เด็กหญิงเย็นชา

หลงเข้ามารึเปล่าไม่รู้ แต่ก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคร๊าาาา

Re : 4 โชคชะตานำพา

ชื่อตอน : Re : 4 โชคชะตานำพา

คำค้น : mpreg

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 41.4k

ความคิดเห็น : 30

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ม.ค. 2560 05:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Re : 4 โชคชะตานำพา
แบบอักษร

4

โชคชะตานำพา

 
   

 

                แทนทัพเดินกลับเข้ามายังส่วนจัดเลี้ยงเพื่อมองหาเด็กแฝดทั้งสอง ใจยังคงไม่คลายความสงสัยถึงใครอีกคนที่กำลังพูดคุยอยู่กับขนมผิง  ภาพมือของคนคนนั้นกำลังจับขนมผิงต้องราวกับว่าสนิทสนมกำลังติดอยู่ในความคิดของเขา ความสนิทสนมที่ทำให้เขานึกอิจฉา

                “เด็กๆ รอนานไหมครับแทนทัพเดินเข้าไปหาเจ้าตัวแสบคนที่นั่งเล่นกันเรียบร้อยตามที่ถูกสั่งเอาไว้

                “อาทัพฮับ ปะป๊าไปไหนเหยอฮับสลิ่มเอียงคอถามเมื่อแทนทัพเปิดหน้ากากออก

                “ปะป๊าไปธุระนะครับ เดี๋ยวก็มาแทนทัพตอบทั้งที่ใจยังคงถูกรบกวนด้วยสิ่งที่กำลังคิด

                “กิมกะน้องหลิ่มหิวแย้วฮับอาทัพ ปะป๊าบอกจะเอาหนมมาให้แต่ไม่มาแฝดคนพี่เอียงคอบอกด้วยท่าทางน่าชัง ทำทีเป็นยกมือมากุมท้อง

                “ปะป๊าไปธุระครับ เดี๋ยวอาทัพไปเอาขนมให้กินเอง ตกลงไหม

                “ฮับ/ฮับเสียงใสตอบพร้อมเพรียง

                พอเด็กๆพากันตอบรับแทนทัพก็เดินไปยังโต๊ะอาหารเพื่อที่จะหาอะไรให้เด็กๆทาน ทิ้งให้เด็กๆนั่งรออีกครั้ง

                ทว่าเด็กยังไงก็เป็นเด็กเมื่อแฝดคนพี่กระโดดลงจากเก้าอี้พาร่างจ้ำม่ำยืนจังก้าอยู่เบื้องล่างเรียกให้คนน้องมองตามตาปริบๆ

                “พี่กิมไปไหนเจ้าตัวกลมผิวขาวในชุดทักซิโดน่ารักร้องทักพี่ชาย

                “ไปวิ่งเย่นไงพี่ชายฝาแฝดผิวสีน้ำผึ้งอ่อนตอบพลางยิ้มแยกเขี้ยวโชว์ฟันน้ำนมอย่างเจ้าเล่ห์

                “แต่ว่าต้องยออาทัพนะ

                “แต่อาทัพไม่ได้บอกว่าห้ามเย่นนี่

                “จิงด้วย อาทัพไม่ได้บอกแบบที่ปะป๊าบอกสลิ่มยิ้มกว้างตอบพี่ชาย ร่างจ้ำม่ำกระโดดลงจากเก้าอี้วิ่งตามมาติดๆ

                “นี่ๆ ปะป๊าบอกว่าห้ามวิ่งสลิ่มร้องบอกเพราะว่าพี่ชายที่ตัวใหญ่กว่าวิ่งเร็วขึ้นจนคนอื่นๆเริ่มมอง

                “จิงด้วย งั้นเยาเดินเบาเบาเอาก็ได้เนอะ มาเล่นแปลงย่างกันดีกว่า พี่เปนอุนต้าแมน หลิ่มเป็นแบทแมนนะ

                “ก็ได้ หลิ่มเป็นแบทแมน เยาไปจับผู้ย้ายกันสลิ่มทำท่าแปลงร่างตามพี่ชาย

 

                ขณะที่ผู้ใหญ่หลายคนต่างกำลังคุยธุรกิจเพื่อให้ได้มายังสิ่งของนอกกาย เด็กร่างจ้ำม่ำสองคนกำลังเดินย่องไปมาคุยกันกระหนุงกระหนิงกับเรื่องที่พวกเขาคิดว่าสนุก รอยยิ้มฉายอยู่บนใบหน้าที่เหมือนกันแตกต่างก็แค่สีผิว ไม่นานทั้งสองก็หยุดเดินและกุมท้องตัวเองพร้อมๆกัน ต่างฝ่ายต่างมองหน้ากันแล้วเงยหน้าขึ้นมองบนโต๊ะที่จัดขนมเรียงรายอย่างน่ากิน

                “พี่กิมหลิ่มหิวแย้วสลิ่มกุมท้องทำหน้าอ้อนพี่ชาย

                “พี่ก็หิวเหมือนกัน เดี๋ยวพี่หยิบให้นะปลากริมเดินไปที่ริมโต๊ะก่อนจะเขย่งแล้วเอื้อมมือเพื่อหยิบขนมเค้ก

