เด็กหญิงเย็นชา

หลงเข้ามารึเปล่าไม่รู้ แต่ก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคร๊าาาา

Re : 5 ก้าวแรกของการเอาคืน

ชื่อตอน : Re : 5 ก้าวแรกของการเอาคืน

คำค้น : mpreg

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 39.7k

ความคิดเห็น : 19

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ม.ค. 2560 07:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Re : 5 ก้าวแรกของการเอาคืน
แบบอักษร

5

ก้าวแรกของการเอาคืน


                
ในเช้าวันรุ่งขึ้น สำหรับขนมผิงแล้ววันนี้เป็นเหมือนกับก้าวแรกที่จะนำพาเขาไปสู่เป้าหมายที่ได้วางเอาไว้ มันถึงเวลาแล้วที่เขาจะก้าวขึ้นสู่ที่สูงจากจุดที่ต่ำสุด ตาคู่สวยจ้องมองตัวเองในชุดสูทเข้ารูปผ่านกระจกเงาพลางยิ้มให้กับความคิด

                เขากำลังจะก้าวเข้าไปรับตำแหน่งรองประธานของมณีรัตน์กรุ๊ป

                “ไปกันได้แล้วครับเด็กๆ เดี๋ยวคุณตาจะรอนานนะครับ”ขนมผิงเรียกเด็กแฝดที่กำลังนั่งเล่นกันเจี๊ยวจ๊าวกับคุณยายแต่เช้า

                “ฮ๊าบบบบบ/ฮ๊าบบบบบ”พากันขานรับอย่างอารมณ์ดีให้คนเป็นยายเสียดายที่ถูกหลานๆทิ้งทันทีที่ลูกชายเรียก

คุ่นบทกุหลาบซ่อนหนาม.jpg

               

 

                “ตามที่ทุกคนพึ่งจะทราบกันดีว่าผมมีลูกชายแล้ว ซึ่งตอนนี้ลูกชายของผมก็พึ่งจะเรียนจบมา ผมอยากให้ทุกคนรู้จักกับเขาเอาไว้ในฐานะคนที่จะมาแทนผมคนนี้ เอาเป็นผมขอแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับขนมผิงลูกชายของผมเลยก็แล้วกัน”พิศณุกล่าวในห้องประชุมให้พนักงานระดับสูงในห้องประชุมพากันปรบมือต้อนรับ

                ขนมผิงยืนขึ้นก่อนจะค้อมตัวเล็กน้อยเป็นการทักทาย

                “ถึงชื่อจะน่ากินไปหน่อยยังไงก็ฝากด้วยแล้วกันนะ”พิศณุกล่าวติดตลกอย่างเป็นกันเองเรียกเสียงหัวเราะ

                “สวัสดีครับอย่างที่พ่อของผมได้แนะนำไป จะเรียกผมสั้นๆว่าผิงก็ได้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปผมจะเข้ามาเรียนรู้งานจากทุกๆคน ยังไงผมก็ต้องฝากตัวและขอคำแนะนำจากทุกๆคนด้วยนะครับ ขอบคุณครับ”

                ขนมผิงรู้สึกว่าก้อนเนื้อในอกนั้นเต้นรัว เขากำลังกระหายกับผลตอบรับที่จะตามมา ใบหน้านิ่งสงบยิ้มรับกับเสียงปรบมือของทุกคนในห้องประชุม

                “หลายคนอาจจะสงสัยว่าเด็กน่ารักน่ากอดสองคนนี้เป็นใคร วันนี้ผมตั้งใจเอามาอวดกับพวกคุณโดยเฉพาะเชียวล่ะ คนแรกคนผิวสีเข้มๆหน่อยชื่อปลากริม ส่วนอีกคนชื่อสลิ่ม ชื่ออาจจะน่ากินเหมือนกับพ่อของเขา แต่อย่าพึ่งวางใจกันล่ะเพราะความแสบนี่ไม่ได้หวานตามชื่อเลย ก็ขอฝากทุกคนดูแลหลานๆของผมด้วยก็แล้วกันนะ”พิศณุยังคงกล่าวติดตลกอย่างเป็นกันเอง

