Khemmakan

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 20 ไม่เคยคิดสักครั้ง

ชื่อตอน : ตอนที่ 20 ไม่เคยคิดสักครั้ง

คำค้น : พนักงานดูแลเตียง

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.3k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ส.ค. 2562 20:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 20 ไม่เคยคิดสักครั้ง
แบบอักษร

 

 

BED CARE JOB  

#พนักงานดูแลเตียง 

ตอนที่ 20 ไม่เคยคิดสักครั้ง 

 

 

        ผมนั่งรถมากับคุณคีนโดยมีคุณเคนทำหน้าที่เป็นสารถีขับรถให้เรา รถแล่นผ่านรั้วประตูคฤหาสน์ใหญ่มาได้สักพักคุณคีนจึงพูดขึ้นทำลายความเงียบ

 

            “คุณแม่ทำให้ตกใจหรือเปล่า”

 

            “ไม่ครับ” ผมบอกเขาด้วยความกระอักกระอ่วนใจ

 

            “ถ้าไม่แล้วทำไมทำหน้าแปลก ๆ”

 

            “ผมมองคุณแม่คุณแล้วรู้สึกผิดนิดหน่อยครับที่ครั้งหนึ่งเคยคิดว่าผมกับคุณพ่อคุณเคยนอกใจคุณแม่” พอผมพูดจบก็ได้ยินเสียงคนที่นั่งหลังพวงมาลัยหัวเราะ 

 

            ไม่ตลกเลยนะครับคุณเคน ผมอยากจะดุเขาบ้างแต่ก็ไม่กล้าพูด

 

            “คุณนี่น้า”

 

            “ก็ตอนนั้นผมไม่รู้จริง ๆ  ว่ามิสเตอร์เคคือคุณนี่ครับ เอ้อ..จริงสิ เกือบลืม”

 

      “หืม?มีอะไร”

 

            “คุณแม่คุณบอกว่ารู้เรื่องที่ผมกับคุณเจอกันได้ยังไงด้วยครับ”

 

            “งั้นเหรอ”

 

            “คุณดูไม่ตกใจเลย รู้อยู่แล้วเหรอครับ” ผมมองท่าทีที่นิ่งเฉย ไม่ทุกข์ร้อนของคุณคีน

 

            “ถ้าคุณแม่ผมไม่รู้สิถึงแปลก”

 

            “เอ๊ะ ครับ?แปลว่าคุณแม่คุณรู้เรื่องมาตลอดเหรอครับ”

 

            “ไม่ใช่ครับ ก่อนหน้านี้ไม่มีใครรู้เรื่องเรา คงมารู้กันช่วงหลัง” ช่วงหลังอะไร? ยังไม่ทันได้ถามคุณเคนก็พูดขึ้นมาบ้าง

 

            “พี่เคนก็ไม่รู้เรื่องครับน้องเปล”

 

            “อ้าวเหรอครับ แล้วคุณเคนรู้ได้ไง คุณคีนบอกเหรอ”

 

            “ไม่ใช่ครับ พี่เคนเห็นพฤติกรรมเจ้านายพี่ที่ผิดปกติ ไม่เคยสายก็สาย ไม่เคยโอ้เอ้ก็ทำ รู้ว่าชอบกาแฟแต่อยากจะไปกินอยู่แค่ร้านเดียว ไปทีก็นั่งแช่อยู่นาน มันยังไง ๆ  ก็ไม่รู้ ว่าไหมครับ” คุณเคนเล่าให้ฟังอย่างอารมณ์ดี

 

            “พูดมากน่ะเคน” คุณคีนชมเชยคุณเคนเสียงขรึม

 

            “คุณเป็นอย่างนั้นเหรอครับ ผมไม่เห็นรู้เรื่อง แล้วอย่างนี้มีคนรู้เรื่องเราเยอะไหมครับ”

 

            “ผมไม่แน่ใจ อาจจะฟังดูน่ากลัวแต่มันคือความจริง คนรอบตัวผมหูตาเป็นสับปะรดทั้งนั้น อยู่ที่จะพูดหรือไม่ เหมือนเรื่องคุณศักดิ์ชัยกับผม ครั้งนี้เขาคงไม่รู้จะหาเรื่องอะไรมาโจมตีพรรค จึงเล่นประเด็นมาที่ผม”

 

            “คุณไม่เป็นไรใช่ไหมครับ”

 

            “ผมชินแล้ว เคยเจอมาทุกแบบทั้งข่าวจริงหรือไม่จริง แค่นี้ไม่เป็นไรหรอก”

 

 

            การจราจรคับคั่งหนาแน่นแม้จะเป็นวันเสาร์ พ้นช่วงหัวค่ำแล้วแต่รถยังติด ยิ่งขับเข้าไปใกล้ใจกลางเมืองมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งติดมากขึ้นทุกที

 

            “หิวหรือเปล่า ที่จริงตั้งใจจะกินข้าวที่บ้าน แต่ไม่คิดว่าเหตุการณ์จะบานปลายขนาดนี้ ผมขอโทษด้วย” คุณคีนพูดเลี่ยงถึงเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นว่าเป็นเหตุการณ์อะไร

 

