แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 50

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 271

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ส.ค. 2562 13:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 50
แบบอักษร

ไกลออกไปในมุมมืดของเขตว้านไจ๋ รถจี๊ปตำรวจคันหนึ่งกำลังแล่นมาตามถนนซึ่งขนาบข้างด้วยตึกแถวโกโรโกโส ก่อนจะชะลอความเร็วลงนิดหนึ่งเมื่อไฟหน้าสาดส่องผ่านร่างระหงของกลุ่มสาวพาร์ตเนอร์ที่เดินฉุยฉายอยู่ข้างทาง 

“สนใจหรือผู้กอง” คนนั่งข้างคนขับหันมาแซว 

“โอย ไม่เลยครับ สารวัตร” อีกฝ่ายตอบพร้อมรอยยิ้ม 

“อันที่จริงครอบครัวคุณก็ย้ายมาตั้งรกรากในฮ่องกงนานแล้ว ตัวคุณก็รับราชการใต้ตราแผ่นดินฮ่องกง นับว่าเป็นคนฮ่องกงโดยสมบูรณ์ จะมีสาวจีนเป็นคู่ชีวิตก็ไม่เห็นจะแปลกอะไร” ผู้บังคับบัญชาเสนอความเห็น 

“คงไม่ง่ายดายอย่างที่สารวัตรพูดหรอกครับ” 

คนบังคับพวงมาลัยนั่งนิ่งพลางคิดหาคำพูดที่เหมาะสม 

“เรียนสารวัตรตามตรง ผมไม่คิดว่าวิถีชีวิตของชนชาติผมจะไปด้วยกันได้กับชนชาติจีน เรามีเงื่อนไขมีข้อจำกัดมากมายที่ยากแก่การปรับตัวเข้าหาชนชาติอื่น หรือให้ชนชาติอื่นปรับตัวเข้าหาชนชาติเรา ยกตัวอย่างเช่นเรื่องอาหาร คนจีนกี่คนต่อกี่คนที่ผมรู้จักก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอาหารอินเดียเผ็ดและมีกลิ่นแรง ในขณะที่พ่อกับแม่ผมบ่นตลอดว่าอาหารจีนจืดชืดไม่น่าทาน นี่แค่เรื่องยิบย่อยเรื่องหนึ่งเท่านั้น ไหนจะเรื่องภาษา เชื้อชาติ ศาสนา ทัศนคติ และอื่นๆอีกมากมายที่ร้ายแรงกว่า หากผมคว้าสาวจีนมาเป็นเมียจริง ทางบ้านผมคงถือเป็นวาระแห่งชาติเลยทีเดียว” 

ผู้จุดประเด็นพยักหน้าอย่างเข้าอกเข้าใจ ตามองออกไปยังท้องถนนที่ว่างเปล่า “ผมรู้ เพราะครั้งหนึ่งผมก็เคยประสบชะตากรรมคล้ายๆกันนี้” 

“จะเป็นเกียรติอันสูงส่งยิ่ง ถ้าหากสารวัตรจะกรุณาเล่าให้ผมฟังบ้าง” ร้อยตำรวจเอกกล่าวด้วยน้ำเสียงสนใจใคร่รู้ 

“ตอนนั้นผมเพิ่งจบหลักสูตรนายร้อย ประจวบเหมาะกับญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่งป่วยหนัก ผมเลยถูกส่งตัวไปดูแลท่านที่บ้านในเมืองฝอซาน ซึ่งผมก็ได้พบกับเธอที่หมู่บ้านแห่งนั้น...” สารวัตรหวู่เริ่มเล่าด้วยใบหน้าหมองเศร้า  

“...เราสองคนเป็นคู่รักที่เข้ากันได้ดี แต่ติดปัญหาใหญ่ตรงที่อายุและศาสนาของเราทั้งสอง เธอแก่กว่าผมหลายปี และครอบครัวของเธอซึ่งมีพื้นเพมาจากเจียงซูนั้นนับถือคาทอลิกเคร่งครัด ส่วนตัวผมนับถือลัทธิความเชื่อแบบจีนดั้งเดิม ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างก็ไม่เห็นด้วย ญาติผู้ใหญ่ท่านนั้นล่ะที่ออกโรงคัดค้านเต็มที่ ผมจึงถูกทางบ้านเรียกตัวกลับมาฮ่องกงพอดิบพอดีกับช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังรุกราน ทำให้ผมขาดการติดต่อกับเธอไปโดยปริยาย...” เขาหยุดคำพูดลงดื้อๆ น้ำตารื้นขอบตา “กระทั่งตอนนี้ผมก็ยังไม่ได้รับข่าวคราวจากเธออีกเลย ไม่รู้ว่าป่านนี้เป็นตายร้ายดีอย่างไรแล้ว” 

