10969

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : EP.1 Heir of Archaph

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.5k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ส.ค. 2562 21:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EP.1 Heir of Archaph
แบบอักษร

 

EP.1 

Heir of Archaph 

 

 

 

เมื่อ 8 ปีก่อน

 

นานมาแล้วยังมีเมืองขนาดเล็กมีชื่อว่า เมืองอันห์วาหรือชน เผ่าอันห์ ผู้คนในเมืองนี้ล้วนมีร่างกายคล้ายคลึงมนุษย์ แต่ช่วงล่างกลับเป็นสัตว์ที่มีพละกำลังปราดเปลี่ยว และสง่างามน่าเกรงขามอย่าง อาชา

เผ่าอันห์ตั้งอยู่ไม่ไกลจากพื้นที่ราบลุ่ม ล้อมรอบด้วยภูเขาสูง มีแม่น้ำสายเล็กไหลผ่านเมือง ดูเงียบสงบไม่วุ่นวาย คนเมืองนี้ล้วนแต่เป็นเผ่าพันธุ์ที่อยู่ชนชั้นล่างสุดของบรรดาเผ่าอื่นๆ อันห์มีต้นกำเนิดไม่แน่ชัด เล่าขานกันว่า เป็นกลุ่มชนเผ่าที่ถูกขับไล่มาจากเผ่า เอเฮิร์น เผ่าที่อยู่ถัดไกลออกไปหลายสิบไมล์ เผ่าเอเฮิร์นเป็นอาชาชนชั้นรองมาจากเผ่า อาชรัฟ เผ่าพันธุ์ที่หายากและอยู่เหนือสุดของอาชาทั้งมวล

อาชรัฟ หรือดินแดนแห่งอาชา เป็นเผ่าที่เต็มไปด้วยเหล่าอาชาสูงศักดิ์ ร่ำรวย และมากด้วยสติปัญญาปราดเปรื่อง ใบหน้าเหล่าอาชานั้นงดงามราวเทวดา เทพธิดา แววตานุ่มลึกคบปลาบ ดูลึกลับชวนเสน่ห์หา อีกทั้งเผ่านี้ยังเป็นขุมทรัพย์พละกำลังและอาชาพลมากมาย ไม่มีเผ่าใดเทียบสู้หรือต่อกรกับเผ่านี้ได้

ต้นกำเนิดของเผ่าพันธุ์อาชาที่มีกายบนเป็นมนุษย์ ช่วงล่างเป็นอาชานั้น ตามตำนานเล่าว่า มีหญิงสาวได้หลงรักอาชาสัตว์เดรัจฉานตัวหนึ่ง และได้มีสัมพันธ์สวาทจนก่อเกิดสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า

‘เซนทรัว’ หรือมนุษย์ครึ่งคนครึ่งม้านั่นเอง

นอกจากเผ่าพันธุ์อาชาชนชั้นต่างๆ แล้วยังมีเผ่าพันธุ์อื่นๆ มากมายอาศัยอยู่ร่วมกัน อาทิเช่น มนุษย์ เอลฟ์ คนแคระ อ๊อค ภูตไม้ เผ่าเวหา และอื่นๆ หลายเผ่าพันธุ์

ในวันที่อากาศปลอดโปร่งแจ่มใส บริเวณแถวป่าทึบไม่ไกลจากเมืองอันห์ มีเด็กน้อยวัย 14 ปีอย่างเจวา กำลังออกล่ากระต่ายตัวน้อยมาเป็นอาหารมื้อเย็น ไม่ใช่ว่าอาหารการกินขัดสนแต่อย่างใด เด็กน้อยคนนี้กลับยอมออกไปล่าหาเนื้อสัตว์เผื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายแทนเท่านั้น

เพราะผู้คนที่อาศัยในเมืองอันห์นั้น ส่วนมากจะมีฐานะค่อนข้างยากจน แต่ด้วยพืชพันธุ์ที่อุดมสมบูรณ์และสัตว์ป่ามากมาย ทำให้ชาวบ้านใช้ชีวิตได้อย่างไม่ยากลำบากเท่าใดนัก ส่วนครอบครัวเจวาเป็นหนึ่งในนั้น

