ผู้บำเพ็ญเพียรภายในถ้ำ
email-icon

ฝากนิยายด้วยน้า

ตอนที่ 14 พูดคุยและแผนการ

ชื่อตอน : ตอนที่ 14 พูดคุยและแผนการ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.6k

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ส.ค. 2562 09:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 14 พูดคุยและแผนการ
แบบอักษร

"ชีวิตนิรันดร์ ? อืมตามแนวคิดมันเป็นสิ่งที่มนุษยชาติแสวงหามาโดยตลอด เหมือนกับเป็นสุดยอดความปรารถนาของมนุษย์ เพราะมนุษย์ทั่วไปล้วนแต่ไม่อยากตาย อยากมีชีวิตอยู่ หรือแม้ในคราวที่ต้องยอมรับความตายก็ยังอยากให้มีชีวิตหลังความตายดำเนินต่อไป และเป็นสภาพชีวิตหลังความตายที่ดีด้วย"

 

 

 

"การที่คนเรากลัวความตายนั้น เป็นเรื่องที่มีหลายเหตุผล และแต่ละคนมีเหตุผลต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่กลัวตายเพราะกลัวว่าจะตายเร็วเกินไป ตายก่อนวัยอันควร รู้สึกว่ายังหาความสุขไม่เต็มที่ หรือยังใช้ชีวิตไม่คุ้ม"

 

 

 

"ต่อมาก็...กลัวตายเพราะไม่อยากจากคนที่รัก"

 

 

 

"กลัวตายเพราะมีสิ่งที่ยังเป็นห่วง สิ่งที่ยังทำไม่สำเร็จ"

 

 

 

"กลัวตายเพราะกลัวว่าจะเป็นความตายที่เจ็บปวดทุกข์ทรมาน กลัวความเจ็บปวดก่อนจะตาย"

 

 

 

"หรือกลัวจะเป็นความตายที่ทำให้น่าอับอาย

 

และท้ายที่สุด กลัวตายโดยมีความกลัวในเรื่องชีวิตหลังความตาย...ไม่รู้ตายแล้วจะไปไหน หรือจะเป็นอย่างไร"

 

 

 

"โดยเฉพาะกลัวว่าตายแล้วจะไปพบสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่ารออยู่"

 

 

 

คาซึยะกล่าวถึงตรงนี้ก็มองไปที่โอโรจิมารุที่กำลังตื่นตกใจกับแนวคิดของคาซึยะ เขาเป็นเด็กอายุสี่ขวบย่างห้าขวบเท่านั้นแต่เขามีความคิดที่ลึกล้ำจนแม้แต่ตัวเขาที่มีชีวิตอยู่หลายสิบปียังอึ้ง

 

 

 

"ถ้าเป็นอย่างที่เธอว่ามา สิ่งแรกที่มนุษย์ควรทำคือสิ่งใด หรือยอมแพ้ในอายุขัย ร่างกายที่เสื่อมสภาพ ตายในสนามรบ ตายเพราะโชคชะตาที่ถูกกำหนด ?"

 

 

 

"ทุกคนล้วนต้องตาย...แต่ว่า"

 

 

 

"แต่ว่าอะไร ?"โอโรจิมารุอยากรู้คำตอบไว้ๆ สายตาของเขาในตอนนี้ไม่มีความบ้าคลั่งอยู่เลย มีแต่ประกายอ่อนเยาว์ของบัณฑิตที่กำลังแสวงหาความรู้

 

 

 

"โลกเรามีวิธีที่จะทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้นานขึ้นด้วยพลังของนินจาและวิทยาศาสตร์ ในปัจจุบันการทดลองยังคงไม่เริ่มต้นขึ้นเนื่องจากแนวคิดของนินจายังไม่แข็งแรงพอ และส่วนใหญ่พวกเขาก็คิดถึงเพียงสงคราม ผลประโยชน์ ต่อสู้ การล้างแค้น ความสงบสุข ด้านการคิดค้นและวิจัยจึงไม่ก้าวหน้า"

 

 

 

"ถ้าผมจำไม่ผิดรุ่นที่สองมีวิชาเกี่ยวกับการโยกย้ายวิญญาณ ?"