“ผมเสียใจด้วยครับ” ผู้กองซิงห์เปล่งคำพูดจากใจ 

“ไม่เป็นไร” หนุ่มใหญ่เสหัวเราะอย่างคนที่ปลงใจได้ “เรื่องมันก็ตั้งนมนานกาเลแล้ว โศกเศร้าไปก็แก้ไขอะไรไม่ได้อยู่ดี”  

ตำรวจหนุ่มชาวซิกข์เงียบงันด้วยความไม่เชื่อถือคำพูดของสารวัตร แม้ปากจะกล่าวเหมือนไม่สะทกสะท้านกับความรักหนหลัง แต่กิริยาอาการของผู้บังคับบัญชาในเวลานี้กลับฟ้องว่าที่พูดมานั้นเป็นเพียงคำโกหกให้เขาเบาใจลงเท่านั้น 

ร.ต.อ.วีระ ซิงห์ สัจจัน มุ่งดูแต่อากัปกิริยาของคนยศสูงกว่าจนไม่ทันสังเกตเห็นร่างสูงโปร่งของชายชาวตะวันตกที่กำลังข้ามถนนอยู่ 

“ผู้กอง ระวัง!” เกาเฉ่งร้องเสียงหลงจังหวะที่แสงจ้าจากโคมหน้ารถสาดโพลนเต็มร่างหนุ่มผมทองผู้โชคร้ายคนนั้น คนแซ่หวู่โถมตัวไปขืนพวงมาลัยให้หักหลบ ส่งผลให้รถจี๊ปของทางราชการหมุนคว้างกลางถนน ชายคนนั้นม้วนตัวหลบตามสัญชาตญาณ การเอาชีวิตรอดนั้นแลกมาด้วยแผลถลอกปอกเปิกหลายจุด 

“คุณเป็นอะไรมั้ยครับ” สารวัตรตะโกนถามขณะโดดผลุงลงจากรถ พลันปราดเข้าไปดูอาการของชายคนนั้นเพื่อแสดงความรับผิดชอบ  

“ก็ยังยืนตอบคำถามคุณอยู่ได้นะ” คนรอดตายอย่างเส้นยาแดงผ่าแปดตอบยียวนพลางปัดฝุ่นละอองที่เกาะตามเนื้อตัว 

วีระตามมาสมทบ ขณะเดียวกับที่เกาเฉ่งสะดุดใจกับบางสิ่งเข้า 

“ผมขอทราบชื่อและนามสกุลคุณด้วยครับ คุณสุภาพบุรุษ” 

“ชื่อเต็มของผมคือ สแตนลีย์ แอคตัน โจเซฟ ก๊อดเบอร์ สาแก่ใจคุณแล้วรึยังครับ คุณตำรวจ” เขาประชดประชันอีกเช่นเคย 

“ไม่ทราบว่าผมขอตรวจเอกสารยืนยันตัวตนคุณได้หรือไม่” 

“นี่คือวิธีชดเชยค่าเสียหายแก่ราษฎรของพวกคุณหรือ” ฝ่ายนั้นเหยียดยิ้มท้าทาย ดวงตาคมกริบที่เขม้นมองมานั้นเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความจองหอง มิได้มีความยำเกรงต่อเจ้าหน้าที่รัฐเลยแม้แต่เศษเสี้ยว  

“ผมทำตามหน้าที่ของผม” เกาเฉ่งสวนโดยสะกดอารมณ์ไว้ 

“เอ้า นี่เอกสารของผม คุณอยากตรวจสอบอะไรก็เชิญตรวจสอบได้ตามสบายเลย” สแตนลีย์ยื่นบัตรประจำตัวประชาชนให้พลางเหลือบดูบั้ง เหรียญตรา รวมทั้งแถบโลหะประดับเครื่องแต่งกายของนายตำรวจอย่างพินิจพิจารณา 

“ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือครับ มิสเตอร์ก๊อดเบอร์” สารวัตรเอ่ยพร้อมส่งบัตรคืน ยกมือแตะขอบหมวกทำความเคารพ 

“ขอตัวก่อนนะครับ สารวัตร” ชายผู้น่าสงสัยกระตุกยิ้ม “ราตรีสวัสดิ์” 

