วยซ้ำ หมดห่วงกันได้นะคะ" ดราม่าระหว่างแม่ผัวและลูกสะใภ้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว 

กล่าวปิดการประชุมเสร็จฉันก็ลุกขึ้นทันที เดินไปที่บันไดเพื่อกลับไปนั่งหอบในห้อง ใจสั่น หูอื้อ อยู่คนเดียวพักใหญ่ ๆ ฉันเข้าใจว่าทั้งแม่ผัวพี่ผัว คงเอาฉันไปด่าให้สามีฉันฟัง เพราะเขาดูอึดอัดและลำบากใจ ฉันจึงชวนเขาออกไปซื้อบ้านใหม่แยกครอบครัวออกไปอยู่ด้วยกัน ฉันคิดเอาว่าสามีฉันทำงานธนาคารน่าจะเป็นเรื่องง่ายที่จะทำเรื่องกู้ซื้อบ้าน   

ฉันคิดว่าแม่ผัวและพี่ผัวฉันคงเล่าเรื่องทั้งหมดให้สามีฉันฟัง เพราะเขาดูอึดอัดลำบากใจ ไม่สนุกสนานเฮฮาเหมือนเดิน ฉันจึงเสนอทางออกกับเขาในวันหนึ่งว่า 

"พี่ปุ๊ เราทำเรื่องซื้อบ้านกันอีกหลังได้มั้ย เอาชื่อนกเป็นผู้กู้ ถ้าเราซื้อชานเมืองในกรุงเทพฯ แล้วทำเรื่องกู้กับธนาคารสาขาพี่ได้มั้ยคะ เงินที่นกต้องให้ทางบ้านพี่ก็เอาไปผ่อนบ้าน เราน่าจะรับผิดชอบสร้างครอบครัวของเรากันไหว นกได้ยินว่าแม่เตรียมจะให้พี่เจี๊ยบกับสามีเขาย้ายมาอยู่ด้วย เพราะพี่เขารายได้ไม่พอใช้กัน บ้านหลังนี้มันจะคับแคบไปนะคะพี่สำหรับหลายครอบครัวมาอยู่รวมกันน่ะค่ะ" 

พี่ปุ๊เงียบไม่ได้พูดอะไร กระดกกระป๋องเบียร์ที่ค้างในมือแล้วมองเหม่อไปนอกหน้าต่าง ไม่รู้ทำไมฉันเริ่มรู้สึกสังหรณ์ในใจว่า “ครอบครัว” ของเราสองคนน่าจะนับจำนวนสมาชิกไม่เหมือนกัน ครอบครัวของเขาประกอบด้วยพ่อ แม่ พี่สาวคนโตกับสามี    พี่สาวคนกลางกับสามีและลูก อีก 3 คน ซึ่งเขารักหลาน 3 คนนี้มาก ฉันเองก็หลงรักเด็กอ้วนทั้ง 3 คนเช่นกัน มักจะซื้อของเล่น เสื้อผ้า บรรดาของใช้ของเล่นของเด็กจากซอยละลายทรัพย์ฝากอยู่เสมอ แต่คำว่า "ครอบครัว" สำหรับฉันคือฉันกับเขาเท่านั้น นี่คงเป็นใจคอที่คับแคบข้อที่สองของฉันในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น 

     และในวันหยุดช่วงปิดเทอมวันหนึ่ง ฉันกับสามีพาหลานทั้ง 3 คนไปเที่ยวทะเล ก็ตามมาตรฐานของคนฟุ้งเฟ้ออย่างฉันล่ะนะที่ต้องนอนโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไป เด็ก ๆ ตื่นเต้นและสนุกสนานมาก ฉันหวังจะเพิ่มความหวานในชีวิตคู่กับสามีจึงจองห้องไว้ 2 ห้องแบบ connect ถึงกัน เพื่อให้หลานทั้ง 3 นอนอีกห้องหนึ่ง สรุปคืนอันแสนหวานและหวังจะโรแมนติกของฉันก็พังทลายลง เมื่อเด็กทั้งสามคนลากที่นอนของโรงแรมมานอนรวมกับอาของเขา ความเบียดเสียดและความสนิทของอากับหลานที่เขาเล่นด้วยกันมาตลอดเจี้ยวจ้าวมาก จนฉันต้องขอไปนอนห้องของหลาน ๆ แทน โดยต้องลากที่นอนอันหนึ่งกลับไปด้วยตัวเอง สามีฉันก็ดูจะยินดีและรู้สึกว่าฉันมีน้ำใจ น่ารัก บ้าเอ้ยย!!! คิดเข้าไปได้ 

