Khemmakan

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 21 รู้สึกอย่างไร

ชื่อตอน : ตอนที่ 21 รู้สึกอย่างไร

คำค้น : พนักงานดูแลเตียง

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.2k

ความคิดเห็น : 20

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ส.ค. 2562 21:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 21 รู้สึกอย่างไร
แบบอักษร

 

BED CARE JOB  

#พนักงานดูแลเตียง 

ตอนที่ 21 รู้สึกอย่างไร 

 

 

      เช้าวันจันทร์ ผมนั่งจ๋องรอเริ่มเรียนแต่เช้าเพียงลำพัง หลังจากที่เปิ้ลแก้ไขเรื่องแฟนเก่าได้แล้ว เธอคงไม่จำเป็นต้องมาเช้าเร็วกว่าปกติอีก ผมพลิกบทเรียนฆ่าเวลา ผมอ่านมันจบไปแล้วรอบหนึ่งตอนนี้เลยเบื่อขึ้นมา หยิบโทรศัพท์เพื่อดูเวลาเมื่อไหร่เพื่อน ๆ  จะมาถึงสักที แม้ผมจะไม่ได้คุยกับพวกมันแต่อย่างน้อยก็พอยังได้ฟังเสียงพวกมันคุยกัน ไม่เงียบจนเกินไป

 

 

            หืม? โทรศัพท์เปิดไม่ติด สงสัยแบตฯ คงจะหมด ตั้งแต่วันศุกร์ผมก็ไม่ได้ชาร์จแบตฯ​ โทรศัพท์อีกเลย

 

 

            “ไงมึง นึกว่าวันนี้จะไม่มาเรียนเสียอีก” โจมาถึงเป็นคนแรกในกลุ่มพวกเราทั้งหมด มันเอ่ยทักแล้วนั่งลงที่เก้าอี้ตัวถัดจากผม

 

            “อือก็ดี ทำไมกูต้องไม่มาด้วยวะ” ผมพยักหน้าเออออแต่ก็ต้องสะดุดหูกับคำพูดของโจจนต้องถามกลับไป

 

            “กูติดต่อมึงไม่ได้ตั้งแต่วันเสาร์” โจจ้องหน้าผมเขม็ง

 

            “อ๋อ..แบตฯ หมด ลืมชาร์จ” ผมหัวเราะแกน ๆ  พลางชี้โทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะให้โจได้เห็นจะ ๆ  กับตา

 

            “หมดได้ไง ทำไมไม่ชาร์จ”

 

            “มีเรื่องยุ่ง ๆ  อะ แล้ววันเสาร์กูทำงานทั้งวัน ลูกค้าก็เยอะมาก ไม่มีเวลาดูเลย”

 

            “หลังเลิกงานก็ยังยุ่งเหรอ” โจหรี่ตาจับผิดผมต่อ

 

            “ก็นิดหน่อย..กูไม่ได้แตะโทรศัพท์เลย มีเบอร์แปลก ๆ  โทรมาด้วย กูกลัวเลยไม่กล้ารับ”

 

            “ทีหลังมีอะไรไม่ชอบมาพากล ก็โทรมาบอกกู แล้วเสาร์อาทิตย์หลังเลิกงานแล้วมึงก็กลับห้องเหรอ”

 

            “อือ” ผมตอบมันส่ง ๆ

   “ห้องไหนล่ะ มึงก็ย้ายห้องเหมือนเปิ้ลเหรอ กูถึงไปหาที่ห้องแล้วไม่เจอ” ผมตาเหลือกทันทีที่ได้ยิน งานเข้าละ ถ้าโจพูดแบบนี้แสดงว่ามันคงรู้อะไรมาบ้าง

“เปล่าย้าย”

“อยู่กับคนชื่อเคนอะไรนั่นปะ”

“ก็ไม่เชิง” ผมไม่รู้จะตอบยังไง จะพูดว่าอยู่ด้วยกันไหมมันก็อยู่ด้วยกันเพราะคุณเคนก็วนเวียนให้ผมเห็นตลอด แต่ไม่ใช่ความหมายว่าอยู่ด้วยกันแบบนั้นเสียหน่อย

“ยังไง มีคนอื่นด้วย?”

“ประมาณนั้น”

“ตอบอ้อมไปอ้อมมาจังวะ” โจอารมณ์เสียเสียงดังใส่ผม ผมหดคออัตโนมัติ แต่ก็ยังกล้าที่จะโต้ตอบมันกลับไป

“แล้วมึงจะถามอ้อมไปอ้อมมาทำไมวะ อยากรู้อะไรก็ถามมาตรง ๆ  เลย ตอบได้ก็จะตอบ ตอบไม่ได้ก็จะ..”

“ตอบไม่ได้ก็ต้องตอบ” โจแทรกขึ้น

“เอาแต่ใจจังวะ” ผมโวยวายมันแต่ไม่จริงจังนัก ก็รู้อยู่ว่านิสัยโจเป็นอย่างไร

โจมันมองผมแล้วถอนหายใจเสียงดังก่อนที่มันจะยื่นโทรศัพท์มือถือของมันมาให้ ผมรับมาดูแล้วส่งคืนกลับไปให้เจ้าของ เหตุการณ์นี้คล้ายกับตอนที่พี่ปุยฝ้ายดึงมือผมไปคุยในห้องหลังร้านไม่ผิดเพี้ยน แต่ครั้งนี้ต่างกันที่สถานที่เท่านั้น

“รูปนี่ ตกลงมันเป็นมายังไง ถึงแม้รูปจะถ่ายด้านข้างค่อนไปทางหลัง แต่ก็รู้ว่าคือมึง แต่อีกคนในรูปไม่ใช่คนชื่อเคนที่กูเคยเจอ ถ้ากูจำไม่ผิดเขาชื่อคีนใช่ไหมที่เปิ้ลมันชอบอะ” 

“...” ผมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ มันเหนียวคอไปหมด ควรจะบอกมันยังไงดีหรือจะทำมึนต่อไป

“ว่าไง มึงไปรู้จักคนระดับนี้ได้ไง” โจกำลังเร่งรัดผม

“มึงจำคนผิดหรือเปล่า กูจะมีปัญญาไปนั่งอยู่ตรงนั้นได้ไง มึงใช้หัวคิดบ้างสิ” ผมแสร้งด่ามันเพื่อข่มอาการลนลานของตัวเอง

“มึงตลกเหรอไอ้เปล กูเป็นเพื่อนมึงมากี่ปี และที่สำคัญกูจำคนที่กูเคยชอบได้ไม่ผิดตัวหรอก” ผมควรจะดีใจกับประโยคแรกแต่ทำไมผมกลับตกใจประโยคหลังของโจ

“มึงว่าไงนะ?”

