มิลเล่

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะคะ : )

บทที่ 8 สภาขุนนางใต้สมุทร

ชื่อตอน : บทที่ 8 สภาขุนนางใต้สมุทร

คำค้น : นิยายจีน,นิยายแฟนตาซี,นิยายย้อนยุค,นิยายรักโรแมนติก,จีน,นิยายวาย,นิยายชายรักชาย,นิยายy

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 434

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ส.ค. 2562 11:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 8 สภาขุนนางใต้สมุทร
แบบอักษร

บทที่ 8 สภาขุนนางใต้สมุทร 

ประตูหินสลักบานใหญ่ถูกเปิดออกทันทีที่จิ้นหลิงก้าวไปยืนตรงหน้า เผยให้เห็นโถงท้องพระโรงด้านในที่กว้างขวางโอ่อ่า เสาเข็มหินทอดสูงสุดลูกหูลูกตาสลักลวดลายมังกร พื้นฝังไข่มุกและเปลือกหอยเป็นประกาย พืชเรืองแสงห้อยระย้าจากเพดานส่องสว่าง  

ในโถงกลางมีเหล่าขุนนางยืนรออยู่ก่อนแล้ว ทุกคนมองมาที่จิ้นหลิงและลู่อันเป็นตาเดียว  

“ยังชอบมาช้าไม่เปลี่ยนเลยนะ ขุนพลบูรพา” หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้น  

“พอดีข้าเจอเข้ากับแขกของประมุขที่กลางเมือง ปล่อยไว้เกรงว่าจะไม่ปลอดภัยจึงพามาด้วย” จิ้นหลิงตอบเสียงเรียบเช่นปกติ  

“เขาไม่ควรมาเหยียบที่แห่งนี้” ขุนนางอีกคนท้วง 

“จะควรหรือไม่เขาก็มาจากตำหนักฟ่างซิน” จิ้นหลิงเตือนสติ  

 

“เอะอะอะไรกัน” ชายผู้หนึ่งเดินออกจากเงามืด ก้าวเท้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าจิ้นหลิงและลู่อัน  

“ท่านมี่ถง” ขุนนางคนนั้นเอ่ยชื่อก่อนจะถอยหลังหลีกทางให้ผู้มาใหม่  

“ขุนพลประจิม ท่านมาก็ดี มนุษย์ผู้นี้กล้ามาเหยียบท้องพระโรงของวังบาดาล”  

ถึงตอนนี้ลู่อันสังเกตเห็นจิ้นหลิงกลอกตาถอนใจเฮือกใหญ่อย่างเอือมระอา  

ชายผู้นั้นปรายตามองมายังลู่อัน เขาสมชุดคลุมสีม่วงเข้ม หรูหราและงดงาม เส้นผมดำขลับปล่อยยาวสยาย ดูน่าเกรงขาม  

“ข้าจำเจ้าได้ องค์ชายที่ยืนอยู่ด้านหลัง เอาแต่พูดคุยกับคนใช้โดยไม่สนพิธีกรรม” เขาเอ่ยด้วยเสียงเย็นเยียบ ลู่อันรู้ในทันทีว่าเขาคือผู้ที่สิงคนทรงแล้วยื่นข้อเสนอขอตัวองค์รัชทายาท  

“ข้าไม่รู้จักท่าน” องค์ชายสามตอบ เกิดเสียงฮือขึ้นทั่วทั้งโถง จิ้นหลิงหัวเราะหึ  

“ดูเหมือนในที่นี้จะไม่ได้มีแต่คนพร้อมเอาอกเอาใจเจ้าไปเสียหมด” ร่างสูงเอ่ย “ท่านยื่นขอบรรณาการโดยพลการ” 

“ไม่มีกฎข้อไหนห้ามข้าขอเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง” มี่ถงเถียงก่อนจะพูดต่อ “แต่มีกฎเรื่องการนำสายเลือดมังกรวายุเข้ามาในเมืองบาดาล”  

“ดูเหมือนนี่จะไม่ใช่หน้าที่ขุนพลประจิมในการระบุว่าอะไรผิดอะไรถูก” จิ้นหลิงว่า “การขอชีวิตองค์รัชทายาทเท่ากับประกาศสงครามกับเยว่ไปแล้ว” มี่ถงหรี่ตามองกลับอย่างพินิจ 