      ฉันทนกล้ำ ๆ กลืน ๆ ใช้ชีวิตคู่ในบ้านของฝั่งสามีไป ซึ่งก็ไม่น่าจะกล้ำกลืนเฉพาะฉันหรอก คิดว่าน่าจะทุกคนล่ะ เรามีระยะเวลาเป็นแฟนกันเพียงแค่ 1 ปี ระยะเวลาที่ทำความรู้จักหรือสนิทสนมกับฝั่งสามีไม่มากนัก พวกเขารับรู้แต่ว่าฉันเป็นลูกสาวนายอำเภอ ทำงานในบริษัทใหญ่ เงินเดือนสูง เวลาไปหาทีก็จะมีของฝากดี ๆ แพง ๆ ไปฝากญาติพี่น้อง พ่อแม่ฝั่งเขาอยู่เสมอ รวมทั้งเวลาที่โบนัสออกฉันก็จะแบ่งให้พ่อและแม่ของสามีด้วย ซึ่งฉันก็จะได้รับการสรรเสริญเยินยอและคำอำนวยพรมากมายที่สัมผัสได้ว่าไม่จริงใจนัก แต่สิ่งที่ฉันรู้สึกแย่มากในเวลานั้นก็คือ ฉันไม่เคยให้พ่อ แม่ หรือแม่เลี้ยงฉันเลย เริ่มจะใจแคบเพิ่มเป็นสามข้อแล้วนะ 

      ปัญหาข้อต่อไปของกลุ่มแม่ผัวและลูกสะใภ้คือ การต้องทำงานบ้านทั้งหลาย ฉันเติบโตมาแบบไม่เคยต้องทำงานบ้าน เพราะที่บ้านมีคนทำให้อยู่แล้ว เรามีแม่บ้านคอยดูแล มีคนสวนที่ต้องทำสารพัดอย่างในบ้าน และข้อดีของแม่เลี้ยงฉันก็คือเก่งเรื่องงานบ้านงานเรือนรวมทั้งฝีมือทำกับข้าว ไม่ใช่ว่าบ้านไหนมีคนรับใช้แล้วบ้านนั้นจะดูดีน่าอยู่ได้นะ คนที่เป็นนายจ้างต้องใช้คนเป็น ดูแลเป็น หลายคนที่มาบ้านฉันมักพูดกันเสมอว่าผ้าขี้ริ้วบ้านฉันสะอาดกว่าผ้าเช็ดตัวของพวกเขาอีก เพราะแม่เลี้ยงฉันใส่ใจความสะอาด ผ้าขี้ริ้วทุกผืนในบ้านต้องซักทุกเย็น วันรุ่งขึ้นเปลี่ยนเซ็ทใหม่ วนไป  

การที่กินข้าวทุกมื้อพร้อมกันมันช่วยให้แม่บ้านได้ทำความสะอาดพร้อมกันทีเดียว ไม่ต้องมาจุกจิกทำหลายรอบ แต่ที่นี่...ที่บ้านแม่ผัวของฉัน ฉันไม่ใช่คุณหนูอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นประโยคลอย ๆ ของการพูดคุยในวงสนทนาที่ตั้งใจมาถึงฉันจึงมีประเด็นเพิ่มเติมอีกว่า 

“งานบ้านงานเรือนไม่เป็นเลย เห็นทำได้แค่เอาผ้าลงถังซักแล้วก็เอาไปตาก ยังจ้างคนรีดให้เปลืองอีกด้วยนะเธ้อออ”  

แม่ผัวฉันทำเสียงสูง เพื่อให้ได้อารมณ์ในวงสนทนา ฉันจึงต้องไปนั่งเก้าอี้ตำแหน่งประธานของโต๊ะนั้นเป็นครั้งที่สอง และชี้แจงเหตุผลในการประชุมครั้งนี้ว่า 