            “หิวนิดหน่อย แต่ยังไหวครับ ก่อนเลิกงานผมกินขนมที่ร้านพี่ปุยฝ้ายมาเยอะเลย แล้วคุณล่ะครับ หิวไหม”

 

            “ยังไม่หิว” ผมว่าสาเหตุที่คุณคีนไม่หิว น่าจะมาจากการปะทะอารมณ์กับคุณกวินทร์จนทำให้เขาไม่อยากกินอาหารแน่ ๆ

 

            “แต่คุณเคนอาจจะหิวแล้วก็ได้ ใช่ไหมครับคุณเคน” ผมถามไปที่คุณเคนเพื่อหาเสียงสนับสนุน

 

            “น้องเปลช่างรู้ใจพี่เคน ใช่ครับพี่เคนหิวมากเลย” คุณเคนตอบและสบตากับผมผ่านทางกระจกมองหลัง 

 

            “งั้นเรากินอะไรดีครับ”

 

            “ร้านนั้นคงไปไม่ได้...” คุณคีนพึมพำเบา ๆ

 

            “ไม่จำเป็นต้องกินที่ร้านก็ได้ครับ สั่งมาที่ห้องก็ได้ เดี๋ยวผมโทรสั่งแล้วออกไปรับที่หน้าประตูให้เอง”

 

            “เป็นความคิดที่ดีนะน้องเปล” คุณเคนเห็นด้วย

 

            “คุณคีนกับคุณเคนอยากกินอะไรครับ” ผมเงยหน้าถามคนหน้านิ่งแล้วสลับไปมองคนที่กำลังขับรถ

 

            “คุณเลือกเลย ผมกินอะไรก็ได้”

 

            “อะไรก็ได้นี่อันตรายมากนะครับ” ผมแกล้งแหย่เขา อยากรู้ว่าคุณคีนกินอะไรก็ได้อย่างที่พูดจริงไหม ตอนผมเลือกอาหารในคืนนี้คงเป็นคำตอบให้ผมได้ว่าเขากินอะไรก็ได้จริงหรือเปล่า

 

 

 

            

            คอนโดคุณคีนที่คุณเคนพามานั้น ไม่ใช่คอนโดแห่งเดิมที่อยู่ใกล้ร้านกาแฟพี่ปุยฝ้าย แต่เป็นอีกที่หนึ่ง ความหรูหราโอ่อ่าไม่ได้แตกต่างจากที่เก่าเลย ผมมองไปรอบ ๆ  ด้วยความตื่นตาเช่นเคย

 

            “ทำไมถึงมาที่นี่ครับ”

 

            “ที่เดิมอาจจะมีนักข่าวไปดักรออยู่ ที่นี่ปลอดภัยกว่า” คุณคีนอธิบายสั้น ๆ

 

            “ครับ”

 

            “เจ้านายพี่ก็พูดสั้นเหลือเกิน คืออย่างนี้ครับน้องเปล มีคนรู้ไม่น้อยว่าคุณคีนอยู่ที่คอนโดนั้น ช่วงนี้เราควรหลีกเลี่ยงกลับไปที่เดิมก่อน ส่วนที่นี่เป็นคอนโดใหม่ที่ยังไม่มีใครรู้ทำให้ปลอดภัยมากกว่าครับ”

 

            “อ่อ..ครับ” ผมพยักหน้าว่าเข้าใจ ไม่มีใครรู้ก็จริง แต่คุณเคนรู้นะครับ ผมเลือกไม่ถาม ต่อให้ถามไปคุณเคนก็จะบอกว่าเพราะหน้าที่อีก

 

 

            ผมตั้งใจโทรสั่งอาหารเป็นอย่างแรกเมื่อเข้ามาในห้อง ดังนั้นจึงไปขอโทรศัพท์ตัวเองคืนจากคุณเคนแต่เขากลับเอาเครื่องอื่นให้และอ้างเหตุผลว่าความปลอดภัย ผมเลยไม่ได้เซ้าซี้อะไร โทรสั่งอาหารไปพลาง มองรอบ ๆ  ห้องไปพลาง ใจเริ่มนึกกลัวว่าภายหน้าถ้าคุณคีนไม่เหลืออะไรจริง ๆ  ผมจะเลี้ยงเขาไหวไหม ผมคงจะเป็นทุกข์และต้องเศร้าอย่างมากหากพาลูกชายคุณแม่ไปกินข้าวข้างทางหรือพาไปอยู่ห้องเช่าเล็ก ๆ

 

            ผมจะกัดฟันแล้วซื้อบ้านหลังหนึ่งให้คุณนะครับคุณคีน

 

            ผมสั่งอาหารเสร็จเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นคุณคีนถอดเสื้อสูทออกแล้วเหลือเพียงเสื้อเชิ้ต เขายืนมองผมแปลก ๆ จนผมทนไม่ได้จึงถามกลับไป

 

            “มองผมแบบนั้นทำไมครับ”

 

            “ตะกี้คิดอะไรอยู่ถึงทำหน้าจะร้องไห้”

 

            “ไม่มีอะไรครับ”

 

            “พูดไม่จริงนะครับ” คุณคีนบอก แน่นอนว่าผมโกหกไม่เก่ง แต่ผมไม่มีทางยอมรับหรอกว่าผมกำลังคิดถึงแผนข้างหน้าหากวันหนึ่งเขาไม่เหลืออะไร