“เรามีสิ่งใดต้องกังวลรึ พวกมนุษย์ไม่มีปัญญาเอาตัวรอดเสียด้วยซ้ำ” หนึ่งในกลุ่มขุนนางเอ่ยขึ้น มีหลายคนในห้องพยักหน้าเห็นด้วย  

“หากพวกท่านไม่กังวล เหตุใดจึงบีบให้ข้าจัดประชุมครั้งนี้เล่า” เสียงๆ หนึ่งดังก้องกังวานไปทั่วท้องพระโรง ร่างของมังกรขาวตัวใหญ่โฉบลงมาทำเอาเหล่าขุนนางผงะถอยกรูดออกไปเป็นวง ร่างนั้นเหาะลงมายังพื้น เกิดแสงสว่างวาบ แล้วก็กลายกลับเป็นชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง กำยำ ผิวขาวละเอียดในชุดขาวเช่นเดียวกัน  

จิ้นหลิงและมี่ถงต่างโค้งศีรษะให้ ในขณะที่ขุนนางคนอื่นพากันก้มหน้างุด  

“อี้หลิว” จิ้นหลิงเหลือบมองมาทางลู่อัน ทำเอาองค์ชายสามกลายเป็นเป้าสายตาขององค์ประมุขเสียนี่  

“กฎข้อเดียวที่ข้าทิ้งไว้ให้เจ้าคือห้ามออกจากตำหนักฟ่างซิน มันยากที่จะรักษานักหรือ” เขาโพล่งถามในทันที ลู่อันสะดุ้งเฮือก  

“ข้าผิดเอง ข้าแค่อยากรู้อยากเห็นมากไปหน่อย” ลู่อันตอบด้วยน้ำเสียงหงอยๆ  

“ใช่ เจ้าผิด” เขาว่าก่อนจะหันไปทางมี่ถง “เรื่องถ้ำวิเวก เรียบร้อยดีไหม” ชายในชุดสีม่วงโค้งรับก่อนจะตอบ  

“เรียบร้อยดี ไม่มีอะไรต้องกังวล”  

“ดี งั้นเราประชุมกันเถอะ ข้าอยากกลับตำหนักไปอาบน้ำเต็มที” ประมุขมังกรเอ่ยขณะเดินผ่านเหล่าขุนนางไปนั่งบนบัลลังก์ จิ้นหลิงดึงชายแขนเสื้อลู่อันให้ตามเขาไปยืนอยู่ด้านขวามือขององค์ประมุข ในขณะที่มี่ถงไปประจำตำแหน่งทางซ้าย  

“ในการประชุมครั้งนี้ เราต้องการให้ท่านอี้หลิวพิจารณาเพื่อจัดการกับบรรณาการจากเยว่อย่างเหมาะสม” ขุนนางฝั่งซ้ายเอ่ยขึ้น “เขาไม่ควรเข้ามาอยู่ในอาณาเขตของวังบาดาลเช่นนี้ มันเป็นกฎ”  

“อาณาจักรเยว่ไม่ได้ส่งคนที่คู่ควรมาให้ องค์ประมุขมีสิทธิ์จะเก็บรักษาบรรณาการนี้ไว้จนกว่าทางนั้นจะได้รับการตอบแทนตามที่ตกลง”  จิ้นหลิงเอ่ยขึ้น เขาหันไปทางลู่อันแล้วอธิบายต่อ “มันเริ่มไปแล้ว คุณชายผู้นี้ไม่ได้อยู่ในสถานะบรรณาการ และไม่จำเป็นต้องจ่ายเราด้วยชีวิต”  

“หมายความว่าอย่างไรท่านจิ้นหลิง” มี่ถงหรี่ตา  

“หมายความว่าข้าจัดการแลกเปลี่ยนตามข้อตกลงของเจ้าและอาณาจักรเยว่ไปเรียบร้อยแล้ว” ประมุขมังกรพูดเสียงเรียบ มาถึงตอนนี้ลู่อันเบิกตากว้าง หมายความว่าอย่างไร แลกเปลี่ยนไปเรียบร้อย 

“มนต์เปลี่ยนอายุขัย” มี่ถงพึมพำ “ท่านต่อชีวิตฮ่องเต้ด้วยอายุขัยของผู้อื่นไปหรือ”  