“กูเคยชอบมึงและกูเดาไม่ผิดแน่ว่ามึงคือคนในรูป”

“ที่มึงให้กูยืมเงินง่าย ๆ  เพราะว่าชอบกูสินะ”

“ใช่ เพราะว่ากูชอบมึง แต่ตอนหลังที่ให้เพราะกูสงสารและโมโหพ่อแม่มึง”

“แปลว่าตอนนี้มึงก็ไม่ได้ชอบกูแล้วใช่ไหม” ผมกลั้นใจถามมันด้วยความรู้สึกอิหลักอิเหลื่อ

“ไม่แล้ว” โจส่ายหน้า “อยู่กับมึงแล้วปวดหัว ชอบทำมึนดื้อที่สุด ใครได้มึงไปก็รับกรรมต่อด้วยแล้วกัน”

“ค่อยโล่งใจ” คราวนี้ผมถอนหายใจออกมาอย่างสบายใจ “นึกยังไงถึงพูดขึ้นมา”

“ไม่นึกไง กูคิดว่าอีกหน่อยเราก็จะเรียนจบกันแล้วเลยไม่อยากให้ค้างคาใจ แล้วพอกูยิ่งได้เห็นรูปมึงกับคนในรูป กูเลยคิดว่ากูคงพูดได้แล้วล่ะ มึงคงไม่ได้ชอบกูแล้ว”

“ไม่ได้ชอบมึงนานแล้วเว้ย เฮ้ย!! รู้ได้ยังไง”

“มึงโกหกไม่เนียนไง ดูไม่ออกก็โง่แล้ว”

“ตกลงมึงไม่ได้คิดอะไรกับกูแล้วจริง ๆ  นะ” ผมต้องการคำยืนยันจากปากมันอีกครั้ง

“ไม่แล้ว พูดจริง ดูปากกู ไม่ ชอบ แล้ว มึง มัน น่า ปวด หัว

“ไม่ต้องเน้นมากก็ได้” ผมบ่นอุบ ผมน่าปวดหัวตรงไหน

“แล้วจะบอกกูได้ยังว่ามึงไปรู้จักคนในรูปได้ไง”

“...”

“บอกมาเถอะเรื่องถึงขั้นนี้แล้วจะอมพะนำไว้ทำไม”

“มึงอย่าบอกใครนะ” ผมบอกมันกลัวมันจะแพร่งพรายให้คนอื่นฟังต่อ

“มึงรู้ปะ คำนี้คือคำศักดิ์สิทธิ์นะโว้ย พูดว่าอย่าบอกใครเมื่อไหร่ หมายถึงต้องบอกให้มากที่สุด”

“มึงอย่าพูดแบบนี้ ไม่เอาดิวะ” ผมกังวลถ้าเรื่องนี้จะหลุดออกไปให้คนอื่นรู้เพิ่มขึ้น

“กูรู้น่า กูสัญญาจะไม่ปากโป้ง โอเคไหม”

“สัญญาแล้วนะ”

“เออ”

“คนในรูปคือเจ้านายเก่ากูเองอะ” ผมตัดสินใจบอกมันเสียงเรียบ

“เฮ้ย ไอ้เปล มึงพูดจริง!?”

“เสียงดังทำไมเล่า เบา ๆ  หน่อย เดี๋ยวคนอื่นก็ได้ยินหรอก” ผมรีบตะครุบปากโจทันทีที่มันแหกปาก

“โทษที ๆ  มึงอำกูเล่นปะเนี่ย”

“ไม่อำ กูพูดจริง”

“แต่มึงรับปากกูว่าจะไม่กลับไปทำงานนั้นอีกไม่ใช่เหรอไง หรือว่ามึงหลอกกู” โจถลึงตาใส่ผมอย่างไม่พอใจ

“เปล่า กูไม่ได้กลับไปทำงานกับเขาแล้ว กูแค่ยังติดต่อกับเขาอยู่”

“มึงหรือเขาที่เริ่มก่อน?”

“เริ่มอะไร”

“ก็เริ่มติดต่อก่อนน่ะสิ”

“ไม่รู้อะ ในจังหวะที่กูมีปัญหาเขาก็เข้ามาพอดี เขาช่วยกูไว้เยอะ ทั้งเงินทั้งที่บ้าน มึงรู้ไหม เขาช่วยจัดการเรื่องพ่อแม่ให้กูด้วย”

“มึงรู้ได้ไง เขาอาจจะโกหกมึงก็ได้”

ผมส่ายหน้าอย่างแรง “ไม่มีทาง กูคุยกับปิงแล้ว มันเล่าเหตุการณ์วันนั้นให้กูฟังด้วย”

“เขาไม่ได้คิดร้ายกับมึงใช่ไหม” โจยังไม่วายเป็นห่วง

“ถ้าเขาคิดร้ายกับกูคงไม่ช่วยกูขนาดนี้ มึงก็เห็นรูปในข่าวแล้วนี่ ถ้าไม่ได้เขาคอยช่วย กูว่าป่านนี้คนคงรู้กันทั่วว่าคนในรูปนั้นคือกูแน่นอน”

“อืม” โจพยักหน้า ใบหน้าเคร่งขรึมเหมือนใช้ความคิด “ดูมึงจะชื่นชมเขาเสียจริง ชอบเขาเหรอ”

“ใช่” ผมไม่จำเป็นต้องปฏิเสธ ถ้ายอมรับกับแม่คุณคีนได้แล้ว กับคนอื่นก็ไม่ยากแล้ว

“แล้วเขาชอบมึงไหม จริงจังกับมึงหรือเปล่า”

“กูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจริงจังกับกูหรือเปล่า ที่ผ่านมาเขาก็คอยช่วยกูตลอด” 

“ถ้าเขาจริงจังกับมึง อีกหน่อยคงพาไปให้พ่อกับแม่รู้จักล่ะมั้ง” โจสันนิษฐาน

“กูไปมาแล้ว”

“ห๊ะ!? ว่าไงนะ”

“กูบอกว่าไปมาแล้ว พ่อเขาดุฉิบหาย แต่แม่เขาอะใจดี มาคุยกับกูจนกูยอมรับปากไปว่าจะดูแลลูกเขาอย่างดี”