แววตาเรียวสีฟ้าสุกใสกำลังจดจ้องอยู่กับกระต่ายน้อยสีน้ำตาลตัวอ้วน มันกำลังกัดกินผักอันเป็นเหยื่อล่อที่ตนนั้นวางกับดักไว้ เส้นผมสีขาวราวไข่มุกของเด็กน้อยถูกรวบมัดไว้ด้านหลัง ทำให้เห็นโครงหน้าคมคายงดงาม ในมือเรียวถือมีดแหลมเตรียมตัดเชือกที่เชื่อมต่อกับดัก อันมีลักษณะคล้ายกรงทำด้วยไม้ที่อยู่เหนือเหยื่อตัวน้อยแสนโชคร้าย

ติดกับละ!

ฟึบ!

เจวาตัดสินใจเฉือนเชือกที่ผูกไว้ตรงต้นไม้ทันที และนั่นทำให้กรงไม้หล่นจับกระต่ายที่ไม่ทันระวังตัวเอาไว้ได้ กายเพรียวในร่างมนุษย์ก้าวเดินออกจากมุมซ่อน เปิดกรงแล้วล้วงดึงหูกระต่ายน้อยขณะมันส่งเสียงร้องไม่หยุด

“แกนี่เจ้าเนื้อจริงๆ” รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้างดงาม น้ำหนักของกระต่ายหนักพอสมควร บ่งบอกว่ามันตัวอ้วนเจ้าเนื้อมากแค่ไหน

เมื่อได้สิ่งที่ต้องการ เด็กน้อยก็เก็บมีดและกับดักของตัวเองพร้อมกับกระต่ายตัวอ้วน เปลี่ยนกายตัวเองให้อยู่ในอีกร่างครึ่งคนครึ่งอาชา ลำตัวอาชาของเด็กนั้นขาวเนียนไม่ต่างกับเส้นผมตัวเอง จากนั้นรีบมุ่งตรงเดินกลับบ้านอย่างรวดเร็ว

“ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้ว”

บ้านที่เจวาอาศัยอยู่นั้น ไม่ใหญ่ไม่เล็กเกินไป พอสำหรับสองแม่ลูก เจวาในวัย 14 ปีถือว่าโตแล้วที่จะดูแลหรือออกไปหาคู่ชีวิตตัวเอง แต่สำหรับเจวานั้น เขายังไม่คิดจะไปหาหญิงสาวคนไหนมาเกี่ยวพันธุ เพราะเขาต้องการอยู่กับแม่แค่สองคนเท่านั้น

“เจวา เจ้าเผยร่างจริงออกไปหรือไม่”

คำถามที่มักจะถูกถ่ายทอดออกมาจากปากผู้เป็นมารดา เจวาถึงกับทำปากขมุบขมิบล้อเลียน แต่ไม่นานปากก็หุบปากฉับเมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของอีกฝ่าย

“ข้าอยู่ในร่างครึ่งม้าเท่านั้นขอรับ”

เด็กน้อยจำใจตอบ เพราะเผ่าพันธุ์ของเขานั้น สามารถอยู่ในร่างมนุษย์ ร่างครึ่งอาชา หรือร่างอาชาเต็มตัว แล้วแต่อยากจะให้ตนเองนั้นอยู่ในร่างไหน

โทรเรียแม่ของเขานั้นกำชับว่าห้ามเขาอยู่ในร่างอาชาเต็มตัวเด็ดขาด เพราะจะเกิดอันตรายได้ เจวาไม่ได้ซักถามอะไรจากผู้เป็นมารดาว่าเพราะเหตุใด จากที่เขาสังเกตตัวเองนั้น ก็พอจะเข้าใจได้ว่า ตัวเองนั้นไม่เหมือนกับเผ่าอันห์คนอื่นๆ

เผ่าอันห์นอกจากจะเป็นเผ่าพันธุ์อาชาชนชั้นล่างสุดแล้ว กายในร่างอาชายังมีลักษณะไม่งดงามหรือทรงสง่าเหมือนสองเผ่าพันธุ์ที่เหลือ สีผิวจะด่างพร้อยไม่สวย เส้นขนหยาบแข็งกระด้าง รูปร่างไม่ปราดเปรียว บ้างก็แคระแก่น หรืออ้วนตันไม่สมส่วน แต่ข้อดีของเผ่าอันห์นั้นคือ แข็งแรงและถึกมาก