 

            “ไม่มีอะไรครับ” แต่ผมก็ยังตะแบงยืนยันว่าไม่มีอะไร คุณคีนคงเห็นว่าไม่มีประโยชน์เลยไม่ถามต่ออีก

 

            “ไปอาบน้ำก่อนสิ” 

 

            “คุณคีนไปอาบก่อนเลยครับ ผมจะรอรับของที่มาส่ง กลัวเขามาตอนที่ผมไม่อยู่ อีกอย่างคุณคงไม่อยากไปรับเองหรอกใช่ไหมครับ” ผมจี้จุดเขาได้ถูก อุตส่าห์มาซื้อคอนโดใหม่หลบผู้คนขนาดนี้ การออกไปเผชิญหน้าคนคงไม่ใช่ความคิดที่ดี

 

            “...” คุณคีนมองผมอย่างไม่แน่ใจว่าควรจะให้ผมไปรับของดีหรือเปล่า

 

            “ผมมีหน้ากากอนามัยอยู่ในกระเป๋า เดี๋ยวผมจะสวมมันตอนไปรับของดีไหมครับ”

 

            “โอเค ก็ได้ งั้นผมไปอาบน้ำก่อน” 

 

 

            ผมมองตามหลังคุณคีนที่กำลังจะเข้าไปในห้องนอนเพื่ออาบน้ำ จู่ ๆ  กลับฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าผมไม่เห็นคุณเคนอีกเลยตั้งแต่เขาเอาโทรศัพท์มาให้ จังหวะเดียวกันนั้นคุณเคนก็เปิดประตูออกมาจากห้องนอนอีกห้องด้วยสภาพที่ดูก็รู้ว่าอาบน้ำมาเรียบร้อยแล้ว

 

 

            คุณเคนอยู่ในชุดนอนเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ไม่เหมือนกับชุดนอนคุณคีน แสดงว่าคืนนี้คุณเคนคงนอนค้างที่นี่ เขาเดินเข้าไปหาคุณคีนแล้วคุยกันเงียบ ๆ  อยู่ครู่หนึ่งเสร็จแล้วคุณคีนเข้าห้องหายไป ส่วนคุณเคนก็กลับไปที่ห้องที่เขาเพิ่งจะออกมาเมื่อตะกี้นี้ 

 

 

   ผมเริ่มเข้าใจพี่ปุยฝ้ายขึ้นมาบ้างแล้วทำไมเธอถึงคิดว่าคุณคีนกับคุณเคนน่าจะเป็นมากกว่าเจ้านายลูกน้อง ไม่นานประตูถูกเปิดออกพร้อมกับร่างคุณเคนที่เดินมาหาผมพลางยื่นของในมือให้ผม เขาดูคุ้นเคยและผ่อนคลายสบาย ๆ ไม่แน่ใจว่าเขาอาจจะเคยมาพักที่นี่หลายครั้งแล้ว

  “นี่ครับน้องเปล”

  “ให้ผมทำไมครับ” ของในมือคุณเคนคือธนบัตรสีเทาสองใบ

  “เจ้านายบอกให้พี่เอาเงินมาให้น้องหน่อย แต่พี่ไม่รู้ว่าน้องเปลสั่งอะไรไปบ้าง ถ้าไม่พอให้บอกนะ เจ้านายพี่เขาใจดี”

  “ไม่เป็นไรครับพี่เคน ผมสั่งไปไม่กี่อย่าง ผมจ่ายได้”

  “อย่าให้ผู้ใหญ่เสียน้ำใจครับ รับไปเถอะ” คุณเคนยิ้มพลางยัดเยียดเงินนั้นให้ผม 

  ระหว่างนั้นเสียงโทรศัพท์ภายในห้องก็ดังขึ้น คุณเคนบอกว่าคงเป็นนิติบุคคลโทรขึ้นมาจากด้านล่าง คนส่งอาหารน่าจะมาถึงแล้ว ผมเลือกที่จะไปรับสายเอง นิติบุคคลโทรมาด้วยเรื่องที่คุณเคนสันนิษฐานไว้ ผมไปหยิบหน้ากากอนามัยมาสวมก่อนจะบอกคุณเคนว่าผมจะลงไปข้างล่างสักครู่

   ไม่มีอะไรพิเศษหลังจากที่ผมถือถุงอาหารกลับเข้ามาในห้อง คุณคีนอาบน้ำเสร็จพอดี เราทั้งสามคนจึงนั่งกินข้าวด้วยกันเงียบ ๆ  คุณคีนกินอะไรก็ได้อย่างที่บอกไว้ เมื่ออิ่มแล้ว คุณคีนไล่ผมไปอาบน้ำ ส่วนคุณเคนอาสาล้างจานให้เอง ผมไม่ทักท้วงเข้าไปอาบน้ำอย่างสบายใจ

   อาบน้ำสระผมเรียบร้อย ผมเปิดประตูออกมาเห็นคุณคีนนั่งอยู่ที่โซฟา เขาหันหลังให้ผม ข้างกายมีคุณเคนนั่งอยู่ พวกเขาสองคนดูเหมือนกำลังดูอะไรอยู่เลยไม่ได้ยินเสียงเปิดประตู