“มึงเนี่ยนะ ตัวแค่นี้จะมีปัญญาอะไรไปดูแลเขา มึงงงตัวเองเปล่าวะ” โจใช้นิ้วชี้จิ้มหน้าผากผมทีหนึ่ง จิ้มแรงจนผมต้องปัดมือมันทิ้งอย่างรวดเร็ว

“ทำไมวะ ตัวแค่นี้แล้วเป็นไง กูหาเงินเก่งนะเว้ย”

“เออ กูรู้ กูก็แค่แกล้งแหย่มึงเล่นไปอย่างนั้น รู้ว่ามึงเก่งแค่ไหน”

“ขอบใจ”

“อนาคตข้างหน้าจะเป็นยังไงไม่รู้ แต่มึงคงมีชีวิตที่สงบสุขน้อยกว่าเดิม เขาเป็นคนดัง ไปไหนมาไหนก็มีแต่คนรู้จัก มึงอาจถูกกระแสสังคมรุมด่าทอว่ามึงไม่เหมาะสมกับเขา แตกต่างกับเขา หรือมึงอาจจะถูกกล่าวหาว่ามึงกำลังเป็นปลิงที่คอยดูดเลือด ลองทบทวนดูว่าจะทนได้ไหม กูไม่ได้อยากทำให้มึงเสียใจแต่อยากให้มึงได้ลองคิด”

“กูไม่ได้คิดจะเปิดเผยเรื่องกูกับเขากับคนอื่นอยู่แล้ว อีกอย่างเรื่องเหมาะสมไม่เหมาะสมกูก็คุยกับเขาแล้วด้วย”

“มึงคิดว่าเขาจะพูดกับมึงว่า‘ใช่ คุณไม่เหมาะสมกับผม’ไม่มีหรอกไอ้เปล ใครจะพูดแบบนั้นวะ ถามจริงมึงอยากอยู่อย่างหลบ ๆ  ซ่อน ๆ  ตลอดไปเหรอ” โจทำหน้าไม่เห็นด้วย

“กูก็ไม่ได้อยากหรอก แล้วมึงบอกเองว่าเขาเป็นคนดัง มีแต่คนนับหน้าถือตา ถ้าเปิดเผยไปก็อาจจะมีปัญหาตามมาก็ได้ อีกอย่างพ่อเขาเป็นใครมึงคงรู้ กูว่าเป็นแบบนี้ไปก่อนก็ดี” 

“ตามใจมึง แล้วที่พูดมาทั้งหมดเนี่ย ตกลงว่าคบกันแล้ว?”

“ไม่รู้อะ”

“ทำหน้าเหมือนงงชีวิต ไม่รู้อะไรอีกวะ หรือเป็นความสัมพันธ์แบบคนดัง พี่น้องอะไรแบบนี้”

“ไม่ใช่เว้ย เอาเป็นว่าไม่ใช่แล้วกัน” ผมรีบปฏิเสธจะบอกมันว่ายังไง ความสัมพันธ์ของคำว่า เด็กดีของผม มันไม่ได้ธรรมดาน่ะสิ ขืนบอกให้โจฟัง มันต้องหัวเราะแล้วล้อเลียนผมไปอีกนานแน่ 

ไม่มีทางพูดให้มันได้ยินหรอก

“เรื่องมึงกับเขา นอกจากกูแล้วมีใครรู้อีก”

“เปิ้ล” ผมเอ่ยชื่อเสียงเบา

“รู้ได้ไง” ผมเล่าให้โจฟังถึงเหตุการณ์วันที่ไปโรงพยาบาล โจฟังจนจบแล้วพูดว่า “มันไม่ได้หลงหรอก ตั้งใจเดินตามมึงไปอยู่แล้ว”

“อืม ก็รู้ แต่เปิ้ลรับปากกูว่าจะไม่บอกใคร”

“เนี่ย คำนี้อีกแล้ว แต่เอาเถอะ ถ้าเปิ้ลมันปูดเรื่องนี้กูจะไปจัดการให้”

“เปิ้ลไม่พูดหรอกน่า มึงก็กังวลไปได้ ใกล้จะเรียนจบแล้วคงไม่อยากหาเรื่องให้กันหรอก”

“มึงนี่แหละไม่คิดอะไรเลย ไอ้เปลไอ้น่าปวดหัว เอ้อ..แล้วหลังสอบเสร็จปิดเทอมมึงจะมาทำงานที่บริษัทพ่อกูก่อนปะ เขาขาดเด็กถ่ายเอกสาร” โจถามปนแซว งานที่มันพูดถึงก็ไม่ใช่ถ่ายเอกสารจริงหรอก

ปกติปิดเทอมผมจะไปทำงานกับพ่อของโจครับ งานไม่เน้นวุฒิการศึกษา ตำแหน่งที่ผมไปทำก็ต้องการคนจำนวนมาก ทำให้ไม่เป็นที่ถูกจับตามองจากคนอื่นว่าเป็นเด็กเส้น ต่างจากที่โจชวนผมไปทำงานหลังจากเรียนจบ งานนั้นคนละตำแหน่ง ผมถึงปฏิเสธมันไป

“คงไม่ได้ไป ขอโทษนะ” 

“กลับบ้านเหรอ”

“เปล่า คุณเขาให้กูหายไปจากที่นี่สักพัก รอให้ข่าวมันซาลงก่อน กลับมาอีกทีตอนเปิดเทอม เรื่องคงเงียบแล้ว”

“ไปไหน”

“อังกฤษ”

โจผิวปากก่อนจะจุ๊ปากเบา ๆ  “เพื่อนกูเริ่มไม่ธรรมดา”

“ไม่ใช่สักหน่อย กูไปเพราะเรื่องข่าวนี่แหละ” ผมอุบอิบบอกมันก็ไม่ได้อยากไปถ้าไม่ใช่เพราะเขาเอาเหตุผลเรื่องข่าวมาอ้าง

“ถ้าเพราะเรื่องข่าว..เมื่อเช้ามึงมายังไง”

“เขามาส่ง ช่วงนี้ถ้าเลิกเรียนเสร็จกูกลับเลยนะ ฝากมึงบอกพวกนั้นด้วย”

“ได้ แล้วมึงไม่ต้องไปทำงานพิเศษเหรอ”

“หยุดไปก่อน กูคุยกับเจ้าของร้านแล้ว”

“แล้ววันนี้มึงกลับไง เขามารับไหม”

“ไม่อะ กูบอกเขาไปว่ากูกลับเองได้”