                แม้สายตาหลายคู่ที่มองมาจะเต็มไปด้วยความสงสัยและมึนงงกับลูกชายและหลานที่โตขนาดนี้ แต่พวกเขาก็เลือกที่จะยิ้มรับอย่างผ่อนคลายกับบรรยากาศที่รายล้อม มันคงจะเป็นเรื่องที่ปุบปับเกินไปกับการมีตัวตนของขนมผิงในครั้งนี้

                “เป็นแฝดเหรอครับใครบางคนก็ยกมือขึ้นถาม

                “เป็นแฝดครับ”ขนมผิงตอบพลางยิ้ม

                “ทำไมสีผิวต่างกันจังเลยคะ”

                “อันนี้ผมก็สงสัยเหมือนกันนะครับ”

                “แล้วคุณแม่ของเด็กๆล่ะค่ะเป็นคำถามที่ทำให้ขนมผิงหันกลับไปมองหน้าผู้เป็นบิดาเขายังไม่อยากให้ใครรู้ความจริงของเขา

                “เอาเป็นว่าอย่าไปสนใจเรื่องแม่เด็กเลยนะ รู้แค่ว่าเป็นหลานของผมก็พอ ยังไงก็เตรียมตัวรับมือกันให้ดีๆล่ะ รับรองว่าแสบจนลืมไม่ลงเลยล่ะพิศณุพูดเบี่ยงประเด็นให้ขนมผิงพรูลมหายใจออกมาเบาๆ

คุ่นบทกุหลาบซ่อนหนาม.jpg

               

 

                “เล่มนี้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบของเรากับผู้ประกอบการรายอื่นนะครับเอกสารแฟ้มใหญ่ถูกวางบนโต๊ะด้วยมือของแทนทัพ

                คนที่จะมารับงานต่อจากสุพจน์ผู้เป็นพ่อซึ่งเป็นเลขาส่วนตัวพิศณุ แทนทัพจะเป็นคนเรียนรู้งานมาจากพ่อของตนเองก่อนจะนำมาถ่ายทอดให้กับขนมผิงอีกทีเพื่อเป็นการคัดกรอง

                “แล้วข้อมูลที่ผมอยากได้ล่ะ”ขนมผิงถามหาข้อมูลที่เขาเจาะจงให้แทนทัพหาให้ซึ่งเป็นข้อมูลที่เปรียบเทียบระหว่างมณีรัตน์กับอนันตไพลิน

                “อยู่ในแฟ้มแล้วครับ”

                “ขอบคุณ ผมขอดูเอกสารพวกนี้สักพักก็แล้วกัน"บอกเป็นเชิงขอเวลาส่วนตัว

                 “ถ้ามีอะไรเรียกผมนะครับ ผมอยู่ด้านนอกตลอด”แทนทัพบอกก่อนจะเดินออกไป

                เหลือแค่ขนมผิงในห้องประจำตำแหน่งที่ครึ่งหนึ่งถูกเนรมิตให้เป็นสวนสนุกขนาดย่อม

                ตาคู่สวยจ้องมองกราฟแท่งเปรียบเทียบราคาของหุ้นประกอบกับตัวเลขที่บอกผลประกอบการอย่างเป็นทางการของมณีรัตน์กรุ๊ปกับอนันตไพลิน ซึ่งผลที่แสดงอยู่ตรงหน้าก็บ่งบอกถึงความไฟแรงของผู้บริหารหนุ่มอย่างปิญญ์ชานนท์ได้เป็นอย่างดี แต่อีกไม่นานหรอก เขาคนนี้จะเป็นคนโค่นอีกฝ่ายและจะก้าวขึ้นไปอยู่ในจุดเดียวกัน จะต้องทำให้อนันตไพลินอยู่ในจุดต่ำกว่าที่ที่เขายืนให้ได้