   “มีเบอร์น่าสงสัยหลายเบอร์ครับ แต่เบอร์พวกนี้ผมเอาไปเช็กแล้วปรากฎว่าเป็นพวกเบอร์โทรมาก่อกวน ประเภทใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง โชคดีที่น้องเปลไม่ได้รับเลยสักสาย” คุณเคนกำลังพูดกับคุณคีน ผมฟังโดยไม่รู้ว่าเขาคุยอะไรกันมาก่อนหน้านี้

   “อืม ถ้ารับสาย ผมเองก็ไม่รู้ว่าเขาจะทนได้แค่ไหน” ผมเดินเข้าไปใกล้พวกเขาขึ้นเรื่อย ๆ

   “เบอร์แปลก ๆ  พวกนี้ถ้าบอกน้องเปล เขาน่าจะเข้าใจ คนไม่ประสงค์ดีทั้งนั้น”

   “คุณศักดิ์ต้องมีรูปที่ชัดกว่านี้แล้วให้คนไปสืบประวัติเปลมาแน่” คุณคีนคาดเดา

   “รอบนี้คุณศักดิ์ดูจะเล่นแรงไปหน่อยนะครับ วันนั้นที่ร้านอาหารเกิดเรื่องอะไรไม่ดีขึ้นหรือเปล่า” คุณคีนถอนหายใจก่อนจะตอบ

   “ก็คุยปกติ”

   “อันที่จริงคุณศักดิ์เอง เขาก็รู้อยู่แล้วนี่ครับว่าไม่ควรให้คนมาถ่ายรูป มันผิดกฎร้าน สร้างข่าวมาแบบนี้ถ้าถูกจับได้ ตัวเขาเองนั่นแหละที่จะซวยกว่าคุณ”

   “คงโกรธที่เห็นผมพาคนอื่นมาและเขาคงไม่เชื่อว่าเปลเป็นน้องชายเคน”

   “เรื่องผ่านมานมนานหลายปีแล้วแท้ ๆ” คุณเคนพูดพลางส่ายหน้า

   “คุณศักดิ์เขารักน้องชายมาก ย่อมต้องแค้นผมมากเป็นธรรมดา” ผมขมวดคิ้ว น้องชายคุณศักดิ์กับคุณคีนงั้นหรือ?

   “จะโทษคุณคนเดียวก็ไม่ถูก ทุกอย่างเป็นเพราะคุณกวินทร์นะครับ” 

   “คนลงมือคือผม ใครเป็นคนสั่งหรือถูกสั่งให้ทำก็ไม่สำคัญเท่ากับน้องชายเขาที่ไม่ยอมกลับมาเมืองไทยอีก”

   “แต่ครั้งนี้คุณกวินทร์ยื่นมือเข้ามาจัดการเองคงไม่มีอะไรแล้วใช่ไหมครับ”

   “อืม พ่อเองก็คงรู้อยู่ก่อนแล้วว่าใครเป็นคนปล่อยข่าวถึงเรียกให้เราไปที่บ้าน ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่โมโหแล้วรีบเข้ามาช่วยขนาดนี้” คุณคีนแค่นเสียงในตอนท้าย

   “แล้วคุณรู้ข่าวน้องชายคุณศักดิ์บ้างไหม”

   “พอรู้บ้าง”

   “เขาเป็นไงบ้างครับ”

   “ถามเพราะนึกถึงหรือว่าห่วง” คุณคีนย้อนถามกลับ

   “นึกถึงสิครับ คนเคยรู้จัก เคยเห็นหน้าค่าตากัน คุณอย่าลืมว่าช่วงเวลาที่คุณอยู่กับเขา ผมเองก็อยู่กับคุณด้วยนะครับ” คุณเคนเสียงดังขึ้นเล็กน้อยระหว่างตอบ ทำให้ผมได้ยินคำตอบชัดเจน ในใจผมเจ็บโดยไร้สาเหตุ ผมอาจจะซื่อแต่ไม่ใช่ว่าจะไม่เข้าใจสถานการณ์ น้องชายคุณศักดิ์น่าจะมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับคุณคีนแน่นอน

   ผมไม่ได้สนใจว่าเขาจะเคยรักกันหรือเปล่า แต่สิ่งที่ผมสนใจคือเขายังรักกันและติดต่อกันอยู่ไหม นั่นต่างหาก ถ้าเขายังรักและติดต่อกันอยู่ ผมคงไม่สามารถทำตามคำพูดที่ให้ไว้กับแม่คุณคีนได้ ผมไม่นิยมเป็นมือที่สามและตัวสำรองของใคร

   และผมมั่นใจในตัวเองว่า ต่อให้ผมรักเขามากแค่ไหน ถ้าเขาไม่ได้รักผม เห็นผมเป็นคนแก้ขัดหรือคั่นเวลา ผมก็คงไม่โอเค

   ในเมื่อรักได้ก็เลิกรักได้เช่นกัน

   “เขาสบายดี มีชีวิตที่ดี”

   “มีแฟนใหม่?”