“อืม เดี๋ยวกูไปส่ง”

“ไม่เป็นไร กูเตรียมอุปกรณ์ปลอมตัวไว้แล้ว หมวกกับหน้ากากอนามัย กูกลับเองได้สบายมาก”

“เออ ก็ยังดี”

ผมกับโจคุยกันอีกไม่กี่ประโยค เพื่อนในกลุ่มผมและกลุ่มเปิ้ลก็เริ่มทยอยมาถึง ผมเลยไม่คุยกับโจเรื่องคุณคีนอีก เปิ้ลทักทายผม เธอพูดเบา ๆ  กับผมว่าส่งข้อความมาทำไมไม่ตอบ ผมได้แต่ยิ้มแหยแล้วบอกว่าโทรศัพท์แบตฯ หมด 

ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อโจก็แทรกขึ้นว่าเรื่องที่เปิ้ลอยากรู้ ห้ามไปพูดให้ใครฟังเด็ดขาด ไม่งั้นมันเอาจริง เปิ้ลยิ้มให้โจพลางบอกด้วยสีหน้าจริงจังเช่นกันว่าถ้าเธอจะประกาศเรื่องนี้เธอคงทำไปแล้ว คำตอบของเธอทำให้ผมโล่งใจไปได้มาก

แล้วเธอก็พูดกับผมและโจเบา ๆ  ว่า เลิกเรียนแล้วอยู่คุยด้วยกันก่อน 

ผมรู้ว่าเปิ้ลจะคุยอะไร เคยเป็นกันไหมครับ ทำไมต้องเกรงใจผู้หญิงด้วย 

สุดท้ายเหลือผม โจและเปิ้ลที่ยังนั่งอยู่ในห้องเรียน เปิ้ลรอจนไม่เห็นใครในห้องแล้วจึงเกริ่นขึ้นมาเป็นคนแรก

“เราขอพูดอีกครั้งเรื่องเปล ถึงเราจะไม่ใช่คนดีเด่นอะไร แต่ขอย้ำตรงนี้เลยนะว่าเราไม่ขายเพื่อน ถ้ามีเรื่องอะไร บอกไว้ก่อนเลยว่าไม่ได้มาจากปากเราแน่นอน โอเคนะ”

“อืม” โจพยักหน้า

“แล้วเปิ้ลมีเรื่องอะไรจะคุยกับเราอะ” ผมถามเธอขึ้นมาบ้าง ถึงแม้จะรู้ว่าเรื่องอะไรแล้วก็ตาม

“เราเห็นข่าว รูปที่หลุดของแกกับคุณคี เอ่อ..กับเขา” เปิ้ลหันมองรอบห้องซ้ายขวาอีกครั้งแล้วเปลี่ยนใจไม่เอ่ยชื่อ

“แกก็รู้ว่าเป็นเราเหรอ”

“ไม่ใช่แกแล้วจะเป็นใคร อีกอย่างเราก็รู้เรื่องแกกับเขาด้วย ยังไงก็ต้องเป็นแกอยู่แล้ว”

“อือ” ผมไม่ปฏิเสธ

“อย่าหาว่ายุ่งวุ่นวายเรื่องแกเลย ไหวไหมวะเปล”

“ตอนนี้ข่าวยังไม่ได้กระทบอะไรกับเรามากหรอก งานก็หยุดทำไปก่อน ส่วนที่มหา’ลัยคงไม่มีใครรู้นอกจากพวกแกสองคน”

“ไม่มีใครมาป่วนหรือขู่ทำอะไรแกใช่ปะ” เปิ้ลถามต่อ

“ไม่มี” ผมส่ายหน้าแล้วอธิบายเพิ่ม “แต่มีคนโทรมาหาเราเยอะมาก คุณเขาเลยบอกว่าเราอย่าเพิ่งรับสายพวกเบอร์แปลก เราเลยไม่ได้รับ”

“ดีแล้ว อย่าไปรับสาย ไอ้พวกก่อกวนมันไม่โทรมาแล้วพูดทักทายกับมึงดี ๆ หรอก” โจเห็นด้วยกับความคิดคุณคีนและคุณเคน

“ไม่มีอะไรที่มันแปลก ๆ  หรือน่ากลัวแล้วใช่ปะ ถ้าแกมีอะไรปรึกษาเราได้เสมอนะ ไม่ใช่เพราะเราเป็นแฟนคลับเขาเลยอยากรู้จนยุ่งเรื่องของแกไปเสียทุกเรื่อง ยอมรับว่าก็อยากรู้เหมือนกัน แต่เราอยากพูดในฐานะเพื่อนถึงจะไม่สนิทก็เถอะ เราอาจจะไม่ค่อยได้คุยกัน ไม่สิ..ตั้งแต่เรียนมาไม่เคยคุยกันเลย แต่เรารู้สึกขอบคุณแก โจ และเพื่อนในกลุ่มพวกแกที่ช่วยเราเรื่องไอ้เลวนั่น” เปิ้ลพูดความในใจออกมาเสียยืดยาว

“ขอบใจนะ แล้วแฟนเก่าเปิ้ลไม่มายุ่งอีกแล้วใช่ไหม” ผมถามเปิ้ลไป นับจากวันนั้นที่อดีตแฟนเปิ้ลมาหา ผมก็หวังว่าเขาจะไม่มายุ่งเกี่ยวกับเธออีก

“ไม่แล้ว โคตรสบายใจ” เธอยิ้มจนตาหยี 

“งั้นก็ดี ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกได้เสมอ” โจเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาบ้างพร้อมกับเอื้อเฟื้อความช่วยเหลือ

“ขอบใจเหมือนกัน เอ่อ..เราขอพูดอะไรอีกหน่อยได้ไหม” เปิ้ลแสดงสีหน้าลำบากใจ เธอมีอะไรหรือเปล่า เมื่อสักครู่นี้ยังมีท่าทางปกติดีอยู่เลย

“เอาสิ” ผมตอบรับ

“จริง ๆ  ก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ที่เราจะเอาเรื่องงานพิเศษมาเล่าให้แกฟังนะ แต่ว่ามันต้องพูด เราเป็นห่วงแก”

“อะไรเหรอ”

“งานที่เราทำ พวกแกคงรู้อยู่แล้วใช่ปะว่าคืออะไร” เธอหยุดพูดครู่หนึ่งกัดริมฝีปากด้วยความประหม่า เมื่อเห็นว่าทั้งผมและโจพยักหน้าจึงพูดต่อ “ลูกค้าเรามีคนที่อยู่ในวงการเดียวกับเขาค่อนข้างเยอะ คนพวกนี้..“