                ขนมผิงหยิบมือถือขึ้นมาก่อนจะกดปลายสายต่อไปยังเบอร์ต่างประเทศ เขากำลังต่อปลายสายไปยังเพื่อสนิท

                “สวัสดีเดล นี่ฉันเอง ผิง”กล่าวทักทายเป็นภาษาสากล

                ไงผิงผิง ไม่ได้คุยกันนานนายสบายดีไหมอีกฝ่ายทักกลับมาเป็นภาษาเดียวกัน

                “อืม สบายดี แล้วนายล่ะ

                ‘เช่นกัน ว่าแต่โทรมามีอะไรเหรอ หรือว่านายอยู่ลอนดอน

                “เปล่าหรอก ฉันแค่อยากจะถามนายว่านายจำเรื่องที่เราเคยคุยกันก่อนหน้านี้ได้ไหม เกี่ยวกับธุรกิจของนายถามลองเชิงออกไป

                ‘อ้อ!!จำได้สิ นี่นายได้ขึ้นเป็นซีอีโอแล้วเหรอ ดีใจด้วยนะ

                “ขอบคุณ แล้วโปรเจคที่นายพูดถึงเกี่ยวกับคอลเลคชั่นหน้าร้อนล่ะเริ่มหรือยังขนมผิงถามถึงคอลเลคชั่นหน้าร้อนที่เพื่อนของเขากำลังจะลงทุน

                ‘กำลังจะเริ่มทำอยู่พอดีเลยล่ะ ฉันลองถามดีไซน์เนอร์แล้วนะ เขาบอกว่าเขากำลังสนใจสินค้าที่มาจากเอเชียอยู่เลยล่ะ เพราะงานค่อนข้างจะละเอียดและดูมีคุณค่า เขาบอกว่าอยากจะลองเทสดูกับคอลเลคชั่นนี้ หากออกมาเวิร์คเขาก็จะใช้สินค้าของนายในแบรนด์ของเขาตลอดเลยล่ะ

                “งั้นเหรอ ฉันดีใจที่นะที่ได้ยินนายบอกแบบนี้ ขอบใจนายมากนะเดลบอกออกไปด้วยความดีใจ

                ‘ไม่เป็นไร แล้วกู๊ดบอยของฉันล่ะ สบายดีไหมเดลถามถึงสองแฝดตัวแสบเพราะค่อนข้างจะรู้จักกับเด็กๆเป็นอย่างดี

                “สบายดีจนฉันแทบจะปวดหัวเลยล่ะ แต่ตอนนี้หลับไปแล้วขนมผิงตอบ

                เขาคุยกับเพื่อนสนิทอยู่พักใหญ่ก่อนจะวางสาย ริมฝีปากสวยยกยิ้มให้กับบันไดก้าวแรกที่กำลังจะเป็นรูปเป็นร่าง เขาชักจะรอวันที่ได้เห็นสีหน้าหมดหวังของคนคนนั้นไม่ไหวซะแล้ว

คุ่นบทกุหลาบซ่อนหนาม.jpg

               

 

                ช่วงเย็น ในขณะที่คู่ควงของปิญญ์ชานนท์กำลังเลือกซื้อของอย่างสบายอารมณ์ ชายหนุ่มปลีกตัวออกมาเพราะความเบื่อหน่ายในความจุกจิกของหญิงสาวเจ้าที่ถูกผู้ใหญ่ที่รู้จักกับพ่อของตนเองแนะนำมาอีกที การที่ต้องสละเวลาที่มีค่ากับเรื่องไร้สาระเช่นนี้ยิ่งทำให้ชายหนุ่มค่อนข้างรู้สึกไม่พอใจ จึงได้แยกตัวออกมาในตอนที่อีกฝ่ายเผลอ