 

 

 

"โอ้เธอรู้เรื่องนี้ด้วยสินะ ใช่แล้ววิชาย้ายวิญญาณเป็นวิชาต้องห้ามที่ท่านโทบิรามะเป็นคนคิดค้นขึ้นมา มันสามารถใช้ย้ายวิญญาณของเราเข้าสู่อีกร่างหนึ่งได้"

 

 

 

"แบบนี้นี่เอง แสดงว่าวิชานี้ต้องมีจุดผิดพลาดที่สร้างผลกระทบให้แก่วิญญาณ มันเป็นเรื่องที่ไม่ดี ที่เราจะย้ายวิญญาณของเราสู่ร่างคนอื่น เพราะขนาดความจุของวิญญาณของมันมนุษย์น่าจะมีลักษณ์แตกต่างกัน"คาซึยะกล่าวและส่ายหัวไปมาเพราะวิชานี้มีผลเสีย

 

 

 

"โอ้ ค่อนข้างน่าเสียดาย"

 

 

 

"แต่ผมก็มีแนวคิดแปลกๆ ถ้าเราใช้ร่างคนอื่นแล้วเกิดผลกระทบ ทำไมเราไม่ลองใช้เซลล์ของเราเองสร้างร่างโคลนที่ไร้จิตวิญญาณขึ้นมาละ หลักการมันก็คล้ายๆกับคาถาเงาแยกร่าง การโคลนคือการสร้างร่างแยกที่ไม่มีวันหายไป"

 

 

 

"คะ ความคิดแบบนี้มัน...เยี่ยม!! ไปกันเถอะฉันจะพาเธอไปศูนย์วิจัยของฉัน ถ้าหลักการที่เธอพูดมีความเป็นไปได้ ไม่ว่าเธอจะขออะไรฉันจะมอบให้เธอทุกอย่าง"

 

 

 

เห็นโอโรจิมารุที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจนคาซึยะได้แต่ยืนเกาหัว แต่อย่างน้อยถ้าโปรเจ็คนี้สำเร็จ ไม่ใช่ว่าแนวคิดของโอโรจิมารุจะเปลี่ยนไปจากต้นฉบับหรอกหรือ ?

 

 

 

เขารู้อยู่แล้วว่าโอโรจิมารุนั้นรักตัวกลัวตายเป็นที่สุด เขาจึงนำหลักการของโอโรจิมารุในอนาคตมาสร้างเงื่อนไข และเปลี่ยนความคิดที่จะให้เจ้าตัวใช้วิชาย้ายวิญญาณไปอยู่ในร่างคนอื่น

 

 

 

โอโรจิมารุ ที่กำลังตื่นเต้นจนแสดงออกมาบนใบหน้ารีบนำคาซึยะไปยังฐานวิจัยนอกหมู่บ้าน ตามทางเขาสังเกตุุเห็นนินจาที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด คล้ายเอ็นบุของโคโนฮะแต่ก็ไม่ใช่

 

 

 

มันแอบจ้องมองโอโรจิมารุและคาซึยะอยู่ตลอด แน่นอนว่าโอโรจิมารุจะรู้อยู่แล้วแต่ก็ไม่แสดงท่าทีอะไรออกมา คาซึยะจึงได้แต่ถอนหายใจและเดินตามอาจารย์คนใหม่ของเขาไปยังห้องใต้ดิน

 

 

 

"ยินดีต้อนรับเข้าสู่ห้องวิจัย จากนี้ฉันคงมีเวลาสอนอะไรเธอได้มากไม่นัก เนื่องจากฉันต้องการวิจัยทฤษฎีของเธอ ถึงอย่างนั้นฉันก็มีของขวัญจะมอบให้เธอ"

 

 

 

อ็อก คราก อ้วก~

 

 

 

โอโรจิมาอ้าปากกว้างโตพอที่จะเขมือบวัวเข้าไปทั้งตัว ก่อนจะเอามือล้วงเข้าไปภายในปากแตะที่ลิ้นไก่ก่อนอาเจียนพ่นม้วนคัมภีร์ที่ชุ่มช่ำเต็มไปด้วำอะไรสักอย่างซึ่งคาซึยะก็ไม่มั่นใจเพราะเขาไม่กล้ามอง

 

 

 

"อะ อาจารย์คุณโสมาก"

 

 

 

"โสดาบัน ?"โอโรจิมารุเบิกตากล่าวพร้อมใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำลายที่คางออกด้วยท่าทีภูมิใจ

 

 

 

"เปล่าโสโครก แหว๊ะ~"

 

 

 

โสดาบันเตี่ยแกสิ ไม่ไหวจะเคลียคาซึยะถึงกับทนไม่ไหวอาเจียนออกมาทันที ช่างหน้าแปลกที่เขาเห็นฉากการฆ่าฟันกันจนไส้ทะลักยังไม่มีอาการเช่นนี้ แต่นี่เพียงแค่นำคัมภีร์ออกมาจากช่องปากเขากลับอาเจียน เสียดายข้าวเช้าของท่านแม่ชะมัด

 

 

