ผู้บำเพ็ญเพียรภายในถ้ำ
email-icon

ฝากนิยายด้วยน้า

ตอนที่ 13 พบเจอกันครั้งแรก

ชื่อตอน : ตอนที่ 13 พบเจอกันครั้งแรก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.4k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ส.ค. 2562 08:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 13 พบเจอกันครั้งแรก
แบบอักษร

กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

 

 

 

สามเดือนผ่านไปหลังจากเหตุการณ์ลอบสังหาร คาซึยะได้ฝึกวิธีใช้เนตรวงแหวนให้แก่โอบิโตะอย่างจริงจังมากยิ่งขึ้นโดยเพิ่มความกดดันให้แก่เจ้าตัว ทำให้โอบิโตะที่เปลี่ยนไปหลังจากวันนั้นพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด

 

 

 

นิสัยและความรู้สึกที่เติบโตเกินวัยทำให้โอบิโตะเริ่มเปลี่ยนจากคนติดตลกกลายเป็นคนจริงจังมากยิ่งขึ้น คาซึยะจึงรู้สึกภูมิใจมากที่เพื่อนจอมงี่เง่าของเขากลายเป็นคนเอาการเอางาน

 

 

 

แน่นอนในกลุ่มเพื่อนไม่ได้มีเพียงโอบิโตะเท่านั้นที่จริงจังและขยันฝึกซ้อม เพื่อไม่ให้ถูกค่นๆทิ้งห่างจนไกลออกไปหลายคนเริ่มมีความคิดที่จะขอจบการศึกษา ดีที่คาซึยะห้ามปรามพวกเขาไว้ก่อน เนื่องจากเพื่อนของเขายังมีจักระไม่ถึงเกณฑ์

 

 

 

ปัจจุบันมีเพียงโอบิโตะ อังโกะ และ อาสึมะเท่านั้นที่มีจักระในระดับเกะนินขั้นสูงสุด แต่ถ้าพวกเขาขอจบการศึกษาเร็วเกินไปก็เกรงว่าจะมีเวลาให้บ่มเพาะจักระน้อยลง ดังนั้นจึงไม่เป็นทางเลือกที่ดีเท่าไหร่นัก

 

 

 

"พรุ่งนี้ฉันจะขอจบการศึกษา เธอละฮินะจักระของเธออยู่ในระดับสุดยอดจูนินแล้วนะ"

 

 

 

คาซึยะที่กำลังเดินกลับบ้านเคียงคู่กับฮินาโมริที่ปัจจุบันถูกเขาเรียกว่าฮินะเนื่องจากชื่อมันยาวเกินไปเรียกก็ยาก แน่นอนว่าเธอก็ยอมรับชื่อนี้ด้วยความเต็มใจ ทว่ามีเพียงเขาเท่านั้นที่เรียกเธอแบบนี้ได้ ถ้าคนอื่นเรียกได้โดนเธอสะกัดจุดจักระแน่ๆ

 

 

 

"จริงๆแล้ว ฉันสามารถเป็นจูนินหรือโจนินได้ตลอดเวลา ขอเพียงถึงเกณฑ์ที่ตระกูลฮิวงะกำหนดไว้"

 

 

 

"แต่มันก็ทำให้เธอพลาดประสบการณ์ดีๆ ที่มีเพียงกลุ่มทีมนินจาเท่านั้นที่ทำได้"

 

 

 

คาซึยะกล่าวพร้อมมองฮินาโมริอย่างเห็นอกเห็นใจ จริงๆเขาก็สามารถเรียกใช้สิทธิ์ของตระกูลเซ็นจูได้เช่นกัน เขาสามารถข้ามขั้นเข้าสู่โจนินได้ทันที เพราะด้วยผลงานที่เขาทำไว้เมื่อสามเดือนก่อนก็เพียงพอจะผ่านเกณฑ์

 

 

 

แต่เขาเลือกที่จะไม่ทำ เขาอยากลองมีประสบการณ์ทำงานร่วมกันเป็นทีมดูสักครั้ง เพราะนั่นอาจจะทำให้เขาได้ออกจากหมู่บ้านไปผจญภัยโลกภายนอก

 

 

 

ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งก็คือเขาเริ่มไม่อยากเด่นก่อนวัยอันควรหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นเกือบทำให้พวกเพื่อนของเขาตกอยู่ในอันตราย ดีที่เขาแข็งแกร่งอย่างเพียงพอปัญหาจึงถูกเคลียได้ง่ายๆ

 

 

 

แต่ถ้าคราวหน้ามีคนที่แข็งแกร่งยิ่งกว่านี้อีกละ ? ดังนั่นเพื่อความไม่ประมาท และถ่วงเวลาขอจบการณ์ศึกษา ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจโลกนี้ขึ้นมาบ้างแล้ว อัจฉริยะมากเกินไปก็ไม่ดี เพราะคนที่จ้องคิดจะทำลายนั้นมีอยู่มากกว่าคนที่จะปกป้อง

 

 

 

"น่าเสียดาย แต่ฉันไม่สามารถเข้าร่วมกลุ่มได้เพราะท่านพ่อคงไม่อนุญาติ สถานะกาณ์ของตระกูลของพวกเรายังไม่ดีขึ้น ตระกูลอุจิวะของท่านและรากก็พยายามเล่นงานและกดดันตระกูลฮิวงะอยู่เสมอ"

 

 

 

คาซึยะก็ไม่รู้จะตอบเช่นไรเพราะเขาเข้าใจว่าอีกไม่นานตระกูลของเธอจะได้พบกับปัญหาที่มากขึ้นโดยเฉพาะคำสาปนกในกรง ทั้งคู่ได้แต่ปิดปากและไม่ยอมพูดอะไรอีก 

 

 

 

เขาเดินไปส่งฮินาโมริที่บ้านและจากไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่เดินตามถนนก็พบการใช้ชีวิตอย่างสงบของชาวบ้าน เสียงเด็กที่ไล่จับแมลงปอทำให้เขาถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้

 

 

 

"ความสงบสุขแบบนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหนกันนะ สถานการณ์ของฮินะเองก็เริ่มไม่ปลอดภัย"

 

 

 

ไม่มีใครทราบว่าภายในใจของคาซึยะกำลังคิดอะไรอยู่แต่ที่รู้ๆ คือเขาเริ่มรู้สึกผูกพันธ์กับฮินะในระดับหนึ่งที่ใครหลายคนก็อาจไม่เข้าใจ เขาเดินกลับบ้านและพบพ่อแม่อย่างทุกวัน รับประทานอาหารเย็นด้วยกันพอตกดึกเขาก็ยังคงสะสมจักระอย่างต่อเนื่อง

 

 

 

แม้ปัจจุบันเขามีจักระในระดับโจนินและจักระของเขาก็เข้าสู่คอขวดแล้วด้วย ถึงเส้นชีพจรจักระของเขาจะสามารถรองรับพลังระดับสุดยอดคาเงะได้ แต่ร่างกายและพลังของเซลล์ในปัจจุบันมันมีพลังและความเข้มแข๋งไม่มากพอที่จะทะลวงเข้าสู่ระดับที่สูงกว่านี้

 

 

 

ถ้าฝืนทะลวงคอขวดมีหวังเขาได้ตายอย่างแน่นอนเพราะร่างกายและอวัยวะภายในรับพลังที่มากเกินไปไม่ไหว ดังนั้นในช่วงนี้เขาจึงนำจักระ พลังชีวิตและพลังวิญญาณส่งเข้าสู่ดวงตาเพื่อเพิ่มพลังของเนตรให้มากยิ่งขึ้น นี่เป็นวิธีพัฒนาที่ดีที่สุดในปัจจุบัน

 

 

 

หลังจากฝึกฝนตามตารางที่วางไว้เสร็จคาซึยะก็ใช้เวลานี้ในการผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ ช่วงนี้เขาจะผ่อนคลายให้มากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้

 

 

 

เช้าวันรุ่งขึ้นคาซึยะรีบตื่นนอนกินอาหารเช้าที่มารดาทำเสร็จก็มุ่งไปที่โรงเรียนเพื่อแจ้งอาจารย์เกี่ยวกับการสำเร็จการศึกษา พอพูดคุยกับอาจารย์เสร็จเขาก็ไปรอที่ทดสอบและนั่งรออย่างสงบ

 

 

 

ณ สำนักงานแห่งไฟ

 

 

 