                ชายหนุ่มเดินมาเรื่อยๆจนถึงโซนของเล่นเด็กทั้งที่ไม่รู้ว่าจะมาทำไม แต่พอเห็นของเล่นเด็กพวกนี้วูบหนึ่งก็ทำให้เขานึกถึงเด็กแฝดที่เจอในงานเลี้ยงขึ้นมาทันที ความถูกชะตาที่เขาเฝ้าย้ำว่าเป็นการคิดไปเองทำให้เขาส่ายหน้า แต่พลันราวกับโชคชะตาเล่นตลกเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาก็พบกับเด็กแฝดที่เขากำลังคิดถึง แต่ครั้งนี้เด็กแฝดที่ว่ากลับมีเพียงคนเดียว

                เขาเฝ้ามองร่างอ้วนท้วนของเด็กน้อยพยายามกระโดดเพื่อที่จะหยิบกล่องหุ่นยนต์บนชั้นวาง และหลุดหัวเราะออกมาเบาๆเมื่อร่างจ้ำม่ำนั้นยิ่งพยายามเท่าไรก็ทำไม่ได้สักที

                “อยากได้อันนี้ใช่ไหม”ส่วนลึกที่อยู่ในจิตใจสั่งให้ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้กับเด็กน้อยแล้วถามออกไป

                “คุนยุงงงงงง”

                เขาไม่ได้หวังจะให้เด็กคนนี้จำเขาได้ ก้อนเนื้อที่อยู่ในอกมันรู้สึกวูบวาบขึ้นมาแปลกๆจนเขาเองก็อดแปลกใจกับตัวเองไม่ได้เลย

                “ว่าไงล่ะ เธออยากได้ใช่ไหม”

                “ฮับ”ปลากริมพยักหน้าเร็วรัวให้กับคำถาม

                “แล้วคนน้องล่ะ”ถามพลางยื่นกล่องหุ่นยนต์ให้

                “อยู่กับปะป๊าฮับเจ้าตัวรับไปกอดแนบอกแล้วยิ้มจนตาหยี

                “แล้วปะป๊าของเธออยู่ไหนล่ะถามพลางมองดูเจ้าตัวส่ายหน้ามึนงงแล้วหันซ้ายหันขวา

                ดูท่าเจ้าตัวดีคงจะหลงทางกับพ่อของตัวเองมาสินะ ชายหนุ่มครุ่นคิด

                “ปะป๊าหาย”คราวนี้เจ้าตัวเริ่มเบ้ปากเมื่อมองหาใครไม่เจอ

                “ปะป๊าเธอไม่หายไปไหนหรอก เดี๋ยวก็คงจะมาเอง”ปิญญ์ชานนท์พูดปลอบออกไปไม่รู้ตัว

                “จริงเหยอฮับ”คราวนี้ตาคู่กลมโตใสแจ๋วราวกับว่าเมื่อครู่ไม่ได้ทำท่าจะร้องไห้

                 “อืม

                “นี่ คุนยุงฮับ

                “มีอะไรล่ะถามเมื่อมือป้อมกระตุกมือของเขาเบาๆ

                “คือว่าเอาอีกอันได้ไหมฮับ”

                “จะเอาไปทำอะไรตั้งสองตัว

                “เอาให้น้องหลิ่มฮับ แบ่งกันคนยะตัว มีเหมือนกันได้รักกันเสียงใสตอบพลางยิ้มกว้างโชว์เหงือกสีสด

                ปิญญ์ชานนท์เหลือบไปดูบนชั้นวางเพื่อที่จะหยิบเพิ่มอีกตัวแต่ก็ไม่มีหุ่นยนต์ตัวที่เหมือนกันเหลืออยู่แล้วเขาจึงส่ายหน้าตอบเด็กชายเบาๆ

                “มันเหลืออยู่แค่ตัวเดียว

                คำตอบของเขาทำเอาเจ้าตัวหน้ากลมมุ่ยหน้าก่อนจะส่งหุ่นยนต์คืนให้

                “งั้นไม่เอาแย้วฮับ ถ้าน้องหลิ่มไม่ได้ กิมก็ไม่เอา

                “’ถ้าอย่างนั้นเธอจะลองเลือกตัวอื่นดูไหมล่ะ ฉันจะซื้อให้

                “จริงเหยอฮับ”ตาคู่กลมลุกวาว

                “อืม”