“ทำไม” โจถามเมื่อเปิ้ลหยุดพูด เปิ้ลขยับเข้ามาใกล้ผมและโจมากขึ้นและพูดเสียงเบากว่าเดิม

“คนพวกนี้หน้าซื่อใจคด ปากพูดอย่างแต่การกระทำอีกอย่าง คนที่ทำเหมือนเราเคยรับงานกับคนพวกนี้ นัดให้เจอในห้องในโรงแรมอย่างดี แต่พอเข้าไปกลับเป็นปาร์ตี้สวิงกิ้ง บางทีก็บังคับให้กินเหล้า กินยา”

ผมฟังแล้วขนลุกซู่ไปตามแขน

“แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่เราจะพูดหรอก”

“อ้าว” ผมอยากจะบ่นเปิ้ล แล้วเธอจะพูดให้ผมกลัวทำไมกันเล่า

“เราเคยหลงรับงานไปครั้งหนึ่ง แต่โชคดีที่ไม่เจออย่างคนนั้น มีคนอยู่ในห้องเต็มไปหมด คุยกันว่าจะโจมตีฝ่ายตรงข้ามยังไง แบล็กเมลแบบไหนถึงจะเห็นผลดีที่สุด พวกมันไม่สนใจวิธีการและไม่สนว่าใครจะได้รับผลกระทบบ้าง ที่เราอยากจะพูดก็คือแกต้องระวังตัวเยอะ ๆ นะเปล”

“คง..คงไม่มีอะไรหรอกมั้ง ในเมื่อเขาก็ลาออกมาแล้ว” ผมบอกตามที่คิด

“อืม มันอาจจะจองล้างจองผลาญไม่เลิก ระวังตัวไว้บ้างก็ดีนะ”

“ขอบใจที่เตือน”

“ถ้าคนในวงการนี้มันเลว แล้วทำไมแกถึงชอบคนในรูปวะ ก็พวกเดียวกันไม่ใช่หรือไง” โจถามขึ้นด้วยความสงสัย

“ไม่เหมือนกันเว้ย คนในรูปคือคนหน้าตาดีที่เราชอบ โอเคนะ”

“เออ แล้วแต่แกเหอะเปิ้ล” โจตอบพลางส่ายหน้ากับคำตอบ

“เฮ้ย เปล..แกไม่เป็นไรนะ” เปิ้ลทักขึ้นมาคงเห็นว่าสีหน้าผมไม่ค่อยดี

“เปิ้ลพูดอะไรวะ ไอ้เปลหน้าซีดเลย” โจบ่นขึ้นมาอย่างไม่พอใจ แล้วหันมาพูดกับผม “มึงไม่ต้องไปฟังเปิ้ลมันมาก”

“เราแค่หวังดีกับเปลเลยบอกให้รู้ แกไม่คิดเหรอวะไอ้โจว่าคนระดับนั้นจะไม่มีศัตรูกับใครเขา เป็นไปไม่ได้หรอกยังไม่ทันไร ตอนนี้ก็มาเรื่องหนึ่งแล้ว คิดจะก้าวเข้ามาคบกับคนอาชีพนี้มันก็ต้องรู้อะไรบ้างนะเว้ย” เปิ้ลเถียงกลับ เธอไม่พอใจโจเช่นกัน

“ไม่เป็นไร ๆ  ไม่ต้องทะเลาะกันทั้งสองคน โจก็เลิกบ่นก่อน เปิ้ลแค่เป็นห่วงเรา ขอบใจนะเปิ้ล”​ ผมเข้าห้ามปรามศึกครั้งนี้กลัวจะลุกลามไปใหญ่แล้วขอเตือนไว้เลยว่าโจไม่มีวันเถียงชนะผู้หญิงได้

 

ผมกลับมาถึงคอนโดคุณคีนแห่งใหม่พร้อมกับการปลอมตัวชั้นเยี่ยม ไม่มีใครจำผมได้สักคนเดียว ผมปลอมตัวได้ดีถึงขนาดที่ว่าเมื่อเดินมาถึงคอนโดแล้วยามเกือบไม่ให้เข้า พอยื่นคีย์การ์ดไปให้ เขาก็คิดว่าเป็นคีย์การ์ดปลอม คุยกันนานสองนานยามก็ไม่ยอมสักที ผมจึงบอกคุณยามว่างั้นเราไปหานิติบุคคลกัน และคงเป็นโชคร้ายของผมที่นิติบุคคลเป็นคนละคนกับคนเมื่อวันเสาร์ หญิงสาวที่ประจำอยู่เคาน์เตอร์ไม่รู้จักผมอีก ผมยืนต่อรองกับนิติบุคคลอยู่นานจนเกือบจะถอดใจ จะโทรศัพท์หาคุณคีนก็ทำไม่ได้เพราะแบตฯ โทรศัพท์หมด แต่แล้วโชคดีก็เป็นของผมเมื่อนิติบุคคลอีกคนเข้ามาเปลี่ยนกะพอดี ผมจึงรอดตัวไปได้อย่างหวุดหวิด

หญิงสาวนิติบุคคลคนแรกขอโทษขอโพยผมเป็นการใหญ่ หน้าเธอเสียอย่างเห็นได้ชัดว่าแท้จริงแล้วผมไม่ใช่ขโมยหรือคนประสงค์ร้ายจ้องจะลักลอบแอบขึ้นคอนโดอย่างที่เธอกล่าวหา ผมไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองเธอเลยพลางปลอบเธอกลับด้วยซ้ำว่าไม่เป็นไร เพราะเธอจะคิดอย่างนั้นก็ไม่แปลก คอนโดหรูระดับนี้กับคนระดับผม มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

พอเข้ามานั่งภายในห้องได้ ผมทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ หลังงองุ้มใจห่อเหี่ยว เรื่องที่เปิ้ลเล่าให้ฟังวันนี้ทำให้ผมตกใจไม่น้อย ผมไม่ได้ตกใจเรื่องวิถีชีวิตเบื้องหลังนักการเมือง แต่ที่ผมตกใจคือปาร์ตี้พวกนั้นน่ะสิ โชคดีนะที่เปิ้ลไม่เจอเรื่องแบบนั้นเหมือนเพื่อนของเธอ ไม่แน่ใจว่าถ้าเกิดขึ้นกับผู้หญิงแล้ว น่ากลัวว่าคงเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นกับผู้ชายด้วย ผมคิดแล้วยังขนลุกไม่หาย ลูบแขนแรง ๆ  เผื่อว่าจะทำให้รู้สึกดีขึ้นบ้าง ถ้าผมไม่เจอคุณคีนแล้วไปเจอแบบเหตุการณ์ที่เปิ้ลเล่าให้ฟัง ผมคงจะบ้าตาย