"เสื้อผ้าของนกกับพี่ปุ๊เป็นผ้าราคาแพง นกจึงอยากดูแลการซักเอง แต่รีดผ้าเนี่ยนกทำไม่ไหวจริง ๆ กว่าจะกลับเข้าบ้านก็ 3 ทุ่มแล้ว ตีห้านกก็ต้องออกจากบ้านไปทำงาน วันหยุดนกก็อยากพักผ่อนให้หายเหนื่อยบ้าง มีใครแถวนี้ที่พอมีฝีมือไว้ใจรับจ้างบ้างมั้ยคะ หรือพี่เจี๊ยบจะรับไปทำให้นกทั้งหมด นกก็ยินดีนะคะ จะจ่ายเพิ่มเป็นพิเศษให้ด้วย เพราะได้ยินว่าพี่เจี๊ยบเก่งงานบ้านงานเรือน รวมซักรีดนี่ด้วยใช่มั้ยคะ"  

ไม่มีการตอบรับ ฉันจึงลุกออกมาอย่างเงียบ ๆ แต่มันกลับยิ่งตอกย้ำข้อเสียของฉันเข้าไปใหญ่เลย เพราะเขาคงคาดหวังสะใภ้ที่แต่งเข้ามาแล้วรับใช้พวกเขาด้วยมั้ง สะใภ้ที่ไม่ได้ดังใจในการทำงานบ้านคนนี้ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทุกอย่างในบ้านเลยนะ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าของใช้ในบ้าน ค่าใช้จ่ายของพ่อกับแม่เดือนละ 5,000 บาท ในยามปกติ ซึ่งช่วงหลัง ๆ มักไม่ปกติที่จะมาขอนอกรอบครั้งละ 1,000 หรือ 2,000 บ่อย ๆ และยังมีบรรดาพี่สาวทั้ง 2 คน ที่ขอยืมไปใช้เดือนละ 3-4 พันบาท แต่เวลาคืนทยอยใช้คืนจนเป็นเบี้ยหัวแตก ครั้งไหนที่บอกว่าไม่มีก็จะปั้นปึงเข้าใส่ จนฉันเริ่มคิดถึงแม่ พ่อ แม้กระทั่งแม่เลี้ยงด้วย คิดถึงบ้านที่มีกฎระเบียบมากมาย คิดถึงการถูกบังคับให้ต้องเข้าห้องนอนตอนไหน ตื่นนอนตอนไหน กินข้าวตอนไหน กลับบ้านเวลาไหน มากขึ้นเรื่อยๆ.....ฉันเริ่มคิดได้ว่าตัวเองไม่ใช่แค่โง่อีกแล้วล่ะ แต่ออกไปในแนวอกตัญญูด้วยนะเนี่ย 

     แล้ววันแห่งการสิ้นสุดความฝันในทุ่งลาเวนเดอร์สดใสที่ฉันหลอกตัวเองก็เป็นอันถึงจุดเผาทุ่งราบคาบไปเลย เมื่อฉันได้ยินแม่สามีคุยกับลูกสาวคนกลางทางโทรศัพท์เรื่องค่าเรียนพิเศษช่วงปิดเทอมของหลานทั้ง 3 คน  หลานสาวคนโตทางโรงเรียนจัดไปทัศนศึกษาที่สิงค์โปร์ช่วงปิดเทอมจะขอให้ฉันช่วยค่าใช้จ่าย คนที่สองจะเข้ามาเรียนพิเศษในกรุงเทพฯ ค่าเรียนคงไม่เท่าไรไม่น่าจะเกินหมื่นเดี๋ยวขออามันได้   ส่วนคนเล็กจะให้มาเรียนพิเศษและเรียนดนตรีด้วยเพื่อพัฒนาทักษะเด็กและใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เดี๋ยวอามันก็ขอเมียมันเองนั่นล่ะ  ฉันฟิวส์ขาดทันที คว้าโทรศัพท์จากมือแม่ผัวและพูดอย่าวเกรี้ยวกราดแบบคุมอารมณ์ไม่ได้อีกแล้วว่า 