“คุณคงสงสัยผมสิท่า ว่าทำไมผมถึงได้เพ่งเล็งหมอนั่น” หนุ่มใหญ่เบาเสียงถามผู้ใต้บังคับบัญชาพลางจดจ้องคนที่เดินจากไปอย่างไม่วางตา 

“แรกเริ่มเดิมทีผมก็สงสัยสารวัตร แต่ตอนนี้ไม่อีกแล้วครับ” 

“แสดงว่าข้อสันนิษฐานของคุณตรงกับผม” พ.ต.ต.หวู่ เกาเฉ่ง พยักหน้าเมื่อร่างของสแตนลีย์ลับหายไปในเงามืด “...เที่ยงคืนอย่างนี้คนอังกฤษธรรมดาที่ไหนจะมาเดินเตร็ดเตร่อยู่ในย่านที่พักอาศัยที่มีแต่คนจีน” 

 

ใต้แสงขมุกขมัวของโคมไฟห้อยเพดานกลางห้องพักโรงแรมจิ้งหรีด เรือนร่างอ่อนระทวยของเหล่ฟั้นถูกวางลงบนเตียงคู่บุโรทั่ง ทาสสาวที่เพิ่งได้สตินอนกระสับกระส่าย เม็ดเหงื่อผุดพร่างเต็มวงหน้า ทรวงอกสะท้านขึ้นลงตามจังหวะหอบหายใจ ช่างเป็นภาพที่ก่อให้เกิดราคะจิตเสียจนไหว่เชิงต้องเมินหน้าหนีไปทางอื่น 

“ไหว่เชิงคะ...ไหว่เชิง...” เธอครางเรียกเสียงระโหย  

เด็กหนุ่มโน้มตัวลงมาอย่างแข็งขืน กล้ามเนื้อทุกส่วนของเขาบิดเกร็งจนปวดกระตุก พลางเปล่งคำถามด้วยความเป็นห่วง “เธอเป็นอะไร อาฟั้น” 

“อย่าทิ้งฉันไปนะคะ...อยู่กับฉันก่อน...” เธอไม่พูดเปล่า หากตวัดแขนโอบรัดตัวคนที่เรียกหาลงมาด้วย “ฉันต้องการคุณเหลือเกิน...” 

“ไม่ ไม่” เขาให้สัญญาเสียงพร่า “ฉันไม่ทอดทิ้งเธอแน่นอน” 

ลมหายใจของไหว่เชิงขาดตอนเป็นห้วงๆ ทันทีทันใดที่นัยน์ตาคมวาวของเขาทอดต่ำลงไปตามเรือนกายของเธอทีละส่วนด้วยความหื่นกระหายซึ่งประดังขึ้นมาอย่างมิอาจสะกดกลั้น เขาอาศัยความพยายามอย่างมากเหลือประมาณในการละสายตาจากภาพชวนมองเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเส้นผมยาวสยาย ลำคอกลมกลึง เนินอกหนั่นนูน ผิวกายเนียนสะอ้านอันอุดมสมบูรณ์ด้วยเลือดฝาดของวัยสาว รวมทั้งต้นขาขาวผ่อง แต่ก็ดูเสมือนหนึ่งว่าสัญชาตญาณความเป็นบุรุษในแก่นกายเขาจะมีอำนาจบงการเหนือกว่าจิตใจใฝ่สูงหรือสามัญสำนึกใดทั้งมวล เขาไม่แลเห็นหนทางเลยว่าจะหลุดพ้นจากห้วงเสน่หานี้ไปได้อย่างไร เมื่อร่างของเขาและเธออยู่ห่างเพียงเอื้อมมือเท่านั้น 

ความสยิวซ่านแผ่คลุมอยู่ทั่วทุกอณูอากาศ และเข้าครองจิตใจของเด็กหนุ่มสาวที่กำลังคลอเคลียกันและกันอยู่ในห้องแคบนั้น...ฝ่ามือที่ปูดโปนด้วยเส้นเลือดของเหล่ฟั้นวางทาบบนแผงอกเต็มแน่นของไหว่เชิง ก่อนจะลูบไล้ไปมาเพื่อสนองความทะยานอยากของเธอเอง โดยหารู้ไม่ว่าขณะเดียวกันนั่นก็เป็นเหตุให้เพลิงราคะของเขาถูกโหมกระพือขึ้นมาเสียจนเร่าร้อนเกินจะดับลงได้ดังเดิมอีกด้วย 

“อาฟั้น” คุณชายน้อยครางผะแผ่ว “ฉันต้องการเธอเหลือเกิน!” 