ลู่อันใจหล่นวูบ เขาก้าวออกมาแล้วหันไปเผชิญหน้ากับองค์ประมุข 

“ใคร” เขาถาม “ท่านเปลี่ยนกับอายุขัยของใคร”  

“แล้วท่านมี่ถงขอชีวิตผู้ใดเป็นข้อแลกเปลี่ยนกันเล่า” อี้หลิวเหลือบมองไปทางมี่ถงที่กำลังครุ่นคิด  

“องค์รัชทายาท” เขาเอ่ย เกิดเสียงฮือฮาขึ้นก้องโถงท้องพระโรง เหล่าขุนนางต่างวิพากษ์วิจารณ์ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น 

ในความเข้าใจของผู้คนวังบาดาล ปกติอาณาจักรเยว่จะเอ่ยขอเพียงความอุดมสมบูรณ์ในน้ำ ควบคุมลมฝนและพายุ เพื่อความอยู่รอดของอาณาจักรที่มีลักษณะเป็นคาบสมุทร ซึ่งสัตว์เทพทั่วไปบันดาลให้ได้เป็นเรื่องปกติ แต่การขอต่อชีวิตของมนุษย์นั้น ต้องใช้มนตราขั้นสูง และจำเป็นต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนที่ทัดเทียม แต่กระนั้นอายุขัยที่ได้รับจะถูกแบ่งไปเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งจะตกเป็นของสัตว์เทพผู้ใช้มนต์นั้น 

“งั้นแปลว่าบรรณาการที่อยู่ตรงนี้ไม่ได้มีความหมายอันใดต่อข้อตกลงของพวกเราแล้วมิใช่หรือท่านประมุข” หนึ่งในขุนนางฝั่งขวาเอ่ย “หากเราไม่ส่งเขาคืน จะไม่กลายเป็นว่าเราทำผิดข้อตกลงหรือท่าน”  

ตอนนี้ทุกคนในโถงกลางต่างรอคำตอบจากองค์ประมุข รวมถึงจิ้นหลิงและลู่อัน 

“เขามาที่นี่เพื่อให้องค์รัชทายาทมีชีวิตรอด แต่เมื่อทางนั้นกำลังจะตาย และเขากลับไปอย่างไร้รอยขีดข่วน คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเขาล่ะ” อี้หลิวตอบ “แต่ข้าไม่ห้ามหรอกนะ หากเจ้าประสงค์จะกลับขึ้นไป” เขามองมาที่ลู่อัน องค์ชายสามกลืนน้ำลาย  

“ข้า…” เขาเอ่ย “จะกลับขึ้นไป”  

อี้หลิวหลับตาลง เผยอยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยก่อนจะพูด “มนุษย์ช่างโง่เขลา” เมื่อลืมตาขึ้น แววตาของเขาเป็นสีแดงประกาย เกิดความเงียบขึ้นกะทันหัน เหล่าขุนนางรับรู้ได้ว่าประมุขกำลังโกรธ “ข้าจะให้เจ้าตามนั้น” น้ำเสียงของอี้หลิวนั้นเย็นชาและน่าหวาดหวั่น  “เลิกประชุม!” เขาประกาศ 

“เจ้ามนุษย์อวดดี”  

“เขาคิดว่าตัวเองเป็นใคร” 

“แต่ไปเสียก็ดี”  

ลู่อันได้ยินเสียงของเหล่าขุนนางพูดคุยกระซิบกระซาบกัน  

“เจ้ากลับไปที่ตำหนักก่อนดีกว่า” จิ้นหลิงหันมาพูดกับลู่อัน อีกคนพยักหน้า  

 

ตำหนักองค์รัชทายาท อาณาจักรเยว่ 

“ทรงประชวรหนักมาหลายราตรีแล้วเพคะ ตั้งแต่…” พระชายาซูเอ่ยกับฮองเฮา  

“โถ่ลู่ชิง เสด็จพ่อของเจ้าเพิ่งหาย แล้วเจ้ากลับมาล้มป่วยอีก” ฮองเฮาลูบศีรษะพระโอรสอย่างเวทนา เขาล้มป่วยทันทีหลังจากที่ฮ่องเต้หายประชวร หลังจากนั้นอาการก็ทรุดหนักลงเรื่อยๆ จนไม่รู้สึกตัว  