                “ไม่ถึงอะ ฮึ๊บ!!”เจ้าตัวอ้วนกลมบ่นพลางพยายามเขย่ง

                “พี่กิมขึ้นอีก จะถึงแย้ว ฉูงอีกน้องชายยืนเชียร์ข้างๆ

                นานนับหลายนาทีที่เจ้าตัวแสบทั้งสองต่างก็เขย่งเท้าพยายามจะหยิบขนมบนโต๊ะโดยไร้ซึ่งผู้ที่ผ่านไปมาจะสนใจ

                “มันม่ายถึงอ่าปลากริมปลดหน้ากากคาดไว้บนหัว

                “แต่หลิ่มหิวสลิ่มนั่งยองๆข้างพี่ชายแล้วปลดหน้ากากคาดไว้บนหัวเลียนแบบ

                “พี่ก็หิวเหมือนกัน

                “เยาไปบอกให้คนนั้นหยิบให้ได้ไหมสลิ่มเอียงคอชี้ไปยังชายร่างสูงตระหง่านที่ยืนอยู่ไม่ไกล

                “แต่เขาตัวใหญ่มากๆเยยนะ ใหญ่กว่าปะป๊าอีกแน่ะ น่ากลัวจะตายไปปลากริมส่ายหัว

                “แต่หลิ่มหิวอ่า

                “งั้นก็ได้ พี่กิมจะไปบอกให้คุนยุงคนนั้นช่วยหยิบให้ปลากริมคว้ามือน้องชายจูงไปยังชายร่างสูงเมื่อเห็นว่าน้องกำลังหิวมาก

                ทั้งสองคนมาหยุดอยู่ด้านหลังของชายหนุ่มตรงหน้า ก่อนที่จะเอื้อมมือป้อมไปกระตุกชายเสื้อสูทของอีกฝ่ายเบาๆเรียกร้องความสนใจ

                ปิญญ์ชานนท์ขมวดคิ้วเล็กน้อย หันมามองตามแรงก็ดึงเจอเข้ากับร่างเล็กอวบอ้วนของเด็กแฝดต่างสีผิวยืนเงยหน้าจ้องมองตนอยู่เบื้องล่าง

                “เอ่อ เอ็กคิวมี แคนยูเฮ้วมีพลีสแฝดคนพี่เอ่ยถามออกมาด้วยใบหน้าเกรงๆเขาอยู่ไม่น้อย ตาคู่คมกริบยิ่งหรี่ตามองไปยังทั้งสองเมื่อภาษาที่ใช้ไม่ใช่ภาษาไทย

                “พี่กิม ปะป๊าบอกว่าอยู่นี่ให้พูดแบบที่พูดกับปะป๊าสลิ่มกระตุกแขนพี่ชายแล้วเงยหน้าจ้องคุณลุงหน้าดุ

                “มีอะไรรึเปล่าปิญญ์ชานนท์ถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ทำให้เจ้าตัวแสบทั้งสองสะดุ้ง เกร็งตัวกันยกใหญ่

                “ช่วยหยิบหนมให้หน่อยได้ไหมฮับน้องหลิ่มหิวเสียงใสตอบ ช้อนตากลมโตขึ้นมามอง

                “ได้สิ ว่าแต่พ่อแม่พวกเธอไปไหนล่ะ ถึงได้ปล่อยให้เด็กมาเพ่นพ่านแบบนี้

                “ปะป๊าไปทุยะฮับสลิ่มตอบเสียงใส ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นว่าเค้กชิ้นโตกำลังถูกตักใส่จาน

                “เอานี่ กินดีดีล่ะระวังเลอะชายหนุ่มยื่นจานขนมส่งให้เด็กแฝด

                “ขอบคุนฮ๊าบ/ขอบคุนฮ๊าบสองแฝดรีบยกมือไหว้ รับจานขนมเค้กมาถือเอาไว้เร็วจี๋

                รอยยิ้มกว้างอวดเหงือกสีสดเรียกให้ปิญญ์ชานนท์มองตามเด็กทั้งสองด้วยความพึงพอใจกับกริยามารยาทที่ถูกฝึกมาอย่างดี อย่างน้อยเด็กสองคนนี้ก็ไม่ได้วิ่งเพ่นพ่านเหมือนกับลูกของคนอื่นๆที่อยู่อีกฝั่งของห้องจัดเลี้ยง

                ชายหนุ่มถอนหายใจให้กับการพบปะโดยมีจุดประสงค์แอบแฝงของงานเลี้ยง ต่างคนต่างก็ใส่หน้ากากจนเขาเริ่มที่จะเบื่อจึงผละออกมายังส่วนของอาหารที่คนไม่ค่อยพลุกพล่าน นึกไม่ถึงว่าจะมาเจอเด็กแฝดหน้าตาน่ารัก ถึงแม้จะมีสีผิวที่ต่างกันชวนให้น่าสงสัยอยู่ก็ตาม

                กว่าชายหนุ่มจะรู้ตัว จิตใต้สำนึกของเขามันก็สั่งให้เขาทำในสิ่งที่ตัวเองก็ต้องแปลกใจ เขาเผลอจ้องมองเด็กแฝดสองคนนั้นอยู่นาน และตัดสินใจเดินไปหยิบแก้วน้ำส้มที่ตนเองไม่ค่อยชอบสักเท่าไรติดมือมาสองแก้ว ขายาวก้าวเข้าไปใกล้เด็กแฝดด้วยท่าทางสุขุม เขากำลังกลัวว่าเด็กแฝดจะกินขนมแล้วติดคอหากไม่มีน้ำให้กิน