"นกจะไม่ช่วยอะไรทั้งนั้น ไม่ช่วยแม้แต่บาทเดียว รวมทั้งจะไม่มีการให้เงินใด ๆ กับใครอีก นอกจากค่าใช้จ่ายประจำเดือนเท่านั้น และใครที่ยืมเงินจากนกไป ขอให้คืนนกมาทั้งหมดภายในสิ้นเดือนนี้ให้ครบทุกบาททุกสตางค์" 

แล้วก็วางโทรศัพท์โครม ขึ้นบันไดกลับไปที่ห้อง นั่งหอบเครียดจนเล็บจิกมือตัวเอง ใจสั่น ตัวสั่น ปากสั่น นาทีนั้นสงสารพ่อแม่พี่น้องของตัวเองจับใจ ฉันไม่เคยช่วยเหลือครอบครัวของตัวเองเลย ตั้งแต่แต่งงานมาไม่เคยแม้แต่ส่งเงินให้ทางบ้าน โบนัสออกทีก็เฉลิมฉลองอยู่แต่กลับครอบครัวของสามี 

      แม่สามีของฉันคงโทรไปบอกลูกชายเขา เพราะคืนนั้นสามีฉันกลับมาบ้านทั้งที่ไม่ใช่วันหยุด ฉันได้ยินเขาพูดกับแม่ของเขาว่า  

"นกมันเป็นคนเอาแต่ใจตัวเองเพราะถูกเลี้ยงดูมาแบบนั้น หากใครจะเอาอะไรจากนก มาบอกปุ๊ก่อน เดี๋ยวปุ๊พูดให้เอง ปุ๊มีวิธีของปุ๊ และพวกแม่พวกพี่ก็ระวังคำพูดในบ้านกันหน่อย เรื่องค่าเรียนพิเศษเดี๋ยวปุ๊จัดการให้เอง" 

ฉันรู้สึกถึงความไม่จริงใจของสามีฉันที่มีต่อฉัน เริ่มรู้สึกแย่กระทั่งว่าทุกคนมีแผนการณ์ที่จะเอาเงินจากฉันโดยผ่านการพูด การเอาใจของลูกชายเขาที่ทำดีต่อฉัน เขาพูดคุยกับแม่เขาเสร็จก็ขึ้นมาหาฉันในห้อง ปลอบให้ฉันใจเย็นลง และพูดอย่างอ่อนโยนว่า 

"พี่ลืมบอกหนู เห็นหนูยุ่ง ๆ กับงาน กะว่าใกล้ ๆ ปิดเทอมค่อยบอกก็ทัน หนูพอมีเงินช่วยพี่มันไปก่อนมั้ยล่ะ แม่จะได้ไม่ต้องกลุ้ม เดี๋ยวพอกลุ้มก็มาลงกับพี่อีก หนูก็รู้ว่าแม่รักไอ้สามคนนั้นจะตาย" 

ฉันถามเขาด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียด 

"ทำไมนกต้องช่วยทุกคน ทำไมไม่มีใครคิดจะคืนเงินนกกลับมาบ้าง ถ้าคืนมานกยังจะคิดอยากช่วยบ้างก็ได้ นี่จะสูบเลือดสูบเนื้อนกกันมากไปมั้ย นกไม่เคยช่วยเหลืออะไรที่บ้านนกเลยสักบาท ตั้งแต่มาอยู่บ้านพี่นกไม่เคยส่งเงินกลับบ้านเลย นอกจากไปกินข้าวกับพ่อกับแม่เท่านั้น โบนัสออกนกแทบเหลือติดตัวไม่เท่าไร ญาติพี่น้องพี่รุมมาหานกกันหมด รวมทั้งพี่ด้วย พี่เคยคิดบ้างมั้ยว่านกรู้สึกยังไง พี่เคยคิดจะซื้ออะไรไปฝาก ไปเยี่ยม พ่อแม่นกบ้างมั้ย นกถามพี่จริง ๆ เถอะว่าเราสองคนคือครอบครัวเดียวกันหรือเปล่า"  

  เขาบอกว่าใช่แต่รวมถึงพ่อแม่พี่น้องหลานของเขาด้วยนะ ฉันถามว่าทำไมถึงไม่นับพ่อแม่ พี่น้องทางฝั่งฉันบ้าง  เขาบอกว่าเพราะฉันแต่งงานเข้ามาอยู่ในบ้านของเขา 