สิ้นคำบอกของเด็กหนุ่ม เขาก็ชันกายขึ้นคร่อมร่างเธอ ก่อนโถมตัวลงมาอีกครั้งเพื่อมอบจุมพิตแรกในชีวิตแก่เธอ เด็กสาวใจเต้นโครมคราม หายใจไม่เป็นส่ำ เมื่อถูกริมฝีปากของอีกฝ่ายบดขยี้เข้ามา เธอดิ้นขลุกขลักด้วยความกระสันขณะที่ร่างของเขาเบียดทับลงมาปานจะหล่อหลอมรวมกันและกันเป็นหนึ่งเดียว 

“โอ๊ย...” เหล่ฟั้นสั่นสะท้านไปทั้งกาย มือที่รัดรั้งแผ่นหลังเขาไว้คลายออก แล้วค่อยๆไต่คลานปลายนิ้วลงทีละน้อยมาหยุดที่บั้นท้ายของเขา 

ความวาบหวามแล่นพล่านไปตามร่างกายของเด็กหนุ่ม ไหว่เชิงเปล่งเสียงกระเส่าพร้อมกับกระถดตัวออกมา บัดนี้เปลวเพลิงแห่งกิเลสตัณหาได้แผดเผาเขาทั้งกายและใจ มือไม้ของเขาป่ายปะไปทั่วตัวเธอ คลึงเคล้นส่วนที่เต่งตูมที่สุดของเธอ พร้อมกันนั้น ปากก็ยังดูดกลืนลมหายใจเธออย่างต่อเนื่อง  

เสียงครางอันมีจริตจะก้านของเหล่ฟั้นเป็นเครื่องบ่งบอกถึงความพึงพอใจของสตรีเพศโดยแท้ หมุ่ยไจ๋หลับตาพริ้มอิ่มสนิท ปล่อยทุกประสาทสัมผัสให้โอนอ่อนไปตามจังหวะประโลมประเล้าอันแสนรัญจวนใจของนายน้อย เธอบิดเร่าอย่างอิ่มเอิบทุกคราที่อุ้งมือข้างนั้นประทับลงแนบทรวงเธอ และมีความรู้สึกว่าสัมผัสที่ร้อนรุ่มดุจสุมเพลิงนั้นจะชำแรกผ่านกี่เพ้ามาถึงส่วนลึกที่สุดของหัวใจก็ปานกัน 

จังหวะแห่งความใคร่เริ่มถี่เร็วและบ้าคลั่งขึ้นทุกขณะ เพลิงราคะโหมแรงราวจะลามเลียอาภรณ์ทุกชิ้นที่สวมใส่อยู่ ทายาทสกุลหมั่นมีความเห็นว่าเสื้อของเขาชักจะคับตึงเกินไปแล้ว กางเกงตัวนี้เล่าก็ราวจะหดเล็กลง เด็กหนุ่มสูดลมหายใจพรืดพลางคลายหัวเข็มขัดที่ขัดถูจนขึ้นเงาเป็นมันปลาบออก แล้วก็ดูเหมือนว่าเด็กสาวจะรู้ทัน เธอจึงเร่งรีบช่วยคลายกระดุมเสื้อเชิ้ตให้เขาอีกแรงหนึ่ง เป็นผลให้เขามีมือว่างพอจะปลดตะเข็บตะขอบนชุดจีนสมัยนิยมที่ห่มหุ้มเธอได้ 

“ฉันรอคอยเวลานี้มาเนิ่นนานเหลือเกิน” เสียงของไหว่เชิงพร่าด้วยแรงกระหาย “เป็นของฉันเถอะนะอาฟั้น มอบความบริสุทธิ์ของเธอให้ฉันเถิด” 

หญิงรับใช้ตะลึงงันกับถ้อยคำเหล่านั้น มือซึ่งกำลังถอดเปลื้องเสื้อชั้นในหยุดลงกลางคัน พลันที่บทสนทนาแต่หนหลังกระหึ่มก้องมาจากความทรงจำ... 