                “คุณยุง

                แฝดคนน้องเรียกเสียงยานคาง เช็ดคราบครีมขาวท่าทีหวาดกลัวกับใบหน้าเคร่งขรึม

                “นี่น้ำส้ม เผื่อจะติดคอชายหนุ่มยื่นน้ำส้มให้ทั้งคู่

                “ขอบคุนฮับ/ขอบคุนฮับตอบเสียงใสแทบจะพร้อมกัน แต่ก็ต้องทำหน้าแหยเมื่อไม่มีมือเหลือเพราะกำลังถือจานเค้กเอาไว้

                “ไม่มีมือแล้วฮับเจ้าตัวแสบส่ายหน้าไปมา

                “นั่นสินะ ฉันก็ลืมไปปิญญ์ชานนท์ยิ้มมุมปาก

                ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆกับเด็กๆ มือใหญ่ถือแก้วน้ำส้มเอาไว้ทั้งสองข้าง ตาคู่ดุจ้องมองเด็กๆกินขนมเค้กท่าทางน่าอร่อยไม่วางตา

                บางทีนี่อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เขาแก้เบื่อได้ชั่วคราว งานเลี้ยงใส่หน้ากากพูดคุยแต่เรื่องเดิมๆทำเอาเขานึกเอียนเต็มที เวลานี้ชายหนุ่มไม่ได้ต้องการที่จะพึ่งใคร เขากำลังยืนอยู่ในจุดที่สูงที่สุดและไม่มีสิ่งใดที่เขาจะต้องแข่งขันและแย่งชิงอีกต่อไป

                การมานั่งจ้องมองเด็กๆคุยกันไปอาจจะเป็นสิ่งไร้สาระที่เขาคิดว่าดีที่สุดในตอนนี้ก็ได้ เสียงเจื้อยแจ้วของบทสนทนาแปลกๆทำเอาชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อไม่รู้ว่าเด็กทั้งสองกำลังพูดถึงอะไรกันอยู่ โดยไม่รู้ตัว ปิญญ์ชานนท์ก็เผลอยิ้มให้กับท่าทีน่ารักน่าชังของเด็กๆที่แสดงออกมาด้วยความไร้เดียงสา จนเขาเองก็อดแปลกใจตัวเองไม่ได้

                “กินหมดแย้วฮับปลากริมหันมายิ้มแล้วส่งจานของตนกับน้องชายหนุ่มได้รับจานมาแบบมึนงงปนขุ่นเคือง

                นี่เด็กสองคนนี้คิดว่าเขาเป็นบริกรเก็บจานรึยังไง ถึงจะคิพอย่างนั้นแต่เขาก็รับจานสองใบมาไว้ในมืออย่างช่วยไม่ได้พลางยื่นแก้วน้ำส้มให้มือที่เอื้อมมาขอ

                “คุนยุงกินไหมฮับ กิมแบ่งให้ปลากริมยื่นแก้วน้ำส้มแก้วหนึ่งคืนทั้งที่ยังไม่ได้กิน

                “แล้วเธอไม่กินรึไงปิญญ์ชานน์เลิกคิ้วตั้งคำถามกับแก้วน้ำส้มที่ยืนคืนมาให้หนึ่งแก้ว

                “กินอันเดียวกันก็ได้ฮับ ปะป๊าบอกพี่น้องต้องยักกัน แต่คุนยุงยังไม่ได้กิน กิมกะน้องหลิ่มแบ่งให้คุนยุงฮับ เนอะปลากริมหันมายิ้มแป้นให้คุณลุงหน้าดุอย่างเขา

                “ปะป๊าฉอนให้แบ่งกันฮับสลิ่มตอบเอียงคอส่งมาให้กับเขาเช่นเดียวกับพี่ชาย

                “นั่นสินะ

                ปิญญ์ชานนท์รับแก้วน้ำส้มมาจิบเล็กน้อย ชายหนุ่มจับจ้องมองเด็กแฝดผลัดกันดื่มน้ำส้มในแก้วจนหมด ดูเหมือนว่าเด็กแฝดสองคนนี้จะถูกเลี้ยงมาอย่างดี พอเขาจ้องมองเด็กสองคนนี้นานๆก็ทำให้เขาเผลอนึกถึงใครบางคนขึ้นมา

                นั่นยิ่งทำให้เขานึกหงุดหงิดใจกับคนที่คอยรบกวนจิตใจเขามาตลอดหลายปี คนที่ปั้นเรื่องหลอกลวงว่าท้องลูกของเขาแล้วหายตัวไปราวอากาศ ซึ่งถ้าหากขนมผิงท้องจริงอย่างที่ปั้นเรื่องเอาไว้ เด็กที่อยู่ในท้องของขนมผิงคงจะอายุได้ประมาณนี้แล้ว ชายหนุ่มส่ายหน้าให้กับความคิดของตัวเอง