ดังนั้นส่วนมากเจวาจะอยู่ในร่างมนุษย์เสียเป็นส่วนใหญ่ เขาชื่นชอบในร่างมนุษย์ของตนเอง หลายคนบอกเขาว่ามีใบหน้างดงามและหล่อเหลามีเสน่ห์ พลอยทำให้หญิงสาวในเมืองทอดสายตาให้เขาอยู่บ่อยครั้ง

อีกอย่างมันทั้งคล่องแคล่วว่องไว สามารถใช้ร่างกายทุกส่วนได้เต็มที่ ทั้งยังสามารถอำพรางหลบซ่อนตัวได้ง่าย ไม่เหมือนในร่างอาชาเต็มตัว หรือร่างครึ่งตัว เวลาเดินหรือทำอะไรจะไม่ค่อยสะดวกนัก บั้นท้ายของเขามักจะไปชนคนนั้นคนนี้เสมอ แต่มันก็มีข้อดี เรื่องความเร็วในการวิ่ง ซึ่งร่างมนุษย์ไม่สามารถวิ่งได้เร็วเท่าร่างอาชาเต็มตัวหรือครึ่งตัว

คนในเผ่าอันห์ส่วนมากจะอยู่ในร่างมนุษย์เช่นเดียวกับเจวา แต่พวกเขาก็ต้องระมัดระวังตัวด้วยเช่นกัน เพราะเผ่าอื่นๆ เห็นความแข็งแรงและความอึดทนของเผ่าเขา จึงออกล่าและจับมาเป็นทาสใช้แรงงานส่งไปยังเมืองหรือเผ่าอื่นๆ ยิ่งอาชาตัวไหนมีลักษณะพิเศษต่างจากคนในเผ่า ยิ่งถูกจับตาและบีบบังคับให้ขายแลกเงิน หรือบางครั้งหญิงสาวชายหนุ่มในเผ่าอันห์ต้องออกไปแสวงหาโชคหรือคู่ครองในเผ่าเอเฮิร์นหรืออาชรัฟ เพื่อยกฐานะตัวเองให้หลุดพ้นจากตรงนี้

เจวาอยู่ในช่วงวัยกำลังเติบโต แต่ลักษณะร่างอาชานั้นกลับดูงดงามต่างจากอาชาตัวอื่นๆ ในเผ่า สีผิวขาวกระจ่างเนียนราวไข่มุก เส้นขนอ่อนนุ่มลื่นมือ รูปร่างเพรียวสูงสมส่วน ใบหน้าคมคายงดงาม ดวงตาสีฟ้าชวนหลงใหล เสมือนต้องมนต์ยามคนเผลอจ้องมอง เจวาเหมือนคนในเผ่าอาชรัฟไม่ผิดเพี้ยน เขาเคยถามผู้เป็นมารดาว่า แท้จริงแล้วตนนั้นเป็นอาชาเผ่าอาชรัฟหรือไม่ แต่คำตอบที่ได้มานั้นคือ เจ้าไม่ใช่

ข้ารู้ว่าท่านแม่โกหก

ความลับที่รู้กันเพียงสองคนคือ ท่านแม่ไม่ใช่คนในเผ่าอันห์ ท่านแม่เป็นคนของเผ่าภูตไม้ เผ่านี้ชายหญิงจะคล้ายคลึงกับมนุษย์ไม่มีผิด ใบหน้าคนในเผ่านี้งดงามหยดย้อย มีนิสัยเจ้าเล่ห์เพทุบาย และใช้สิ่งนี้เป็นอาวุธหลอกล่อมนุษย์และเผ่าอื่นๆ ให้ลุ่มหลงแล้วสังหาร

เผ่าภูตไม้สามารถควบคุมพืชพันธุ์ได้ทั้งต้นไม้ ดอกไม้ ได้อย่างดั่งใจนึก เผ่าภูตไม้จึงเป็นอันตรายต่อเผ่าอื่นๆ ในด้านกายาหารที่สามารถควบคุมทำให้มันผลิตผลงอกเงยหรือขาดแคลนตายได้