   “เปล่า ไม่มีใคร เท่าที่รู้ตอนนี้ยังไม่มี”

   “อย่าบอกนะว่าพวกคุณยังติดต่อกันอยู่ ด้วยความเคารพนะครับ ต่อให้คุณเป็นเจ้านายผมแต่ถ้าคุณยังติดต่อกับเขาทั้งที่มีน้องเปลแล้ว ผมจะไปบอกน้องเปลเดี๋ยวนี้ว่าให้หนีไปจากคุณ” คุณเคนบอกทำเสียงคล้ายกับกำลังขมขู่คุณคีน

   “เพ้อเจ้อไปใหญ่แล้วเคน คิดอะไรเป็นตุเป็นตะ ผมไม่ได้ติดต่อกับเขา”

   “แล้วคุณรู้เรื่องได้ไง”

   “เคทโทรมาบอก” เคท? ชื่อนี้อีกแล้ว ผมยังนึกชื่อนี้ไม่ออกสักที

   “พูดถึงคุณเคท คุณดูนี่ครับ” คุณเคนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ผมจำโทรศัพท์เครื่องนั้นได้เพราะเป็นเครื่องที่ผมใช้อยู่ตอนนี้

            “เคทโทรหาเปล?” ประโยคนี้ทำให้ผมจำคนชื่อเคทได้เสียที ใช่แล้ว เธอคือผู้หญิงพูดไม่ชัดที่โทรหาผมเมื่อวันก่อน

 

            “ครับ โทรมาตั้งแต่คืนวันศุกร์” คุณเคนพูดต่อ ผมเห็นคุณคีนส่ายหน้าแล้วพูดขึ้นบ้าง

 

            “ใจร้อนจริง ยุ่งไปเสียทุกเรื่อง”

 

            “เธอคงตื่นเต้นก็คุณบอกคุณเคทไปไม่ใช่หรือครับว่าจะพาน้องเปลไปที่นั่น” คุณเคนหัวเราะ

 

            “ผมแค่เกริ่นให้เคทรู้ตัวไว้”

 

            “คุณจะพาน้องเปลไปเมื่อไหร่”

 

            “อาจจะหลังเขาสอบเสร็จ”

 

            “น้องเปลจะยอมไปหรือเปล่าครับ”

 

            “ไม่รู้สิ กลัวดื้อไม่ยอมไปเหมือนกัน แต่ยังไงผมคงต้องถามเขาก่อน” คุณคีนตอบด้วยเสียงที่ไม่ค่อยแน่ใจสักเท่าไหร่

 

            “ถ้างั้นก็ถามผมตอนนี้เลยสิครับ”

   ผมโพล่งไปกลางวงสนทนาของเขาสองคน คุณคีนและคุณเคนลุกขึ้นยืนหันกลับมาทางผม ทั้งคู่มีอาการตกใจไม่ต่างกัน

   “มายืนตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่” คุณคีนเก็บอาการได้เร็วเอ่ยถามผมเสียงเรียบ

 

   “ตั้งแต่ที่คุณคุยเรื่องโทรศัพท์ผมครับ” คำตอบของผมทำให้ผู้ชายตัวสูงใหญ่สองคนสบตากันโดยมิได้นัดหมายแต่ครั้งนี้คุณเคนได้สติเร็วกว่าคุณคีน

   “คุณคีนครับ นี่โทรศัพท์น้องเปล แล้วผมขอตัวไปนอนก่อนนะครับ ไม่รู้ทำไมคืนนี้ถึงง่วงนอนเร็วเหลือเกิน” คุณเคนหาวหวอด เขายิ้มให้ผมนิดหนึ่งแล้วหายเข้าไปในห้องนอนอย่างรวดเร็วโดยไม่รอความเห็น

   “คุณคีนมีเรื่องจะถามผมไม่ใช่หรือครับ” ผมมองหน้าเขา สบตาคุณคีนอย่างตรงไปตรงมา

   “เข้าไปคุยในห้องดีกว่า” คุณคีนเดินอ้อมโซฟาแล้วจูงมือผมให้เข้าห้องนอนไปพร้อมกัน แต่ผมไม่ไป ออกแรงขืนตัว

  

   “คุยตรงนี้ก็ได้ครับ ผมยังไม่อยากนอน”

   “ไม่ได้ให้นอน แค่ไปคุยในห้อง นอนคุยสบาย ๆ ดีกว่าไหมครับ”

   “...” ผมไม่พูดแต่ส่ายหน้า ผมไม่ได้อยากดื้อกับเขา แต่ทำไมคุณคีนต้องพยายามกีดกันผมจากเรื่องที่เกี่ยวกับตัวผมด้วย

   ผมรู้แจ้งแก่ใจว่าต่อให้ผมรู้เรื่องไปผมก็คงช่วยเหลือเขาไม่ได้ แต่ผมอยากเข้าใจสถานการณ์บ้าง อยากรู้ว่าผมควรจะทำยังไงกับตัวเองเพื่อไม่ให้เป็นภาระเขามากที่สุด แล้วผมก็ไม่ได้ต้องการให้ใครมาคอยปกป้องผมตลอดเวลา ผมไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น ถึงจะร้องไห้บ้างในบางเวลาก็เถอะ

   “ตกลงครับ” 