 

"ช่างน่าขันเสียจริง เอาละเชิญรับไปสิ"

 

 

 

โอโรจิมารุหยิบม้วนคัมภีร์สีม่วงที่อาบชุ่มไปด้วยของเหลวเหนอะหนะสีใสให้แก่คาซึยะอย่างไม่หวงแหน โดยไม่ถงไม่ถามสุขภาพลูกศิษย์ของตนเลยสักคำ จะไม่รับก็ไม่ได้คาซึยะจึงจำใจรับมันมาอย่างช่วยไม่ได้

 

 

 

"ขะ ขอบคุณท่านอาจารย์"

 

 

 

"เอาละลองศึกษาดู ฉันขอตัวไปทดลองก่อน"

 

 

 

โอโรจิมารุเดินจากไปด้วยรอยยิ้ม ดูเหมือนว่าเขาจะถูกแกล้งเสียแล้ว แต่ตอนนี้คาซึยะไม่สนใจของเหลวอีกต่อไปเพราะสัมผัสได้ว่าของเหลวเหล่านี้เต็มไปด้วยจักระสีม่วงซึ่งน่าจะเป็นจักระพิษของโอโรจิมารุตามต้นฉบับ

 

 

 

พอคลายคาถาและสยายม้วนคัมภีร์เขาก็ต้องแปลกใจกับเนื้อความด้านใน เพราะเจ้านี่ก็คือคัมภีร์อัญเชิญ รวมถึงการทำพันธสัญญาโดยการลงนามและประทับโลหิต

 

 

 

"แต่งูหรอ"

 

 

 

คาซึยะเกาหัวเขาไม่ค่อยชอบงูเสียเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้กลัวหรือเกลียด โดยเฉพาะปัจจุบันตัวเขาที่มีความแข็งแกร่งมากพอสมควรจะกลัวอะไรกับงูจริงไหม ต่อให้เป็นงูเห่าในโลกก่อนก็มาพ่อจะทำผัดเผ็ดงูเห่าแก้มสุราให้ดู

 

 

 

 

"ถ้ำริวจิเป็นหนึ่งในสามสถานที่ในตำนานของโลกแห่งความอดทน ทั้งสามสถานที่เป็นของสัตว์สามเผ่า หนึ่งคือเซียนทาก สองคือเซียนกบ และสามคือเซียนงูขาว ทั้งสามคือสถานที่ที่เราต้องเลือก"

 

 

 

ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงเลือกวิชาเซียนเดียวกับตาทวดฮาชิรามะโฮคาเงะรุ่นที่หนึ่ง นั่นก็คือวิชาเซียนเมียวจินมง เซียนประตูสงครามที่สามารถใช้ได้ทั้งการป้องกันหรือการผนึก

 

 

 

แน่นอนว่ามันสุดยอด แต่นั่นไม่ใช่ทางเลือกของเขาที่มีสายเลือดอุซึมากิที่เชี่ยวชาญวิชาผนึก เขาอยากแตกต่างจากตาทวด จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเขาจะเรียนวิชาเซียนของเซียนงูขาว ? จะเป็นยังไงถ้าคาถาไม้ของเขาสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของมันได้อย่างสมบูรณ์แบบราวกับมันมีชีวิตเป็นของตัวเอง

 

 

 

แล้วสุดท้ายจะเป็นยังไงถ้าคาถาไม้ของเขาแฝงเร้นไปด้วยพิษร้ายของเซียนงู ? ไม่ใช่ว่ามันจะน่ากลัวยิ่งกว่าคาถาไม้ของท่านตาทวดหรือ แค่บีบรัดด้วยไม้และแฝงพิษร้ายเข้าไปในร่างกายของศัตรูก็จะม้วยมรณาอย่างรวดเร็ว

 

 

 

"ถ้าทำได้จริง เราคงกลายเป็นจ้าวแห่งพิษ แต่นี่คงไม่เพียงพอ"

 

 

 

แน่นอนว่าเซียนงูนั้นดี แต่คาซึยะค่อนข้างโลภเขานั้นอยากได้วิชาเซียนอีกสองวิชาด้วย เพราะทั้งสองมีทักษะด้านพลังที่แตกต่างกัน เช่นคัทซึยุนั้นเชี่ยวชาญในด้านการรักษาและฟื้นฟู แต่ก็ต้องแลกมาด้วยเวลาที่ต้องใช้สะสมจักระจนก่อกำเนิดเป็นอักขระเบียโกคุที่หน้าผากเช่นท่านน้าซึนาเดะของเขาในอนาคต

 

 

 