ตามจริงเผ่าภูตไม้รักสงบ ไม่ชอบสงคราม เหยื่อที่ถูกเผ่าภูตไม้หลอกล่อนั้น กลับเป็นคนที่ก้าวก่ายบุกรุก หวังเข้าไปหาเมล็ดพันธุ์หรือจับคนในเผ่าภูตไม้ไปขายหรือย่ำยีข่มเหง แล้วบีบบังคับให้ผลิตลูกเพื่อใช้เป็นอาวุธ เพราะเผ่าภูตไม้ไม่ว่าชายหญิงก็สามารถตั้งครรภ์ให้กำเนิดบุตรได้อย่างน่าอัศจรรย์ ดังนั้นเผ่าภูตไม้จึงประกาศเป็นปริปักษ์ศัตรูกับเผ่าอื่นอย่างเปิดเผย ถ้าเผ่าอื่นคิดรุกราน

ส่วนเรื่องท่านพ่อนั้น ท่านแม่ไม่เคยเอ่ยถึง เพียงแค่เล่าว่า ท่านพ่อมาจากเผ่าเอเฮิร์นเท่านั้น จากนั้นก็ทิ้งให้ท่านแม่ที่กำลังตั้งท้องอยู่หนีไป ไม่ใช่แค่เท่านั้น หลังจากถูกท่านพ่อทิ้ง ท่านแม่ยังถูกขับไล่ออกจากเผ่าตัวเองอีกด้วย จนเร่ร่อนมาปักหลักที่เผ่าอันห์และคลอดเขาที่นี่

สายตาโศกเศร้ายามท่านแม่เอ่ยถึงท่านพ่อนั้น ทั้งรัก ทั้งเกลียดชัง คิดว่าถูกท่านพ่อหลอกลวง ดังนั้นเจวาจึงไม่ได้ซักถามอะไรอีก เพราะไม่อยากให้ท่านแม่เสียใจ แต่บางครั้งเขาก็เห็นท่านแม่หยิบเสื้อตัวหนึ่งขึ้นมากอดบ่อยๆ ยามค่ำคืน เสื้อตัวนั้นมีตราสัญลักษณ์ของเผ่าอาชรัฟติดอยู่ เขาถึงรู้ว่า แท้จริงแล้วท่านพ่อของเขาเป็นอาชาของเผ่าอาชรัฟ ไม่ใช่เผ่าเอเฮิร์นแต่อย่างใด

ความพิเศษของเจวานั้น นอกจากผิวพรรณในร่างอาชาจะงดงามแล้ว ความสามารถก็ถูกถ่ายทอดมาจากมารดาเช่นกัน เขาสามารถคุมต้นไม้ ดอกไม้ ให้มันงอกเงยและผลิตผลออกมาได้อย่างไร้ขีดจำกัด เขาสามารถทำให้พืชสมุนไพรรักษาโรคหายากหรือบาดแผลฉกรรจ์ให้หายขาดได้ในพริบตาเดียว อีกทั้งยังสามารถแปรเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นเป็นอาวุธร้ายได้เช่นกัน

เขาทำให้ดอกไม้ พืชพันธุ์ต่างๆ อาบไปด้วยยาพิษ หรือทำให้รากไม้สังหารคนอื่นได้อย่างเลือดเย็น ไม่แปลกใจที่เผ่าอื่นๆ ต้องการล่าคนในเผ่าภูตไม้เพื่อเป็นอาวุธสังหาร แสวงหาอำนาจและใช้ตักตวงหาผลประโยชน์ไม่สิ้นสุด

“เช่นนั้นก็ดี เอาล่ะ ไปล้างมือมากินข้าว” ท่านแม่เอ่ยสั่ง

“ขอรับท่านแม่”

เจวาจึงจำใจวางกระต่ายตัวอ้วนไว้บนโต๊ะ หลังจากมันสิ้นใจตายเพราะถูกเขาเอารากฟอสให้กิน ฟอสคือพืชสมุนไพรที่มีฤทธ์เป็นยานอนหลับ เขากระตุ้นฤทธิ์ของรากฟอสทำให้มันเป็นพิษ กระต่ายโชคร้ายจึงหลับใหล ค่อยๆ ตายไปอย่างไม่รู้ตัวและไม่ทรมาน