“หรือนี่เป็นฝีมือของวังบาดาลพะยะค่ะ” หมอหลวงซึ่งเป็นผู้ดูแลฮ่องเต้ก่อนจะมาดูแลองค์รัชทายาทเอ่ยขึ้น “อาการป่วยขององค์รัชทายาทคล้ายกับอาการของฮ่องเต้มาก กระหม่อมเฝ้าดูมาหลายชั่วยาม อาการไม่ตอบสนองต่อโอสถใดๆ เลย”  

“จะ… เจ้าหมายความว่าอย่างไร” ฮองเฮาถามเสียงเครือ 

“เป็นไปได้ว่ามนตราเปลี่ยนอายุขัยอาจเป็นเหตุ กระหม่อมเคยได้ยินว่ามีแต่สัตว์เทพชั้นสูงเท่านั้นจึงจะใช้มนต์ประเภทนี้ได้ ใช้สำหรับต่อชีวิตมนุษย์ยามได้รับการกราบไหว้และร้องขอ”  

“ไม่จริง!” หยางฮองเฮาตะโกนลั่น นางลุกขึ้นยืน 

“จะเสด็จที่ใดเพคะ” นางกำนัลคนสนิทรีบถาม  

“ข้าจะไปพบฝ่าบาท”  

 

ท้องพระโรง  

องค์ชายรองลู่ฉีกลับจากทางเหนือ ฮ่องเต้ก็เรียกเข้าเฝ้าในทันที องค์ชายมีความสามารถด้านการรบ ใช้ศาสตราวุธได้หลายประเภท เป็นที่เคารพของเหล่าทหาร จึงทำให้หยางฮองเฮาไม่พอใจ ใช้อุบายส่งองค์ชายไปเฝ้ารักษาการที่ชายแดนทางเหนืออยู่หลายปี  

“เสด็จพ่อ อาการประชวรดีขึ้นแล้วหรือพะยะค่ะ” องค์ชายเอ่ยถาม เขาพาขุนพลคนสนิทเข้ามาด้วย  

“อำนาจของวังบาดาลทำให้ข้ารอดตาย” ฮ่องเต้ตรัสห้วนๆ “เจ้าได้มาไหม” เขาเอ่ยถาม องค์ชายรองพยักหน้า เขาหันไปหาขุนพลของตนแล้วยื่นมือไป ขุนพลดังกล่าวจึงยื่นหีบไม้ใบเล็กที่อยู่ในมือให้ ลู่ฉีรับมาแล้วส่งต่อให้องค์ราชา  

“ดี ดีมาก” เขากล่าวพลางหัวเราะในลำคอ รับหีบไม้มาเปิดออก ภายในเป็นผลึกแก้วทรงดอกบัวตูมขนาดเท่ากำปั้นสีเขียวมรกต แววตาของฮ่องเต้เปล่งประกายราวได้ยลสมบัติเลอค่า 

“สิ่งพระองค์สั่งให้ตามหา ขออภัยที่ใช้เวลาหลายปีในการนำมาให้เสด็จพ่อ” ลู่ฉีกล่าว  

“สิ้นสุดกันที ยุคสมัยที่ถูกกดขี่ของอาณาจักรเยว่!” ฮ่องเต้พูดอย่างยินดี  

ปัง! จู่ๆ ประตูท้องพระโรงก็เปิดออก หยางฮองเฮาสาวเท้าเข้ามาอย่างร้อนรนไม่สนคำทัดทานของเหล่าขันทีที่ทางเข้า  

“ฝ่าบาท!” นางเอ่ย  

“ฮองเฮา เจ้าเองรึ”  

หยางฮองเฮาเหลือบไปเห็นองค์ชายรอง นางชักสีหน้าอย่างไม่พอใจ  

“ลู่ชิง องค์รัชทายาทกำลังประชวรหนัก ท่านทราบไหมว่าเพราะเหตุใด”  

“หมอหลวงว่าอย่างไรเล่า เจ้าคือคนที่เฝ้าเขาตลอดทั้งวันทั้งคืน ใยมาถามข้า” ฮ่องเต้ตรัสขณะพินิจพิจารณาสิ่งของในมือโดยไม่สนใจ  