   คุณคีนไม่เซ้าซี้ ทำให้ผมค่อยโล่งใจ หากฉับพลันร่างผมก็ลอยสูงขึ้นหน้าเกือบคะมำทิ่มพื้น จนต้องร้องออกมาด้วยความตกใจ

   “คุณคีนจะทำอะไรครับ” ผมโวยวาย มองเห็นแค่ทางเดินกับหลังคุณคีน 

   “อุ้มคุณ”

   “ไม่เอาครับ ปล่อยผมลง” ผมขยับตัวพยายามดันตัวเองให้หลุดพ้นจากบ่าคุณคีนเพื่อจะได้ลงไปยืนดี ๆ

   “ผมไม่อยากยืนคุยตรงนี้ คุณก็อย่าดิ้นครับ ผมปวดหลัง วันนี้นั่งมาทั้งวันอยากไปนอนบนเตียงสบาย ๆ” ผมว่าคนที่เอาแต่ใจมากที่สุดคือคุณคีนนี่เอง

   เอาสุขภาพคนแก่มาอ้างอย่างนี้ แล้วผมจะดึงดันฝืนต่อได้อย่างไร

   ผมหน้ามุ่ยไม่พอใจเล็กน้อยเมื่อคุณคีนวางผมลงบนเตียง จำได้ว่าก่อนออกจากห้องผมปิดไฟทุกดวงหมดแล้วแต่ตอนนี้ภายในห้องกลับมีแสงไฟพอให้มองเห็นกัน เขาอาศัยช่วงเวลาไหนไปเปิดไฟ ผมว่าห้องนี้ก็ต้องมีลูกเล่นเปิดปิดไฟเหมือนที่คอนโดเขาที่ผมไปเป็นประจำแน่นอน

   “โทรศัพท์คุณ มีเบอร์แปลก ๆ  โทรเข้ามา ทางที่ดีช่วงนี้คุณก็อย่าไปกดรับ มันจะทำให้คุณเสียสุขภาพจิตเปล่า ๆ”​คุณคีนยื่นมันคืนมาให้ผม

   “ขอบคุณครับ” ผมรับไปวางไว้บนโต๊ะข้างเตียงส่ง ๆ  ไม่ค่อยสนใจมันนัก

 

   “เป็นอะไรไป หน้าบูดเชียว” คุณคีนถาม เมื่อเขากึ่งนั่งกึ่งนอนพิงหัวเตียงในฝั่งประจำของตนเอง ส่วนผมยังนั่งมองเขาไม่ขยับเขยื้อนอยู่อีกฝั่งหนึ่งของเตียง ไม่แม้แต่จะพลิกตัวไปหนุนแขนกอดเอวเขาไว้เหมือนอย่างเคย

 

   “ตกลงว่าคุณจะถามผมเรื่องที่จะไปไหนครับ คุณเคทคือใคร น้องชายคุณศักดิ์ชัยเป็นอะไรกับคุณ แล้วข่าวที่เป็นปัญหานั่นมันมีที่มาที่ไปยังไง” ผมถามไปแล้วก็ยอมรับว่าพูดห้วนกับคุณคีนพอสมควร

 

   “...” คุณคีนมองผม เขานิ่งไม่ตอบ แต่เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ คงงงว่าทำไมผมถึงถามรัวเป็นชุด

   “คุณบอกผมเองนะครับว่ามีอะไรให้ถาม สงสัยก็ให้ถาม” ผมทวงคำพูดเขา

   “ใช่ครับ ผมเคยบอกคุณไว้” คุณคีนตอบพร้อมกับรอยยิ้มการค้า รอยยิ้มนี้ผมไม่คุ้นตาเลย มันไม่ใช่สายตาที่เขาใช้ยามที่มองผมในเวลาปกติ ทั้งที่เป็นรอยยิ้มที่เขามอบให้แต่ผมกลับไม่อยากได้ยิ้มแบบนี้

   “แล้วคุณไม่ตอบผมล่ะครับ”

   “ไม่ครับ”

 

   “อ้าว” คุณคีนตั้งใจจะเล่นแง่กับผมใช่ไหม คนอะไรไม่ทำตามคำพูด

   “ผมไม่ชอบคุยกับคนพาล คนโมโห คนใช้อารมณ์”

   “หมายถึงผม?” ผมชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง 

   “คิดว่าใช่ไหม” แน่ะ เขายังย้อนผมอีก

   “อยากรู้ก็ถามดี ๆ  สิครับ พูดกับผมแบบนี้ไม่น่ารักเลย”

   ไม่รู้ว่าทำไมแค่คำพูดคุณคีนแค่คำเดียวทำให้ใจผมที่กำลังโมโห เต็มไปด้วยความมึนตึง กลับหายไปอย่างน่าประหลาด แถมยังทำให้สติผมกลับมา ความรู้สึกเสียใจถาโถมเข้ามาเต็มอกที่เผลอไปทำนิสัยไม่ดีกับเขา

   ‘เด็กจริง ๆ  เลยไอ้เปล’ ผมก่นด่าตัวเองในใจแล้วบอกเขาด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด

  “ขอโทษครับ” ผมหน้าจ๋อยตอนที่บอกเขา

  “ขยับมาใกล้ ๆ  ผมสิครับ” เขายื่นมือออกมา ผมพุ่งตัวเข้าไปหาเขาอย่างเร็ว

  “ผมขอโทษ” ผมย้ำอีกครั้ง รู้สึกเหมือนมีอะไรกดลงมาที่หัว เขาคงจะดมหัวผม โชคดีที่สระผมแล้ว เลยไม่ได้ยินเสียงคุณคีนบ่นว่าผมหัวเหม็นอีก

  “รู้ไหม ตอนที่ผมอายุเท่าคุณ” คุณคีนเอ่ยขึ้นมาท่ามกลางความรู้สึกผิดของผม “ผมเคยเป็นเด็กเกเร ดื้อรั้น ผมติดเพื่อน เล่นยา ไม่ว่าแม่จะพูดยังไงผมก็ไม่เคยฟัง แถมยังเถียง ขึ้นเสียงกับเขาเสมอ จนเขารู้ว่าไม่ว่าจะพูดยังไง ผมคงไม่ฟัง แม่เลยขอเรื่องเดียวขอให้ผมเรียนให้จบ นอกจากเรื่องเรียนแล้วเขาจะไม่ห้ามผม ไม่ว่าผมจะทำอะไรก็ตาม”

   ผมนึกวีรกรรมคุณคีนในตอนนั้นไม่ออกเลย เขาเป็นแบบนั้นจริง ๆ  น่ะเหรอ ไม่น่าเชื่อเลย

   “ขนาดนั้นเลยเหรอครับ”

   “ครับ ไม่เชื่อเหรอ” คุณคีนหัวเราะเบา ๆ 

   “คุณดูไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นได้เลย”

   “พ่อพูดไม่ผิดหรอกว่าถ้าเขาไม่ลากผมกลับมาจากเมืองนอก ไม่รู้ป่านนี้ผมจะเป็นยังไง”

   “ผมเดาว่าตอนที่กลับมาไทยคุณคงอาละวาด” ผมบอกเขาอย่างใจคิด

   “เดาได้เก่ง” คุณคีนเขี่ยปลายจมูกผมทีหนึ่ง

   “ผมไม่ได้อยากกลับมาอยู่กับพ่อ อยู่ที่นู่นมีอิสรเสรี อยากทำอะไรก็ได้ทำ แต่กลับมาที่ไทยต้องอยู่ในกฎในกรอบ ช่วงแรก ๆ  ทนไม่ได้เลย”

   “สุดท้ายคุณก็ผ่านมาได้นี่ครับ”

   “ครับ สุดท้ายก็ผ่านมาได้ ผมไม่ได้อยากเล่าเรื่องแย่ ๆ  ในอดีตของผมให้คุณฟังหรอกนะครับ แต่ทั้งหมดที่พูดขึ้นเพื่อจะบอกคุณว่า เมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่งที่คุณคิดได้และเมื่อไหร่ก็ตามที่เรามองอดีตย้อนกลับไป เรื่องราวและการกระทำต่าง ๆ  ของเรามันจะเป็นสิ่งคอยตอกย้ำอยู่ตลอดเวลา ทุกครั้งที่ผมคุยกับแม่ จนถึงตอนนี้ไม่มีครั้งไหนที่ผมจะไม่รู้สึกเสียใจที่เคยโวยวายทะเลาะใส่เขา”

   “ผมเชื่อว่าแม่ต้องเข้าใจคุณอยู่แล้วครับ”

   “โชคดีที่แม่รักผม เขาจึงไม่เคยโกรธเลยสักครั้ง แต่แม่คงโชคร้ายที่มีลูกอย่างผม คอยเถียงเขาได้ทุกคำ”

   “อย่าว่าตัวเองแบบนั้นสิครับ” ผมกอดเขาแน่นขึ้น ไม่อยากให้เขารู้สึกไม่ดีไปมากกว่านี้

   “ผมจึงไม่อยากให้คุณใช้อารมณ์ทุกครั้งที่ไม่พอใจ คุณมีสิทธิ์โกรธ มีสิทธิ์โมโหได้ครับ แต่ผมอยากให้คุณลองคิดว่าอีกห้านาทีหลังจากที่คุณโมโหแล้วคุณจะไม่เสียใจใช่ไหมเมื่อคุณได้ทบทวนการกระทำตัวเอง”

   “ครับ คราวต่อไปผมจะระวังกว่านี้”

   “ค่อย ๆ  ฝึกไป คุณเก่งอยู่แล้วครับ”

   “ขอบคุณครับ ผมจะพยายามไม่อารมณ์เสียใส่คุณอีก”

 

   “ผมไม่ได้ห้ามคุณไม่ให้อารมณ์เสียหรืออารมณ์ไม่ดี แบบนั้นคงด้านชาไปแล้ว ผมแค่อยากให้คุณลองคิดหรือชั่งใจก่อนว่าจำเป็นต้องโมโหหรือเปล่า ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผมนอกใจถูกคุณจับได้ แบบนั้นถ้าคุณจะโมโห ผมจะไม่ว่าเลย”

   “คุณพูดอะไร” ผมไม่กล้ามองหน้าเขาเลย

   นอกจงนอกใจอะไรกัน มีแต่ถ่านไฟเก่าล่ะมั้ง

   “กลับมาที่คุณบ้าง ทำไมถึงอารมณ์เสียใส่ผม คุณไม่พอใจอะไร”

  

   “ผม..” จู่ ๆ  คุณคีนก็ถามผมขึ้นอย่างไม่ตั้งตัว ตะกี้ผมถามเขาเรื่องอะไรไปบ้างนะ?