“เจวา ช่วงนี้เจ้าอย่าใช้ร่างอาชาเป็นเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่” ท่านแม่เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง ใบหน้าพลันเคร่งเครียด

“ทำไมหรือขอรับ” เด็กน้อยเอ่ยถามอย่างสงสัย ขณะฉีกขนมปังหอมกรุ่นอบอวลไปด้วยสมุนไพรบำรุงกำลัง รสชาติมันหอมหวานราวกับกำลังกินน้ำผึ้ง ไม่จำเป็นต้องปรุงรสแต่อย่างใด

“สองสามวันมานี้ ในเมืองเล่าลือกันว่า เผ่าอาชรัฟกำลังต้องการกำลังคน อาสาสมัครชายหนุ่มในเมืองอันห์เพื่อเข้ากองกำลังทหาร”

คำพูดของท่านแม่ ทำให้เด็กน้อยนิ่งไปทันที รับรู้ถึงคำเตือนและอันตรายกำลังคืบคลานเข้ามา มันไม่ใช่มีเพียงอาสาสมัครหรือเข้าเป็นทหารเท่านั้น การมาของเผ่าอาชรัฟมักจะมาพร้อมกับเผ่าเอเฮิร์นเสมอ

เผ่าอาชรัฟจะอยู่เบื้องหน้า ส่วนเผ่าเอเฮิร์นจะอยู่เบื้องหลัง เพื่อสอดส่องหาอาชาที่พิเศษหรือต่างจากอาชาตัวอื่นในเผ่าอันห์ ตามคำสั่งของนายพลของเผ่าอาชรัฟที่ถ่ายทอดคำสั่ง จากนั้นบีบบังคับหรือใช้กำลังให้อาชาผู้นั้นจำนน ไม่ว่าชายหญิง หรือเด็กเล็กก็ไม่มีเว้น อาชรัฟเป็นเผ่าอาชาสูงส่งแต่เบื้องหน้า ลับหลังนั้นกลับเหี้ยมโหดเลือดเย็น

“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”

เจวาตอบรับเสียงเบา รู้สึกอาหารตรงหน้าอิ่มตื้อฉับพลัน เพราะการมาของทั้งสองเผ่า ไม่ใช่ว่าเป็นครั้งแรก แต่พวกเขาออกล่าแบบนี้มาหลายครั้ง เบื้องหน้าสวยงาม ล้วนจัดฉากหากำลังพลทหาร แต่แท้จริงแล้ว พวกเขากำลังหาเพชรในตมที่หล่นอยู่ต่างหาก

พวกเขารู้ว่าในเมืองอันห์วา มีเผ่าพันธุ์อื่นๆ มาอาศัยอยู่ และให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตที่มีสายเลือดต่างเผ่าไว้มากมาย ซึ่งต่างจากเผ่าอาชรัฟที่จะแต่งงานกับคนในเผ่าตัวเองเท่านั้น เพื่อคงสายเลือดบริสุทธิ์และพละกำลังแข็งแกร่งน่ากลัวเอาไว้ ส่วนเผ่าเอเฮิร์นก็ไม่ต่างจากเผ่าอาชรัฟเสียเท่าไหร่ แต่ก็มีไม่น้อยเลือกมีสัมพันธ์กับเผ่าอื่น

“ท่านแม่ไม่ต้องกังวล ข้าจะอยู่นิ่งๆ ไม่ไปหาเรื่องใส่ตัวอย่างแน่นอน” เจวาเงยหน้าตอบผู้เป็นท่านแม่ที่ยังคงกังวล แววตาสีฟ้าทอประกายสดใส แต่ในนั้นกลับลักลอบซ่อนเลศนัยเอาไว้ เจวารู้ว่าตัวเองยังเด็ก ไม่สามารถต่อกรกับพวกนั้นได้ ไม่ว่าจะพละกำลังหรือเวทศาสต์ของเผ่าอาชรัฟ แต่เขาก็รู้วิธีปกป้องตัวเองจากคนเหล่านั้นได้ ขอมีเพียงธรรมชาติรอบตัวเท่านั้น

“ความสง่างามที่เจ้าชื่นชอบนั้น ล้วนแต่เป็นภาพลวง”