                “ขอบคุนฮับคุนยุงปลากริมยกมือไหว้แล้วก้มตัวเก้าสิบองศา

                ทำให้ชายหนุ่มอย่างปิญญ์ชานนท์ชะงักเล็กน้อย เขาไม่ได้คิดที่จะต้องการได้คำขอบคุณอะไรจากเด็กคนนี้สักนิดเพราะเขาไม่เคยทำอะไรเพียงเพื่อที่จะได้รับแค่คำขอบคุณ ตลอดเวลาที่ผ่านมาสิ่งที่เขาทำคือการหวังผลตอบแทน

                “งั้นเลือกเอาก็แล้วกันว่าจะเอาตัวไหน”

                มันก็ไม่เลวนักกับการใช้เวลาที่เสียไปโดยเปล่าประโยชน์เพื่อทำอะไรที่ไม่เคยทำ ทำในสิ่งที่ไม่ได้อะไรเลยนอกจากคำขอบคุณจากเด็กที่ไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหน

คุ่นบทกุหลาบซ่อนหนาม.jpg

               

 

                ทางด้านของขนมผิง ในฐานะผู้ที่จะสืบทอดตำแหน่งผู้บริหารคนใหม่ของมณีรัตน์ แน่นอนว่าย่อมเป็นที่จับตามองและน่าสนใจจากหลายๆฝ่าย

                ข่าวลือมากมายที่เกี่ยวกับตัวของเขาได้แพร่กระจายไปทั่วอย่ารวดเร็ว หลายคนพยายามที่จะขุดค้นประวัติจนลุกลามไปถึงประวัติของลำดวนแม่ของเขา บางคนก็คาดเดาต่างๆนานาว่าแม่ของเด็กแฝดที่ว่าเป็นใคร อยู่ที่ไหน บางข่าวลือก็บอกว่าแม่ของเด็กๆเสียชีวิตไปแล้ว หรือไม่ก็ถูกทิ้งให้เลี้ยงลูกคนเดียว

                แต่นั่นขนมผิงไม่ได้ใส่ใจกับข่าวลือพวกนั้นเลย กลับกันเขากลับพึงพอใจที่ข่าวลือพวกนั้นกำลังลบล้างตราบาปที่ติดตัวแม่ของเขามานาน  ยิ่งถูกขุดคุ้ยเท่าไรตรานั้นมันก็ยิ่งลบเลือนไปมากเท่านั้น

                ตราบใดที่ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นคนอุ้มท้องเด็กๆ เขาก็จะไม่สนใจว่าใครกำลังพยายามขุดคุ้ยเรื่องพวกนั้น

                “ปลากริมอย่าไปไกลนะครับ อยู่ใกล้ๆปะป๊าไว้”ขนมผิงว่าพลางเลือกซื้อผลไม้ระหว่างทางกลับบ้านตามที่แม่ของเขาได้สั่งเอาไว้

                เจ้าตัวเล็กคนพี่เดินตามพลางเกาะชายเสื้อของเขาเอาไว้แน่น ตาก็มองไปรอบๆด้วยความอยากรู้อยากเห็น และถึงแม้เด็กแฝดจะเกิดมาพร้อมๆกันแต่อุปนิสัยบางอย่างมันก็ค่อนข้างจะต่างกัน

                คนพี่ชอบที่จะเดินเองมากกว่าเพื่อที่จะมองไปรอบๆ แต่คนน้องชอบที่จะนั่งบนรถเข็นหรือให้อุ้มเพราะมักจะรักสบายและให้คนอื่นเอาใจ

                โชคดีที่เด็กๆค่อนข้างจะสงบเพราะเขาตกลงที่จะซื้อของเล่นใหม่ให้ถ้าเด็กๆไม่ดื้อหลังจากที่พึ่งจะผ่านล็อคของเล่นมาได้อย่างทุลักทุเล