“มนต์เปลี่ยนอายุขัย วังบาดาลสับเปลี่ยนอายุขัยของพระองค์กับลูกลู่ชิง!” นางประกาศก้อง องค์ฮ่องเต้เงยพระพักต์ขึ้น ส่วนองค์ชายรองนั้นก็ตกใจกับสิ่งที่ได้ยินไม่น้อย “เขากำลังจะตาย” นางเอ่ย  

ฮ่องเต้เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงตัดสินใจพูด “มันคือความตั้งใจของเจ้าแต่แรกมิใช่หรือ เจ้าทำพิธีเปิดทวาราเพื่อขอชีวิตข้า วังบาดาลขอชีวิตองค์รัชทายาทเป็นการแลกเปลี่ยน” 

“แต่ข้าส่งองค์ชายสามไปแล้ว!” นางบอก “ลูกชายคนโปรดของท่านตายไปแล้ว แล้วนี่ยังจะมาเอาชีวิตลู่ชิงอีก”  

“นั่นเพราะเจ้าตัดสินใจทำอะไรโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง!” ฮ่องเต้ขึ้นเสียงกลับ “ทางนั้นของชีวิตลู่ชิง แต่เจ้ากลับส่งลู่อันไป เจ้าคิดหรือไม่ว่าวังบาดาลอาจไม่อภัยต่อความกลับกลอกนี้ได้ เจ้าคิดหรือไม่ว่านี่อาจเป็นการเปิดสงคราม แต่เจ้าก็ไม่ แล้วอย่างไรเล่า ข้าเสียลูกชายไปหนึ่งคน และกำลังจะเสียไปอีกหนึ่ง!”  

ฮองเฮาทรุดลงนั่ง น้ำตาอาบแก้ม “แต่หม่อมฉันทำเพื่อพระองค์นะเพคะ”  นางเอ่ยอย่างอ่อนใจ  

“ตอนนี้ข้าคือคนที่รอดตาย และโอรสของข้าจะไม่ตายเปล่า โอกาสในการแก้แค้นวังบาดาลมาถึงแล้ว” ฮ่องเต้ปิดหีบไม้ในมือ 

“ท่านจะไม่ช่วยชีวิตลู่ชิงเลยหรือ ท่านสนแต่ตามหาของวิเศษนั่น” ฮองเฮาถาม 

"แล้วเจ้าคิดว่าข้าโง่ถึงขนาดยอมตามใจเจ้าให้ส่งองค์ชายรองไปอยู่ชายแดนทางเหนือจริงๆ หรือ เปล่าเลยฮองเฮา นั่นเพราะข้ามีงานให้เขาทำ คือไปตามหาสิ่งที่จะกอบกู้อาณาจักรของเราจากพวกใต้น้ำนั่นได้" 

"แต่ลู่ชิง... ท่านจะไม่ช่วยชีวิตลู่ชิงเลยหรือ” ฮองเฮาถาม 

“เขาคือคนที่ตายไปแล้ว ข้าเสียใจ” คำตอบของฮ่องเต้ทำให้นางใจสลาย “แต่การขอชีวิตองค์รัชทายาท ข้าจะถือว่าทางนั้นอยากทำสงคราม และข้าก็จะให้สงครามกับพวกเขา!” 

โปรดติดตามตอนต่อไป 

---------------------- 

คุยกันท้ายตอน 

เนื้อเรื่องเริ่มดูมีอะไรมากขึ้นละ (หลังจากปูกันมาหลายตอน) ยังไงต้องขอบคุณผู้อ่านทุกคนที่ตามมาถึงตอนนี้นะคะ ตอนนี้ผู้เขียนยังสามารถอัพนิยายตามกำหนดการที่ตั้งไว้ได้อยู่ (มาทุกพุธ/เสาร์) แต่ถ้าหากติดเรื่องยุ่งอะไร ลงตามกำหนดไม่ได้ จะแจ้งก่อนค่ะ สำหรับตอนนี้ชอบไม่ชอบ ฝากคอมเมนท์ติชมกันไว้ด้วย ถ้าใครอยากตามอ่านอย่างจริงจังอย่าลืมกดถูกใจ กดติดตามนิยายเรื่องนี้ด้วยนะคะ ขอบคุณมากจ้า 

(มิลเล่) 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น