ท่านแม่รู้ว่าเขาชื่นชมเผ่าอาชรัฟเป็นที่สุด จึงมักเอ่ยเตือนเขาอยู่บ่อยครั้ง เจวาชอบเผ่าอาชรัฟเพราะอาชาในเผ่านั้น ดูสูงส่งงดงาม น่าเกรงขาม รับรู้ได้ถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนทั้งด้านสรีระและพละกำลัง

เจวาเพียงแค่พบเห็นชั่วคราวก็หลงใหลชื่นชมความสูงส่งนั้น ราวกับมันสิ่งต้องห้ามไม่สามารถคว้าจับได้ นอกจากทำได้เพียงจ้องมองด้วยสายตาเท่านั้น เจวาสนใจเผ่านี้พิเศษอาจจะเกี่ยวข้องกับผู้เป็นบิดาของตัวเองด้วยเช่นกัน

“หึ”

เด็กน้อยหัวเราะในลำคอ ซ่อนสายตาซุกซนของตัวเองเอาไว้ไม่ให้ท่านแม่สังเกต จากนั้นก็อ้อนเอาใจเล่าเรื่องที่ตัวเองล่ากระต่ายเจือแจ้วไม่หยุด

 

สามวันต่อมา

 

คำพูดของท่านแม่เป็นจริง บัดนี้ในเมืองเต็มไปด้วยกองกำลังพลของอาชาสองเผ่าพันธุ์ ขณะตั้งฐานอยู่ในเมืองนี้ คาดว่าจะอยู่ยาวประมาณสี่ห้าวัน เป็นสัญญาณบ่งบอกคนในเมืองนี้ว่า พวกเขาต้องซ่อนสิ่งพิเศษเอาไว้ให้ดี

แต่ก็มีผู้คนไม่น้อยที่ทยอยไปดูลาดเลา และอาสาสมัครเข้าไปเพื่อยกระดับตัวเอง ไม่ต่างกับหญิงสาวที่อยู่ในร่างครึ่งอาชา เดินอวดโฉมความงามของตนเพื่อหวังว่าจะพิชิตใจเหล่าอาชาเผ่าอาชรัฟสักคนหนึ่ง

เด็กน้อยอย่างเจวาไม่พลาดโอกาสครั้งนี้ เขารีบมาชื่นชมความทรงสง่าของเหล่าอาชาเผ่าอาชรัฟ ถึงแม้จะรู้ถึงความเหี้ยมโหดอำมหิตของอีกฝ่าย แต่เจวาก็อดไม่ได้ที่จะมองดูหุ่นอาชาสีนิลที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อสวยและเส้นขนเงาวาว ประดับด้วยชุดรบทรงสง่า รอบตัวเต็มไปด้วยกลิ่นอายความแข็งแกร่งและแฝงไปด้วยจิตสังหารน่ากลัว

ดวงตาสีฟ้าราวกับท้องนภา เฝ้าจ้องมองอยู่ในมุมตรอกหนึ่งด้วยกายคงอยู่ในร่างมนุษย์ สายตาคู่สวยนี้ราวกับกำลังมองหาใครบางคนอยู่ในนั้น ยิ่งเห็นตราสัญลักษณ์บนชุดเกราะเหล็กที่เป็นรูปสลักอาชาทำขึ้นเฉพาะเผ่าอาชรัฟเท่านั้นที่มีสิทธิ์ครอบครอง

‘ท่านพ่อ’

เด็กน้อยพึมพำภายในใจอย่างคาดหวัง เฝ้าไล่สายตาหาเหล่าอาชาแต่ละคน บ้างก็คิดว่าเป็นคนผู้นั้นหรือเปล่า ใช่คนผู้นี้หรือเปล่าที่เป็นพ่อของข้า ทึกทักคาดเดาอยู่นานสองนาน จนไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยมาถึงเย็น เจวาจึงจำใจกลับบ้าน เขาเดินอ้อมเข้าในป่า เป็นทางลัดที่ใกล้ที่สุด