                ในขณะที่ขนมผิงกำลังเลือกผลไม้อยู่นั่นเอง สายตาก็เหลือบไปเห็นว่าข้างกายตอนนี้ไม่มีเจ้าตัวเล็กคนพี่อยู่แล้ว พลันหัวใจก็ตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม

                 “สลิ่มครับ!! ปลากริมไปไหน สลิ่มเห็นบ้างไหมครับ”ความตกใจทำให้ถามลูกชายคนเล็กออกไปด้วยความกระตือรือร้น

                หลิ่มไม่เห็นฮับ ไม่รู้พี่กิมไปหนายสลิ่มส่ายหัว คำตอบของลูกชายคนเล็กยิ่งทำให้ร้อนรน

 

                ขนมผิงเข็นรถเข็นเดินตามหาลูกชายคนโตจนทั่วอย่างกระวนกระวายใจ  ความคิดบางอย่างแวบขึ้นมา ก่อนหน้านั้นเขากับเด็กๆผ่านล็อคของเล่นที่อยู่ไม่ไกลจากแผนกของสดเท่าไร บางทีปลากริมอาจจะเดินย้อนไปที่นั่น ในเวลานี้ขนมผิงรู้สึกแทบบ้าเลยทีเดียว เขาวกรถเข็นเข้าไปในล็อคขายของเล่นอย่างรีบร้อน แต่แล้วสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าก็ทำเอาหน้าชาราวกับถูกตบ

                ความเป็นหวงแหนทำให้เขาปรี่เข้าหาทันทีเมื่อเห็นลูกชายอยู่กับผู้ชายที่เขาคุ้นหน้าเป็นอย่างดี

                “คุณปิญญ์!!”ขนมผิงเรียกชื่อของอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจ

                และดูเหมือนปิญญ์ชานนท์เองก็ตกใจไม่แพ้กันเมื่อมองเห็นเด็กแฝดคนน้องอีกคนอยู่ในรถเข็นของขนมผิง

                ตอนนี้ความคิดของขนมผิงราวกับกระแสน้ำอันเชี่ยวกราด ตาคู่สวยจ้องมองพ่อที่แท้จริงของลูกกำลังจับแขนลูกชายคนโตเอาไว้ เขาแทบอยากจะเข้าไปทุบตีอีกฝ่ายเสียด้วยซ้ำด้วยความกลัวว่าอีกฝ่ายจะเอาลูกไปจากตน

                “ปะป๊า”ปลากริมเรียกด้วยความดีใจ แต่นั่นก็ทำให้ปิญญ์ชานนท์เลิกคิ้วมองขนมผิงด้วยความประหลาดใจทันที

                “คุนยุงสลิ่มเรียกปิญญ์ชานนท์ด้วยความคุ้นเคยไม่ต่างกัน

                มันหมายความว่ายังไงกันแน่!! กับท่าทีของเด็กๆที่มีต่อปิญญ์ชานนท์ ขนมผิงจ้องมองอีกฝ่ายเขม็ง

                “คืนปลากริมมาให้ผม!!

                “แล้วทำไมฉันต้องส่งเด็กนี่ให้นายล่ะ เด็กนี่มีอะไรเกี่ยวข้องกับนายกัน”

                รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ผุดขึ้นบนใบหน้าคมคายนั้นทำให้ขนมผิงแทบคลั่ง เขาหวงลูกจนอยากจะตรงเข้าไปกระชากดึงเอาลูกแย่งกลับคืนมาจากอีกฝ่าย ทว่าเขาก็ไม่ต้องการให้ลูกๆของเขาตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

                “ส่งเขาคืนให้ผมด้วยครับ”

                “ปะป๊า คุนยุงจะฉื้อของเย่นให้กิมด้วยปลากริมเรียกซ้ำ แล้วกระชับมือใหญ่ที่จับเอาไว้แน่น