   “ถ้าใจเย็นขึ้นแล้ว ลองถามผมใหม่อีกครั้ง อยากรู้เรื่องไหนก่อนครับ”

   “เอ่อ..ผมได้ยินคุณคุยกับคุณเคนถึงเรื่องผม เรื่องคุณที่ชื่อเคท แล้วก็เรื่องน้องชายคุณศักดิ์”

   “ตอบไม่ตรงคำถาม ผมถามว่าอยากรู้เรื่องไหนก่อน ไม่ใช่อยากรู้เรื่องไหนบ้าง และอีกข้อหนึ่งคุณไม่ควรยืนฟังผู้ใหญ่คุยกัน ต่อไปคุณควรจะบอกผมหรือคนอื่นให้รู้ตัวครับ อย่าแอบฟังอีก เด็กดื้อแอบฟังสองครั้ง ไม่สิสามครั้งแล้วนะครับ” คุณคีนสอนผมอย่างใจเย็น และนั่นแปลว่าผมถูกเขาดุอีกแล้ว

   “ขอโทษครับ แต่ผมอยากรู้ทุกเรื่องเลยนี่”

   “สงสัยต้องทำโทษครั้งใหญ่”

   “ถ้าคุณเล่าให้ผมฟังทุกเรื่อง คุณอยากจะลงโทษผมยังไง แบบไหนก็ได้ครับ” คุณคีนเลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ฟังคำพูดผม

   “ข้อแลกเปลี่ยนใช่ไหม”

   “ใช่ครับ”

   “ตกลงครับ”

   ผมหายใจเข้าโดยแรงก่อนจะบอกความในใจให้เขาได้รับรู้

   “แต่ก่อนที่คุณจะบอกในสิ่งที่ผมอยากรู้ ผมอยากบอกคุณว่าถึงแม้ผมจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยเมื่ออยู่กับคุณ ซ้ำยังเป็นภาระให้คุณอีก แต่ผมก็อยากรู้นะครับว่าผมสามารถทำอะไรเพื่อคุณได้บ้าง อย่างน้อยผมจะได้พยายามทำตัวเป็นภาระให้น้อยลง ผมไม่อยากอยู่กับคุณโดยที่ไม่รู้อะไรเลย ไม่อยากถูกคนอื่นมองว่าผมไม่ได้เรื่อง ผมอยากเข้าใจสถานการณ์บ้างก็เท่านั้นเองครับ” 

   “เปลครับ..” เขาเรียกชื่อผม กอดผมด้วยแขนทั้งสองข้างพร้อมกับจูบหน้าผากผมทีหนึ่ง แล้วจึงพูดต่อ “คุณไม่เคยเป็นภาระสำหรับผมเลยสักครั้ง อย่าคิดแบบนั้นอีกนะ แล้วที่ผมไม่ได้บอกให้คุณรู้เพราะวงการนี้มันน่ากลัวเกินไป คนพวกนั้นไม่เคยปราณีและไว้หน้าใครทั้งนั้น ผลประโยชน์คือสิ่งสำคัญที่สุด”

   “ผมไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไง วงการนี้มันคงน่ากลัวอย่างที่คุณบอกแต่การเมืองเป็นเรื่องของทุกคนนะครับ”

   “เป็นตัวคุณ ใช้ชีวิตในแบบที่คุณคุ้นเคย ตั้งใจเรียนให้จบ ตั้งใจทำงานให้ดีแต่ช่วงนี้คุณอาจจะต้องหยุดไปทำงานที่ร้านคุณปุยฝ้ายก่อน ยังไงเดี๋ยวผมให้เคนไปจัดการให้นะครับ ส่วนที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผมจัดการต่อเอง ผมรับปากว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย”

   “เรื่องร้านพี่ปุยฝ้ายเดี๋ยวผมคุยกับเธอเองก็ได้ครับ พี่ปุยฝ้ายไม่น่าจะติดอะไร ส่วนเรื่องนั้น ผมเชื่อคุณครับ” ผมบอกเขา แม้จะไม่แน่ใจว่าเรื่องเหล่านี้จะจบลงอย่างไรก็ตาม

   “ผมลืมบอกคุณไปข้อหนึ่ง อันที่จริงคุณอาจจะไม่รู้ตัวว่าทำเพื่อผมมามาก”

   “ผมหรือครับ? เมื่อไหร่เหรอ” ผมว่าผมยังไม่ได้ทำอะไรให้คุณคีนเลย

   “ตอนที่คุณเป็นเด็กดี ไม่ดื้อกับผม เท่านี้ก็มากสำหรับผมแล้ว”

   ผมนึกสงสัย แค่นี้ก็พอแล้วเหรอครับคุณคีน?

 

 

 

 

 

 

============================================= 

 

เปลคับ ไปทำบุญนะลูกนะ 

 

ใครเล่นทวิตไปทวง บ่น หรือชมก็ได้น้า ที่แทกนี้เลย #พนักงานดูแลเตียง

ความคิดเห็น