ตึก ตึก

เดินเล่นอยู่ระหว่างทาง แรงสั่นสะเทือนรอบกายทำให้สองเท้าหยุดชะงัก เจวาหมอบลงพื้นเหงี่ยหูฟังถึงความผิดปกติ เสียงเหยียบย่ำเคลื่อนไหวมากมายกำลังมุ่งตรงมาทางที่เขายืนอยู่ เด็กน้อยมองหาที่ซ่อนทันที จนกระทั่งเห็นโพรงต้นไม้ มันพอจะสามารถยัดตัวเองเข้าไปได้ ไม่รอช้า เจวารีบวิ่งเข้าไปหลบในนั้น แล้วหลับตาออกคำสั่งทันที

ไม่นานปากโพรงไม้ที่เจวาหลบซ่อนอยู่กลับถูกลากต้นไม้เลื้อยขึ้นมาปิดปากโพรงเอาไว้ จากนั้นปรับเนื้อรากไม้ให้กลมกลืนกับผิวของต้นไม้อย่างรวดเร็ว เขาเว้นช่องว่างให้สามารถมองเห็นเหตุการณ์ด้านนอกได้ด้วย

“ไปจับตัวมัน!”

เสียงกร้าวร้องตะโกนสั่ง จากนั้นเหล่าอาชาเผ่าเอเฮิร์นสี่ห้านายก็มุ่งตรงไปยังทิศทางของหัวหน้าออกคำสั่งทันที เจวามองตามสิ่งที่พวกเขาไล่ล่า ก็พบว่าเป็นเพียงอาชาตัวน้อยเท่านั้น คาดว่าน่าจะเป็นเผ่าของอาชรัฟ ดูจากรูปร่างลักษณะที่ดี ขนสีดำสนิทเงาวาว รูปทรงปราดเปรียว ช่างงดงามและดูเหมือนเป็นอาชาชนชั้นสูง แต่ทำไมอาชาน้อยตัวนั้นถึงกำลังถูกล่า

นี่มันเรื่องอะไรกัน !

อาชาน้อยตัวนั้นอยู่ในอาชา กำลังควบวิ่งหนีตายด้วยแววตาตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด เจวาไม่รอช้ารีบออกจากโพรงไม้ หลังจากรากไม้แหวกทางให้ราวกับเวทมนตร์ จากนั้นก็วิ่งตามกลุ่มเหล่าอาชาทั้งหลายลัดตามไปอีกทาง เพราะเส้นสายในป่านี้เขาชำนาญ หลับตายังเดินถูก จึงรู้ว่าอาชาน้อยตัวนั้นจะมุ่งตรงไปไหน

“หาให้เจอ แล้วฆ่ามันซะ!” เสียงเหี้ยมเอ่ยสั่ง เหล่าอาชาเอเฮิร์นก็แยกย้ายกันไปค้นหา เจวาพยายามใช้ฝีเท้าย่องเบาที่สุด เพื่อไม่ให้พวกนั้นสังเกตถึงความผิดปกติ

ดวงตาสีฟ้าหรี่ลงเมื่อเจออาชาน้อยหลบซ่อนอยู่ใต้ขอนไม้ยักษ์ ร่างกายปกคลุมไปด้วยเส้นขนสีนิลดำสนิท ลำตัวสั่นเทา สองตาคู่นั้นเต็มไปด้วยหวาดกลัวและสิ้นหวัง

“เจอแล้วขอรับท่านไคเซอร์!”

เสียงหนึ่งในพลทหารร้องตะโกนบอก เจวาเบิกตากว้าง มองไปยังทิศทางที่อาชาน้อยหลบอยู่ และแน่นอนพวกนั้นรู้ที่หลบซ่อนของเจ้าตัวแล้วเช่นกัน

บัดซบ!

เจวาสบถออกมา ตอนแรกเขาไม่ควรจะมายุ่งเรื่องล่าของอาชาพวกนี้ แต่เขาก็ไม่อาจทนเห็นเด็กน้อยอาชาตัวนั้นถูกฆ่าตายต่อหน้าได้ แต่ถ้าพลีพลามเข้าไปช่วยก็ไม่พ้นถูกฆ่าตามไป จึงทำได้เพียงมองชะตาอาชาน้อยตัวนั้นที่สั้นลงทุกที

“ออกมาเสียดีกว่า รัชทายาทอาซัส”

รัชทายาท!