                คำแทนตัวที่ปลากริมใช้เรียกขนมผิงนั้นทำให้รอยยิ้มเจ้าเล่ห์แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเหยียดหยามทันที

                “ไม่คิดจะแนะนำเด็กๆให้ฉันรู้จักสักหน่อยเหรอ

                “หวัดดีฮับคุนยุงสลิ่มยกมือไหว้ยิ่งทำให้ขนมผิงแน่ใจได้ทันทีว่าเด็กๆเคยเจอกับปิญญ์ชานนท์มาก่อน

                แล้วมันตอนไหนกันล่ะ!!

                “ไม่จำเป็น แค่คุณคืนปลากริมมาให้ผมก็พอ”บอกก่อนจะตรงเข้าหาลูกชายคนโตเพื่อที่จะแย่งกลับคืนมา ทว่าร่างสูงก็เบี่ยงตัวมาบังเอาไว้ไม่ให้เขาเข้าไปใกล้ได้มากกว่านี้ อาศัยจังหวะที่เผลอวางฝ่ามือใหญ่ข้างหนึ่งลงบั้นเอวของขนมผิง

                 “คุณจะทำอะไร!!”ปัดมือนั้นออกแทบจะทันที

                “เด็กๆเป็นลูกของนายอย่างนั้นเหรอ ไม่ยักรู้ว่านายมีลูกโตขนาดนี้แล้วว่าพลางมองขนมผิงหัวจรดเท้า

                ใบหน้าคมคายห่างจากใบหน้าเกลี้ยงเกลาเพียงแค่คืบ ลมหายใจที่เป่ารดลงมานั่นสร้างความอึดอัดให้กับขนมผิงได้เป็นอย่างดี

                “นั่นมันเป็นเรื่องของผม คืนลูกของผมมาเดี๋ยวนี้!!”แทบจะทนไม่ไหวแล้วกับการที่ต้องพูดดีกับอีกฝ่ายต่อหน้าเด็กๆ

                “ฉันชักอยากรู้แล้วสิว่าใครกันที่เป็นแม่ของเด็กๆ”

                “ผม บอก ให้ คืน ลูก ผม มา”กดเสียงต่ำเน้นออกไป

                “ขอร้องฉันสิ แล้วฉันจะคืนเด็กๆให้…..แต่ก่อนอื่น บอกฉันมาก่อนสิ ว่าใครเป็นแม่ของเด็กปิญญ์ชานนท์พูดเว้นราวกับต้องการยั่วให้ขนมผิงยิ่งโกรธกับท่าทีของเขาเอง

                                “จะเป็นใครก็ไม่สำคัญในเมื่อเธอไม่อยู่แล้ว คุณไม่จำเป็นที่จะต้องไปใส่ใจ”

                “จะไม่สนใจได้ยังไงในเมื่อนายเองก็เคยบอกว่านายท้องกับฉัน แล้วสามปีให้หลังนายกลับโผล่มาพร้อมกับเด็กๆ นายจะให้ฉันคิดยังไงดีล่ะขนมผิง ดูท่าทางเด็กสองคนนี้ก็คลับคล้ายคลับคลากับฉันอยู่นะ หรือว่าไม่จริง?

                “ปลากริมกับสลิ่มไม่ใช่ลูกของคุณ!! เด็กสองคนนี้ไม่มีวันจะเป็นลูกของคุณ!! คุณบอกว่าคุณไม่เชื่อว่าผมท้องนี่ ใช่แล้ว!! สามปีที่ผ่านมาผมโกหกคุณพอใจรึยัง เพราะฉะนั้นคืนลูกมาให้ผมได้แล้ว!!