ฮิรุเซ็นกำลังทำงานที่ค้างไว้ให้เสร็จ งานเอกสารส่วนใหญ่นั้นส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับข้อมูลของหมู่บ้านทั้งสิ้น และในขณะที่งานกำลังจะเสร็จก็มีเอ็นบุโผล่ออกมาพร้อมส่งเอกสารบางสิ่งให้กับฮิรุเซ็น

 

 

 

"สำเร็จการศึกษา ? เฮ้อให้ตายสิ ปีศาจน้อยที่สามารถจัดการกับจูนินและโจนินระดับต่ำและกลางได้ด้วยตัวคนเดียว ขอสอบจบการศึกษาเพื่อเป็นเกะนิน"

 

 

 

ฮิรุเซ็นได้แต่กล่าวอย่างเอือมระอา เขาลองคิดหาวิธีที่จะช่วยให้ปีศาจน้อยได้ฝึกฝนไปเรื่อยๆ หาเพื่อนฝูงและสนุกกับวัยเยาว์ได้ให้อย่างเต็มที่ แต่ดูเหมือนมันจะไม่เป็นอย่างที่เขาคาดหวังไว้

 

 

 

"บอกเขาไม่จำเป็นต้องสอบจบการศึกษาให้เขาเลื่อนขั้นเป็นโจนินชั้นพิเศษได้เลย อืมแล้วก็ไปเรียกโอโรจิมารุมาที่นี่ด้วย"

 

 

 

"รับคำสั่ง"

 

 

 

เอ็นบุจากไปทิ้งให้ฮิรุเซ็นยกยิ้มอย่างช่วยไม่ได้ในเมื่อเขาเลือกเช่นนี้ ใช่แล้ววิธีที่จะทำให้เด็กชายคนนั้นเติบโตได้เร็วที่สุดคงมีทางนั้นทางเดียว เขาเริ่มเปิดเอกสารรายชื่อนักเรียนในปีนี้ก่อนจะถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้

 

 

 

ก็อกๆ

 

 

 

"อาจารย์ซารุโทบิ เรียกข้ามีธุระอะไร ?"

 

 

 

ชายหนุ่มผมสีดำยาวสลวยผิวขาวราวนีออนเปลือกตาเป็นสีม่วง ดวงตานั้นแหลมคมดุจอสรพิษร้าย ชายคนนี้คือหนึ่งในสามตำนานซานนินของโคโนฮะเซียนงูขาว โอโรจิมารุ

 

 

 

"ข้าอยากให้เจ้ารับลูกชายของท่านฮิเมโกะเป็นศิษย์ส่วนตัว"

 

 

 

"ลูกของครึ่งเทพท่านฮิเมโกะ อืมไม่มีปัญหา"

 

 

 

เห็นโอโรจิมารุยอมรับศิษย์ได้ง่ายๆ ก็ถอนหายใจโล่งอก พร้อมส่งกระดาษข้อมูลของคาซึยะให้กับโอโรจิมารุ พอเจ้าตัวเห็นข้อมูลของเด็กชายก็เบิกตากว้างโตลิ้นยาวเริ่มเลียริมฝีปากอย่างช่วยไม่ได้

 

 

 

"น่าสนใจใช่ไหม เจ้าเด็กคนนี้เป็นปีศาจน้อยที่แข็งแกร่งมาก เมื่อสามเดือนที่แล้วเขาสังหารนินจาสายลับจากหมู่บ้านคิริงาคุเระถึงสิบคนด้วยกัน สองในสิบนั้นเป็นนินจาระดับโจนินส่วนอีกแปดล้วนเป็นจูนิน ทุกคนถูกสังหารเรียบ แค่นี้ยังไม่พอ เจ้าปีศาจน้อยยังจับหนึ่งในเจ็ดดาบแห่งคิริงาคุเระได้ด้วยตัวคนเดียวโดยใช้เวลาไม่ถึงห้านาที"

 

 

 

"สมแล้วที่เป็นลูกชายของท่านฮิเมโกะ ราชินีปีศาจแห่งโคโนฮะ"

 

 

 

โอโรจิมารุกล่าวชมและพูดคุยกับฮิรุเซ็นอีกเล็กน้อย ก่อนจะขอตัวเดินออกจากห้องไปและมุ่งสู่โรงเรียนนินจา เพื่อไปรับว่าที่ลูกศิษย์คนแรกของเขา ในขณะที่โอโรจิมารุกำลังเดินทาง