ตอนแรกเจวาคิดเพียงว่า อาชาน้อยตัวนั้นเป็นเหล่าคุณชายหรือไม่ก็ลูกผู้ดีในเผ่าอาชรัฟเท่านั้น แต่คิดไม่ถึงว่าอาชาน้อยตัวนั้นเป็นถึงรัชทายาทของเผ่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หรือธรรมดาทั่วไปแล้ว ชาวบ้านหลังเขาในป่าอย่างเจวายังเข้าใจเจตนาของกลุ่มอาชาพวกนี้

พวกมันคิดจะลอบสังหาร!

เจวามัวแต่จมอยู่ในความคิดและตกตะลึงอยู่ พลันได้ยินเสียง ‘ฟิ้ว ปึก’ ดังขึ้น ก็รีบเงยหน้ามองทันที ดวงตาสีฟ้าพลันเบิกกว้าง เมื่อเห็นอาชาน้อยตัวนั้นล้มลง ศีรษะเลือดไหลอาบ พร้อมกับลูกธนูเสียบเข้าที่คอ แน่นอนปลายยอดธนูนั้นอาบไปด้วยยาพิษ อาชาพวกนี้คิดจะสังหารอาชาน้อยตัวนั้นจริงๆ

สองมือเจวากำแน่น ดวงตาสีฟ้าหดแคบลงขณะจ้องภาพโหดร้ายเบื้องหน้า จากนั้นเสียงของเหล่าอาชาใจทรามก็พากันร้องโหวกเหวก ถอยหนีเมื่อรากไม้มากมายเลื้อยตรงไปโจมตีกลุ่มพวกมัน ส่วนรากไม้บางส่วนก็ไปห่อร่างที่นอนแน่นิ่งเอาไว้ทั้งตัว

“ถอย!” คำสั่งของผู้ที่คาดว่าเป็นเป็นหนึ่งในกองกำลังสำคัญของเผ่าอาชรัฟ เพราะชุดเกราะต่างจากเผ่าเอเฮิร์น เขารีบสั่งลูกน้องตัวเองถอยหนีให้พ้นจากรากไม้บ้าคลั่งพวกนี้ รากไม้บางส่วนยึดจับข้อเท้าพวกเขาแล้วดึงลงเข้าไปใต้พื้นดิน ที่จู่ๆ กลายเป็นโคลนดูด

ฟึบ ฉับ!

พวกเขาใช้ดาบฟาดฟันด้วยความตกใจ ก่อนจะควบถอยหนีจากตรงนั้น ดวงตาตาคมปราบของไคเซอร์คนที่ใช้ธนูปลิดสังหารรัชทายาท หันย้อนมองกลับมา ในมือกำเส้นขนของอาชาน้อยเอาไว้ คล้ายแน่ใจแล้วว่าอาชาตัวนั้นคงตายไปแล้วจริงๆ จากนั้นก็ควบหนีไปอย่างรวดเร็ว เจวาจดจำใบหน้าคนผู้นั้นให้ขึ้นใจ แล้วรีบมองไปยังร่างอาชาน้อยที่ถูกห่อไว้ด้วยรากไม้อย่างทะนุถนอม

เมื่อคิดว่าพวกมันคงไม่ย้อนกลับมา เจวาโผล่จากที่ซ่อน ตรงไปยังอาชาน้อยที่รากไม้ค่อยๆ คลายตัวออก สองมือเข้าประคองใบหน้าในร่างม้าน้อยเอาไว้ในมือ เขาสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิร่างกายที่ลดต่ำลงเรื่อยๆ ทั้งลมหายใจก็แผ่วปลายเต็มที พิษคงลามไปทั่วร่างแล้ว เจวาไม่รอช้าก้มปลอบอาชาน้อยทันที

“อดทนไว้ ข้ามาช่วยเจ้าแล้ว”

 

 

 

มาแล้วค่าาาาา 

อ่านแล้วเป็นไง ติชมได้น้าาาาา 

หวังว่าทุกคนจะชอบ และไม่งง 5555 

เรืองนี้จะอัพสลับกับเรื่องทัณฑ์อสูรนะค่า 

ฝากเรื่องนี้ด้วยยยยน้าาา จุ๊บๆ 

ความคิดเห็น