ผมซื้อของสดกับอาหารสำเร็จรูปติดมือมาด้วย เมื่อวานผมแอบเห็นว่าที่นี่มีอุปกรณ์ที่ใช้ทำอาหารแต่ขาดวัตถุดิบ ผมคิดว่าช่วงนี้ถ้าไม่อยากฝากท้องกับอาหารโทรสั่งก็คงต้องทำอาหารเอง แต่ฝีมือทำอาหารอันแสนเก่งกล้าของผมนั้นชนะเลิศ ผมจึงทำเป็นแค่อาหารง่าย ๆ  จำพวกไข่เจียว ไข่ดาว ไข่ต้ม อ้อยังมีอาหารจำพวกผัด ๆ  ต้ม ๆ ที่พอทำได้บ้าง

ผมนั่งพักให้หายเหนื่อยอีกสักพักจึงลุกไปหุงข้าวและทำมื้ออาหารกลางวันสำหรับตัวเอง หลังจากอิ่มมื้ออาหาร ผมเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วหยิบโน้ตบุ๊กออกมาเปิดเครื่องและลงมือทำโปรเจกต์ต่ออยากให้มันเสร็จสิ้นโดยเร็ว นั่งทำอยู่ตลอดบ่ายจึงเสร็จตามแผนที่ตั้งใจไว้จึงพับหน้าจอโน้ตบุ๊กไว้ยังไม่ปิดเครื่องทันที เผื่อว่าหากอยากทำต่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลามาเปิดเครื่องอีกครั้ง

ผมลุกบิดขี้เกียจให้คลายความเมื่อยล้าแล้วขึ้นไปนอนบนโซฟาตัวยาว หยิบโทรศัพท์มือถือที่ชาร์จแบตฯ เต็มแล้วขึ้นมาเล่นเกม ไม่รู้ว่าเล่นเกมยังไง รู้สึกตัวอีกทีตอนที่ถูกกัดที่ปากเจ็บจนต้องตื่น

“อื้อ” ผมส่งเสียงขัดใจพลางลืมตาขึ้นมาด้วยความกลัวว่าอาจมีอะไรมากัดปากห้อย ๆ  ของผม แต่ดูท่าแล้วคงไม่ใช่ ผมคิดว่าผมเห็นเจ้าของฝีมือที่กำลังยืนมองผมอยู่ ผมเตรียมโวยวายที่เขาทำให้ผมเจ็บ จึงรีบพูดกับเขาทันทีด้วยความไม่พอใจ

“กลับมาถึงเมื่อไหร่ครับ”

“เดี๋ยวนี้เอง”

“ทำไมมานอนตรงนี้ ไม่เข้าไปนอนดี ๆ  ในห้อง”

“ผมตั้งใจจะนอนเล่นเกมครับ แต่เผลอหลับไป” ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูพบว่าสองทุ่มแล้ว หลับไปค่อนข้างนานทีเดียว

“อืม”

“คุณกลับมาคนเดียวเหรอ คุณเคนล่ะครับ”       

“เคนกลับบ้าน มีอะไรหรือเปล่า”

“เปล่าครับ เมื่อวานผมเห็นคุณเคนค้างที่นี่ นึกว่าวันนี้ก็เหมือนกัน”

“เมื่อวานมันดึกแล้วอีกอย่างรถติดด้วย”

“ครับ คุณกินอะไรมาหรือยัง”

“เรียบร้อยแล้ว คุณล่ะกินอะไรหรือยัง เคนฝากของกินมาให้คุณหลายอย่างทีเดียว”

“ขอบคุณครับ”

คุณคีนหายไปอาบน้ำ ท่าทางเขาดูเหนื่อย ได้อาบน้ำคงจะสดชื่นขึ้นมาบ้าง ส่วนผมตื่นขึ้นมาก็พุ่งหาของกินที่คุณเคนฝากมาให้ทันที เขากลับออกมาข้างนอกพร้อมกับกลิ่นครีมอาบน้ำที่ผมคุ้นเคย เขาลงนั่งข้างผมบนโซฟาในตอนที่ผมกำลังอ่านข่าวในโทรศัพท์มือถือ ข่าวลือที่เป็นจริงนั่นถูกพูดถึงกันในอินเทอร์เน็ตพอสมควร

“ดูอะไรอยู่”

“ข่าวทั่วไปครับ” ผมปิดหน้าจอแล้ววางโทรศัพท์ไว้ข้างตัวแล้วขยับหันไปทางเขาให้มากขึ้น เห็นคุณคีนเอนตัวพิงเข้ากับโซฟา ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนถูกปิดลงจนผมไม่สามารถมองเห็นได้ “วันนี้เหนื่อยหรือครับ”

“นิดหน่อย ประชุมทั้งวันเลย ถ้าไม่มีเรื่องรูปที่ถูกปล่อยผมคงไม่เข้าไป” คุณคีนพูดทั้งที่ยังหลับตา

“ตกลงว่าเป็นคุณศักดิ์หรือเปล่าครับที่เป็นคนปล่อยรูปพวกนี้”

“ใช่” คุณคีนพยักหน้าทีหนึ่ง

“คุณกวินทร์จะจัดการยังไงเหรอครับ ผมถามได้ไหม” 

“วิธีนิยม..คนจะเลิกสนใจเมื่อมีข่าวอื่นที่น่าสนใจกว่า” คุณคีนตอบเสียงเรียบ

“ยังไงครับ”

“ต้องมีข่าวที่พอจะทำให้ข่าวของผมตกอันดับไป อย่างเช่น..” ผมรอฟังอย่างตั้งใจ “อย่างเช่นข่าวคุณศักดิ์กลายเป็นเกย์” คุณคีนพูดแล้วก็หลุดยิ้มออกมานิดหน่อย

“จริงหรือครับ” ผมตาโตขึ้นด้วยความตกใจ

“ไม่จริงหรอก คุณศักดิ์แต่งงานมีลูกมีเมียแล้ว”

“อ้าว เมื่อครู่คุณพูดเล่นเหรอ” ได้ยินแบบนั้น ผมถึงกับเซ็งเลยทีเดียว

“ยกตัวอย่างไงครับ” คุณคีนใช้นิ้วเขี่ยปากล่างผมลงมาทีหนึ่งโดยที่ไม่ลืมตา นี่เขาจะกะระยะแม่นเกินไปแล้ว

ขอร้องละ...อย่ามายุ่งกับปากผมได้ไหม!