"พรหมจรรย์แปลว่าอะไรคะ” 

“วัยของหนูยังไม่สมควรรับรู้เรื่องนี้จ้ะ” ภคินีแซ่กวานอธิบาย “เอาเป็นว่ามันคือสิ่งสำคัญที่มนุษย์ทุกคนโดยเฉพาะลูกผู้หญิงอย่างพวกหนูต้องหวงแหน อย่างน้อยที่สุดก็จงเก็บรักษามันไว้จนกว่าจะแต่งงาน...ตามนี้แล้วกันนะจ๊ะ” 

“พรหมจรรย์ ความบริสุทธิ์ มีแต่คำยากๆทั้งนั้นเลย” เธอบ่นพึม 

“แล้วโตขึ้นหนูก็จะเข้าใจเอง” คนเลี้ยงดูลูบหัวเธอด้วยความปรานี 

“ไม่ได้นะ” เหล่ฟั้นผลักรุนร่างที่ประชิดแนบแน่นของเขาออก “ฉันทำแบบนี้ไม่ได้ ฉันยังทำแบบนี้กับคุณไม่ได้” 

“เธอหมายถึงยังไง” ฝ่ายชายงงงัน ปากชานิ่ง ความตกตะลึงกึ่งผิดหวังปนเปกันอยู่ในสายตาที่ทอดมองมาคู่นั้น 

“มันไม่ถูกต้องค่ะ เราสองคนยังไม่ได้แต่งงานกันเลย” เด็กสาวระบายความกดดัน อาการเมากรึ่มสร่างหายไปเป็นปลิดทิ้ง 

คำตอบนั้นกระแทกเข้าไปในจิตใต้สำนึกของเด็กหนุ่ม ความคิดคำนึงย้อนกลับไปสู่เนื้อหาแบบเรียนวิชาจริยศาสตร์ที่ได้รับการปลูกฝังมาแต่เล็ก 

เสียงครูฝรั่งเคราแดงดังสะท้อนมาจากซอกลึกของความทรงจำ “สุภาพบุรุษที่ดีต้องให้เกียรติสตรีทุกคนทั้งต่อหน้าและลับหลัง การให้เกียรติในที่นี้แยกย่อยได้หลายอย่าง เช่น การให้ความช่วยเหลือ การสนทนาด้วยวาจาสุภาพ การไม่ฉกฉวยผลประโยชน์อันมิชอบจากสตรี ไม่ว่าสตรีนางนั้นจะมีสถานะใดๆก็ตาม” 

คนแซ่หมั่นสะเทือนใจอย่างรุนแรงเมื่อนึกย้อนถึงเหตุการณ์ต่างๆที่ล่วงมาตลอดคืนนี้ แทบทุกการกระทำที่เขาและเธอทำร่วมกันต่างถูกบังคับยัดเยียดโดยตัวเขาทั้งสิ้น เขานึกละอายใจที่ได้ทำเช่นนั้นลงไป มันเป็นความอดสูอย่างมหันต์ที่นักเรียนโรงเรียนผู้ดีเยี่ยงเขาไม่ได้รักษาเกียรติของลูกผู้ชายดังที่ถูกปลูกฝัง มิหนำซ้ำยังฉกฉวยผลประโยชน์จากร่างกายสตรีมิต่างกับกากเดนข้างถนนเสียอีก 

“ฉันขอโทษ” ท่อนบนเปลือยเปล่าของเด็กหนุ่มถอยออกมา สายตาถอนออกจากเรือนร่างผุดผ่องด้วยท่าทีของคนที่รู้สำนึก 

ผ่านไปนานหลายนาที สองคนชายหญิงยังนั่งนิ่งคนละฝั่งเตียงอย่างไม่อาจเข้าหน้ากันได้สนิทเหมือนเก่า  

“ขอโทษเธออีกครั้งนะ” ไหว่เชิงเอ่ยเสียงอ่อย “เรากลับบ้านกันเถอะ”  

ความเงียบกริบคือคำตอบของเหล่ฟั้น 

“แต่งงานใช่ไหม...ได้...ฉันจะรอคอยวันสำคัญนั้นที่เธอเป็นภรรยาฉันโดยสมบูรณ์ เพื่อให้ทุกสิ่งถูกครรลองคลองธรรมก่อนที่เราจะมีอะไรกัน ฉันขอให้สัญญาเธอด้วยเกียรติของลูกผู้ชายคนหนึ่ง”      

“ฉันก็ขอให้สัญญากับคุณด้วยเกียรติของลูกผู้หญิงเช่นเดียวกัน...” เด็กสาวลั่นสัจจวาจาพลางสางผมให้เรียบร้อย หน้าหันมองไปทางอื่น “ฉันจะถนอมรักษาความบริสุทธิ์ของฉันไว้อย่างดีที่สุด เพื่อมอบมันให้แก่คุณในวันที่สองเราเป็นของกันและกันโดยสมบูรณ์” 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น