      คืนนั้นฉันกับเขาทะเลาะกันอย่างหนัก ฉันร้องไห้แล้วโทรเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้แม่ฉันฟัง เขาโมโหและด่าว่าฉันที่ใช้คำพูดไม่ดีกับแม่และพี่สาวของเขา ให้ฉันไปขอโทษทุกคน ฉันยืนยันที่จะไม่ขอโทษ เขาใช้คำพูดที่หยาบคายกับฉันและทำท่าเงื้อมมือจะตบฉัน ฉันตกใจเพราะตลอดเวลาที่คบกันจนถึงก่อนวันนี้ เขาเป็นคนที่เฮฮา ไม่คิดเล็กคิดน้อย คอยดูแลเอาใจใส่ อ่อนโยนกับฉันมาก ยอมฉัน ตามใจฉัน   แต่วันนี้ ตอนนี้ เขาเป็นอีกคนที่ฉันไม่เคยรู้จัก สายตาแข็งกระด้างท่าทางที่เขากำลังจะลงมือทำร้ายฉัน ทำให้ฉันพูดท้าทายเขา แต่ตลอดเวลาที่ถกเถียงกันอย่างถึงพริกถึงขิงนั้นฉันไม่ได้วางสายโทรศัพท์มือถือในมือ แม่ของฉันจึงได้ยินทั้งหมด  แม่ขอคุยกับสามีฉัน และขอให้เขาขับรถไปส่งฉันที่บ้าน ฉันได้ยินเสียงเรียบๆ ผ่านโทรศัพท์มาว่า  

“เธอรู้ใช่มั้ย ว่าแม่มีคนของแม่เยอะ หากเธอทำอะไรลูกแม่แม้แต่ปลายเล็บ แม่จะจัดการเรื่องนี้เองทั้งหมด และมันจะไม่จบง่ายๆ อย่างที่เธอคิดกันไว้นะ ตอนนี้เอาลูกของแม่มาส่งแม่ที่บ้าน เดี๋ยวนี้” 

     ฉันมึนงง ร้องไห้ คิดอะไรไม่ออก นั่งรถไปกับเขาคืนนั้น ตลอดทางแม่คอยโทรมาถามเขาว่าถึงไหนแล้ว เราถึงบ้านแม่กันเกือบห้าทุ่ม พอเข้าบ้าน ฉันนึกว่ามีงานเลี้ยงอะไรซะอีก เพราะของกินเต็มโต๊ะ และเป็นของที่ฉันชอบทั้งนั้น มีเบียร์ยี่ห้อที่เขาชอบแช่เย็นเป็นเกร็ดน้ำแข็งรออยู่ด้วย 

     เช้าฉันตื่นมาเห็นเขาคุยกับแม่ฉันอยู่แล้ว แม่ถามฉันว่าจะเอายังไงต่อ ฉันตอบไปว่าฉันจะไม่กลับไปบ้านหลังนั้นอีกแล้ว ส่วนสามีฉันเขาก็บอกว่าเขาทิ้งครอบครัวเขาไม่ได้ เขาไม่เคยทอดทิ้งกัน สรุปว่าเขาไม่ออกมาสร้างครอบครัวกับฉันแน่ และฉันก็ไม่กลับเข้าบ้านของเขาอีกแน่ แม่บอกให้เขากลับไปก่อนแม่จะคุยกับฉันเอง วันนั้นเป็นวันที่ฉันรู้ว่าความรักของแม่ยิ่งใหญ่แค่ไหน แม่จะซื้อบ้านที่ติดกับบ้านเขาให้แล้วก่อสร้างเชื่อมต่อให้เป็นหลังเดียวกัน จะได้ไม่ต้องถึงขั้นแยกขาดจากกัน แต่ตอนนั้นฉันเองก็ตัดสินใจแล้วเช่นกันว่า "ครอบครัว" ของฉันกับเขาความหมายคงไม่เหมือนกันอีกต่อไปแล้ว 