                มันคงเป็นไปไม่ได้ที่ขนมผิงจะท้องในเมื่อขนมผิงเป็นผู้ชาย ถึงแม้ว่าเอกสารที่อยู่ในมือของเขามันจะน่าเชื่อถือแค่ไหนแต่เข้าก็อดที่จะหักล้างมันด้วยความคิดของตัวเองไม่ได้เลย ความคิดที่ว่าเงินสามารถซื้อได้ทุกสิ่งแม้กระทั่งความเป็นจริง และเขาไม่มีทางที่จะเชื่อเรื่องหลอกลวงพรรค์นั้นเด็ดขาด

                “มาอยู่ที่นี่เอง ตามหาแทบแย่น้ำเสียงฟังดูกระวนกระวายใจเรียกให้ปิญญ์ชานนท์หันไปมองชายร่างสูงไม่ต่างจากเขาเดินตรงมายังเด็กๆ หน้ากากสีขาวที่เหมือนกับของเด็กๆทำให้ปิญญ์ชานนท์ถอนหายใจออกมาเล็กน้อยเมื่อคิดว่าคนคนนี้อาจจะเป็นพ่อของเด็ก

                “คุนอาทัพ/คุนอาทัพแต่ก็ไม่ใช่เมื่อเด็กทั้งสองต่างก็เรียกอีกฝ่ายว่าคุณอา

                คงไม่จำเป็นแล้วที่เขาจะต้องอยู่ต่อ ปิญญ์ชานนท์ผลุดลุกจากเก้าอี้ก่อนจะเดินออกมา

                “เดี๋ยวสิครับ!!”เสียงทุ้มหูเรียกเอาไว้ให้เขาหันกลับไปมอง ปิญญ์ชานนท์เลิกคิ้วเล็กน้อยเป็นเชิงตั้งคำถามให้อีกฝ่าย

                “ขอบคุณนะครับที่ช่วยดูแลเด็กๆแทนทัพกล่าวก่อนจะหันไปให้ความสนใจกับเด็กๆที่นั่งผึ่งท้องกลมๆกันอิ่มแปร้

                ทิ้งให้ปิญญ์ชานนท์มองเด็กแฝดทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง ความรู้สึกที่คิดว่าถูกชะตากับเด็กสองคนนี้ทำให้เขานึกแปลกใจ บางทีเขาอาจจะทำงานมากไปจนเผลอคิดเรื่องไร้สาระแบบนี้ก็เป็นได้

                เรื่องที่ไม่มีผลประโยชน์อะไรมันย่อมไม่สำคัญสำหรับตัวเขาอยู่แล้ว เรื่องอะไรที่เขาจะต้องมานึกถูกชะตากับเด็กที่ไม่มีแม้แต่ผลประโยชน์ให้กัน!!

คุ่นบทกุหลาบซ่อนหนาม.jpg

 

 

                ปิญญ์ชาในชุดสูทสีดำสนิทขับให้ดูน่าเกรงขามมองดูน้องชายผู้มีศักดิ์เป็นลูกชายของอาด้วยสายตาที่แสดงออกถึงความแปลกใจ ทำไมน้องชายเขาถึงได้มาอยู่ข้างนอกนี่ได้แทนที่จะอยู่ข้างในงานในฐานะตัวแทนของพ่อตัวเอง

                แต่พลันเขาก็ต้องชะงักเมื่อคนที่อยู่กับน้องชายคือคนที่เขาตามหามาตลอดเกือบสามปี คนที่หายเข้าไปในกลีบเมฆไม่เคยพบแม้แต่ร่องรอยตอนนี้กลับยืนอยู่กับน้องชายเขา ตรงหน้าของเขา

                ขนมผิงมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรในเมื่องานเลี้ยงนี้เป็นงานเลี้ยงของบรรดาเจ้าของผู้ประกอบการกิจการรายใหญ่ทั้งนั้น แล้วตลอดเวลาที่ผ่านมาอีกฝ่ายไปอยู่ที่ไหนกัน ทำไมเขาถึงได้หาตัวไม่เจอ

                มือใหญ่กำเข้าหากันแน่นอย่างแค้นเคืองใจเมื่อเห็นว่าน้องชายกำลังจับมือถือแขนกับอีกฝ่ายอย่างสนิทสนม รอยยิ้มที่ฉาบอยู่บนใบหน้าของทั้งสองคนทำให้เขานึกร้อนรุ่มในใจอย่างบอกไม่ถูก อุตส่าห์เจอทั้งทีแต่อีกฝ่ายก็ดันอยู่กับคุณวุฒิเสียได้ ทั้งที่เคยบอกให้เลิกยุ่งกับครอบครัวของเขาไปแล้วแต่ขนมผิงก็ยังกลับมา อีกทั้งยังมาทำหัวร่อต่อกระซิกกับน้อยชายของเขาอย่างไม่อายฟ้าอายดิน

                คงจะมาวางแผนล่อหลอกน้องชายเขาอีกครั้งสินะ ดูจากท่าทีแล้วมันทำให้เขาคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย และคนอย่างเขาคนนี้จะไม่มีวันปล่อยให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นแน่ ปิญญ์ชานนท์ขบกรามแน่นด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่ภายในใจ ในเมื่อฝ่ายนั้นกล้าที่จะกลับมาทั้งที เขาก็จะทำให้ได้ลิ้มรสผลกรรมที่ได้ทำเอาไว้ให้สาสมกับที่บังอาจเข้ามาก่อกวนจิตใจของเขาตลอดเวลาสามปีที่ผ่านมา

คุ่นบทกุหลาบซ่อนหนาม.jpg               

 