“แกล้งผมอยู่เรื่อย”

“เอาละ ๆ  ถ้าจะให้เห็นผลเร็วก็ต้องเป็นข่าวแรง เน้นโจมตีพรรคคุณศักดิ์กลับไปครับ คนก็จะหันไปสนใจข่าวใหม่แทนข่าวเก่า”

ผมสะดุดหูคำว่า‘โจมตี’คุณคีนใช้คำเดียวกับเปิ้ลที่เพิ่งจะเล่าให้ผมฟังเมื่อตอนเที่ยงเลย ผมมองหน้าเขาแล้วถามกลับไป

“โจมตีเหรอครับ?”

“อืม ไม่ว่าจะเป็นคอรัปชัน การกระทำเพื่อแสวงผลประโยชน์โดยทุจริต หรือเรื่องแตกคอภายในพรรค หัวข้อพวกนี้เป็นประเด็นเอาไปโจมตีได้หมด ผมเองก็ไม่รู้ว่าพ่อจะใช้เรื่องไหนโต้กลับไปให้ทางนั้นเหมือนกัน แต่ถ้าคุณอยากรู้พรุ่งนี้ผมมีประชุมต่อ ถ้าได้ข้อสรุป ผมจะมาบอกคุณดีไหม”

“ขอบคุณครับ แล้วพรรคคุณทำอย่างที่คุณพูดเมื่อกี้ไหมครับ”

“หมายถึง?”

“คอรัปชัน การกระทำเพื่อแสวงผลประโยชน์โดยทุจริต หรือเรื่องแตกคอภายในพรรค” ผมทวนคำพูดเขา

“พ่อค่อนข้างยึดอุดมการณ์พอควร เขาฟังเสียงประชาชนเป็นหลัก มีทะเลาะกันในพรรคบ้างแต่แก้ไขได้”

“แล้ว..แสวงผลประโยชน์ล่ะครับ”

“จะหาคนมือสะอาดคงหาได้ยากหรือแทบจะไม่มี ถึงจะไม่ทำเองแต่ใช่ว่าลูกน้องจะไม่ทำ บางครั้งรู้แล้วก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมปิดตาข้างหนึ่ง” คุณคีนพูดกำกวมแต่ผมกลับเข้าใจ

“แล้วคุณศักดิ์ล่ะครับ” ผมเอ่ยถามถึงอีกคน

“นึกยังไงถึงถามขึ้นมา คุณศักดิ์ถึงจะไม่ชอบผม แต่ยอมรับว่าเขาเป็นคนเก่งและคนดีคนหนึ่ง” คุณคีนหัวเราะในลำคอเบา ๆ  ใจผมเกือบกระเจิง ไม่ได้ยินเขาหัวเราะแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว

“ก็ไม่ยังไงครับ ที่คุณศักดิ์ไม่ชอบคุณเพราะน้องชายคุณศักดิ์ใช่ไหมครับ”

“อย่าไปเชื่อเคนมากเลย” คุณคีนยังหลับตาแล้วตอบด้วยท่าทีสบาย ๆ เหมือนได้ยินเรื่องธรรมดาทั่วไป

“คุณบอกว่าคงจะหาคนมือสะอาดยากหรือแทบจะไม่มีแปลว่าการกระทำเพื่อแสวงหาผลประโยชน์นั้น คุณเองก็อาจจะเคยทำเหมือนกันใช่ไหมครับ แล้วถ้าผมเดาเรื่องไม่ผิดคนที่คุณไปแสวงหาผลประโยชน์ด้วยคือน้องชายคุณศักดิ์ใช่หรือเปล่าครับ”

คราวนี้ดวงตาที่ปิดสนิทอยู่กลับลืมตาขึ้นพร้อมกับท่าทางที่เปลี่ยนไป เขาขยับตัวนั่งหลังตรงแล้วมองผมเต็มตา

“ใครพูดอะไรให้คุณฟังครับเปล” น้ำเสียงคุณคีนยังเย็นนิ่งสนิท

“ไม่มีครับ”

“ถ้าไม่มีแล้วทำไมคุณถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมา คุณไปได้ยินมาจากไหน” 

“ผมเดาถูกไหมครับ”

“คุณเดาได้ถูกต้องครับ”

“คุณไปทำอะไรน้องชายคุณศักดิ์ เขาถึงไม่ชอบหน้าคุณถึงขนาดนั้น”

“เรื่องมันนานมาแล้ว”

“ผมรู้ว่าคุณจำได้ครับ คุณยังรับรู้ความเป็นไปของเขาอยู่จนถึงเดี๋ยวนี้ คุณไม่มีวันลืมเรื่องที่ทำไว้กับเขาได้หรอก”

“เห็นเป็นเด็กมหา’ลัยปีสี่ไม่นึกว่าจะปะติดปะต่อเรื่องได้เก่งขนาดนี้ คราวก่อนที่คุณเดาเรื่องที่ผมปิดบังตัวเองถูกยังคิดว่าคุณอาจจะฟลุก แต่ครั้งนี้ยังเดาได้ถูก สงสัยว่าผมจะประมาทคุณไม่ได้อีกแล้ว” คุณคีนดึงผมเข้าไปกอด ได้ยินเสียงเขาพูดอยู่บนหัว ผมรู้ว่าเขากำลังจะเบี่ยงประเด็น และในที่สุดผมก็จะไม่ได้คำตอบอะไรจากเขาเหมือนเดิม

ผมจะไม่ยอมหลงกลเขาเป็นอันขาด ผมดันตัวเองออกมาจากอ้อมกอดเขาแล้วสบตาเขาตรง ๆ

“อย่ามาหลอกล่อให้ผมลืม” ผมขู่เขา

“หัวไวไปแล้วนะครับ” คุณคีนยิ้มแล้วดึงผมเข้าไปกอดอีกจนได้

“ผมอยากรู้เรื่องคุณกับน้องชายคุณศักดิ์ครับ”

“ถ้าคุณได้ฟังแล้วอาจจะเกลียดและมองผมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”

“เรื่องนั้นให้ผมเป็นคนตัดสินเองเถอะครับ”

คุณคีนเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะพูดขึ้น

“ตกลงครับ ผมจะเล่าให้คุณฟัง” 