     แม่ให้ฉันหยุดงานอีกวันเพื่อให้ใจสงบแล้วค่อยคิดค่อยตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป ฉันตัดสินใจว่าจะกลับไปทำงานและจะขนของกลับบ้านพ่อ แต่กลายเป็นว่าแม่เลี้ยงของฉันเกรี้ยวกราดและบอกว่าเป็นเรื่องอัปยศมากที่แต่งงานออกไปหม้อข้าวไม่ทันดำก็เลิกกันแล้ว ที่สำคัญและเจ็บปวดที่สุดก็คือแม่ของสามีฉันโทรมาคุยกับพ่อฉันว่าขอคืนลูกสาว เพราะเขาคงให้อยู่กับครอบครัวเขาไม่ได้ พ่อฉันรู้สึกถูกหมิ่นเกียรติยศของเขามาก ด่าฉันว่าเลือกคนชั่ว ๆ พ่อแม่ห้ามอะไรไม่ฟัง พ่อต้องให้คนต่ำ ๆ มาต่อว่า ฉันช๊อคมาก ช๊อคถึงขั้นไม่รับรู้อะไรเลย ฉันเป็นสินค้าที่ถูกส่งคืนได้ด้วยเหรอ จำได้แต่เพียงโทรบอกแม่และแม่สั่งว่าให้ออกมาจากบ้านพ่อเดี๋ยวนี้ ไปเรียกแท็กซี่ปากซอย เหมารถกลับมาบ้านเลย ฉันนั่งร้องไห้ในแท็กซี่มาจนถึงบ้าน โดยที่เอาโทรศัพท์มือถือให้แท็กซี่ไว้คุยกับแม่เพื่อถามเรื่องเส้นทาง และมารู้ทีหลังว่าแม่โทรมาด่าพ่อแบบไม่ต้องมาเผาผีกัน ที่ในยามนี้ปล่อยให้ลูกเคว้งคว้างเผชิญทุกข์ตามลำพังแบบไม่มีที่ไป พ่อทำร้ายแม่มาคนหนึ่งแล้วยังจะทำร้ายลูกได้อีก ในเมื่อคนอย่างพ่อไม่สามารถปกป้องคุ้มครองลูกได้ ต่อไปนี้แม่จะเป็นคนดูแลฉันเอง  

     เป็นอันจบชีวิตสาวออฟฟิสใจกลางกรุง วันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันที่ 3 ที่ฉันหยุดงาน ฉันแจ้งลาออกพร้อมบอกเหตุผลกับผู้บังคับบัญชาและขอโทษที่ไม่ได้รับสายในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ผู้บังคับบัญชาฉันก็แสนดี บอกว่าไม่ต้องกังวล ให้ใช้สิทธิ์ลาพักร้อนไปเลย เรื่องงานเขาจัดการให้เอง แต่ฉันรู้ดีว่าฉันไม่สามารถกลับไปทำงานได้ ฉันไม่สามารถยอมรับการเป็นคนล้มเหลวให้คนอื่น ๆ ในที่ทำงานซุบซิบนินทา ฉันยอมรับสถานะหม้ายไม่ได้ และจิตใจของฉันตอนนี้มันโหวงเหวงมาก  แม้แต่ตัวเองฉันยังไม่รู้จะทำอย่างไรต่อเลย ไม่รู้ว่าแขนขามีไว้ใช้ทำอะไร ฉันมีหน้าที่แค่หายใจเท่านั้น ตอนนั้นถ้าไม่มีแม่ชีวิตฉันจะเป็นอย่างไรนะ อาจเป็นคนบ้าที่เราเห็นตามท้องถนน เดินเหม่อลอยพูดจาพึมพัมกับตัวเอง แม่โทรเรียกแฟนเก่าฉันสมัยที่เรียนมหาวิทยาลัยให้มาช่วยดูแล เขาพาไปเที่ยวทะเล น้ำตก และทุกที่ที่เขารู้ว่าฉันชอบ แต่ก็ไม่สามารถแก้อาการเหม่อลอยของฉันได้ ในยุคนั้นโรคซึมเศร้ายังไม่เป็นที่รู้จัก อาการทางจิตยังเป็นเรื่องที่คนไม่ค่อยรู้ โดยเฉพาะชนบทอย่างบ้านแม่ของฉัน และจิตแพทย์คืออะไรอยู่ตรงไหน ทำหน้าที่อะไร ที่บ้านฉันยิ่งไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ ฉันไปเที่ยวในที่ต่าง ๆ หลายแห่ง จนท้ายที่สุดก็กลับมาบ้านด้วยอาการเหม่อลอย แต่ไม่ร้องไห้ฟูมฟายเพราะในสมองฉันไม่มีเรื่องราวอะไรเหลือเลย ฉันไม่รับรู้อะไรอีกนอกจากสิ่งเดียวที่อยู่ในสมองตอนนั้นว่า สามีฉันเขาจะไม่กลับมาหาฉันอีกเลยหรือ ไม่มีแม้โทรศัพท์จากเขา เสื้อผ้า ของใช้ รูปงานแต่งงาน เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน ที่ฉันซื้อเป็นส่วนตัวของที่ระลึกต่าง ๆ ยังอยู่ที่บ้านของเขา เขาจะไม่เอามาคืนเลยเหรือไง เราจะจากกันแบบนี้เลยใช่มั้ย ไม่มีแม้คำจากลาอะไรกันบ้างเลยหรือ  