               

                “ผมว่าลมเริ่มแรงขึ้นแล้ว เรากลับเข้าไปข้างในกันดีกว่านะครับขนมผิงบอกเพราะรู้สึกว่าผ่านไปพักใหญ่แล้วกับการพูดคุย อีกอย่างเขากลัวว่าเด็กๆจะเล่นซนจนเกิดเป็นอันตายหรือรบกวนคนอื่นถึงแม้จะฝากแทนทัพให้ดูแทนแล้วก็ตาม

                “แต่พี่ยังคุยกับผิงไม่เต็มอิ่มเลยนะครับคุณวุฒิว่าพลางทำหน้าผิดหวัง

                “แต่ข้างนอกมันหนาวนะครับเดี๋ยวจะพากันไม่สบาย อีกอย่างพี่วุฒิเป็นหมอถ้าไม่สบายคนไข้ที่ไหนจะไว้ใจล่ะครับล่ะครับ

                “เฮ้อ ก็ได้ครับ เข้าข้างในก็ได้อีกฝ่ายตอบอย่างจนใจ

                ถึงแม้จะรู้สึกดีที่ได้กลับมาคุยด้วยกันอีกครั้ง แต่ภายในใจของขนมผิงนั้นกลับเต็มไปด้วยความกลัว เขากลัวว่าคุณวุฒิจะเจอเข้ากับเด็กๆ เวลานี้เขายังไม่พร้อมเลยที่จะรับมือกับเรื่องแบบนี้เขากำลังกลัวว่าเมื่อคุณวุฒิรู้ความจริงจะตีตัวออกห่างและรังเกียจในสิ่งที่ตัวเขาเป็น

                “พี่วุฒิเข้าไปก่อนนะครับ ผิงคิดว่าจะไปล้างมือที่ห้องน้ำ”

                “พอดีเลยล่ะ พี่ก็กำลังคิดว่าจะไปล้างคราบน้ำส้มออกจากเสื้อพอดีเชียว”

                “ครับ”ขนมผิงปั้นยิ้ม มันดูไม่ง่ายเสียแล้วกับการที่เขาจะสลัดคุณวุฒิออกจากการเกาะติด

               

                ขนมผิงเดินตามคุณวุฒิเข้ามาในห้องน้ำ ในขณะที่ล้างมือร่างสูงของคุณหมอก็จัดการถอดเสื้อตัวนอกออกมาล้างคราบน้ำส้ม ตาคู่สวยเหลือบเห็นชายเสื้อของคุณวุฒิที่หลุดออกมาก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

                “ชายเสื้อหลุดแล้วนะครับ”

                “จริงด้วย”คุณวุฒิว่าพลางปลดเข็มขัดเตรียมจัดชายเสื้อใหม่

                “ผิงว่าเข้าไปทำในห้องน้ำดีกว่านะครับ ทำตรงนี้มันดูไม่ค่อยดีเท่าไร”

                 “ไม่เห็นเป็นไรเลย ก็มีกันแค่สองคน”

                “ถึงจะสองคนก็ไม่ได้ครับ เป็นคุณหมออย่าดื้อสิครับ”ขนมผิงว่าพลางดันหลังให้อีกฝ่ายเดินเข้าไปในห้องน้ำ

                “โอเคๆ พี่ไปจัดเสื้อใหม่ข้างในก็ได้ แต่ว่าผิงห้ามไปไหนนะครับตกลงไหม”

                “ครับ”

                ขนมผิงพยักหน้าตอบรับ รอจนได้ยินเสียงลงกลอนประตูจึงได้ถอนหายใจแล้วเดินหนีออกมา ตอนนี้สิ่งที่เขาจะเลือกก็คือลูกของตัวเอง ความระแวงทำให้ขนมผิงหันไปมองข้างในห้องน้ำเพราะกลัวว่าคุณวุฒิจะออกมาแล้วเจอว่าตนกำลังเดินหนีไปเสียก่อน ด้วยความไม่ระวังจึงไม่ได้มองว่ามีใครคนหนึ่งกำลังยืนขวางทางเข้าห้องน้ำอยู่ก่อนแล้ว

                ปึก!!

                แผ่นหลังของขนมผิงชนเข้ากับคนที่ยืนขวาง แม้จะไม่แรงมากแต่ก็พอที่จะทำให้เซออกมาด้วยความตกใจ

                “ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ”บอกออกไปด้วยความรู้สึกผิด แต่ทว่า

                “เป็นอะไรไปล่ะ ทิ้งเหยื่อแล้วหนีไปแบบนี้ไม่สมกับเป็นนายเลยนะ”น้ำเสียงเย้ยหยันทักด้วยคำพูดดูถูก

                และนั่นก็ทำให้ขนมผิงรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคือใคร

                ปิญญ์ชานนท์!!