                พูดออกไปด้วยความโมโห ใจของเขาร้อนรนราวกับเอาถูกเปลวเพลิงลุกไหม้ ถ้าหากอีกฝ่ายรู้ความจริงอาจจะมาแย่งลูกของเขาไปก็ได้ ร่างสูงโปร่งพยายามจะเบี่ยงตัวเพื่อแย่งตัวลูกชายคนโตคืน แต่ยิ่งพยายามมากเท่าไรอีกฝ่ายก็ยิ่งใช้ตัวเป็นโล่กำบังซ่อนร่างเล็กเอาไว้ด้านหลัง

                นายนี่มันไร้ค่าไม่เปลี่ยนจริงๆ นายจะให้ฉันคืนเด็กให้นายทั้งที่นายปล่อยให้เด็กเดินหลงมาคนเดียวเนี่ยนะ ยังมีหน้าจะมาขอเด็กนี่คืนอีกรึไง

                “แล้วมันยังไงล่ะ ยังไงเขาก็เป็นลูกของผม คุณไม่มีสิทธิจะมายุ่งกับเขา คุณไม่มีสิทธิแม้แต่จะแตะต้องเขาด้วยซ้ำ”

                ขนมผิงพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น มือทั้งสองข้างสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม ความหวาดกลัวว่าอีกฝ่ายจะแย่งลูกไปทำให้เขาคิดอะไรไม่ออก

                “ได้โปรด คืนลูกมาให้ผม

                ขนมผิงยอมข้อร้องทั้งที่ไม่ต้องการจะให้มันเป็นอย่างนั้น เขาต้องการที่จะปกป้องเด็กๆจากน้ำมือของพ่อที่แท้จริง การขอร้องมันเป็นทางเลือกสุดท้ายแล้วสำหรับเขาตอนนี้

                “หึ! ไม่คิดว่านายจะเป็นถึงขนาดนี้นะขนมผิง ยังไงซะความไร้ค่าของนายมันก็ไม่ได้หายไปเหมือนกับที่นายหายไปสามปีสินะ

                 “คุณยังต้องการอะไรอีกในเมื่อผมขอร้องคุณไปแล้ว อีกอย่างหากคุณยังมีจิตสำนึกพอ อย่าได้พูดเรื่องพรรค์นี้ต่อหน้าเด็กๆ

                “แล้วทำไมฉันต้องทำตามที่นายขอล่ะ มันน่าน้อยใจออกไม่ใช่รึไงที่เมียตัวเองดันหนีหายไปสามปีแล้วไปมีชู้จนลูกโตขนาดนี้

                ผลั่ก!!

                หมดสิ้นกับความอดทนที่มีอยู่ ขนมผิงผลักอกอีกฝ่ายจนเซถอยหลังไปครึ่งก้าว

                “อย่าได้มาพูดเรื่องนี้กับผมอีก”เค้นเสียงบอกออกไปราวกับงูที่กำลังหวงไข่

                แต่ก่อนทีเรื่องจะเริ่มยุ่งไปมากกว่านี้เสียงแหลมเล็กของหญิงสาวก็ดังขึ้นแทรกสถานการณ์

                “อะไรกัน!! มีอะไรกันรึเปล่าคะ”

                “ไม่มีอะไรหรอก แค่คนรู้จักน่ะรู้จักเป็นอย่างดีเลยล่ะ”ริมฝีปากได้รูปเหยียดยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเบี่ยงตัวหลบให้ขนมผิงได้ดึงปลากริมกลับไป

                ขนมผิงปรายตามองอีกฝ่ายด้วยความแค้นเคือง ใครกันแน่ที่สมควรจะถูกกล่าวหาด้วยถ้อยคำดูถูก ในเมื่ออีกฝ่ายนั้นกำลังกำลังควงแขนอยู่กับผู้หญิง

                เขาอุ้มปลากริมใส่รถเข็นให้อยู่กับสลิ่มก่อนจะเข็นรถกลับไป เขาไม่แม้จะหันกลับมามองว่ากำลังมีสายตาคู่หนึ่งมองตามตนเองด้วยแววตาที่แตกต่างออกไปจนลับสายตา

 

คุ่นบทกุหลาบซ่อนหนาม.jpg

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น