แม้จะต้องใช้เวลาหลายปีในการสะสมพลังอักขระเบียโกคุ แต่ถ้าประสบความสำเร็จในการสร้างอักขระ การฟื้นฟูของคาซึยะในอนาคตอาจจะกลายเป็นสัตว์ประหลาดที่เหนือกว่าทั้งตาทวดและน้าสาวไปเลยก็ได้

 

 

 

ส่วนเหตุผลที่เขาอยากได้วิชาเซียนกบนั่นก็เพราะวิชากบส่วนใหญ่เน้นไปที่พลังกายถ้าเชี่ยวชาญต่อให้ยกของที่มีน้ำหนักมากก็ไม่ใช่ปัญหา แถมยังเสริมจักระและนินจุสสุให้รุนแรงมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

 

 

 

ถ้าเขามีทั้งการฟื้นฟู การเสริมพลัง และการควบคุม ไม่ใช่ว่าเขาจะเป็นเซียนที่ทรงพลังหรอกหรือ ดังนั้นเขาจึงวางแผนที่จะนำวิชาเซียนทั้งสามมาผสานหลอมรวมกัน

 

 

 

"อีกอย่างในอนาคต ถ้าเราใช้วิชาเซียนสามารถผสานจักระห้าธาตุรวมถึงพลังหยินหยางได้แล้วละก็ เราสามารถกลายเป็นเซียนหกวิถีได้ด้วยตนเอง!"

 

 

 

นี่เป็นหลักการที่เขาคิดขึ้นด้วยตนเอง จะให้เขาพึ่งพาพลังของสัตว์หางหรอ ไม่ดีสิ่งแรกที่เขาต้องทำคือพึ่งพาตัวเองเท่านั้น สิบหางอาจจะแข็งแกร่งแต่ก็ใช่ว่าในจักรวาลจะมีต้นไม้เทพเจ้าเพียงต้นเดียว

 

 

 

ในเรื่องโบรูโตะเดอะมูฟวี่ก็มีให้เห็นว่าดาวเคราะห์ร้างที่โอซึซึกิ โมโมชิกิ และโอซึซึกิ ชินชิกิใช้มันเพื่อเป็นสถานที่ดูดซับพลังจักระของเก้าหางในร่างนารูโตะ ก็มีซากไม้ใหญ่ที่คล้ายต้นไม้เทพเจ้าอยู่ด้วย

 

 

 

เพื่อจะได้กายเซียนเขาต้องเรียนรู้วิชาเซียนและใช้พลังธรรมชาติได้อย่างเชี่ยวชาญ เพื่อที่จะเบิกเนตรเซียนความทุกข์ทั้งหกของริคุโดเขาต้องใช้พลังเซียนหลอมรวมหยินหยางของอาชูร่าและอินดราที่ตอนนี้เขาได้รับสืบทอดมาเพื่อบุกเบิกเนตรสังสาระ

 

 

 

และเพื่อที่จะเป็นเซียนหกวิถีด้วยตนเองเขาต้องสร้างลูกแก้วแสวงสัจธรรม(Gudōdama) ที่เป็นการรวมผสานพลังจักระทั้งหกธาตุนั่นก็คือดิน น้ำ ลม ไฟ สายฟ้า และพลังหยินหยาง

 

 

 

การที่เขาเกิดมามีจักระห้าธาตุจึงไม่แปลกที่เขาจะดีใจและบอกว่าสวรรค์บีบบังคับให้เขากลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ เพราะเขาที่มีพลังแห่งกายเซียนที่เปลี่ยมล้นไปด้วยพลังหยางแห่งตระกูลอุซึมากิและเซ็นจู

 

 

 

และเนตรเซียนของอุจิวะที่อัดแน่นไปด้วยพลังหยิน ก่อนอื่นถ้าเขาสามารถควบคุมหยินหยางและผสานกันภายในร่างกายได้เขาก็น่าจะสามารถเบิกเนตรสังสาระ(Rinnegan)ได้ถ้าเขามีพลังมาพอ

 

 

 

"แต่มันไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าง่ายป่านนี้เนตรสังสาระคงมีผู้ครอบครองมากมาย และตอนนี้เรื่องเส้นทางทั้งหกก็ยังเป็นเรื่องไกลตัว สิ่งที่เราต้องทำคือการอัญเชิญสัตว์ตนแรก"

 

 

 

ปัจจุบันด้วยร่างกายอายุที่น้อยนิดการจะใช้พลังธรรมชาตินั้นเป็นเรื่องยาก ดังนั้นสิ่งที่เขาควรทำก่อนก็คืออัญเชิญงูเพื่อสร้างสัมพันธ์แรกเริ่มของเขา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น