                “ทำไมล่ะ เห็นหน้าฉันแล้วทำไมต้องทำหน้าตกใจด้วยล่ะ”ช่างเป็นคำถามที่ทำให้เขานึกรังเกียจอีกฝ่ายจนแทบไม่อยากจะจ้องมองใบหน้าเปื้อนยิ้มดูถูก

                “หึ! ไม่ใช่ว่าผมตกใจอะไรคุณหรอกนะครับคุณปิญญ์ เพียงแค่ผมนึกสะอิดสะเอียนสายตาตัวเองมากกว่าที่ต้องมองหน้าคนอย่างคุณ”ขนมผิงเชิดหน้าขึ้น เขาพยายามตั้งสติกับการเจอกันที่ไม่ได้ตั้งใจกับอีกฝ่ายในครั้งนี้ ทำท่าทีเป็นไม่ใส่ใจทั้งที่ใจกำลังเต้นรัว

                “มันจะมากไปแล้วนะขนมผิง!! นายถือดียังไงมาพูดอย่างนี้กับฉัน!!”ปิญญ์ชานนท์ตะคอกก่อนจะดึงแขนผอมบีบเอาไว้แน่น ใบหน้าแสดงออกถึงความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดกับคำพูดที่เขาพูดออกไป  อีกแล้วที่อีกฝ่ายมักจะใช้กำลังที่เหนือกว่าบีบบังคับให้เขาต้องทนกับสิ่งที่ยิ่งเพิ่มความแค้นเคืองต่อกัน

                “ปล่อยมือคุณจากแขนของผม”ขนมผิงพูดออกไปด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ปรายตามองตอบกลับกับสายตาที่ดุดันอย่างไม่ลดละ

                “หึ!! ไม่เจอกันนานดูเหมือนนายจะเปลี่ยนไปนิดหน่อยนะ”

                มันยิ่งทำให้ก้อนเนื้อในอกยิ่งรู้สึกราวกับถูกบีบรัดเมื่ออีกฝ่ายพูดลากเสียงแล้วจงใจมองมาที่ท้องของเขา แขนผอมดึงกลับพยายามที่จะหลุดออกจากมือใหญ่

                “นั่นมันไม่เกี่ยวกับคุณนี่ครับ”

                “ปากดีขึ้นเยอะนะ แล้วนี่อะไร นายมาที่นี่ได้ยังไง หรือว่านายมาที่นี่กับลูกค้าล่ะ คงไม่ใช่ว่านายต้องการที่จะสลัดเหยื่อชิ้นโตเพื่อที่จะจับเหยื่อชิ้นที่โตกว่าหรอกนะ”

                “คิดต่ำแบบคุณในโลกนี้ก็คงไม่มีใครแล้วล่ะ เมื่อไรจะรู้ตัวสักทีล่ะครับว่าคนอย่างคุณน่ะคิดเป็นแต่เรื่องต่ำๆ”ริมฝีปากได้รูปเหยียดยิ้มมองชายหนุ่มเบื้องหน้าแน่นิ่ง

                “มันก็ถูกต้องแล้วนี่ที่คนคิดต่ำจะเจอกับคนชั้นต่ำ ถูกไหม?”

                “อย่าลากคนอื่นเขาไปเกลือกกลัวกับตัวเองเลยนะครับ คิดแล้วมันรู้สึกอยากจะอ้วกขึ้นมาเวลาที่ต้องมาใกล้คนอย่างคุณ อุตส่าห์ไม่ได้เจอกันตั้งนาน แต่กลิ่นของคุณมันยังน่าคลื่นเหียนเหมือนเดิมเลยล่ะ”

                “ปากดีนักนะขนมผิง!!”ราวกับไม่มีคำพูดที่จะโต้ตอบ ขนมผิงรับรู้ได้ดีถึงแรงที่บีบลงมาบนบนต้นแขน

                “อึก”เขากลืนน้ำลายลงคอ นิ่วหน้าเมื่อปลายคางถูกบีบกระชากด้วยมืออีกข้างของปิญญ์ชานนท์

                “ดูเหมือนว่านายจะมีคนหนุนหลังดีจนน่าตกใจเลยล่ะ ถึงได้หายไปได้นานขนาดนี้ คนอย่างนายก็คงจะเดินตามรอยแม่ของนายสินะ”

                “จะดีไม่ดีผมก็ไม่รู้นะครับ แต่การที่คุณรู้ว่าผมหายไปนานแบบนี้เนี่ย แสดงว่าคุณกำลังติดตามผมอยู่สินะ”ยิ้มมุมปากราวกับต้องการจะยั่วอารมณ์ของอีกฝ่ายให้ปะทุมากขึ้น ทั้งที่แรงบีบลงมาบนคางและแขนมันกำลังมากขึ้นไปทุกที

                “ใครจะไปคิดถึงคนอย่างนาย!! ฉันไม่ได้บ้านะที่จะต้องมาคิดถึงคนอย่างนาย”พูดก่อนจะออกแรงผลักจนขนมผิงเซออกมาครึ่งก้าว

                ดูท่าจะเป็นไปในแบบที่เขาคิดจริงๆ การที่เขาจะหลุดออกจากพันธนาการของปิญญ์ชานนท์ได้คือการที่เขาจะต้องใช้ในสิ่งที่ปิญญ์ชานนท์กำลังคิดเข้าสู้

                เพราะว่าคนปิญญ์ชานนท์มักจะพ่ายแพ้ให้กับความคิดของตนเองเสมอ

                “อย่างนั้นเหรอครับผมก็นึกว่าคุณคิดถึงผม ถึงได้ตามสืบเรื่องของผมอยู่ตลอด

                ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่าปิญญ์ชานนท์คอยส่งให้คนมาตามหาตัวเขาตลอดเวลา ความช่วยเหลือของผู้เป็นพ่อช่วยทำให้เขาหลบซ่อนตัวจากเงื้อมือของคนเลวๆอย่างอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี

                “นายอย่าได้คิดนะว่าฉันจะเป็นเหมือนเหยื่อคนอื่นๆของนาย ฉันไม่มีวันที่จะสนใจลูกชายของผู้หญิงทรยศเด็ดขาด นายอย่างมาหลงตัวเองไปหน่อยเลย”นัยน์ตาดุดันแสดงออกมาถึงความแข้งกร้าวอย่างเห็นได้ชัด แต่เหนือสิ่งอื่นใดนั้นภายในนั้นมันกลับสั่นอย่างกระวนกระวาย

                แต่นี่มันแค่เริ่มต้น ขนมผิงรู้ดีว่าทุกอย่างมันคงไม่จบเพียงแค่นี้ ยิ่งเห็นปิญญ์ชานนท์รู้สึกไม่พอใจขนมผิงก็รู้สึกพอใจขึ้นมาทันทีกับปฏิกริยาของอีกฝ่าย แต่ก่อนที่เกมจะดำเนินไปไกลมากกว่านี้เสียงของคุณวุฒิก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน

                “อยู่นี่เอง พี่ก็คิดว่าผิงหนีพี่ไปอีกแล้ว ทำไมออกมาไม่บอกพี่ล่ะ”

                “ผิงออกมารอข้างนอกน่ะครับเห็นท่าว่าจะนาน”ขนมผิงตอบโกหก

                ซึ่งแน่นอนว่าคำตอบของเขาทำให้ปิญญ์ชานนท์แสยะยิ้มขึ้นมาเมื่อรู้ว่ามันไม่ใช่อย่างที่เขาพูด

                “แล้วพี่ปิญญ์ทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้ล่ะครับ ผมคิดว่าพี่จะอยู่ในงานซะอีก”

                “ฉันไม่เห็นว่านายอยู่ในงานเลยออกมาตาม ที่แท้ก็ออกมาอยู่กับคนแบบนี้นี่เอง”

                คนแบบนี้ที่อีกฝ่ายว่าคงจะเป็นคนชั้นต่ำอย่างที่ชอบใช้ดูถูกเขาสินะ

                “พวกเราเจอกันโดยบังเอิญน่ะครับ ใช่ไหมผิง”คุณวุฒิหันมาพยักหน้าให้ ริมฝีปากสวยยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี

                “ครับ...บังเอิญ”ขนมผิงจงใจยิ้มตอบให้ดูเหมือนกับว่าเขาเป็นคนที่วางแผนเพื่อที่จะมาเจอกับคุณวุฒิ และมันได้ผลเมื่อคิ้วหนาได้รูปของอีกฝ่ายขมวดเข้าหากัน

                “กลับเข้าไปในงานได้แล้วคุณวุฒิ!!”เสียงแข็งกร้าวสั่งผู้มีศักดิ์เป็นน้องชาย

                “โถ่ ทำไมล่ะครับผมพึ่งจะได้เจอกับผิงเอง”คุณวุฒิตัดพ้อทีเล่นทีจริงในขณะที่ปิญญ์ชานนท์กำลังทำหน้าราวกับจะกินเลือดกินเนื้อตนเอง

                ขนมผิงค่อนข้างจะรู้สึกเฉยเมยเมื่อตาคู่ดุนั้นมองมาที่ตน เขากลับเหยียดยิ้มกลับคืนไปเพื่อยั่วอารมณ์ของอีกฝ่ายให้ยิ่งปะทุขึ้น เพราะต่อไปนี้เขาจะไม่ยอมให้อีกฝ่ายทำอยู่ฝ่ายเดียวอีกต่อไป เขาจะต้องแก้แค้นให้สาสมกับสิ่งที่ได้รับ แก้แค้นให้กับการทีอีกฝ่ายทำให้ลูกๆของเขากำพร้าพ่อ

                “ไม่เป็นไรหรอกครับ”มือผอมแตะลงบนไหล่ของคุณหมอพลางหันไปยิ้มให้ “พอดีพ่อของผิงพึ่งจะโทรมาตามเมื่อครู่ คงต้องรีบกลับเข้าไปข้างในแล้วล่ะครับไว้เจอกันนะครับ”

                ถือเป็นโอกาสที่จะแยกตัวกับคุณวุฒิไปในตัว อีกอย่างเขาก็เป็นห่วงเด็กๆด้วยหลังจากที่ทิ้งให้แทนทัพดูแลอยู่นาน

                การเจอกันในครั้งนี้มันช่างเป็นอะไรที่เหนือความคาดหมายจริงๆสำหรับเขา ร่างสูงโปร่งจงใจเดินเบียดไหล่ชนกับหัวไหล่ของปิญญ์ชานนท์ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาเล็กน้อยเพื่อที่จะกระซิบบอกอะไรบางอย่างออกไป

                “เฝ้าเขาเอาไว้ดีดีนะครับ”

                รองเท้าหนังขัดมันเงาวับจงใจเหยียบลงไปบนเท้าของอีกฝ่าย ค่อยๆบดขยี้ลงไปเต็มแรงและแนบเนียนที่สุดเท่าที่จะทำได้เมื่ออยู่ต่อหน้าของคุณวุฒิ ตาคู่สวยจ้องมองใบหน้าที่หยิ่งทระนงแปรเปลี่ยนเป็นเจ็บปวดและแค้นเคือง