คุณคีนบอกผมว่าเขากับน้องชายคุณศักดิ์รู้จักกันเมื่อห้าปีก่อนที่งานเลี้ยงในโรงแรมแห่งหนึ่ง คุณคีนไปงานในฐานะนักธุรกิจ น้องชายคุณศักดิ์ก็เช่นกัน คุณกวินทร์สั่งให้คุณคีนไปงานนั้นเพราะต้องการให้เข้าไปตีสนิทกับอีกฝ่าย ซึ่งปีนั้นอยู่ในช่วงที่ทุกพรรคกำลังวางแผนเพื่อเตรียมหาเสียงเลือกตั้งและเพื่อแย่งชิงเก้าอี้ตัวเดียวกันอันเป็นตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงหนึ่ง

แน่นอนว่าเมื่อพ่อส่งลูกชายให้เข้าไปประกบน้องชายพรรคคู่แข่งด้วยแล้วคงหนีไม่พ้นการเข้าไปตีสนิทอีกฝ่ายเพื่อล้วงข้อมูลจากอีกคนมาเป็นผลประโยชน์ให้พรรค เหตุการณ์ครั้งนั้นจึงเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้คุณคีนตัดสินใจลาออกจากพรรคและเลิกทำตามความต้องการของคุณกวินทร์

ผมนั่งฟังไปเรื่อย ๆ  ไม่ขัดคุณคีนเลยแม้ครึ่งคำ ปล่อยให้เขาเล่าไปทีละนิดกระทั่งทุกอย่างจบลง น้องชายคุณศักดิ์ต้องเจ็บปวดมากแค่ไหน ถูกหลอกให้รัก ถูกหลอกให้ไว้ใจแล้วถูกหักหลังจากคนรัก ผมมองตาคุณคีนอยากรู้ว่าตอนนี้เขารู้สึกอย่างไร

ถ้าถามว่าผมฟังแล้วรู้สึกอย่างไร ผมคงบอกได้คำเดียวว่าเสียใจ ไม่ควรไปคาดคั้นถามเขาถึงเรื่องราวในอดีตเลย แต่ถ้าถามคุณคีนว่ารู้สึกอย่างไร ผมคิดว่าเขาเองก็คงรู้สึกไม่ต่างจากกัน ผมเสียใจที่น้องชายคุณศักดิ์ถูกหลอก ทว่าคุณคีนคงเสียใจเพราะไปหลอกอีกฝ่าย จะเสียใจแบบไหนก็เจ็บอยู่ดี

“เขารักคุณไหมครับ” ผมถามเมื่อคุณคีนเงียบ

“ครับ เพราะเขารักผมเลยเจ็บปวด เขาเลยตัดสินใจไม่กลับมาหาที่นี่อีก”

“แล้วคุณรักเขาไหมครับ”

“...” คุณคีนไม่ตอบคำถาม 

ไม่ตอบเท่ากับยอมรับ? 

“ถ้ารักแล้วทำไมไม่ไปหาเขา” ผมถามไปทั้งที่ในใจก็เจ็บปวด

“ใครบอกคุณว่าผมรักเขา” คุณคีนจูบขมับผมทีหนึ่งคล้ายกับปลอบใจ ไม่รู้ว่าเขารู้หรือเปล่าว่าตอนนี้ผมกำลังเสียใจแค่ไหน

“คุณไม่ตอบคำถามผม”

“ผมเดินเข้าหาเขาด้วยใจไม่บริสุทธิ์ ดังนั้นไม่กล้ารักเขาหรอกครับ”

คุณ..คง..รัก..ใครไม่เป็น” ผมถามเขาเป็นคำ ๆ  มันยากมากที่จะพูดออกไปจนจบประโยค

“อย่าร้องไห้สิเด็กดีของผม” คุณคีนพูดอะไร ผมไม่ได้ร้องไห้สักหน่อย แต่จากการ กระทำที่เขาเช็ดน้ำตาให้ เป็นหลักฐานยืนยันได้ดีว่าผมร้องไห้อยู่จริง ๆ

“ผมเปล่า..” แต่ผมยังดื้อแพ่งปฏิเสธเขา

“คนที่เสียใจควรจะเป็นผมไม่ใช่คุณสักหน่อย”

“แต่ผมฟังแล้วก็เสียใจ” ปากบอกว่าไม่ได้ร้องแต่น้ำตาไหลไม่ยอมหยุด 

“เสียใจทำไมครับ”

“ผมเสียใจที่รักคุณไปแล้ว และเพิ่งมารู้ตอนนี้ว่าคุณรักใครไม่เป็น น้องชายคุณศักดิ์เขาดีกับคุณทุกอย่าง คุณยังไม่รักเขา แล้วนับประสาอะไรกับผมที่ไม่มีประโยชน์ให้คุณเลย ไม่ว่าจะพยายามยังไงคุณก็คงไม่รักผม” ผมบอกเขาทั้งที่ยังสะอื้นไม่หยุด 

“เด็กดอยขี้แย”

“ไม่ได้อยากร้องเลย ผมสาบานได้” ผมเช็ดน้ำหูน้ำตาให้พ้นจากใบหน้า รำคาญตัวเองที่ร้องไห้ต่อหน้าเขา 

คุณคีนจับมือผมให้ออกห่างจากใบหน้า เขาจ้องมองผมด้วยดวงตาที่ผมหลงใหลเขาตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันในร้านกาแฟ

“ฟังผมก่อน คุณเป็นเด็กน่ารัก คุณไม่จำเป็นต้องพยายามเลย”

“...” ผมพยายามหายใจเข้าให้มากที่สุด จมูกผมมันเริ่มตันจากน้ำมูกที่ดูว่าจะทำหน้าที่ได้ดี

“วันนี้คุณทำให้ผมเข้าใจเพิ่มขึ้นว่าการกระทำเพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถทำให้คุณเข้าใจได้ทั้งหมด ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ควรต้องพูดให้คุณได้รับรู้”

“ครับ?” 

“เปลครับ...ผมรักคุณ” 

 

 

============================================= 

 

จากตอนที่แล้วขอบคุณทุกกำลังใจมากๆ ค่ะ ขอบคุณจริงๆ ค่ะ

ปล ตอนหน้าจบแล้วน้า 

 

ใครเล่นทวิตไปทวง บ่น หรือชมก็ได้น้า ที่แทกนี้เลย #พนักงานดูแลเตียง

ความคิดเห็น