 

 

 

คาซึยะที่ได้รับแจ้งจากเอ็นบุว่าเขาได้กลายเป็นโจนินชั้นพิเศษก็ได้แต่เกาหัว เขาไม่ได้คาดหวังว่าต่าแก่ฮิรุเซ็นจะทำให้เขากลายเป็นโจนินชั้นพิเศษซึ่งมีระดับต่ำกว่าโจนินปกติเล็กน้อย แบบนี้ค่อนข้างแย่เพราะเขาไม่สามารถเข้าสู่การสอบจูนินและโจนินในอนาคตได้เลย

 

 

 

นี่ถ้าฮิรุเซ็นรู้ความคิดของคาซึยะคงล้มหัวฟาดพื้น ให้คนที่สามารถจัดการโจนินได้เข้าสอบจูนิน ? และโจนิน ตลกรับประทานจะให้ปีศาจน้อยนี่เข้าไปสอบ เขาถือว่าเป็นป่วนงานสอบเสียมากกว่า

 

 

 

และอีกตั้งสองปีกว่าจะสอบจูนิน กว่าจะเด็กตอนนั้นไม่ใช่ว่าปีศาจน้อยจะมีจักระและความสามารถระดับคาเงะเลยหรือไง ดังนั้นเพื่อเป็นการลดปัญหาเขาจึงต้องโยกย้ายปีศาจน้อยตัวนี้ให้เป็นโจนินชั้นพิเศษแบบไร้เงื้อนไข

 

 

 

"ดีที่ตาแก่ ยังหาอาจารย์ประจำทีมให้เราได้ไม่อย่างนั้นมีหวังชีวิตน้อยๆวัยเด็กของฉันคงได้น่าเบื่อตายชัก..."

 

 

 

"มั่นใจได้เลยว่าหลังจากนี้ ชีวิตวัยเด็กของเธอจะไม่น่าเบื่ออย่างแน่นอน"

 

 

 

เสียงแหบพล่าทำให้คาซึยะขนลุกซู่ เขาเหล่มองไปทางประตูก็รู้สึกแย่ขึ้นในทันที รังสีความชั่วร้ายที่แผ่ออกมาจากข้างหลังประตูนั้นทำให้เขาคิดอะไรไม่ค่อยออก และพอเจ้าของเสียงเปิดประตูมาเท่านั้นแหละคาซึยะนี่แทบล้มทั้งยืน

 

 

 

'ตาแก่บัดซบทำไมถึงส่งเจ้าหมอนี่มาเป็นอาจารย์ให้ฉันละเนี่ย'

 

 

 

"คุณคืออาจารย์ของฉันสินะ ?"

 

 

 

"ใช่แล้วรุ่นสามส่งให้ฉันมาเป็นอาจารย์ของเธอ ชื่อของฉันคือโอโรจิมารุ เซียนงูหนึ่งในสามซานนินแห่งโคโนฮะ เป็นเพื่อนของซึนาเดะและเป็นรุ่นน้องของพ่อและแม่ของเธอ ดังนั้นไม่ต้องเป็นห่วงจากนี้ไปฉันจะดูแลเธออย่างดี แผล่บ~"

 

 

 

'แล้วแกจะเลียริมฝีปากด้วยลิ้นยาวๆ หน้าตาโครตชั่วร้ายทำซากอะไร!!!'

 

 

 

คาซึยะอยากจะพูดแต่ก็พูดไม่ได้ ให้ตายสิชีวิตของฉันจากนี้คงไม่มีวันสงบสุขอีกต่อไป แต่เอาเถอะเพราะนี่อาจเป็นทางเลือกที่ดีด้วยเช่นกันแม้เขาจะไม่ทราบว่าอาจารย์คนใหม่ของเขาเริ่มต้นทดลองมนุษย์ไปแล้วหรือยังก็ตาม ถ้ายังเขาก็มีแผนที่จะดึงอาจารย์เขาเข้ามาเป็นพวก

 

 

 

"โอ้จริงสิในเมื่อเธอกลายเป็นศิษย์ของฉะนแล้ว ว่าไงคาซึยะคุง เธอคิดยังไงเกี่ยวกับชีวิตนิรันดร์ ?"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น