                “นาย”เสียงแข็งเค้นรอดไรฟัน

                แต่นั่นคงจะไม่ทันที่จะได้จัดการกับเจ้าของร่างสูงโปร่งที่ทิ้งเสียงหัวเราะในลำคอเอาไว้ด้วยความสะใจแล้วเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง

คุ่นบทกุหลาบซ่อนหนาม.jpg 

 

 

                “คุณผิงครับ คุณพิศท่านตามหาอยู่นะครับเลขาของพิศณุเดินมาแตะแขนของขนมผิงทันทีที่เดินกลับเข้ามาในห้องจัดเลี้ยง

                “มีอะไรเหรอครับคุณสุพจน์

                “คุณพิศท่านอยากให้มาตามคุณผิงให้ไปทำความรู้จักกับประธานของอนันตไพลินกรุ๊ปน่ะครับ ทางนี้ครับ”

                คงไม่ต้องทำความรู้จักกันก็ได้ในเมื่อเขารู้จักกับอีกฝ่ายดี ขนมผิงได้แต่คิดในใจแต่ก็เดินตามเลขาของผู้เป็นพ่อไป

                “เขาเป็นคู่แข่งของเราไม่ใช่เหรอครับคุณสุพจน์”

                “มันเป็นวิสัยทัศน์ของคุณพิศน่ะครับ ท่านชอบสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นแม้จะเป็นคู่แข่งกันก็ตาม”

                “นั่นสินะครับ”

                พ่อของเขามักจะเป็นคนที่ชอบมองโลกในแง่ดีเสมอ

 

                “มาพอดีเลยตาผิง เดี๋ยวพ่อจะพาไปแนะนำคุณปิญญ์ชานนท์เจ้าของอนันตไพลินเสียหน่อย รู้จักกันเอาในฐานะคนที่ทำธุรกิจเหมือนๆกันจะได้ช่วยเหลือกัน รุ่นๆเดียวกันกับเราด้วยไม่น่าจะคุยกันยาก”เป็นแบบนี้ตลอดมองโลกในแง่ดีเสมอ

                “ผิงมีอะไรอยากจะขอร้องพ่อสักอย่างได้ไหมครับ”ขนมผิงแตะแขนของผู้เป็นพ่อเอาไว้

                “อะไรล่ะ”

                “พ่อช่วยอย่าพึ่งบอกชื่อผิงกับเขาได้ไหม แค่แนะนำว่าผิงเป็นลูกของพ่อก็พอ”

                “ทำไมถึงบอกชื่อไม่ได้ล่ะ”

                “คือผิงอายชื่อตัวเอง”แสร้งทำเป็นอายออกไปเพื่อกลบเกลื่อนเจตนาที่แท้จริง

                “อ้อ งั้นก็ตามใจก็แล้วกัน แต่ก็คงจะปิดได้ไม่นานหรอกนะพ่อบอกเอาไว้ก่อน เพราะสักวันเขาก็ต้องรู้จักชื่อของลูกอยู่ดี”

                 “ครับตอบรับพร้อมกับเลื่อนหน้ากากลงมาปิดบังใบหน้า

                ถ้าหากเขาปล่อยให้ปิญญ์ชานนท์รู้ตัวตนของเขาเร็วเกินไปเกมที่กำลังจะเริ่มมันก็คงไม่สนุก

 

                “สวัสดีครับคุณปิญญ์ชานนท์พิศณะแตะไหล่ชายหนุ่มที่กำลังมองไปรอบๆเหมือนกำลังหาอะไรบางอย่าง ก่อนที่ริมฝากได้รูปจะยกยิ้มขึ้นมา

                “ครับ ไม่รู้ว่าคุณพิศณุจะมางานนี้ด้วยผมจะได้เข้าไปทักทายคุณก่อน”อีกฝ่ายตอบ

                ขนมผิงเฝ้ามองรอยยิ้มเสแสร้งผ่านทางหน้ากาก

                “ไม่เป็นไรๆ ทางนี้เองแต่แรกก็ว่าจะไม่มาอยู่แล้ว แต่ก็อยากจะพาลูกชายมาแนะนำตัวและจะพาหลานๆมาอวดเพื่อนๆด้วย ไม่รู้ว่าตอนนี้ไปวิ่งเล่นกันที่ไหนแล้ว น่าเสียดาย”

                “ลูกชาย? ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าคุณมีลูกชาย”ใบหน้าคมคายมีสีหน้าประหลาดใจ

                “มีไม่กี่คนหรอกที่รู้ว่าผมมีลูกชายน่ะ อายุน่าจะไล่เลี่ยกับคุณเลยว่าจะพามาทำความรู้จักกันไว้ วันข้างหน้าเผื่อมีอะไรจะได้ช่วยเหลือกันได้”

                “ครับ งั้นผมคงไม่ต้องแนะนำตัวแล้วนะครับ ดูท่าทางทางนั้นคงจะรู้จักผมดีอยู่แล้ว”บอกพลางยื่นมือมาเบื้องหน้าอย่างเป็นมารยาท

                “ครับผมรู้จักคุณเป็นอย่างดีเลยล่ะ”

คุ่นบทกุหลาบซ่อนหนาม.jpg               

 

 

 

                

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น