แม่จ้างคนมาคอยดูแลฉัน คอยบีบนวดให้ฉันผ่อนคลาย พาฉันเข้าวัด สวดมนต์ แม่บอกกับฉันว่าฉันต้องเสียใจทำไม หนูมีอะไรมากกว่าคนอื่นตั้งเยอะ มีทางเลือกที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกหลายทางเพียงแค่หนูบอกแม่ หนูมีความรู้มากกว่าแม่ที่จบแค่ ป.4 เคยเป็นแค่แม่ค้าขายปลาในตลาด หนูต้องเอาตัวรอดจากความเจ็บช้ำนี้ให้ได้ แม่ยังผ่านมาได้ในวันที่แม่มีลูก 2 คน ต้องรับผิดชอบ จนยืนอยู่ได้แบบไม่ต้องพึ่งพาและขอความเห็นใจจากพ่อ หนูมีปัญญามากกว่าแม่เรียกสติกลับคืนมาให้ได้ ถือว่าทำเพื่อแม่ หนูเจ็บ 50 แม่จะเจ็บ 100 หนูเจ็บ 100 แม่จะเจ็บ 200 ยิ่งหนูปล่อยให้ตัวเองเจ็บปวดมากแค่ไหน หัวใจแม่ก็ยิ่งเจ็บปวดมากขึ้นไปอีก  

“มีสตินะลูกนะ สติเท่านั้นที่จะพาชีวิตหนูผ่านทุกอย่างได้”  

ฉันกอดแม่ นึกถึงวันที่ฉันอ้อนขอแม่แต่งงานก่อนฤกษ์ที่หลวงตาให้ไว้และประโยคของแม่ที่พูดชัดเจนในวันนั้นว่า  

“ทำอะไรนึกถึงใจแม่ด้วย หากลูกเจ็บคนเป็นแม่จะเจ็บกว่า”  

ฉันยังบอกกับตัวเองด้วยรอยยิ้มและความมั่นใจว่า “ฉันเอาอยู่” ฉันร้องไห้อย่างหนักในอ้อมอกแม่ แล้วบอกกับแม่ว่า  

“หนูอยากหายจากอาการนี้ หนูอยากมีสติ หนูต้องเริ่มยังไง”  

     แม่พาฉันไปพบหลวงตาที่แม่เคารพ ท่านสอนให้ฉันสวดมนต์ ภาวนา เพื่อให้จิตไม่ส่อส่ายและฟุ้งไปในทางอื่น เดินจงกรมเพื่อกำหนดสติไปกับการก้าวเท้าในแต่ละก้าว ให้จิตอยู่กับตัว อยู่กับการเคลื่อนไหวของร่างกาย แม่ให้คนขับรถรับส่งฉันระหว่างบ้านกับวัดทุกวัน และเป็นเจ้าภาพเลี้ยงเพลพระและแม่ชีทั้งวัดทุกวันด้วย จนกระทั่งวันหนึ่งฉันบอกแม่ว่า  

“หนูขอบวชชีได้มั้ยคะแม่”  

ฉันเพิ่งเห็นน้ำตาแม่ไหลเป็นครั้งแรกตั้งแต่เป็นแม่ลูกกันมา  

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น